ติช นัท ฮันห์ ‘สนทนากับความว่าง’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

หนึ่งเดือนแห่งการจาริกธรรมในประเทศไทยของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระแห่งพุทธศาสนามหายาน นิกายเซน ชาวเวียดนาม ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เชื่อว่า คนไทยไม่น้อยคงจะค้นพบปาฏิหาริย์จากลมหายใจของตนเอง

หลังจากไปภาวนากับท่านในคอร์สใดคอร์สหนึ่ง หรือไม่ก็ไปฟังธรรมจากท่านครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือว่ายังไม่เคยพบท่านเลยก็ตาม ณ พื้นที่กายใจตรงนี้จึงขอมอบลมหายใจ รอยยิ้มและความสุขจากท่าน ในชั่วขณะสองชั่วโมงที่ท่านให้สัมภาษณ์เมื่อยามเช้าวันที่ 23 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา ณ สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย บ้านสระน้ำใส ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เราอาจอ่านบทสัมภาษณ์ของใครต่อใครมามาก แต่วันนี้จะขอเล่าบรรยากาศและบทสนทนาเบื้องหลังการให้สัมภาษณ์ของบุคคลระดับโลกที่ทำงานด้านสันติภาพมาตลอดชีวิต หากมีวิถีชีวิตเรียบง่ายดังเช่นพระป่าธรรมดารูปหนึ่ง

ในวันนั้นท่านให้สัมภาษณ์เป็นกันเองอย่างยิ่งบนศาลามุงจากหลังเล็กๆ ที่พระช่วยกันสร้างขึ้นใกล้ๆ กับกุฏิสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ประมาณ 100 รูป อยู่ห่างจากกุฏิของภิกษุณีพอสมควรซึ่งจำพรรษาอีก 60 รูป บนผืนดินที่กำลังก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมที่ผสานไปกับธรรมชาติรอบๆ เขาใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นวัดเซนให้เราได้เรียนรู้วิถีเซนอย่างต่อเนื่องในไม่ช้านี้

หากเราเคยพบหลวงปู่มาก่อน คงสังเกตการเดินของท่านที่ไม่เหมือนใคร การเดินอย่างสงบทุกย่างก้าวที่อาจจะทำให้ใครบางคนลืมกระพริบตาหรือลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง เช่นเดียวกับขณะนี้ที่ท่านเดินออกมาจากกุฏิ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสงบ เบา สบายอย่างยิ่ง เมื่อท่านมานั่งลงตรงกลางศาลาเรียบร้อยแล้ว ท่านนั่งสงบอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวว่า เราอาจให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ภาวนา นั่นหมายถึงว่าให้เป็นการสัมภาษณ์ในวิถีแห่งสติ ดังนั้น บางครั้ง เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง ขอให้เราผ่อนคลายกลับมาอยู่กับลมหายใจของเราอย่างมีสติ

“เพราะเราอยู่ในประเทศพุทธศาสนา เรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้ และหลวงปู่เองก็ต้องการความสงบและสันติสุขในใจเพื่อที่จะให้สัมภาษณ์ ซึ่งผู้สัมภาษณ์ก็ต้องการสิ่งนี้เช่นเดียวกัน”

ระฆัง

นับเป็นการเริ่มต้นสัมภาษณ์ที่มีความตื่นเต้นอยู่ภายใจเป็นอย่างยิ่ง ฉันสัมผัสได้ถึงภาวะของหัวใจเต้นมากกว่าปกติ และเสียงของลมหายใจของตัวเองที่ดังกว่าใครๆ บนศาลา ทุกอย่างสงบนิ่ง ยกเว้นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว และเสียงภายในของฉัน แต่ไม่นานนัก ความสงบก็ค่อยๆ มาเยือนภายในใจของฉัน และพบกับความสงบอย่างยิ่งจนทำให้ลืมการสัมภาษณ์ไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าหลวงปู่ที่ใจดี มีเมตตาในวัย 87 ปี พรรษาที่ 71 กระทั่ง เมื่อหลวงปู่บอกว่า จำเป็นอย่างมากที่ในระหว่างการสัมภาษณ์เราจะต้องภาวนาไปด้วยกันเพื่อรักษาสันติสุขภายในของเรา และเราจะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเสียงระฆัง

หลวงปู่กล่าวว่า เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง เราจะหยุดพูดคุย หยุดการคิด หยุดการให้สัมภาษณ์และมาเบิกบานกับเสียงระฆังด้วยกันและปล่อยให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ให้เราเบิกบานกับสิ่งรอบๆ ข้าง รับรู้ว่า ชีวิตอยู่ตรงนั้นกับเรา เราสามารถให้สัมภาษณ์โดยไม่มีความตึงเครียดและความกังวล ถ้าเราทำเช่นนั้น บทความก็จะออกมาดี

“และคนที่ได้อ่านบทความของเราก็จะได้รับความผ่อนคลายและมีความสงบสุขด้วย ในวิถีพุทธ เวลาเราได้ยินเสียงระฆัง ซึ่งเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ เราจะหยุดคิด หยุดพูด และกลับมาอยู่กับเสียงระฆังอย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อเธอหายใจออก เธอก็ยิ้มให้กับชีวิตและปลดปล่อยความตึงเครียดทั้งหมดในร่างกายของเ รา ในวัดของเรามักเคยชินกับการทำอย่างนี้โดยไม่ต้องบังคับตังเอง เราไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม เราเพียงแค่เบิกบานแล้วกลับมาตามลมหายใจเข้า หายใจออก

“ในประเพณีทางพุทธศาสนา เราสามารถฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะผ่อนคลายร่างกายของเรา เธอสามารถทำอารมณ์ความรู้สึกให้สงบลง เธอสามารถผลิตความสุข ความสงบในปัจจุบันขณะได้ หลวงปู่ทำงานกับนักข่าวมากมายในประเทศทางตะวันตก หลวงปู่จะให้นักข่าวผ่อนคลาย เบิกบาน แล้วสนทนาบนวิถีแห่งสติไปด้วยกัน”

เชิญดื่มชา

เสียงรินน้ำชาของพระอุปัฏฐากหลวงปู่ ทำให้ฉันต้องเหลียวไปมอง ตามวิถีที่ไม่ค่อยมีสติของฉัน ซึ่งมักหันไปหาตามสัญชาตญาณ แต่การหันไปครั้งนี้ทำให้ฉันสงบลงเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพระที่ค่อยๆ รินน้ำชาอย่างมีสติจนครบทุกถ้วยแล้วหลวงปู่ก็กล่าวว่า เชิญดื่มชา

ระหว่างการดื่มชาอึกแรก อึกที่สอง และอึกที่สาม ฉันได้ยินเสียงนกร้องรอบๆ ตัวชัดเจนมาก ชั่วขณะนั้น หลวงปู่หายไปจากความคิด ไม่มีศาลา ไม่มีแม้แต่ฉัน มีเพียงรสน้ำชาขมๆ ที่ค่อยๆ ผ่านลำคอลงไปจนหมดเกลี้ยง ถ้วยชาของฉันว่างแล้ว เมื่อเหลียวมองถ้วยชาของหลวงปู่ยังเหลืออยู่และของท่านอื่นๆ ก็ยังเหลืออยู่ ฉันเริ่มกลับมาอยู่กับความคิดใหม่ โอ้โห เราซดจนหมดเลยหรือนี่ เอ้อ ความคิดเริ่มเป็นนายเราอีกแล้ว

ชั่วขณะนั้น หลวงปู่ก็กล่าวขึ้นว่า ขณะที่กำลังถ่ายทำก็ขอให้เราเบิกบาน และยิ้มผ่อนคลาย ในระหว่างการสัมภาษณ์ไม่ควรเดินไปเดินมา เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการสัมภาษณ์ และให้ถ่ายรูปหลังจากสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่ให้ถ่ายระหว่างการสัมภาษณ์

“ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก มันจะสะท้อนออกมาในบทความที่เราเขียน หากเราต้องการให้สังคมมีความเข้าใจกัน มีความสมานฉันท์ เราต้องรดน้ำแห่งความเมตตา กรุณาให้เกิดขึ้นในใจเราก่อน บทความนั้นก็จะเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเมตตาและกรุณา ”

แล้วเราก็กลับมาอยู่กับลมหายใจแห่งสติด้วยกันเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ปลุกพุทธะให้ตื่น

จากนั้นหลวงปู่กล่าวว่า มีหัวข้อสองเรื่องที่อยากจะพูดในวันนี้ หัวข้อแรกก็คือ เราจะช่วยทำอย่างไรที่จะปรับปรุงพุทธศาสนาในประเทศนี้ให้ใหม่

“นั่นคือการคำนึงถึงบุคคลมากมาย ไม่เพียงแต่แวดวงพุทธศาสนา พระ และฆราวาสทั้งหลาย เพราะเมืองไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมทางพุทธ หลวงปู่อยากให้พุทธศาสนาได้รับใช้ประเทศชาตินี้เหมือนในอดีต แต่เพราะเราไม่รู้วิธีทำให้พุทธศาสนาให้ใหม่ คำสอนและการฝึกปฏิบัติถ้าไม่ร่วมสมัย คำสอนนั้นก็จะสูญเสียความสามารถ การทำงานทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของนักบวชหรือของพระเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของทุกคน เป็นมรดกของประเทศชาติ ในประเทศตะวันออกกลางมีน้ำมัน แต่ประเทศเรามีพุทธศาสนา ถ้าเรารู้วิธีใช้พุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์ เราจะไปช่วยรับใช้ประเทศชาติของเราได้ เพราะฉะนั้นการทำให้พุทธศาสนาใหม่อยู่เสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ

“เราสามารถที่จะรักษาความสงบสุข เราสามารถที่จะถอดถอนการแบ่งแยก เราสามารถให้คนสื่อสารกันและกันมากขึ้น ง่ายขึ้น เราสามารถทำให้คืนสัมพันธภาพกันใหม่ เราสามารถทำให้นักการเมืองเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยให้นักธุรกิจทุกข์น้อยลง ประสบความสำเร็จมากขึ้น เราอาจจะช่วยคุณครูเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยสอนให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ช่วยทำให้นักเรียนในโรงเรียนเป็นทุกข์น้อยลง สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ เราควรทำพุทธศาสนาเข้าไปในทุกวิถีชีวิต เพื่อที่จะหยิบยื่นสันติภาพ ความเข้าใจ ความกรุณา เพื่อที่จะรับใช้ประเทศชาติอย่างลึกซึ้ง”

สิ่งที่ท่านเน้นย้ำก็คือ เราจำเป็นต้องมีนักข่าวที่ภาวนาอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะได้มีคนหนุ่มสาวมาบวชอีก เมื่อก่อนวัดไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน วัดเป็นผู้นำทางการศึกษา เยียวยาทุกอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ วัดไม่ได้เป็นอย่างนั้นและได้สูญเสียความเป็นผู้นำทางพุทธศาสนา เพราะไม่สามารถปรับปรุงพุทธศาสนาให้ใหม่เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

” นี่คือปัญหาไม่เพียงแต่ประเทศไทย ประเทศศรีลังกา ประเทศทางพุทธในกระแสหลัก เกาหลี ประเทศจีน พุทธศาสนากำลังตายไปอย่างช้าๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปกปักรักษาประเพณีทางพุทธศาสนาไว้เป็นมรดกของประเทศชาติเรา นี่คือหัวข้อแรกที่หลวงปู่อยากจะแลกเปลี่ยน”

การเมืองในใจ

อีกหัวข้อหนึ่งที่หลวงปู่แลกเปลี่ยนก็คือ นักการเมืองจะปรองดองกันอย่างไร เพื่อรับใช้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้น ข้อแรกเชื่อมโยงกับข้อที่สอง คือเมื่อพุทธศาสนามีชีวิตก็สามารถที่จะรับใช้สังคมและประเทศชาติได้

“ในประเทศอเมริกา สถานการณ์ในกองทัพและกรมตำรวจนั้น ตำรวจเขาใช้ปืนของเขาฆ่าตัวตาย จำนวนตำรวจที่ตายมีมากกว่าตำรวจที่ถูกพวกแก๊งฆ่า เช่นเดียวกันกับทหารทั้งหลาย จำนวนทหารที่ฆ่าตัวตายนั้น มีมากกว่าบรรดาทหารที่ถูกฆ่าในสงคราม เขาเข้าไปประเทศในตะวันออกกลาง เขาต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ถูกฆ่าตายที่นั่น เขากลับมายังประเทศของเขาแล้วเขาทนความทุกข์ของเขาไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตาย เพื่อให้ออกจากความทุกข์ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาที่ร้ายแรง จนเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่มีใครช่วยเขาฝึกสติ ไม่มีใครที่จะเยียวยา

“ทหารผ่านศึกที่กลับมาจากตะวันออกกลาง เราได้จัดภาวนาให้กับพวกที่เคยอยู่ในสงคราม ทหารที่ผ่านสงคราม ทหารผ่านศึก และตำรวจ เป็นการยากมากที่จะจัดภาวนาให้กับบุคคลเหล่านี้ แต่เรารู้จักตำรวจหญิงท่านหนึ่ง ที่มาภาวนาและอยากจะช่วยให้ตำรวจมีความทุกข์น้อยลง และขอให้เราช่วยจัดงานภาวนาให้กับตำรวจ เพราะมีความทุกข์ที่ใหญ่มากในกรมตำรวจ

“ตำรวจมีความทุกข์มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนเช้าไปทำงาน เขาไม่รู้ว่าตอนเย็นจะได้กลับบ้านแล้วมีชีวิตอยู่ไหม พอเขากลับบ้าน เขาก็ปฏิบัติกับคนในบ้านเหมือนกันคือเต็มไปด้วยอำนาจ เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวเขา เพราะเขาใช้อำนาจกับลูก หลาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในคุก ผู้ที่คุมคุก มีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ในงานภาวนามีชื่อว่า ‘keeping the peace :รักษาสันติสุข ‘ เมื่อความสันติสุขในตนเองเกิดขึ้น นั่นก็คือสันติสุขในสังคม”

‘ฟัง’ คลายความทุกข์

หลวงปู่ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยเราเป็นชาวพุทธ มีองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้วมากมาย เราจะต้องจัดงานภาวนาให้กับนักจิตบำบัด นักธุรกิจ ครู เราจำเป็นต้องหยิบยื่นคำสอนในวิถีพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวพันกับสังคม จะได้ฝึกคุณครู คุณครูจะได้มีความทุกข์น้อยลง เขาจะปฏิบัติกับนักเรียนได้ด้วยใจที่เมตตากรุณา แม้ว่านักเรียนยังอายุน้อยเป็นทุกข์เพราะอาจจะมาจากครอบครัวที่แตกร้าว มีความรุนแรง คุณครูจะต้องรู้ปัญหา เพื่อที่จะให้เขามีความสงบสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลง เมื่อคุณครูสามารถทำได้ด้วยตนเอง คุณครูก็จะสอนนักเรียนให้ทำได้

“เช่นการรับฟังอย่างลึกซึ้ง คุณครูจะต้องนั่งลงเพื่อรับฟังความทุกข์ของเขา เพียงแค่นั่งและรับฟังก็ช่วยให้มีความทุกข์น้อยลงแล้ว และช่วยจัดตั้งระหว่างคุณครูด้วยกัน กับนักเรียนและคำสอน กับการเรียนก็จะดีขึ้น ถ้านักเรียนนั่งรับฟังคุณครูได้ก็เช่นเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าคุณครูเป็นทุกข์มาก เราจึงต้องเรียนรู้การรับฟังตามแนววิถีพุทธ เพื่อนำสิ่งที่ดีงามมาเยียวยา เราจะต้องฝึกคุณครูมากมายในหลายประเทศ เพื่อที่จะทำสิ่งเหล่านี้ เราจึงจำเป็นต้องมีธรรมาจารย์อย่างเพียงพอทั้งนักบวชและฆราวาส นั่นคือการทำให้พุทธศาสนาใหม่เสมอ”

ประตูสู่การรู้แจ้ง

สิ่งที่หลวงปู่ฝากให้เรากลับมาหาพุทธศาสนาในใจเราก็เพราะว่า ในพุทธศาสนาเรามีสติ สมาธิ และปัญญารู้แจ้ง

“เวลาที่เรามีสติ มีความสงบสุข เราจะได้รับปัญญารู้แจ้ง เราจะช่วยประเทศชาติเราได้อย่างไร ก็ช่วยโดยการฝึกสติ สมาธิและปัญญารู้แจ้งนี้เพื่อช่วยให้ประเทศชาติออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ปัญญารู้แจ้งนั้นจะบอกเธอ และเธอสามารถนำปัญญารู้แจ้งนี้กลับไปให้สาธารณชนรับทราบ ดังนั้น การจะช่วยประเทศชาติได้ก็มาจากการฝึกสติ สมาธิ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ถ้าเธอชัดเจนกับปัญญารู้แจ้ง เธอจะเข้าใจอุเบกขาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ การไม่แบ่งแยก”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  5 พฤษภาคม 2556

Advertisements

‘แก่นรักษาธรรม’ พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130303_001มาฟังพระอธิการเฮนนิ่งเกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ในวัยไม่ถึง 40 ปี สิบกว่าพรรษากันดูว่า การที่ท่านพบแก่นธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่แท้จริงทางภาคอีสานของประเทศไทยทำให้ท่านเปลี่ยนไปอย่างไร และพุทธศาสนาได้ช่วยเหลือผู้คนให้พบกับความสงบเย็นได้มากเพียงใด…

“อาตมาขอโอกาสพูดในฐานะที่เป็นผู้ใหม่ในศาสนา และในฐานะที่อยู่ร่วมกับลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท แม้ไม่ได้เจอหลวงพ่อชา เพราะอาตมาบวชไม่ทันที่จะเจอท่าน แต่ครูบาอาจารย์ชาวต่างประเทศหลายรูปที่ได้บวชหลังจากที่พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ได้บุกเบิกทางแล้ว ก็ยังมีโอกาสอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติโดยตรง ยังมีโอกาสอุปัฏฐากท่านประมาณ 10 ปี อาตมามาทีหลัง ช่วงที่พระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว ยังถือว่า มีความโชคดีที่ได้เจอคำสั่งสอนของท่าน และได้เจอครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่าน ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา คือพระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน ”

พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ในช่วงงานอาจาริยบูชาหลวงพ่อชา สุภัทโท 12-16 มกราคม 2556 ที่ผ่านมาท่ามกลางพระกว่าพันรูปซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์หลวงพ่อชาที่เดินทางมาจากทั่วโลก และประชาชนเรือนหมื่นที่มาปักกลดกางเต็นท์ปฏิบัติบูชากันเต็มวัดในทุกพื้นที่

สิ่งสำคัญที่เราขออนุญาตนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านก็คือ เหตุใดชาวต่างชาติจึงหันมาสนใจในพุทธศาสนากันมากขึ้นจนกระทั่งวัดกว่า 300 สาขาสายหนองป่าพงทั่วโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการบวชเรียนขอผู้คนที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยวิธีนี้กัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เตรียมบวชในต่างประเทศมากกว่าจำนวนวัดที่จะรองรับได้

โชคดีที่พบต้นฉบับ

อาตมารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้บวชเรียนที่นี่เพราะว่า เรื่องข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องรูปแบบ คำสั่งสอนของหลวงพ่อชารู้สึกว่ายังมีทางที่จะเข้าถึงได้ เพราะมีหลายคนมาช่วยกันรักษาไว้ อาตมากำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี ในต่างประเทศอีกหลายแห่งจะหารูปแบบที่เจอในประเทศไทยนี้ไม่ได้

ประเทศของอาตมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศที่เขาว่าเจริญ และเน้นทางด้านการศึกษาทางโลก แต่ละคนที่เป็นญาติพี่น้องทางโน้นมีความรู้สึกต่อชีวิตของตัวเองเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วโลกคือ เราพัฒนาความสงบเย็นเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่มีวิธี ไม่มีส่วนรวมที่จะร่วมมือ ร่วมกำลังได้ก็อาจจะยาก ทางศาสนาเดิมของอาตมา คือศาสนาคริสต์ ก็สอนความดีให้คนบำเพ็ญเมตตาจิตพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้ทุกที่ เสมือนคำสอนของพระพุทธองค์เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวเอเชีย ชาวไทย แต่ถ้าชาติไหน สังคมไหน ไม่รักษาต้นฉบับ ทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่ทางศาสนาสอน ก็อาจจะหายาก

ช่วงนี้ที่อาตมาอยู่ในผ้าเหลืองมาสิบกว่าปีในประเทศไทย รู้สึกว่าเจอรูปแบบที่ดีที่เป็นต้นฉบับให้พวกเราทั้งหลายได้ ในขณะที่เรารักษาข้อวัตรปฏิบัติ รักษาพระธรรมและพระวินัย โดยความเคารพต่อการนับถือ และลงมือในการเสียสละในการรักษาไว้ โดยใจเอื้อเฟื้อ ใจบุญ ด้วยใจเสียสละ

ในสังคมเดิมของอาตมา หลายคนก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่หลายคนก็เจอปัญหาชีวิต เช่นความทุกข์ก็ต้องปรากฏขึ้น ที่จะเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนต้องอาศัยการช่วยกัน และหาวิธี ถ้าเป็นลักษณะที่แต่ละคนต้องหาทางเองก็ลำบาก เราทั้งหลายก็ถือว่าโชคดี อาตมาก็รวมอยู่ในคนโชคดี ที่ยังได้เจอทางที่สมบูรณ์แบบที่มีการรักษาไว้ ก็เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่า วิธีการปฏิบัติในสายวัดป่าอาจจะเป็นเรื่องของสมัยก่อน แต่ว่า หากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เราสามารถตอบคำถามกับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจได้ ถ้าปฏิบัติอยู่ เราก็อธิบายได้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้มีวิธีเช่นนี้อยู่ ถ้าไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดายว่า หลักเดิมที่มีการตรวจสอบ มีการทดลองมาพอสมควร ค่อยๆ จะหายไป

‘สามัคคี’ ทำให้อบอุ่น

ถ้าเรามีหลักอันเดียวกัน และจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ก็ทำให้เราเกิดกำลังด้วย ในสังคมเมืองนอกไม่ได้เน้นเรื่องสามัคคีเท่าไหร่ แล้วรูปแบบที่เคยมีเมื่อก่อน บางส่วนก็หายไปแล้ว เป็นสังคมที่แต่ละคนต้องหาทางเอง แต่ละคนต้องคิดเอง ต้องมีความสร้างสรรค์เป็นพิเศษเฉพาะตัว และกว่าจะได้เจอหลักที่เป็นสากลอาจจะใช้เวลานาน อาจหลงทางเป็นบางช่วง อาจทำสิ่งที่ผิดแล้วแก้ไขได้ยาก ก็ขาดหลักความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

ในขณะเดียวกัน แต่ละคนที่ประสบความสำเร็จโดยลำพังก็มีความภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่ทำให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เด็กเมืองนอกถ้าเขาได้ตอบปัญหาที่ครูตั้งให้ถูกต้อง โดยไม่ได้ดูหนังสือ ไม่ได้ท่อง แต่คิดเอาเอง เขาจะมีความภาคภูมิใจ เขามีความฉลาด สามารถที่จะหาทางเองก็ดี สำหรับคนที่ฉลาดพอ คนที่มีปัญญาพอ ก็หาทางเองได้ บางคนก็อาจจะหลง ไปสู่ทางที่เขาต้องการเองไม่ได้

ถ้าเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีหลักจริงๆ ก็มีเครื่องแบบ มีเครื่องมือให้คนได้อยู่กัน เป็นผาสุก สงบเย็น แต่สังคมที่เน้นเรื่องความหลากหลาย เน้นเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง อาจจะไม่สามารถหาจุดที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันง่ายๆ อาจเกิดความตึงเครียดขึ้นในจิตใจของคน

อาจจะเป็นเพราะคนส่วนหนึ่งได้ทิ้งรูปแบบเก่าที่เคยมี เช่นทางศาสนาที่เป็นจังหวะของชีวิตคน ที่เคยซึมซับอยู่ในชีวิตประจำวันของคนแต่ก่อน สังคมคริสต์ก็มี เช่น วันอาทิตย์ทางคริสต์ศาสนาให้หยุดทำงาน ไม่ใช่ว่าเพื่อจะได้ขี้เกียจ ไม่ทำอะไร แต่เพื่อจะได้ประกอบศาสนกิจ คือมีการหยุดเพื่อจะได้ไม่ต้องไปมีกิจกรรมทางโลก แต่ให้หันหน้าสู่จิตใจของตนเอง โดยคนที่ได้สัมผัสเห็นประโยชน์ว่า ได้ผ่อนคลายและมีโอกาสที่จะวางสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลได้ลง

แต่ปัจจุบัน โบสถ์ในคริสต์ศาสนาที่เคยมีอยู่ทุกหมู่บ้านที่เราเห็นปัจจุบันเป็นวัตถุโบราณ ค่อนข้างจะร้างและบาทหลวงก็เหลือน้อย เป็นอาชีพที่เขาว่าล้าสมัย รูปแบบนี้คนก็ไม่เอา อันนี้อาจจะมีสาเหตุหลายอย่าง เรื่องคำสั่งสอนก็มีส่วน อันนี้พูดในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์มาเป็นพุทธ แต่ว่าโดยทั่วไป ถ้าเราดูหลักที่ศาสนาสอน เรื่องความดี การเอื้อเฟื้อต่อกัน คริสต์ศาสนาก็ไม่ผิดกันกับพุทธศาสนา เพราะมาปรากฏชัดในสังคมที่มีหลักจริงๆ เขาก็จะปฏิบัติตามนี้ แล้วก็มีวิธี จังหวะ การแบ่งเวลาให้

อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้สำนึกถึงว่า ถ้าศาสนามีรูปแบบในการจัดการชีวิตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราจริงๆ มันเป็นประโยชน์แก่เรา แล้วเราจะหาจุดยืนของเราได้อย่างดี ถ้าทิ้งหลักนี้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเมืองนอกแล้ว เป็นลักษณะว่าของใครของมัน ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ในอนาคตอาจจะไม่เหลือมากเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเราเห็นภาพอันงดงามของคนที่ตั้งใจปฏิบัติร่วมกัน รักษาระเบียบ เห็นประโยชน์ต่อผลกระทบต่อจิตใจของเราเองด้วย เราควรจะรักษาไว้และส่งเสริมต่อ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยในสังคมของเรา

ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้

อาตมามาจากสังคมที่ศาสนาหายไป แต่ยังเจอทางพุทธศาสนาที่เป็นต้นฉบับสมบูรณ์ ทำให้เราเห็นทางสำหรับตัวเองในประเทศไทยนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้สอนอย่างชัดเจน และเข้าถึงจิตชาวพุทธในประเทศไทยโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้เหมือนกัน เพราะเป็นการสอนที่มีการปฏิบัติที่ลึกมาก อย่างเช่น เราไปบิณฑบาตกันทุกเช้า อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าไม่ระวัง

พระบางทีไม่ได้บิณฑบาตด้วยการเดิน แต่นั่งรถ บางทีนั่งรถอยู่แล้วให้โยมมาใส่บาตรที่รถ อันนี้จะทำให้ต้นฉบับหายไปได้ วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะการบิณฑบาต เรามีส่วนเกี่ยวข้องกันในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนทุกเช้า มีอิทธิพลต่อเราพอสมควร ถ้าเป็นพระไม่ต้องบิณฑบาต มาเรียนหนังสืออย่างเดียว นั่งสมาธิอย่างเดียว ต้นฉบับจะหายไป

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาตมาโชคดีได้ไปร่วมการประชุมกับองค์ดาไลลามะ ประมุขสายทิเบตที่อินเดีย ทางโน้นเอง ท่านไม่อยากเรียกว่าสายทิเบตเท่าไหร่ ท่านบอกว่า พุทธะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติ การเรียกว่า พุทธศาสนาไทย พุทธศาสนาทิเบตเป็นเรื่องชาตินิยม แต่จริงๆ แล้ว ควรเรียกว่า พุทธภาษาสันสกฤตจากมหาวิทยาลัยนาลันทา และของเราก็เป็นพุทธภาษาบาลี อาตมามีความซึ้งใจมากที่มีการเกี่ยวข้องกับชาวพุทธคนละอย่าง ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น

เมื่อก่อนอาตมา เปรียบเทียบพุทธกับคริสต์ศาสนาในสังคมตะวันตก ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอมาเทียบระหว่างพุทธด้วยกันในเอเชีย ทำให้เปลี่ยนมุมมอง เกิดความรู้ใหม่ เห็นว่า เราโชคดีได้เจอสายพระป่า และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อชา ในภาพรวมที่เป็นต้นฉบับจากพุทธกาลที่สืบทอดมาโดยพระป่าของเราควรอนุรักษ์จริงๆ เพราะจะเป็นเครื่องมือให้อีกหลายรุ่นได้ใช้สะดวก

คุณธรรมขององค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องเมตตา กรุณา ซึ่งเป็นพรหมวิหารสายโพธิสัตว์ คุณธรรมนี้เป็นใหญ่เช่นเดียวกับคริสต์ศาสนา ในตะวันตกพุทธสายนี้จึงเป็นที่รู้จักและมีผู้ปฏิบัติตามมากมาย

องค์ดาไลลามะได้พูดถึงหลักของศาสนาพุทธควรเน้นอะไรในปัจจุบัน ในสังคมอุตสาหกรรม สังคมที่เจอปัญหานานัปการซึ่งห่างเหินจากจิตวิญญาณพอสมควร ตามที่ท่านได้สัมผัสอยู่เมืองนอก อยู่นอกประเทศของท่าน ซึ่งสังคมเมืองนอกห่างจากจิตใจของตัวเอง เน้นรูปธรรม วัตถุสิ่งของ แต่ตัดเรื่องจิตใจออกไป ทางพุทธศาสนา เน้นเรื่องคุณธรรมด้านจิตใจ ทำอย่างไรจึงจะโปรดโลก ช่วยโลก ท่านก็มองด้วยสายตามหายาน มองชนทั้งหลายเป็นใหญ่ พูดในอุดมการณ์ของพุทธศาสนา

จริง ๆ ก็เข้ากับหลักของเราได้ดี ท่านเน้นเรื่องหลักแท้ของพุทธศาสนาทุกสาย ท่านพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา อริยมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติเรื่องนี้โลกจะได้เจริญทางจิตใจ ท่านพูดเรื่องศีลปาติโมกข์ ของเถรวาทกับสายนาลันทาไม่ต่างกันเท่าไหร่ เช่น การไม่ฉันในเวลาวิกาล หลักอันเดียวกัน ท่านบอกว่าไม่มีอุปสรรคในเรื่องพระวินัย ศีลของคฤหัสถ์ก็ไม่มีอุปสรรค ให้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ เป็นประเด็นของคนทางโลกที่ต้องการผ่อนคลาย และต้องปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา

พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

หลักของพุทธศาสนาสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ท่านบอกว่า อิทธิพลของการนั่งสมาธิมีผลกับสมอง อารมณ์ดีชั่วมีผลกับร่างกายและจิตใจ การละความคิดอกุศล ทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ องค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องพุทธศาสนาให้ทันสมัยตามความรู้ทางโลก และควรมีการเทียบกับระบบสากลที่นักปรัชญาในหลายๆ สาขา เช่นนักวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

อาตมาเองได้สัมผัสกับประเทศของอาตมาในเยอรมัน ล้วนให้เกียรติพุทธศาสนา เพราะมีเหตุผล ไม่ชักชวนในทางที่งมงาย สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

คนไทยเล่า มีแก่นธรรมอยู่กับตัวหากไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดาย!

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ผลการสแกนสมองพระในพุทธศาสนา “การฝึกสมาธิ” ทำให้สมองส่วนความสุขมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ

ผลการสแกนสมองพระในพุทธศาสนา “การฝึกสมาธิ” ทำให้สมองส่วนความสุขมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ

การฝึกสมาธิ สามารถเปลี่ยนสมอง ความคิดและชีวิตได้

การฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันสามารถเพิ่มขนาดของสมองส่วนความสุขให้ใหญ่ขึ้นได้

Matthieu Ricard เขาคือผู้ชายที่มีความสุขมากที่สุดในโลก?

Is this the world’s happiest man? Brain scans reveal French monk has ‘abnormally large capacity’ for joy – thanks to meditation

  • Brain scans reveal Buddhist monk Matthieu Ricard has largest capacity for happiness ever recorded
  • Meditation ‘completely changes your brain and therefore changes what you are’, says 66-year-old
  • He says you can do it too by learning how to let your thoughts drift

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 10:41 GMT, 31 October 2012

Ricard: ‘Meditation is not just blissing out under a mango tree but it completely changes your brain’

A French genetic scientist may seem like an unusual person to hold the title – but Matthieu Ricard is the world’s happiest man, according to researchers.

The 66-year-old turned his back on Parisian intellectual life 40 years ago and moved to India to study Buddhism. He is now a close confidante of the Dalai Lama and respected western scholar of religion.

Now it seems daily meditation has had other benefits – enhancing Mr Ricard’s capacity for joy.

Neuroscientist Richard Davidson wired up the monk’s skull with 256 sensors at the University of Wisconsin as part of research on hundreds of advanced practitioners of meditation.

The scans showed that when meditating on compassion, Ricard’s brain produces a level of gamma waves – those linked to consciousness, attention, learning and memory – ‘never reported before in the neuroscience literature’, Davidson said.

The scans also showed excessive activity in his brain’s left prefrontal cortex compared to its right counterpart, giving him an abnormally large capacity for happiness and a reduced propensity towards negativity, researchers believe.

Research into the phenomenon, known as “neuroplasticity”, is in its infancy and Ricard has been at the forefront of ground-breaking experiments along with other leading scientists across the world.

‘We have been looking for 12 years at the effect of short and long-term mind-training through meditation on attention, on compassion, on emotional balance,’ he said.

‘We’ve found remarkable results with long-term practitioners who did 50,000 rounds of meditation, but also with three weeks of 20 minutes a day, which of course is more applicable to our modern times.’

Andy Francis (left) and associate scientist and Antoine Lutz (right) outfit Matthieu Ricard with a net of 128 sensors

He added to AFP: ‘It’s a wonderful area of research because it shows that meditation is not just blissing out under a mango tree but it completely changes your brain and therefore changes what you are.’

He believes meditation can alter the brain and improve people’s happiness in the same way that lifting weights puts on muscle.

A computer monitor displays graphic renderings of Matthieu Ricard’s brain during an MRI test at the University of Wisconsin-Madison

The son of philosopher Jean-Francois Revel and abstract watercolour painter Yahne Le Toumelin, became something of a celebrity after writing ‘The Monk And The Philosopher’ with his father. This was a dialogue on the meaning of life.

He followed up with a practical guide in 2011 called ‘The Art Of Meditation’ making the case for why others should follow the same path.

Matthieu Ricard is a close confidante of the Dalai Lama

Ricard said: ‘That was the end of my quiet time because it was a bestseller. Suddenly I was projected into the western world. Then I did more dialogues with scientists and the whole thing started to spin off out of control.

‘I got really involved in science research and the science of meditation.’

A prominent monk in Kathmandu’s Shechen Monastery, Ricard divides his year between isolated meditation, scientific research and accompanying the Dalai Lama as his adviser on trips to French-speaking countries and science conferences.

He addressed the World Economic Forum in Davos at the height of the financial crisis in 2009 to tell gathered heads of state and business leaders it was time to give up greed in favour of “enlightened altruism”.

He was awarded the French National Order of Merit for his work in preserving Himalayan culture but it is his work on the science of happiness which perhaps defines him best.

Ricard sees living a good life, and showing compassion, not as a religious edict revealed from on high, but as a practical route to happiness.

‘Try sincerely to check, to investigate,’ he said.

‘That’s what Buddhism has been trying to unravel – the mechanism of happiness and suffering. It is a science of the mind.’

MATTHIEU RICARD ON WHY YOU SHOULD MEDITATE AND HOW YOU CAN DO IT

Mattieu Ricard has spoken about The Art of Meditation in a video hosted by the charity RSA. Here are some hints and tips…

  • A healthy mind should act like a mirror – faces can be reflected in a glass but none of them stick. Use the same technique with thoughts – let them pass through your mind but don’t dwell.
  • It’s impossible to stop thoughts from coming but focusing on a particular sound or the breath going in and out calms the mind, giving greater clarity. Controlling the mind is not about reducing your freedom, it’s about not being a slave to your thoughts. Think of it as directing your mind like a boat rather than drifting.
  • Be mindful – pay attention to the sensations of your breath going in and out. If you notice your mind wandering simply bring it back to focusing on your breath. This is known as mindfulness. You can apply it to other sensations to bring you into the ‘now’ rather than dwelling on the past or future. You could focus instead  on heat, cold and sounds that you hear.
  • Once you’ve achieved some skill in this you can use that to cultivate qualities such as kindness, or dealing with disturbing emotions. He says everyone has felt all-consuming love but usually it lasts for about 15 seconds, but you can hold on and nurture this vivid feeling by focusing on it in meditation. If you feel it becoming vague you can consciously revive it.
  • Like when playing the piano, practising the feeling for 20 minutes has a far greater impact over time than a few seconds.  Regular practise is also needed like watering a plant.
  • You can then use meditation to gain some space from negative emotions. Ricard says: ‘You can look at your experience like a fire that burns. If you are aware of anger you are not angry you are aware. Being aware of anxiety is not being anxious it is being aware.’ By being aware of these emotions you are no longer adding fuel to their fire and they will burn down.
  • You will see benefits in stress levels and general wellbeing as well as brain changes with regular practise in a month. Those who say they don’t have enough time to meditate should look at the benefits: ‘If it gives you the resources to deal with everything else during the other 23 hours and 30 minutes, it seems a worthy way of spending 20  minutes,’ Ricard says.

 

Mr Ricard has undergone a battery of tests, including an MRI (left) to reveal how his ‘enlightened’ mind works

A computer monitor displays data being recorded during an EEG test conducted with Mr Ricard

SOURCE:  dailymail.co.uk

พรทิพย์ โรจนสุนันท์ พลิกศพ…พบสุข โดย ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อเอ่ยถึงหมอพรทิพย์คงหนีไม่พ้นคำว่านักนิติวิทยาศาสตร์มือหนึ่งของไทย บางคนอาจพาลนึกไปถึง ‘หมอผ่าศพ’ แต่ใครจะเชื่อว่า ‘ศพ’ ที่หลายคนรังเกียจเดียดฉันท์นั้นจะนำมาซึ่งจิตใจอันรู้ตื่นและเบิกบาน เพราะในวันนี้ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ก้าวข้ามความหวาดกลัว ปัญหา และเรียนรู้จากความตายทั้งของผู้อื่นและที่เข้ามาประชิดตนเอง กระทั่งรู้เห็นธรรม

ปัจจุบันเธอทุ่มเทกาย-ใจให้กับภารกิจที่ปลายด้ามขวาน หนึ่ง เพื่อเรียกคืนสันติสุขกลับมา สอง เธอเชื่อว่านี่คือหน้าที่ที่เธอถูกเลือกแล้ว

ทำงานกับศพมากมาย มองเห็นอะไร

มองเห็นธรรมะในธรรมชาติ เหมือนเดิม ถ้าคิดแบบง่าย ไม่ต้องลึกเลยนะ สมมติเรารักใครสักคน เราคิดให้เขาเป็นศพ มันจะเกิดอะไรขึ้นในใจเรา เช่น พอเขาตายปั๊บ คนเราจะบอกว่า โอ๊ย…ยังไม่ได้ทำโน่นให้เลย อยากจะกอดก็ยังไม่ได้ทำเลย จะรู้สึกตอนตาย แต่เอาใหม่ คนนี้เรารักมากเลย โดยเฉพาะผู้หญิงรักผู้ชายมากเลย กลัวผู้ชายไปเจ้าชู้ ให้เขามานอนตายปุ๊บ แล้วเอาผ้าปิดหน้า อ้าว…มันก็ตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีอะไรเลย เราไปยึดติดอะไรวะ มันทำให้เราแก้ปัญหายึดติด

ผ่าลงไปภายในก็เห็นตับไตไส้พุง ก็จะเริ่มรู้จักไม่ยึดติดคนอื่นและตัวเองด้วย คนบางคนปรุงแต่งจนไม่เหลือของเดิม เพื่อให้คนอื่นเขารัก แต่พอเข้าไปดูข้างใน อะไรก็ไม่รู้ ตับไตไส้พุง

หรือพฤติกรรมของคนที่อยู่ข้างๆ เขา เช่น เพิ่งตายใหม่ จากกันใหม่ๆ ไม่กล้ากอด แสดงว่าเขายึดติดไง เราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนเราควรดูแลตัวเราเองให้มีค่าด้วยตัวเองซึ่งไม่ใช่เปลือก แต่เป็นแก่น

มีหลักคิดอย่างไรเพื่อเพิ่มแรงใจในการทำงาน

ถ้าจะบอกว่าการทำงานแบบนี้จะต้องใช้อะไรบ้าง อย่างแรกเลยเพื่อให้เราทำงานได้ปกติ คือ ตัวเราต้องชอบ มีความสุข มีความสนุก มีความศรัทธา มีคนถามว่าผ่าศพมันสุข มันสนุกตรงไหน หรือว่าการค้นหาความจริง ก็ต้องตอบว่า ความสนุกของมันคือการได้คิดค่ะ “เอ๊ะ…ทำไมมันเป็นอย่างนี้” พอ “เอ๊ะ!” ปุ๊บก็จะคิด ค้นหาวิธี เป็นความปิติที่ได้ คือ ทุกครั้งที่เราหาเจอ เปรียบเสมือนเราได้ทำหน้าที่แทนคนตาย

โดยเฉพาะการทำงานภาคใต้ ระเบิดตู้ม มีปืนยิง อะไรประมาณนี้ เราเจออะไรได้สักอย่างหนึ่งเนี่ยจะเกิดความปิติ มันไม่ใช่ความสนุกแล้วค่ะ ตรงนี้ถือเป็นสิ่งทำให้สนุกในการทำงาน ส่วนเวลาเผชิญอุปสรรคต้องบอกว่าหนักมาก มันอยู่ที่เราทำความเข้าใจ เราก็เริ่มสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเราแก้ที่เขาไม่ได้ เขาไม่ชอบเรา อย่างไรเขาก็ด่า ด่าออกทีวีทั้งประเทศก็มี เราแก้เขาไม่ได้ งั้นเราแก้ที่เรา พอต่อมาเจอสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนคือธรรมะ นั่นคือถ้าเราเข้าใจเสียว่าอุปสรรคคือมาร มารคือแบบฝึกหัดแห่งการพัฒนาตน ก็ช่วยได้เยอะ

คุณหมอชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้วหรือเปล่า

ด้วยความเป็นคนที่ชอบ “เอ๊ะ!” ทำงานก็ถามว่า ทำไมถึงตาย ทำไมคนนี้ยังไม่ทันลืมตาดูโลกแล้วแม่ฆ่าตาย หรือบางคนไม่ได้เป็นคนชั่วเลยแต่ถูกฆ่าทารุณ ทำไมคนชั่วตายดี อะไรประมาณนี้ ก็เริ่มหาคำตอบ พอหาคำตอบก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ดับสูญ หมายความว่าต้องกลับมาเกิดใหม่ ตอนนั้นเรายังวนแค่นี้ เราเข้าใจ ทำให้เราเข้าใจว่าการเกิดเป็นมนุษย์ต้องทำความดีเยอะๆ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ เกิดความเปลี่ยนแปลงตอนคดีเจนจิรา ภาษิตไทยบอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว ดังเร็วดับเร็ว” ก็กลับมาส่องกระจกตัวเอง “ฉันกำลังจะดับแล้วใช่ไหม” ก็ตั้งคำถาม “แล้วฉันไปทำอะไรผิดล่ะ” ตรงนั้นค่ะธรรมะมาครั้งแรกในชีวิต ที่มาแบบเต็มๆ เลยคือ “หรือเรากำลังถูกเลือกให้ทำอะไรบางอย่าง” เพราะฉะนั้นความดังนี้เขาไม่ได้ให้เรานะ เขาให้เป็นเสื้อที่ทำให้คนมองแล้วสะดุด แต่ไม่ใช่ของเรานะ

ปรากฏว่าพอคิดได้ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นนะ งานมันทะลวงมาตลอดตั้งแต่คดีเจนจิรา ต้องมากระทรวงยุติธรรม ทำคดีคุณห้างทอง ไปทำงานภาคใต้ เจอสึนามิ สุดท้ายตรงสึนามินี่แหละค่ะที่เข้าธรรมะเต็มตัวตอนที่ได้เจอท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี หลังสึนามิท่านได้มาเมืองไทย เราไม่ได้รู้จักกัน แต่ท่านได้เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์มีรูปผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกินข้าวท่ามกลางกองศพ แล้วท่านก็บอกว่าอยากเจอผู้หญิงคนนี้ เมื่อท่านเจอเหมือนกับท่านส่งสัญญาณเตือน

หนึ่ง เลิกทำงานใต้ไม่ได้นะ สอง งานใต้จะจบได้ด้วยผู้หญิง สาม คุณหมอต้องบูชาพระเจ้าตากคู่พระนเรศวร สี่ ชีวิตของคุณหมอจบไปนานแล้ว ที่อยู่นี่คือการต่อบุญ ถ้าทำงานคืออย่าท้อแท้ สุดท้ายคือ ท่านให้ไปอินเดีย

ไปอินเดียได้อะไรกลับมาบ้าง

พอเราไปอินเดียก็ อ๋อ…ที่เราหาคำตอบไม่ชัดนักว่าหลังตายแล้วไปไหน เราไปเห็นที่อินเดีย และไม่ใช่เห็นทันทีนะ เพราะนับจากวันนั้น 2548 ถึงวันนี้ ไปอินเดียมา 15 ครั้งแล้ว ที่นั่นทำให้เรามีพลังกลับมาในการสะสมกรรมดี ไปพุทธคยาครั้งที่สอง ถึงจะตอบได้ว่าทำไมเราต้องมาอินเดีย แทนที่จะตอบได้ว่า อ้อ…นี่แดนตรัสรู้ ครั้งแรกแค่ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าลำบาก ได้แค่นี้ พอไปพุทธคยาครั้งที่สอง เพิ่งจะเริ่ม เอ๊ะ…พระพุทธเจ้าทำไมต้องมาตรัสรู้ตรงนี้ เขาบอกว่าที่ตรงนี้มีมาหลายภพหลายชาติ พระท่านหนึ่งเล่าว่าตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ มีมารมาผจญ แล้วมีคนช่วย คนที่ช่วยคือแม่พระธรณี โอ้โห หมอถึงบางอ้อเลย เพราะรูปที่ท่านเจ้าคุณให้เราถือเนี่ย พระพุทธเจ้าผจญมาร คือ ตอนตรัสรู้ และเราก็เพิ่งเห็นพระแม่ธรณี ที่แท้เป็นสัญลักษณ์ของการผจญมาร แล้วก็ทำให้เราเห็นหลายๆ อย่าง

ที่สำคัญที่สุดทำให้เราได้เห็นตอนพุทธศาสนาดับค่ะ ที่นาลันทา ตอนแรกที่ท่านพาไปเห็น ก็โอ้โห ใหญ่จังเลยนะ แต่เราเห็นก็สะท้อนใจ ว่าพุทธศาสนาหายไปตอนนี้ ที่ท่านจัดให้ไปเพื่อให้เข้าใจปัญหาภาคใต้ เราก็เลยรู้จักว่าถ้าเราแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยใจที่โกรธ ปลายไม่สุดหรอก แต่ถ้าเราเข้าไปดูว่าที่แท้เป็นความอ่อนแอของคนไทยพุทธ เหมือนในพุทธกาล นาลันทาเป็นตัวบอกเราว่า นักรบมุสลิมบุกมา 200 กว่าคน พุทธหายหมดเลยหมื่นกว่าคน แล้วก็หายไปจากโลกนี้ตั้งแต่นั้นมา เราเห็นประเทศไทยทันที

สำหรับคุณหมอ ธรรมะคืออะไร

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าไปค้นขึ้นมาทำให้เป็นระบบ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เรามองไม่เห็น เราจะมองไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา แม้แต่เรื่องง่ายๆ มันก็เป็นธรรมะนะ ทำไมคนเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไปเชื่อเรื่องดวง คุณธาตุไฟ ฉันธาตุน้ำ ทำไมต้องบอกหมอดูเก่ง ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติ คนธาตุไฟก็โชติช่วงชัชวาลย์ สว่างแยงตาคนอื่น อาจจะให้ความสว่างแก่เขาวูบวาบ เปลี่ยนใจเร็วมาก ร้อนจะอบอุ่นถ้าหนาว ธาตุน้ำเป็นอย่างไร ตรงกันข้าม ประมาณว่าน้ำมีหลายรูปร่าง มีหลายอุณหภูมิ น้ำกับไฟตรงข้ามกันเสมอ น้ำดับไฟ ไฟลนน้ำเดือด แค่นี้ก็เป็นธรรมชาติแล้ว มันสอนว่ามนุษย์หรือทุกสิ่งเป็นกรรมของตัวมันเอง เราต่างหากที่จะจัดการตัวเอง แล้วก็เริ่มสนุก

เชื่อเรื่องหลังความตายหรือไม่

ถ้าเรามองตามนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ตายปั๊บ เกิดปั๊บ บางครั้งวิทยาศาสตร์ไม่ถึงกับตอบโจทย์ได้ว่ามันลงตัวได้พอดี แต่ถึงมันจะลงตัวได้พอดีก็แล้วแต่ แต่เชื่อว่าต้องมีช่วงที่ล่องลอยอยู่ ช่วงที่ล่องลอยเนี่ยจะคิดหรือว่ามีความสุข อย่างตอนสึนามิ 4,000 กว่าศพ ถามว่าทุกคนที่ตายจะเป็นอย่างไร เขาไม่ทันเตรียมตัวตาย เราเชื่อว่าจิตก็ยังไม่จากกันเท่าไร คงอยากให้เอาร่างคืนสู่ญาติโดยเร็ว เรามองว่าชีวิตหลังความตายคงไม่ใช่อะไรที่จะแสดงความต้องการของตัวเองได้สักเท่าไรนัก เราควรจะมองมันเป็นบทเรียนมากกว่าว่า คุณเตรียมตัวให้มากที่สุดเถิด เพราะถ้าได้กลับมาเกิด มาชดใช้กรรม เราต้องเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือชีวิตหลังความตาย

เป้าหมายสูงสุดของคุณหมอ

นิพพานค่ะ คำเดียวเลยค่ะ เพราะถ้าเราไปถึง ไปเห็น แล้วเรายังไม่ทำ มันจะเอาอีกเท่าไร ตอบไม่ได้ว่ากี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ที่เราจะนิพพาน แต่ตอบได้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาทางไปนิพพาน เพียงแต่คุณจะหาทางไปเจอเร็วหรือช้า ที่เรามีความสุขในการทำงานเพราะเรามองมันคือสะสมบัญชีกรรมที่จะไปสู่นิพพาน บางคนอยากเป็นเศรษฐีร้อยล้านก็สะสมเข้าไป แต่หมอถือว่าการที่เราทำงานมันคือการสะสมกรรม ยิ่งงานยาก งานที่ได้กับคนเยอะๆ กรรมก็ต้องใหญ่กว่า แต่เราไม่ได้โลภตรงนั้นนะ คือ เราอยากหลุดพ้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาทำให้ท้อไหม

ใหม่ๆ ไม่ท้อนะ แต่จะหาทางแก้ไข ว่าจะชี้แจงเขาไหม แต่ระหว่างตอนที่เราจะหาทางแก้ไขเราก็จะกลับมาสังเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเกิดเช่นนี้ เราพยายามดูตัวเรา พยายามดูคนอื่น สิ่งเหล่านี้หมอพบในธรรมชาติ ธรรมชาติ ในสังคมเรา ที่มันจอมปลอมคือ ผู้หญิงมีลักษณะนี้เยอะ และหมอก็ตอบในเชิงธรรมะได้ เพราะธรรมชาติผู้หญิงเกิดง่ายกว่าผู้ชาย ผู้ชายต้องมีการพัฒนายากกว่า ผู้ชายไม่ค่อยมีเรื่องอิจฉา

อีกอย่างคือเรื่องคนเก่ง สังคมคนเก่งกับคนดีไม่เหมือนกัน เราเรียนรู้ว่า แก่นของคนเก่งไม่ใช่ของจริงหรอกค่ะ ในสถานการณ์ที่คนอื่นอุปโลกน์ให้ สถานการณ์ที่เขาเทียบกับคนเก่งน้อยกว่า เขาจึงเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นคนเก่งจะมีลักษณะอย่างไร หลงว่าฉันต้องเก่ง อยากรักษาความเก่ง การรักษาความเก่งคือมองคนอื่นอย่างกดลง ทำนองเดียวกัน เราเข้าใจว่าคนที่ไม่ชอบเขาคงคิดว่าเขาเก่ง เขาก็เลยมองว่าเราไม่เก่ง ไม่ดีจริง เราก็กลับมามองว่าเราเก่งไหม คำตอบคือ ไม่เลยค่ะ ไม่เคยสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าตัวเองเก่ง และถามว่าคิดว่าตัวเองดีไหม ก็ตอบว่า ตั้งใจทำดี แต่พอมาศึกษาความดี ความดีไม่ต้องเทียบค่ะ คนดีอยู่ด้วยกันเป็นร้อยเป็นพันได้ แต่คนเก่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันตีกันตาย

ถ้าไม่มองเห็นธรรมะ จะมีภูมิต้านทานแบบนี้ไหม

ถ้าไม่มีธรรมะมาก่อน ไม่มีทางมีภูมิต้านทานค่ะ ถึงได้เล่าให้ฟังไงคะว่าจุดเปลี่ยนคือการเป็นคนดังมากตอนคดีเจนจิรา มันทำให้เราตั้งสติ หาเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ เราจะเริ่มเชื่อว่าต้องเตรียมตัวกับความเลวร้ายตรงนี้นะ ปรากฏว่าธรรมชาติก็จัดสรรให้เราเป็นมะเร็งเสียอีก นั่นคือบทเรียนที่เราจะต้องจัดการกับความเครียด เพราะมะเร็งถ้าเครียดเมื่อไรมันจะถามหา เวลาใครด่า คนเราจะรักตัว ไม่อยากตาย ก็เอาความเครียดออกไปซะ

กำลังใจแด่ผู้ที่ถูกสังคมบีบคั้น

ความบีบคั้นมีดีกรีหลายอย่าง แต่ว่าเอาสูตรหนึ่ง ถ้าเราแกะความทุกข์ ความทุกข์ของทุกคนเป็นสมการ (สิ่งที่ควรเป็น – สิ่งที่มันเป็น) ความทุกข์ของเราส่วนมากคือ อ้าว…เขายืมตังค์เราไปแล้ว เขาต้องเอามาคืนเราสิ แต่ความจริงคือเขาไม่เอามาคืน สามีควรจะรักเราคนเดียวสิ ในความจริงคือรักไปสามคนเลย ตรงนี้ทำให้ศูนย์ได้ไหม ยากมากค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปแก้ที่คนอื่น สมการนี้เกิดขึ้นจากอีกตัวหนึ่งที่อยู่นอกวงเล็บ นอกวงเล็บคือตัวเรา คือ อัตตา ถ้าเราทำตัวเราให้เป็นศูนย์ มันง่ายต่อการทำวงเล็บให้เป็นศูนย์ หมอเรียนรู้วิธีแก้สมการนี้ ถามตัวเองว่าจะทุกข์ไปเพื่ออะไรก่อนจะไปแก้เขา ถ้าเราทำตรงนี้ไได้ เราก็จะอยู่กับในวงเล็บนี้ได้ดีขึ้น

ถ้าเรายึดมั่นตัวเราเอง ความสุขจะอยู่ที่ตัวเรา พอเราไม่เอาตัวเราไปเกี่ยวไว้กับใคร ความสุขจะต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2555