ต้นแบบชีวิตคิดบวก โดย บุษกร ภู่แส

bangkokbiznews140316_001เด็กสาววัย 14 ประสบอุบัติเหตุสูญเสียทั้งสองขา ผ่านไป 4 ปี ดีกรีความสุขของเธอกลับพุ่งสูงขึ้น ด้วยมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ล้มเหลว พลาดหวัง ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว หรืออุปสรรคไป ชีวิตของคุณจะมีคุณค่า และมีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนอย่างสาวน้อยผู้นี้

หลายคนคงจะทราบข่าวชีวิตพลิกผันของ “ธัญย์” ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ กันมาบ้างแล้ว จากเด็กสาววัย 14 ที่เผชิญมรสุมชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุถูกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ทับเมื่อ 4ปีที่ผ่านมาทำให้เธอสูญเสียขาทั้งสองข้าง แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของเธอลดลง ตรงกันข้าม ดีกรีความสุขกับพุ่งสูงขึ้นมาพร้อมกับมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

ปัจจุบัน น้องธัญย์ กลายเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งถูกรับเชิญไปบรรยายให้กำลังใจแก่กลุ่มคนต่างๆที่ต้องการแรงบันดาลใจจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือภาคเอกชน ในศูนย์การค้าต่างๆ ล่าสุด ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกาย ในรูปแบบการเป็นพรีเซ็นเตอร์ สปอร์ตโฆษณาชุด วิ่ง สู่ชีวิตใหม่ โดยเป็นตัวแทนของผู้ที่สูญเสียขาแต่ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย

“ครั้งแรกที่มีคนติดต่อมา คิดว่าคงทำไม่ได้หรอก เพราะคอนเซ็ปต์ ต้องวิ่ง เป็นเรื่องยากสำหรับเรา เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการวิ่ง นอกฟิตเนส ไม่ได้เป็นทางเรียบเหมือนกับลู่วิ่งบนเครื่องที่เป็นทางเรียบตลอดเวลา สถานที่จริงมีทั้งทางราบ สเตปเยอะมาก การรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้จึงเท่ากับว่า เราชนะใจตนเอง รู้สึกดีใจ ที่สามารถทำ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก จนบางครั้งร้องไห้ แต่ด้วยกำลังจากทุกคนในครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้”

เติมชีวิตให้คิดบวก

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ถึงมุมมอง แนวคิดที่ทำให้ ณิชชารีย์ สามารถลุกขึ้นมามีพลังในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เธอ มองว่า สิ่งสำคัญเกิดจากการปลูกฝังแนวคิดเชิงบวกของคุณพ่อกิตติ์ธเนศ บวกกับเป็นคนที่มีอุปนิสัยร่าเริงอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แม้ว่าจะรู้สึกแย่ แต่ก็สามารถจะปรับตัวได้เร็ว จากการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ความคิดบวก ส่งผลให้ เธอมีสุขภาพกายใจเต็ม 100 เพราะออกกำลังสม่ำเสมอ ส่วนสุขภาพใจเรียกได้ว่าเกิน 100 เนื่องจากทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพูนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างการเป็นวิทยากรรับเชิญในการนำเสนอวิธีคิดเชิงคิดบวกในการสร้างกำลังใจแก่บุคคลกรต่างๆ ไม่ว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา รวมถึง ระดับผู้บริหาร

เธอ เล่าว่า ทุกครั้งที่ไปคุณพ่อจะไปด้วยเสมอเสมือนเป็นโค้ช คอยแนะวิธีการพูดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังว่าควรจะพูดในลักษณะไหน ตรงนี้ถือเป็นทางลัดในการเรียนรู้ที่ดีเพราะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้มาก่อน แต่จากประสบการณ์จริงและการสั่งสมข้อมูลจากการอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยา ส่งผลให้เธอได้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเชิงบวกเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการให้กำลังใจตนเองซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า ส่งผลให้กลายเป็นคนกระตือรือร้นมากขึ้น

สำหรับแรงบันดาลใจในการมองโลกในแง่บวกส่วนหนึ่งมาจาก “พันโทหญิง ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นหญิงเหล็ก เชื้อสายไทยที่เคยเป็นนักบินหญิงในกองทัพอากาศสหรัฐ ผ่านสงครามอิรัก ถูกยิงเครื่องบินตก กลายเป็นคนพิการที่ต้องใช้แขนและขาเทียม แต่ได้รับการยอมรับ เป็นไอดอลในดวงใจของน้องธัญย์ ฝันไว้ว่าอยากจะได้รับการยอมรับเหมือนกับหญิงเหล็กคนนี้

“ เพราะเรามีความพิการในระดับเดียวกัน สูญเสียขาเหมือนกัน แต่เขามีกำลังใจดีมากจนสามารถกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ อนาคต ธัญย์ อยากเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆเพราะเป็นสิ่งที่ชอบและถนัด จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นหมอ ที่สามารถรักษาคนได้โดยตรง แต่พอคิดได้ว่า ศาสตร์วิชาอื่นก็สามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน เพียงแค่เราเลือกที่จะใช้แบบไหนที่เราถนัดมากกว่า”

หลังจากตั้งเป้าหมาย ที่อยากจะเป็นแล้ว ขั้นตอนแรกเธอจึงเริ่มต้นจากการตั้งใจเรียนก่อนเพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า หากมีโอกาส น้องธัญย์ อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ มุมมองจากเพื่อนต่างชาติ แลกเปลี่ยนทัศนคติ ฯลฯ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพราะจากประสบการณ์ไปเที่ยวต่างประเทศทำให้เธอได้มุมมองที่แปลกใหม่ทุกครั้ง

แต่สิ่งที่เธอ อยากให้เกิดในประเทศไทย ก็คือ การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้วิลแชร์ เหมือนในต่างประเทศในทุกๆที่ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว ระบบคมมนาคมขนส่ง จะช่วยให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้อยากให้สังคมไทยเปิดโอกาสให้คนพิการได้ใช้ชีวิตได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปจะทำให้เขาไม่รู้สึกความแปลกแยก

“ ทุกวันนี้ไม่ได้นั่งวิลแชร์บ่อยเพราะใส่ขาเทียมแล้ว แต่ด้วยความที่ออกกำลังกายหนัก เพราะเข้าฟิตเนสทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งเดินบนลู่วิ่ง ซิทอัพ วิดพื้น ยกเวท ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เวลาเดินจะสามารถ เดินได้ตามปกติไม่เอียงไปมา ตรงนี้ถูกฝึกมาตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลให้ยกเวท 2-3 กิโล วิดพื้น หนักมาก ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่พอทำแล้วรู้ว่ามันดีต่อกล้ามเนื้อมาก”

พลิกมุมคิดชีวิตเปลี่ยน

แม้ว่าณิชชารีย์ จะมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตจากร่างกาย แต่เธอพยายามเอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น เช่น การเล่นแบดมินตัน แสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านร่างกายไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตของเธอ

“ อยากบอกกับทุกคนว่า ให้กล้าลงมือทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้ดีที่สุดเพราะว่า ในช่วงชีวิตของคนเรา ไม่มีใครรู้หรอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นสานความให้เป็นจริงอย่างธัญย์แม้ว่าจะสูญเสียขา แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะสานความฝันให้เป็นจริง เพราะเชื่อว่าได้ผ่านบททดสอบที่หนักมาแล้ว”

ความฝันที่จะก้าวมาเป็นผู้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกเหมือนกับ นิค วูจิซิค ชาวออสเตรเลียที่เกิดมาไม่มีแขน มีเพียงขาสั้นๆ และนิ้วโป้งที่โผล่มาเพียงสองนิ้วจบในระดับปริญญาตรี ด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชีกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง ที่ยอดขายถล่มทลาย

“จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ แต่เหมือนประสบการณ์สอนให้สามารถที่จะมีเรื่องเล่าที่สามารถช่วยสร้างกำลังใจคนอื่นได้ ถือเป็นสิ่งที่เราอยากต่อยอด และในอนาคต ถ้าเราได้มีโอกาสจะทำให้ถึงระดับประเทศ เพราะทุกครั้งที่พูดออกไปแล้วรู้สึกมีความสุข ที่คนที่ฟังสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการกำลังใจ สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะจากครอบครัว และกำลังใจจากใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่เราสร้างได้ด้วยตนเอง”

ส่วนความทุกข์ ในมุมมองของเธอ แนะว่า ให้กันไปมองอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ เพราะทุกเรื่องล้วนมีสองด้านถ้ามองให้ดีมันก็ดี ถ้ามองไม่มีดีมันก็ไม่ดี ดังนั้นพยายามกลับเหรียญให้เป็นอีกด้านหนึ่ง เพราะการมองโลกเชิงบวกจะทำให้ชีวิตบวกตามไปด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้น้องธัญย์ ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อ กิตติ์ธเนศ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากพ่อคนอื่น กล่าวคือ จะไม่ขีดกรอบ หรือมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของลูกๆ จะปล่อยลูกฝึกที่จะตัดสินใจและลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง

“ไม่ว่าเป็นที่เรียน การซื้อหนังสือ ธัญย์ต้องเดินไปเลือกซื้อด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อใส่ขาเทียมก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงคุณค่าในการทำกิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเดินไปเรียน เพราะทุกครั้งที่เดินจะเจ็บขา ตรงนี้ ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของการที่จะได้มาในแต่ละสิ่งและอย่าง เกิดความมุ่งมั่นในการลงมือทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ แทนที่จะรอให้คนอื่นมาช่วย”

กายคิดจิตกำหนด

ขณะเดียวกันคุณพ่อกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ เล่าว่า หลังจากอุบัติเหตุจะสอนลูกสาวเสมอว่า อย่าคิดว่าตนเองพิการ ถ้าเราอยู่กับสภาพสังคมได้ตามปกติ เราไม่ใช่ผู้พิการ อีกอย่างหนึ่งอวัยวะที่เราสูญเสียไปก็คือขา มันไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนได้ ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของลูกค้าให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องลุกขึ้นมาเดินได้ตามปกติ หลังจากที่ฟื้นตัวธัญย์ ก็เริ่มทำกายภาพทันที ทำไมจะเดินไม่ได้ ในเมื่อฝึกเดินทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องหักโหม สุดท้ายจะสามารถเดินได้ดีหรือดีกว่าคนที่ขาปกติ

“คนเราทุกคนเหมือนกันหมด พอคลอดออกมาก็ตั้งฝึกเดิน ไม่ใช่ เกิดมาปุ๊ปเดินได้ทันที ฉันใดก็ฉันนั้น ธัญย์จะต้องฝึกที่เดินใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่กับอุปกรณ์ที่จะมาช่วยให้เดินได้ เพราะต่อให้วิเศษขนาดไหน แต่ถ้าตัวเรายอมแพ้ซะแล้วก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

สมัยที่ลูกยังเล็ก คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะพาไปเรียนรู้ธรรมชาติเสมอๆ เพราะมีความเชื่อว่าการที่เด็กๆเรียนรู้จากธรรมชาติ จะทำให้เด็กมีอีคิว ส่วนไอคิวให้ไปเรียนในห้องเรียน ทุกครั้งที่ปิดเทอมจะตะล่อนพาลูกไปเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้และสัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

“ เวลาที่ครูถาม เขาสามารถยกมือออกไปพรีเซ็นหน้าชั้นเรียนได้ สมัยก่อนธัญย์เรียนไม่เก่ง เขาก็ถามพ่อว่าทำอย่างไรถึงเรียนเก่ง ผมก็บอกเขาว่า ให้อ่านหนังสือเรียนที่มีไปก่อนที่จะเรียน พอครูสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ยกมือถาม จากที่สอบได้ที่ 38 ขยับมาที่ 11 ขยับมาที่ 2 และเป็นที่ 1 ในที่สุด ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า เรียนเก่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคน ถ้าทำทุกวันมันจะเกิดความชำนาญ พอทำต่อไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ เหมือนนักวิทยาศาสตร์เก่ง เพราะเขาทดลองแล้วทดลองอีก”

สไตล์การเลี้ยงลูก ตามแบบฉบับของ คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะล้มลุกคลุกคลานตามธรรมชาติแทนที่ไปช่วยเหลือ จะทำให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเอง พร้อมกันนั้นก็เปิดกว้างด้านความคิด ซึ่งจะแตกต่างจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่ ที่ชอบไปลิขิตชีวตลูกหลาน เช่น เห็นลูกเรียนเก่งก็ผลักดันให้ลูกเรียนหมอ หรือบังคับให้ทำโน่นทำนี่ แทนที่ปล่อยให้คิดตัดสินใจเอง

“ปรัญญาชีวิตของผมมีอยู่ 2 ข้อ ข้อที่หนึ่งใครทำมาหากินเก่งกว่ากัน ข้อที่สองอยู่ในสังคมได้ โดยที่เพื่อนไม่รังเกียจ เพราะไม่เอาเปรียบสังคม รู้จักการให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม ผมสอนลูกเสมอว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งแต่เรียนจบมาสามารถมาหากินหาเงินได้ อยู่ในสังคมได้ก็พอแล้ว” คุณพ่อกิตติ์ธเนศ กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16 มีนาคม 2557

Advertisements

วิจัยชี้ หนุ่มลูกอัณฑะเล็กมีแนวโน้มเลี้ยงลูกเก่ง!

image0010นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย อีมอรี่ ประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ชายที่มีลูกอัณฑะเล็ก มีแนวโน้มจะเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนข้าวลูก และอาบน้ำให้ลูกเก่งกว่าผู้ชายที่มีลูกอัณฑะใหญ่ นอกจากนี้นักวิจัยยังศึกษาทฤษฎีวิวัฒนาการ ในประเด็นการจับคู่สืบเผ่าพันธุ์ รวมถึงความทุ่มเทในการเลี้ยงดูบุตร พบว่า ผู้ชายที่มีลูกอัณฑะใหญ่ มีแนวโน้มที่จะสนใจแต่เรื่องการจับคู่สืบเผ่าพันธุ์ มากกว่าการทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูบุตร

ทั้งนี้ผลวิจัยได้มาจากการศึกษาผู้ชาย 70 คน ซึ่งแต่ละคนจะมีลูกในวัย 1-2 ขวบ นักวิจัยใช้วิธีสแกนสมองของผู้ชายกลุ่มนี้ ในขณะที่พวกเขาจ้องมองรูปถ่ายของลูกๆ พบว่า สมองของผู้ชายที่มีลูกอัณฑะเล็ก จะตอบสนองต่อรูปถ่ายลูกๆ ได้ดีกว่า และจากการศึกษาโดยวิธีสัมภาษณ์ภรรยาของพวกเขา ก็ให้ผลออกมาในแบบเดียวกัน คือ ผู้ชายที่มีลูกอัณฑะเล็ก จะกระตือรือร้นในการเลี้ยงดูลูกมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่า ขนาดของลูกอัณฑะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้ชาย เพราะลูกอัณฑะจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับฮอร์โมนเพศชาย เทสโทสเทอโรนในร่างกาย และตามปกติ ผู้ชายจะมีระดับฮอร์โมนตัวนี้ลดลง ในช่วงที่เขาเป็นพ่อ ซึ่งจะส่งผลให้มีอารมณ์ความรู้สึกที่นุ่มนวลละเอียดอ่อนมากขึ้น

ที่มา: สปริงนิวส์ 10 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

livescience130909_001

Of Dads and Gonads: Smaller Testicles Linked with Caring Fathers

By Tia Ghose, Staff Writer   |   September 09, 2013 03:00pm ET

Men with larger testicles tend to be less involved fathers than those with smaller testes, a new study suggests.

The findings, detailed today (Sept. 9) in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, are correlational, so they can’t say exactly why the trend exists but only that there is a link.

But men who produce more sperm have bigger testes, and sperm production is extremely energy intensive for the body, so it may be that fathers “face a trade-off between investing energy in parenting and investing energy in mating effort,” said study co-author James Rilling, an anthropologist at Emory University in Atlanta.

Involved dads

Scores of studies have shown that children with involved and caring fathers tend to do better emotionally, socially and educationally.

So Rilling and his colleagues were interested in understanding what makes some men stellar dads and others AWOL.

A 2011 study in the Philippines suggested that men who have high testosterone levels are more likely to marry. Even so, those men who are eventually more involved in day-to-day child care duties — such as changing diapers, running the bath or kissing scraped boo-boos — see their testosterone levels drop more than men who remain aloof after having children.

But testosterone has many roles in the male body, so it wasn’t clear whether the drop in the male hormone occurred because men were investing more in parenting than in mating.

Rilling and his colleagues surveyed 70 married men ages 21 to 55 who had between one and four children about their involvement in caregiving. Only four of the men routinely did more caregiving than the mothers.

The researchers then used magnetic resonance imaging to scan the brains of the fathers while they looked at images of their children. The team also scanned the participants’ testes to assess volume and measured testosterone levels from blood samples.

Men’s testes’ volume varied considerably — from a little more than a tablespoon in volume to about a quarter cup.

Men with bigger testes had a more hands-off parenting style, and the reward centers of their brains activated less when the men viewed their children’s pictures. These fathers also tended to have higher testosterone levels.

The findings are fascinating and provocative, said Sarah Hrdy, an anthropologist at Citrona Farms who was not involved in the study.

“For me, the take-home message is, there is this tremendous potential for nurture in human males, albeit a potential that in different cultural and social situations is not always being tapped,” Hrdy told LiveScience.

But the study also raises a number of questions, added Hrdy, who is professor emerita at the University of California, Davis; associate in the Peabody Museum of Archaeology and Ethnology at Harvard; and A.D. White professor-at-large at Cornell University.

For instance, no one knows how testicular volume changes over time (although testes do tend to shrink with age).

In addition, scientists aren’t sure whether men who make more sperm are genetically wired to be detached dads, or whether early life experience or the act of caring for children leads men’s bodies to invest less in sperm-making, thereby causing their testicles to shrink, she said.

Another possibility is that the trend reveals a trade-off that varies with men’s mating strategy, said Robert Martin, a biological anthropologist and author of “How We Do It: The Evolution and Future of Human Reproduction,” (Basic Books, 2013).

“A man can either invest in looking after the child of one wife, or he can invest more in sperm production if he has several wives,” Martin, who was not involved in the study, told LiveScience.

SOURCE: www.livescience.com

‘พ่อ’ เลี้ยง ‘ลูกสาว’ ไม่ให้ห่างเหิน

ปัจจุบันสังคมเราก้าวหน้าไปมาก แต่วัฒนธรรมการแสดงออกระหว่าง  “ชาย” กับ “หญิง” เป็นเรื่องที่ยังฝังรากลึกอยู่ในใจคนไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นพ่อเป็นลูกกันก็ตาม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.รัตโนทัย พลับรู้การ  กลุ่มงานจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี บอกว่า จากเหตุผลข้างต้น อาจทำให้คุณพ่อส่วนใหญ่ เมื่อลูกสาวโตขึ้น จะค่อย ๆ ห่างจากลูกสาว เพราะวางตัวไม่ถูก ไม่เข้าใจ หรือคิดว่าลูกสาวกับแม่น่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า

แต่คุณพ่อลืมไปว่า คุณสมบัติบาง อย่างที่แม่ไม่มี ลูกก็จะเรียนรู้จากพ่อได้ ซึ่งจะทำให้ลูกเจริญเติบโตอย่างสมบรูณ์ทั้งกายและใจยิ่งขึ้น ถ้าคุณพ่อไม่อยากให้ความใกล้ชิดสนิทสนมของลูกสาวตัวน้อยในวันนี้ อาจเกิดช่องว่างระหว่างพ่อลูกมากขึ้น เช่น  ลูกสาวอาจมองพ่อเหมือนคนแปลกหน้า เพราะ ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน แต่ถ้าพ่อให้ความใกล้ชิดกับลูก เวลามีปัญหาลูกสาวก็สามารถปรึกษาได้ทั้งพ่อและแม่

ขณะเดียวกันหากพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ก็จะทำให้ลูกสาวได้เรียนรู้ว่าผู้ชายที่ดีเป็นอย่างไร ในอนาคตเมื่อลูกโตขึ้นก็จะมีผู้ชายในอุดมคติ  มีวิจารณญานในการเลือกคบเพื่อนชายหรือคู่ครองที่ดี

ในการแสดงความรักระหว่างพ่อกับลูกสาวนั้น  อาจไม่ถึงกับต้องแสดงความรักโอบ กอดกันแนบชิดเหมือนที่เห็นในหนัง เพราะเพียงแค่การสัมผัสด้วยโอบไหล่ ลูบศีรษะลูกด้วยความเอ็นดู ก็จะทำให้ลูกซึมซับความรักและความห่วงใยได้

นอกไปจากนี้การให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกบอกเล่า การถามถึงสารทุกข์สุกดิบของลูกเรื่องที่โรงเรียน  ก็ทำให้ลูกสัมผัสได้ถึงความรักความใส่ใจที่คุณพ่อมีให้ และลูกก็จะไว้ใจที่จะปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณพ่อหากมีปัญหาได้

คุณแม่เองก็มีบทบาทมากที่จะช่วยเสริมให้พ่อได้ใกล้ชิดลูกมากขึ้น ด้วยการเปิดโอกาสให้พ่อได้มีบทบาทในการเลี้ยงลูกตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยไม่รำคาญหากคุณพ่อมีทีท่าเงอะ ๆ งะ ๆ ซึ่งคุณแม่ก็ควรให้การแนะนำในการช่วยดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการอุ้มหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม

ถ้าลูกโตพอคุณแม่ก็ควรสนับสนุนให้พ่อพาลูกออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกบ้าน อย่างการชวนลูกปั่นจักรยาน เล่นกีฬาบ้าง  ที่สำคัญคุณแม่ควรให้เกียรติพ่อของลูก ไม่ติ ไม่บ่นคุณพ่อให้ลูกได้ยิน รวมถึงเมื่อลูกสาวขอคำปรึกษาเรื่องใด ๆ แล้ว คุณแม่อาจลองแนะนำให้ลูกไปถามคุณพ่อเพื่อฟังความเห็นที่หลากหลาย เพราะการเลี้ยงลูกในสมัยนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่เพียงอย่างเดียว 

แน่นอนว่ามุมมองของพ่อจะต้องต่างจากของแม่ ก็จะเป็นการเปิดโลกแห่งความคิดของลูกให้กว้างขวางมากขึ้น  ขณะที่คุณแม่อาจจะชื่นชอบการสอนลูกทำกับข้าว คุณพ่อก็อาจสนุกสนานกับการชวนลูกไปปั่นจักรยานเล่น หรือสอนเรื่องเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งการที่ลูกได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายนี่เอง  จะเป็นประโยชน์ต่อลูกสาวที่พ่อรักในอนาคต ทั้งในเรื่องความคิด การเรียน และการใช้ชีวิตต่อไป.

นวพรรษ  บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 ธันวาคม 2552