12 ท่ายาก สำหรับผู้สูงอายุ

dailynews141206_02การหกล้มไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะถ้าเพียงแค่บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ฟกช้ำ แผลถลอก หรือแผลฉีกขาด คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล แต่การที่ผู้สูงอายุหกล้มส่วนใหญ่ค่อนข้างจะรุนแรง เช่นกระดูกตะโพกหรือกระดูกข้อมือหัก หรือเลือดออกในสมอง

ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติคนเราเมื่ออายุมากขึ้นมักจะเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางกว่าคนหนุ่มสาว สมองก็หดตัวเล็กลง พอหกล้มแล้วโอกาสเกิดกระดูกตะโพกหักมากขึ้น ยิ่งถ้าหัวฟาดพื้นหรือบาดเจ็บทางศีรษะอาจจะทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จนทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องอยู่ในสภาวะพึ่งพิงคนอื่น หนักสุดถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้สูงอายุทรงตัวได้ดี เดินได้คล่อง และลดอัตราการหกล้มได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อุปสรรค คือ ความกังวลในเรื่องประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจะยิ่งซ้ำปัญหาให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มระว่างออกกำลังกายได้ง่ายกว่าเดิม

ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาวิจัยโดยดัดแปลงมาจากการออกกำลังกายแบบ “โอตาโก้” ของชาวตะวันตก จนได้ 12 ท่าออกกำลังกายระดับยาก ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องการเดินไปไหนมาไหน เรียกว่าเป็นท่าออกกำลังกายสำหรับป้องกันการหกล้มโดยแท้จริง ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ท่าบริหารลำตัว ให้ยืนตัวตรงกางขาออกเล็กน้อย ตามองไปข้างหน้า มือเท้าเอว ค่อย ๆ บิดลำตัวช่วงบนไปด้านขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่บิดตะโพก จากนั้นให้ทำแบบเดียวกันไปทางด้านซ้าย ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

2. ท่าบริหารข้อเท้า ตรงนี้ให้นั่งบนเก้าอี้ให้ยกขาทีละข้าง เริ่มจากขาขวาก่อน ยกขึ้นจากพื้นและกระดกปลายเท้าเข้าหาตัวจากนั้นกระดกปลายเท้าลง ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

3. ท่ายืนด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืดแขนขาความกว้างเท่าช่วงไหล่ แล้วค่อย ๆ เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุด และค่อย ๆ วางส้นเท้าลง ท่านี้ให้ทำซ้ำ 20 ครั้ง

4. ท่ายืนด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาความกว้างเท่าวงไหล่ ค่อย ๆ ขยับปลายเท้าขึ้น และยืนด้วยส้นเท้า จากนั้นค่อย ๆ วางปลายเท้าลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง

5. ท่าย่อเข่าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาเท่าช่วงไหล่ ค่อย ๆ ย่อเข่าลง โดยให้หัวเข่าล้ำไปด้านหน้านิ้วหัวแม่เท้าจนกระทั่งส้นเท้าเริ่มยกจากพื้น ให้หยุดและค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

6. เดินต่อเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ เริ่มเดินโดยก้าวเท้าไปไว้ข้างหน้าในลักษณะปลายเท้าต่อส้นเท้า และเดินเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ก้าว จากนั้นกลับหลังหันเดินต่อเท้าแบบเดียวกันกลับไปจุดเริ่มต้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

7. ยืนขาเดียวแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้น และยืนด้วยขาข้างเดียวนาน 10 นาที จากนั้นเปลี่ยนอีกข้าง

8. เดินด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ให้ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกปลายเท้าขึ้นจนยืนด้วยส้นเท้าจากนั้นเดินด้วยส้นเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดปลายเท้าลง จากนั้นกลับตัวและทำแบบเดิมซ้ำ ๆ กัน 10-20 ครั้ง

9. เดินด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า จากนั้นเดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดส้นเท้าลง กลับตัวค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า เดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

10. ท่าเดินเลข 8 ท่านี้แค่เดินตามปกติ แต่วนเป็นเลข 8 ทำซ้ำกัน 10-20 รอบ

11. ท่าเดินสไลด์ด้านข้าง ยืนตรงมองไปข้างหน้า มือเท้าเอว เดินไปทางด้านขวา 10 ก้าว จากนั้นเดินกลับไปทางซ้าย 10 ก้าว ทำซ้ำกัน 10-20 ครั้ง

12. ท่าลุกจากเก้าอี้ ไม่ใช้มือพยุง เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรงไม่เคลื่อนไหว และไม่เตี้ยเกินไป วางเท้าหลังหัวเข่า ค่อย ๆ โน้มตัวไปด้านหน้าและลุกขึ้นยืนโดยไม่ใช้มือช่วยพยุง ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องกระดูกแล้วก็อยากแนะนำให้ออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ที่แค่หมุนตัว หมุนไหล่ ยกขาขึ้นลงเท่านั้น นอกจากจะช่วยเรื่องการทรงตัวแล้วยังช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม ช่วยชะลอความเสื่อมของวัยได้ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทำอะไรเลย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  6 ธันวาคม 2557

Advertisements

โรคกระดูกพรุน คืออะไร

dailynew140518_02เป็นภาวะที่ความหนาแน่นเนื้อกระดูกลดลง จากโครงสร้างของกระดูกที่เคยหนาแน่นประสานกันเป็นโยงใยในการรับน้ำหนักได้ดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการโปร่งบางของโครงสร้างกระดูกไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเท่าเดิม อีกทั้งยังมีโอกาสเปราะหักเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายอีกด้วย

 

มีภาวะใดบ้างที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน

• เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชายเนื่องจากโครงกระดูกในเพศหญิงมีความหนาแน่นน้อยกว่า

• เมื่อมีอายุสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกินกว่า 40 ปี

• ภาวะหมดประจำเดือนในเพศหญิงที่เกิดการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

• ผู้ที่รับแคลเซียมและวิตามินดี ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ทำอย่างไรจึงจะรักษาความหนาแน่นของกระดูก เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน?

• กระดูกคนเราจะมีความหนาแน่นสูงสุดในอายุ 30 ปี ดังนั้นการเสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่ออายุ 20-30 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และระยะสำคัญรองลงมาก็คือในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

• เสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุด ตั้งแต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและวิตามินดีให้เพียงพอ นอกจากนี้อาจใช้ยาช่วยได้ ซึ่งแบ่งกลุ่มยาเป็น 2 กลุ่มคือ

1. ยาระงับการทำลายกระดูก ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนท และแคลเซียม เป็นต้น

2. ยากระตุ้นการสร้างกระดูกได้แก่ วิตามินและฟลูออไรด์

 

มีวิธีป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

ในผู้ที่มีเนื้อกระดูกมากตั้งแต่แรกจะมีโอกาสเกิดการกระดูกพรุนได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อกระดูกน้อย ดังนั้น “การสะสมเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวก็จะเป็นวิธีการป้องกันกระดูกพรุนได้ดีที่สุด รวมถึงการได้รับการตรวจ

วัดความหนาแน่นของกระดูกซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นได้”

 

ตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการใช้เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometer) ที่ใช้เทคนิคการเรดิเอชั้น ซอร์ส (Radiation Source) โดยใช้หลักการจากการดูความหนาแน่น (Thickness) และส่วนประกอบของเนื้อ (Composition) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่าปกติ

 

บุคคลที่ควรได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry

• หญิงทุกคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

• หญิงวัยหมดประจำเดือน แม้ว่าอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน

• หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีประวัติกระดูกหัก หรือมีภาพเอกซเรย์กระดูกผิดปกติ หญิงที่ต้องการรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจะช่วยในการตัดสินใจ

• หญิงที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มาเป็นระยะเวลานาน ๆ

• บุคคลที่มีภาวะกระดูกสันหลังผิดปกติ

• บุคคลที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

• บุคคลที่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

• เพื่อติดตามการรักษากระดูกพรุน

• บุคคลที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา

• บุคคลที่ไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่ ที่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม?

ผู้หญิงควรรับประทานแคลเซียมในช่วงอายุ  20-30 ปี และในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

 

การรักษา

เป็นการรักษาที่มุ่งเน้นเพื่อให้มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกและเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้กระดูกหนาแน่นและมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

จะติดตามผลการรักษาภาวะกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry) เป็นระยะสม่ำเสมอตามแผนติดตามการรักษาของแพทย์

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry ต่างจากการตรวจด้วยเครื่อง Ultrasound อย่างไร?

การตรวจด้วยเครื่อง Bone Densi-tometry เป็นวิธีการตรวจที่จะได้รับความหนาแน่นของกระดูกมาตรฐาน ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้

ข้อมูลจาก ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ออกกำลังกายพร้อมฉายแสงช่วยเพิ่มมวลกระดูก

ผลวิจัยในบราซิลพบว่า การฉายแสงอินฟราเรดที่ต้นขาของผู้หญิงขณะออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุนได้

ในการวิจัยที่ใช้เวลา 1 ปี นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาคาร์ลอส ได้ฉายแสงดังกล่าวที่ต้นขาและก้นของสตรีวัยหมดประจำเดือนที่เข้าร่วมโครงการ 20 คน อายุระหว่าง 50-60 ปี ผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน หรือมีอาการเจ็บป่วยใดๆ นักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน

กลุ่มแรกออกกำลังกายบนสายพานสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นเวลา 45 นาที โดยได้รับแสงอินฟราเรด กลุ่มที่ 2 ทำอย่างเดียวกันแต่ไม่ได้รับการฉายแสง ที่ลู่วิ่งสายพานนั้นมีแผ่นอะลูมิเนียม 2 แผ่น แต่ละแผ่นมีไดโอดซึ่งปล่อยแสงอินฟราเรดไปยังพื้นที่เป้าหมาย

ผลการตรวจความหนาแน่นของกระดูกทั้งก่อนและหลังการวิจัย บ่งบอกว่า ผู้หญิงกลุ่มที่ไม่ได้รับแสงอินฟราเรด ได้สูญเสียมวลกระดูกที่ต้นขา 2.5% ในช่วงเวลา 12 เดือน แต่ผู้หญิงที่ได้รับการฉายแสงนั้นไม่มีการสูญเสีย

นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า การกระตุ้นทางกายภาพร่วมกับการฉายแสงอินฟราเรดได้ช่วยในการสร้างกระดูก ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘piezoelectric effect’
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประจุไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นในกระดูก อันเนื่องจากความเครียดจากแรงกดหรือแรงสั่น ซึ่งในกรณีนี้เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อ ประจุไฟฟ้าได้ดึงดูดให้เซลล์สร้างกระดูกที่เรียกว่า ออสทีโอบลาสต์ ไปยังบริเวณนั้น แล้วกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก

นักวิจัยเชื่อว่า แสงอินฟราเรดได้ช่วยเสริมปรากฏการณ์นี้ นอกจากนี้เซลลูไลต์ยังได้ลดลงด้วย ภาพถ่ายด้วยความร้อนของผู้หญิงในกลุ่มที่ได้รับแสง เผยให้เห็นบริเวณที่ผิวหนังมีอุณหภูมิสูงขึ้น และหลอดเลือดขยายตัว

นักวิจัยบอกว่า นี่บ่งบอกว่าเลือดมีการหมุนเวียนดีขึ้น และมีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น ซึ่งทำให้เซลลูไลต์ลดลง

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic and Laser Therapy

ผิวหนังที่ไม่ราบเรียบของเซลลูไลต์เกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมของไขมัน ซึ่งส่งผลต่อการเชื่อมต่อของเนื้อเยื่อ นักวิจัยบอกว่า การไหลเวียนของโลหิตที่ดีขึ้นเนื่องจากการกระตุ้นของแสงอินฟราเรด อาจช่วยสลายการสะสมของไขมันได้

แพทริก มาลลูซี แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งแห่งยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจ ลอนดอน และสมาชิกสมาคมแพทย์ศัลยกรรมเพื่อความงามอังกฤษ บอกว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ขณะที่โฆษกหญิงของสมาคมโรคกระดูกพรุนแห่งชาติของอังกฤษ บอกว่า ยังไม่เคยมีงานวิจัยชี้ถึงคุณประโยชน์ดังกล่าวมาก่อน จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยต่อไป.

ที่มา:  ไทยโพสต์ 24 กุมภาพันธ์ 2555

 

Related Link:

Shining light on women’s legs while exercising could boost
brittle bones and banish cellulite

By ROBIN YAPP

Last updated at 2:01 AM on 14th February 2012

Shining light on a woman’s legs while she exercises could help reduce the risk of brittle bones, according to a Brazilian study.

The scientists used infrared light on the thighs and buttocks of post-menopausal women, and found this reduced the loss of bone mass associated with osteoporosis.

The one-year study, conducted at the Federal University of Sao Carlos in Brazil, looked at 20 post-menopausal women, aged between 50 and 60, none of whom were taking hormone replacement therapy or suffering from any other medical conditions. They were divided into two groups of ten.

The first group exercised on a treadmill twice a week for 45 minutes while being exposed to infrared light, the second followed the same exercise regimen, but without the light.

Two aluminium plates, each containing 2,000 light-emitting diodes that gave off infrared light, were fitted to each side of a gym treadmill to direct the light towards the target area.

Bone density examinations carried out before and after the research showed that women in the group who had exercised regularly, but without exposure to infrared light, had lost significant mass (2.5 per cent) in the thigh bone over the 12 months.

But the women who exercised while being exposed to infrared radiation had no such bone loss. The scientists concluded this indicates the combination of physical stimulation and infrared light aids bone formation through a phenomenon known as ‘the piezoelectric effect’.

This occurs where an electrical charge is generated in the bone, due to the stress from pressure or vibration, in this case via exercising muscles. The electrical charge attracts bone-building cells, called osteoblasts, into the area, encouraging bone growth.

The researchers believe infrared radiation increases the size of the effect. They also noted a reduction in cellulite. Thermal images of the women in the infrared group revealed dark areas indicating an increase in skin temperature and a widening of the blood vessels.

According to the researchers, this indicates ‘an improvement in blood circulation and an increase in oxygen in the muscles’, which contributed to a visible ‘reduction in cellulite and an improvement in the “orange peel” aspect of the skin’ in the infrared group. These findings were published in the Journal Of Cosmetic And Laser Therapy.

The uneven skin surface of cellulite occurs due to fat deposits distorting connective tissues. The researchers say improved blood flow stimulated by the infrared light may help break up these deposits.

Patrick Mallucci, a consultant plastic surgeon at University College London and Royal Free Hospitals and a member of the British Association of Aesthetic Plastic Surgeons, cautioned that larger studies are needed.

‘It’s encouraging that people are looking at different treatments. But it needs studies on a bigger group.’

A spokesman for the National Osteoporosis Society said: ‘No previous research has suggested the proposed benefits. Further work would be needed to confirm the significance of the new findings in this interesting, but very small, study.’

‘กระดูกพรุน’ ภัยเงียบใกล้ตัว

ภาวะกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่มาพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น คนไข้จำนวนมากอาจไม่รู้ตัวว่าความแข็งแรงของกระดูกกำลังลดลงจนเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก

ภาวะกระดูกพรุน คือ สภาวะที่มวลกระดูกลดลงร่วมกับการเสื่อมและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้เกิดความผิดปกติทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ส่งผลให้กระดูกเปราะบาง มีความแข็งแรงลดลง และเกิดการแตกหักได้ง่าย

ภาวะกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กระดูกพรุนแบบปฐมภูมิหรือกระดูกพรุนที่สัมพันธ์กับวัย และกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ ในที่นี้จะกล่าวถึงกระดูกพรุนปฐมภูมิ กล่าวคือ กลุ่มหญิงวัยหมดประจำเดือนกับผู้สูงอายุ ส่วนกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิเป็นภาวะที่ต้องแก้ไขตามสาเหตุ  ตัวอย่างเช่น คนไข้ที่กินยาบางประเภทติดต่อกันเป็นเวลานานที่สำคัญคือ ยาสเตียรอยด์ หรือคนไข้ที่ใช้ยากันชักเป็นประจำมานานนับสิบปี รวมทั้งคนไข้ที่กินยากันเลือดแข็งตัว เป็นต้น เหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มกระดูกพรุนทุติยภูมิ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ให้พิจารณาลดยาหรือให้ยาเสริมป้องกันกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุน มักพบได้มากในคนยุโรป โดยเฉพาะยุโรป ตอนเหนือ ส่วนในเอเชีย มักพบในคนญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยพบได้ปานกลาง อุบัติการณ์ไม่รุนแรงเหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่น กลุ่มอายุที่เป็นกระดูกพรุนจะแบ่งได้เป็นกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ในอัตราส่วน 1:3 และกลุ่มผู้หญิงพบได้มากกว่า คือ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีแนวโน้มการเกิดกระดูกพรุนสูงขึ้น จึงมักเรียกว่า กระดูกพรุนหลังวัยหมดประจำเดือน เพราะฉะนั้นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุและสตรีในวัยหมดประจำเดือน

อันตรายของภาวะกระดูกพรุน บางคนจะเรียกว่า “โรคภัยเงียบ” เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง และคนไข้ไม่รู้ตัวว่าเป็นภาวะกระดูกพรุน จนกระทั่งเมื่อหกล้มแล้วมีกระดูกหัก ซึ่งกระดูกหักในที่นี้ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง แต่เกิดจากอุบัติเหตุธรรมดาที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้ม ซึ่งหลักเกณฑ์ง่าย ๆ ของอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงมีดังนี้ ต้องไม่ใช่อุบัติเหตุทางจราจร ต้องไม่ได้มีสาเหตุจากการถูกรถชน ต้องไม่ตกจากที่สูงเกินระดับความสูงของศีรษะ คนไข้เอง เช่น ปีนขึ้นไปหยิบของหรือปักธูปเทียนแล้วตกลงมาจากเก้าอี้ แบบนี้กระดูกไม่ควรจะหักแต่ถ้ากระดูกหักจะถือว่าน่าสงสัยว่าเป็นกระดูกพรุน

ความน่ากลัวของภาวะกระดูกพรุน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การวินิจฉัยทำได้อย่างไรบ้าง เนื่องด้วยเครื่องมือในปัจจุบันยังเป็นเครื่องมือที่ให้คำตอบหรือการวินิจฉัยที่ไม่สมบูรณ์ทีเดียว การตรวจวัดมวลกระดูก แม้ว่าจะเป็นวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะผู้ป่วยไม่เจ็บตัว เปรียบเสมือนการเป็นเอกซเรย์ชนิดหนึ่งที่ใช้งานง่าย สะดวก แต่การตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นกระดูกมักจะพยากรณ์ได้ดีในผู้สูงอายุ จึงเหมาะสำหรับคนไข้อายุมาก ๆ คือ ตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจมวลกระดูกเมื่อถึงวัยดังกล่าวแล้ว

ส่วนยาสำหรับรักษาภาวะกระดูกพรุนนั้น เมื่อกระดูกหักแล้วและพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกพรุนปฐมภูมิ (หรือกระดูกพรุนที่สัมพันธ์กับวัย) ก็ควรให้การรักษา ยาที่ใช้ในการรักษาในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่  ยาต้านการสลายกระดูก ยาสร้างกระดูก และยาออกฤทธิ์ผสม

อีกคำถามที่มักพบได้มากก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ต้องอธิบายว่า  การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยทั่วไปที่ควรปฏิบัติก็คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม และควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ถ้าเรากินแคลเซียมแต่ไม่ออกกำลังกายกลางแจ้ง  กระดูกก็จะไม่แข็งแรง การออกกำลังกายนั้นแนะนำให้เลือกการวิ่ง กระโดดเชือก ถ้าคนสูงอายุอาจใช้การเดินเร็ว ๆ แต่การออกกำลังกายประเภทว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะได้ประสิทธิผลที่ดีในแง่ความอดทน และลดอาการปวดสำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดเข่า ร่วมด้วย

การป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การเสริมแคลเซียมโดยทั่วไป คนเราได้รับแคลเซียมจากอาหารก็เพียงพอแล้ว สำหรับประเทศไทยปริมาณแคลเซียมที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวัน หากลองคำนวณดูจากอาหารที่ทานเข้าไป เช่น นม 1 กล่องมีแคลเซียมประมาณ 200-250 มิลลิกรัม ในอาหารชนิดอื่น เช่น ผักใบเขียว เต้าหู้ จากข้อมูลที่หน่วยโภชนาการของโรงพยาบาลรามาธิบดี เคยทำในคนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลพบว่า คนไทยมักทานแคลเซียมวันละประมาณ 380 มิลลิกรัม ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของปริมาณที่แนะนำ ดังนั้นจึงต้องเลือกประเภทอาหารอย่างพิถีพิถันหรือเพิ่มนมอีกอย่างน้อย 1-2 กล่อง แต่หากเป็นหญิงในวัยหมดประจำเดือนต้องทานแคลเซียมเพิ่มขึ้นอีก 50%  หรือราว 1,200  มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้สูงอายุ แหล่งที่มาของแคลเซียมยังแนะนำให้ดื่มนมอยู่ เพราะนมเป็นอาหารที่มีทั้งโปรตีนและแคลเซียม การเสริมแคลเซียมชนิดเม็ดอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้นแคลเซียมชนิดเม็ดก็ทำให้หลาย ๆ คนท้องผูก รบกวนระบบขับถ่าย จึงแนะนำให้เน้นแคลเซียมจากอาหารดีกว่า ทั้งผักใบเขียว บรอกโคลี ผักคะน้า งาดำ เต้าหู้ก้อนแข็ง ส่วนนมถั่วเหลืองทั่วไปไม่มีแคลเซียม แต่ปัจจุบันมีการเติมแคลเซียมเข้าไปในนมถั่วเหลืองก็ใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ดื่มนม

การเสริมวิตามินดี ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจกันมาก เนื่องจาก ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตัวเองขาดวิตามินดีหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแสงแดดมาก แต่จากการตรวจวัดในหลาย ๆ ครั้ง  พบว่ามีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุในประเทศจะขาดวิตามินดี เนื่องจากว่าผิวของผู้สูงอายุไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้มากเท่าคนปกติ และไตเสื่อมใช้งานได้ไม่ค่อยดี ฉะนั้นการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปวิตามินดีกัมมันต์ จึงไม่ดีเท่าเดิม ทำให้คนสูงอายุ 65 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีค่อนข้างหายากในธรรมชาติ ต้องได้จากน้ำมันตับปลา ฉะนั้นวิธีที่ง่ายกว่าคือ ให้รับประทานวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อวัน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นคำแนะนำง่าย ๆ สำหรับการดูแลตนเองไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

รศ.นพ.วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ ภาควิชาออร์โธปิดิคส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์     16 มกราคม 2553