‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

ภาวะฉุกเฉินของหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกสัญญาณเตือนภัย

dailynews140713_03หลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกมีความสำคัญมากเพราะมีแขนงไปเลี้ยงทุกอวัยวะในร่างกาย ถ้าเกิดความผิดปกติก็จะมีผลกระทบทั้งร่างกาย และถ้าเกิดการปริแตกออกเลือดจะออกมาอย่างรวดเร็วจนทำให้เสียชีวิตในเวลาไม่กี่นาที นับว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีผลเฉียบพลันมากที่สุด มักเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัย อาการแรกก็เป็นตอนที่เกิดโรค ถ้าการวินิจฉัยช้าเกินไป หรือรักษาไม่ทันการคนไข้มักเสียชีวิต

โรคที่พบมากที่สุดคือ การมีการฉีกขาดของผนังชั้นในของหลอดเลือดแดงใหญ่ ทำให้เลือดเซาะเข้าไปในผนัง เกิดช่องทางเดินเลือดในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ และอาจแตกออกภายนอกผนังหรือแตกทะลุผนังชั้นในไหลกลับมาในช่องทางเดินเลือดปกติ ความดันในผนังก็จะลดลง โอกาสแตกหรือเบียดช่องทางปกติจนเลือดไม่สามารถเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายหรือแขนงไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทำให้มีอาการขาดเลือดและอวัยวะตายได้ เช่น ไต ลำไส้ ตับ ขา หรือไขสันหลัง

อันตรายที่เกิดจากโรคนี้มีเป็นสองกลุ่มคือ

กลุ่มแรกถ้าหากการเซาะเกิดที่หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนที่ติดกับหัวใจ มีผลทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน เกิดภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตตก น้ำท่วมปอด หรืออาจเซาะไปที่หลอดเลือดแดงหัวใจเกิดการอุดตันเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งมีผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้ามากจนหยุดเต้น หรือเลือดอาจเซาะทะลุผนังด้านนอกของหลอดเลือดแดงใหญ่ เกิดลิ่มเลือดในช่องเยื่อบุหัวใจ กดไม่ให้เลือดจากร่างกายกลับเข้าหัวใจ เกิดภาวะความดันโลหิตตก และเสียชีวิตได้ จะเห็นว่าการเซาะของหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนนี้จะมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง คือภายใน 48 ชั่วโมงถ้าหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที คนไข้จะเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง นับว่ามีความรุนแรงมาก

กลุ่มที่สองคือ การเซาะของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่พบได้ประมาณ 25% มีจุดเริ่มเซาะตรงหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกส่วนที่เลยแขนงที่ไปเลี้ยงแขนซ้าย และเซาะลงในทรวงอกซ้ายและในช่องท้อง แม้ว่ามีความรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่คนไข้กลุ่มนี้ประมาณ 15% จะเกิดภาวะแทรกซ้อนสองประเภทคือ หลอดเลือดแดงใหญ่ปริแตกออกทำให้เลือดออกในทรวงอกหรือในช่องท้อง อาจไปอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ ไขสันหลัง และขาทั้งสองข้าง ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ขาดเลือดและอาจตายเน่าทำให้คนไข้เสียชีวิต โรคนี้วินิจฉัยได้ยากถ้าหากแพทย์ไม่ได้คิดถึง เพราะคนไข้อาจมีเพียงอาการปวดหลัง ปวดท้อง อัมพาตของขา หรือไม่มีปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงมากควบคุมด้วยยาไม่ได้ การตรวจร่างกายอาจไม่พบความผิดปกติในระยะแรก แต่เมื่อการตรวจร่างกายชัดเจน เช่นมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งก็มักจะมีการตายเน่าของลำไส้ โอกาสที่แพทย์จะรักษาชีวิตคนไข้ก็แทบจะไม่มีเลย การตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคนี้ออก เช่น การถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอกและช่องท้องเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคที่สำคัญที่สุด

สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคนี้มักมีความดันโลหิตสูง มีการรักษาไม่สม่ำเสมอ คุมความดันโลหิตได้ไม่ดี หรือเป็นโรคพันธุกรรมกลุ่ม Marfan ซึ่งเป็นโรคที่มีร่างกายสูงมาก มีสายตาสั้น เลนส์ตาหลุดง่าย  นิ้วมือนิ้วเท้ายาว ข้อนิ้วมือนิ้วเท้ามีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติ มีความผิดปกติของโครโมโซมที่ถ่ายทอดด้วยยีนเด่น อาการที่นำมาคือเจ็บหน้าอกทันที เจ็บรุนแรงมาก เหมือนมีการฉีกขาดในร่างกาย รู้สึกร้าวไปที่หลังและร้าวลงมาที่ขาทั้งสองข้าง อาการเจ็บนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจรุนแรงจนเป็นลมไป นอกจากอาการเจ็บคนไข้อาจมีอาการที่เกิดจากอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่ได้ เช่น ปวดท้องเพราะลำไส้ขาดเลือด ปัสสาวะไม่ออกเพราะไตวาย ขาเป็นอัมพาตสองข้างเพราะไขสันหลังขาดเลือด ปวดขาและขาเย็นเพราะเส้นเลือดแดงขาอุดตัน อาการของคนไข้อาจดูไม่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแดงใหญ่ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ให้แขนงไปเลี้ยงทุกอวัยวะ ถ้าหากหลอดเลือดแดงใหญ่ผิดปกติ อวัยวะทุกอันก็ผิดปกติได้ อันตรายอีกประการคือเลือดที่เซาะในผนังอาจแตกออก คนไข้จะเสียเลือดเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต ถ้าหากเลือดออกในช่องเยื่อบุหัวใจก็เกิดภาวะหัวใจถูกกดซึ่งก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกัน

การวินิจฉัยได้จากประวัติจากความเจ็บปวดที่รุนแรงทำให้คิดถึงโรคนี้แล้วตรวจพิเศษโดยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยต้องฉีดสีเพื่อให้เห็นหลอดเลือดแดงใหญ่ทั้งร่างกาย จะเห็นมีรอยแยกในผนัง มีช่องทางเดินเลือดสองช่องหรือมากกว่า (ปกติมีเพียงช่องเดียว) การตรวจพิเศษอื่นที่มีประโยชน์เช่นการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ข้อมูลเหล่านี้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องและแยกได้ว่าการปริแยกเกิดในหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้น (ส่วนติดกับหัวใจหรือไม่) เพราะถ้าเป็นส่วนนี้เป็นภาวะเร่งด่วนและรุนแรงต้องรีบรักษาโดยการผ่าตัด

การผ่าตัดทำโดยเปิดหน้าอกตรงกลาง ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ตัดหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้นที่ปริแยกออก เย็บซ่อมผนังให้เป็นชั้นเดียวและทดแทนหลอดเลือดแดงใหญ่ด้วยเส้นเลือดเทียม อัตราตายในการผ่าตัดขึ้นกับสภาพของคนไข้ เพราะถ้าหากมาช้าคนไข้จะมีความดันโลหิตต่ำมาก หัวใจหยุดเต้นแล้วอัตรารอดมีน้อยมาก แต่ถ้าความดันโลหิตไม่ต่ำมาก หัวใจยังทำงานได้ อัตราตายมักประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ คนไข้ที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกเพราะการอุดตันของหลอดเลือดสมองอาจมีการฟื้นตัวของสมองถ้าหากสามารถผ่าตัดภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ ถ้ามาตรวจพบหลังจากนั้นการตัดสินใจว่าจะผ่าตัดฉุกเฉินหรือจะรอให้สมองฟื้นตัวสักพักในระยะสั้น ๆ ขึ้นกับภาวะของระบบไหลเวียนของคนไข้ เพราะถ้ายังไม่ได้ผ่าตัดคนไข้ก็จะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ถูกเซาะอาจแตกเมื่อไรก็ได้ การรักษาด้วยยาอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแดงใหญ่แตกได้ แต่การผ่าตัดก็อาจไม่ทำให้สมองฟื้นตัวและในบางรายอาจทำให้มีเลือดออกในสมองและสมองอาจจะเสียหายมากขึ้นหลังผ่าตัดก็ได้ แพทย์ต้องบอกให้ญาติตัดสินใจ คนไข้ที่มีอวัยวะขาดเลือดมักดีขึ้นหลังผ่าตัดซึ่งจะทำให้เลือดไหลกลับในช่องทางปกติ แต่ในบางรายที่อาการขาดเลือดไม่ดีขึ้น ก็ต้องรักษาเพิ่มเติมด้วยการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหรือโดยการฉีดสีและใส่ขดลวดถ่างให้หลอดเลือดที่ตีบตันเปิดออกเพื่อให้เลือดผ่านไปเลี้ยงอวัยวะนั้น ๆ ได้

โรคเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เป็นโรคที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตมากที่สุด มากกว่าโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องแตก การคิดถึงโรคนี้ในคนไข้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกและปวดหลังรุนแรง การตรวจพิเศษที่เหมาะสมและทันท่วงที การผ่าตัดในรายที่จำเป็น จะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้คนไข้รอดชีวิตจากโรคนี้ได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิตติชัย เหลืองทวีบุญ ศัลยแพทย์ทรวงอก หลอดเลือดและหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557