ตะลึง! คนไทยส่อป่วยไต 10 ล้าน..มีเคล็ดลับป้องกันได้?

dailynews130311_001-1เพราะสาเหตุของการป่วย ‘โรคไต’ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากป่วยโรคเบาหวาน เป็นนิ่ว มีพฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดหรือการกินยาชุดอย่างไม่เหมาะสมมาเป็นเวลานาน บ้างก็อาจป่วยไตอย่างไม่รู้ต้นตอ แต่ที่น่าวิตกแน่ๆ คือ เป็นโรคไตเพราะความดันโลหิตสูง เนื่องจากภาวะความดันโลหิตที่ผิดปกตินี้ แท้จริงแล้วทุกคนสามารถป้องกันได้ ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร!

dailynews130311_001-2

 

นาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์, ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า, และ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

เหตุใดจึงต้องกังวลเรื่องโรคไตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง? ‘ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า’ ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมเร็ว ปัจจุบันคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 ของประชากร ดังนั้นในอนาคตคนกลุ่มนี้ย่อมมีโอกาสป่วยโรคไต ซึ่งขณะนี้คนป่วยโรคไตในระยะต่างๆ ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย โดยมีถึง 7.6 ล้านคน หรือราวร้อยละ 17.5 อย่างไรก็ตาม ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังมิใช่เป็นชนวนโรคไตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังทำให้เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์และอัมพาตอีกด้วย

แล้วความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร? ‘ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ’ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ แจงว่า ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมกินเค็มมากเกินไป โดยปกติคนเราต้องการโซเดียม (ความเค็ม/รสเค็ม) ไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน แต่คนไทยกินเกินไปกว่า 2 เท่าต่อวัน หรือ 10.8 กรัม

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกอีกว่า ที่คนไทยกินเค็มเพราะลิ้นติดรสเค็ม เห็นได้จากการไม่ตระหนักว่า วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารล้วนมีโซเดียมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เมื่อนำไปประกอบอาหาร พ่อครัวแม่ครัวก็ปรุงรสชาติเพิ่มเติมด้วยซีอิ้ว ซอสปรุงรส น้ำปลา หรือเกลือแล้ว แต่ก่อนจะกิน หลายคนก็ยังปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก เช่น ปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ออกรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือราดน้ำปลาพริกลงในข้าวสวย แม้กระทั่งอาหารว่างที่เด็กและผู้ใหญ่นิยมกิน อาทิ มันฝรั่งทอดกรอบ ถั่วอบ ที่ผลิตออกมาจำหน่าย ล้วนทำมาออกแล้วมีรสเค็ม โซเดียมสูง เหตุเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคชอบกินรสเค็ม

ถ้ากินเค็มไปนานๆ ความดันโลหิตก็จะสูงอย่างต่อเนื่อง จึงเสี่ยงป่วยเป็นโรคไต ซึ่งถ้ามีปัญหาสุขภาพนี้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าโชคร้ายไตเสื่อมเร็ว จนทำงานได้ต่ำกว่าร้อยละ 60 จะเข้าข่ายโรคไตเรื้อรัง บั่นทอนคุณภาพชีวิต เพราะผู้ป่วยระยะนี้ต้องเข้ารับการล้างช่องท้อง บ้างก็ต้องฟอกเลือด หรืออาจต้องเปลี่ยนไต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายโดยรวมสูง

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงซึ่งจะนำไปสู่โรคไต และโรคอื่นๆ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ แนะลดการบริโภคเค็ม เลือกใช้เครื่องปรุงที่ปรับลดปริมาณโซเดียมให้น้อยลง ลดการกินอาหารที่ต้องเข้าไมโครเวฟก่อนกิน เนื่องจากมักใช้ความเค็มในการถนอมอาหาร ตลอดจนเบามือเมื่อจะปรุงเพิ่ม โดยเฉพาะคนสูงวัย ผู้ป่วยโรคหัวใจ สภาพร่างกายจะไวต่อเกลือ หากกินเค็ม ความดันโลหิตก็จะเพิ่มขึ้นได้ง่าย

ด้าน ศ.นพ.เกรียง เผยเพิ่มเติมว่า ถ้าเราลดเค็มได้ 1 กรัม ค่าความดันโลหิตตัวบนจะลดลง 1-3 มม.ปรอท หรือถ้าลดเค็มลง 2 กรัม จะช่วยลดค่าความดันโลหิตตัวบนได้ถึง 6-10 มม.ปรอท ดังนั้นการลดกินเค็มลงจึงมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลงได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหวังลดการกินเค็มมิได้มีแค่ในบ้านเรา แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าลดกินเค็มไว้ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้นมาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการกินเค็มตั้งแต่วันนี้ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ดี เพราะ 11-17 มีนาคม 2556 เป็นช่วงที่สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศให้เป็น ‘สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง’

‘นาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์’ นายกสมาคมโรคไตฯ ชวนผู้ที่สนใจร่วมงานวันไตโลก ซึ่งแต่เดิมต้องเป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคม ทว่าเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมในช่วงวันหยุด ปีนี้จึงเลือกจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ระหว่าง 10.00-21.00 น. บริเวณโซนอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กิจกรรมภายในงานมีทั้งนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคไต การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนการอาหารลดเค็ม การตรวจคัดกรองโรคไต การเสวนาทางการแพทย์ และการสาธิตปรุงอาหารอ่อนเค็มแต่ยังอร่อย ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ เชฟชื่อดังพร้อมการแสดงดนตรีจากศิลปินดารา รายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมดูได้ที่ www.nephrothai.org และ www.lowsaltthailand.org

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:  เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2556

Related Article :

ความน่ากลัวของโรคเกาต์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ความน่ากลัวของโรคเกาต์

 
          โรคเกาต์ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่มีคนรู้จักมากที่สุด รู้จักมากจนบางคนถึงกับเหมาเอาว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคข้อ หรือมีอาการปวดข้อก็เป็นโรคเกาต์ แล้วมักจะมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบว่า ห้ามรับประทานเป็ด รับประทานไก่ หรือรับประทานเครื่องในสัตว์ จริง ๆ แล้วโรคเกาต์ไม่ใช่โรคข้อที่พบมากที่สุด เพราะมีคนเป็นน้อยกว่าโรคข้อเสื่อม และผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบต่าง ๆ ซึ่งมีโรคข้ออักเสบอยู่หลายสิบโรค เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับประทานเป็ด ไก่ หรือเครื่องในสัตว์ อย่างไรก็ตามถึงแม้โรคเกาต์เป็นโรคเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มีการรักษากันมานาน แต่คนเราเพิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์ เมื่อไม่นานมานี้
 
         โรคเกาต์เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่เมื่อ 5 พันปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจากโรคเกาต์ได้ชื่อว่าเป็นโรคของพระจักรพรรดิ (disease of the Emperor) เนื่องจากในสมัยอดีตมีแต่พระจักรพรรดิหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินเป็ด กินไก่ กินเหล้า ได้บ่อย ๆ จนเป็นโรคเกาต์ ประกอบกับจะมีแต่เรื่องราวของพระจักรพรรดิที่จะได้รับการบันทึกลงในประวัติศาสตร์ โรคเกาต์จึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากนี้ความที่เวลาเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์อาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีขนาดที่ตอนกลางวันยังไปทำงานปกติ ตอนเย็นไปทานเลี้ยง ทานเป็ด ทานไก่ หรือทานอาหารมากหน่อย หรืออาจทานเหล้าเบียร์ด้วย พอกลับถึงบ้าน ข้อเท้าก็บวมแดงปวดมากขึ้นมาทันที อาการข้ออักเสบจะทำให้ข้อบวมแดงและปวดมากขนาดแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลยทีเดียว คนจึงมักจะรู้จักโรคเกาต์ดี ข้อที่อักเสบมักจะเป็นข้อโคนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า หรือข้อเท้า จะเป็นข้อเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ของการเกิดโรคเกาต์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเกาต์
 
         ข้อที่อักเสบนี้ถึงแม้มีการอักเสบรุนแรง ปวดมากแต่จะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3   วัน จะโดยการรักษา รับประทานยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือไม่ได้กินยาอะไร (ถ้าทนไหว) ก็ตาม แล้วอาการจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาเหมือนคนปกติ นานจนบางคนลืมว่าเคยเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์  บางคนอาจจะหายไป 1-2 ปี บางคน 6 เดือน เมื่อไม่ได้ระวังตัว ไม่ได้คุมอาหารก็เกิดข้ออักเสบแบบเฉียบพลันอีก ข้อนิ้วเท้าหรือข้อเท้าปวดบวมอักเสบมากเป็นอยู่ 2-3 วันแล้วหายเป็นปกติ อาการปวดข้อและข้ออักเสบที่รุนแรงทำให้โรคเกาต์เป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่ถ้าปล่อยให้เกิดข้ออักเสบจากเกาต์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไม่ให้เกิดข้ออักเสบขึ้นอีก  อาการข้ออักเสบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงนี้จะเกิดถี่ขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้กว่าจะเป็นอีกก็ 1-2 ปี ต่อมากลายเป็น 6 เดือน ก็เกิดขึ้นซ้ำ ต่อมาเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกห่างกันแค่ 3 เดือน ต่อมาเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน ที่สำคัญทีแรกมีอาการอยู่ 1-2 วัน ครั้งต่อ ๆ มามีข้ออักเสบ 3-4 วันต่อมากลายเป็น 5-7 วัน หมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นโรคเกาต์โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาให้ถูกต้อง จะมีข้ออักเสบ รุนแรงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และอาการจะเป็นอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบางรายมีข้ออักเสบปวดบวมทรมานเป็นเดือนไม่ลดลง และอาการปวดก็รุนแรงขึ้น ปวดมากขึ้น จะรักษากินยา ฉีดยาก็ไม่ค่อยหาย เพราะดูเหมือนโรคจะดื้อต่อการรักษามากขึ้นด้วย เนื่องจากโรคเกาต์เฉียบพลันหรือที่ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute gout กลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง (chronic gout) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รักษายากแล้ว การเป็นโรคเกาต์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีสารที่เรียกว่ากรดยูริกในร่างกายมากเกินระดับปกติเป็นเวลานาน แล้วทำให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ ๆ สารกรดยูริก ที่มีเกินระดับปกตินาน ๆ นี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเกิดเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ก้อนนี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ก้อนโทฟัสที่เกิดขึ้นบริเวณข้อนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดการทำลายข้อจนข้อพิการผิดรูปผิดร่างได้
 
        กรดยูริกที่มีในร่างกายนี้ไม่ใช่สารแปลกปลอมอะไร เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายที่รวมเรียกว่า ขบวนการเมตาโบลิซั่ม (metabolism) ที่สำคัญคือการแบ่งตัวของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ ผลพลอยได้จากการแบ่งเซลล์จะได้กรดยูริกออกมา ถ้าร่างกายมีภาวะที่ ต้องมีการแบ่งเซลล์มากขึ้น เช่น เป็นโรคมะเร็ง  ที่มีเซลล์แบ่งตัวมาก ๆ จนควบคุมไม่ได้ ก็มักจะมีกรดยูริกในร่างกายมากขึ้นมากจนเกินระดับปกติ ซึ่ง ระดับปกติของกรดยูริกในผู้ชายคือ 7 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนในผู้หญิงจะเท่ากับ 6 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนมากแล้วระดับกรดยูริกที่สูงเกิดจากการสร้างขึ้นมาในร่างกายมากกว่าระดับปกติ ส่วนที่มาจากอาหารไม่ได้มากนัก แต่ส่วนที่มาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์ หรือยอดผักต่าง ๆ มักจะเป็นส่วนที่เติมเข้าไปแล้วทำให้เกิดข้ออักเสบขึ้น
 
 
          ความน่ากลัวของโรคเกาต์นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรุนแรงที่เรื้อรัง เป็นต่อเนื่อง และรักษาหายยากถ้าไม่ได้ป้องกันแล้ว การเป็นโรคเกาต์ยังนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวาย โรคหัวใจ และโรคอัมพาตได้อีกด้วย 

          ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่มีสักรายเดียวที่เสียชีวิต จากโรคเกาต์ ไม่มีใครปวดข้อหรือมีข้ออักเสบจนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ส่วนมากเสียชีวิตจากโรคไตวาย ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับสูง นอกจากจะทำให้เป็นโรคเกาต์แล้ว กรดยูริกที่มีมากในเลือดจะไปสะสมอยู่ในไตทำให้ไตเสื่อม การทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายลดลง มีของเสียคั่งในร่างกาย หรือกรดยูริกที่มีมากในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก แล้วมาค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะได้ ดังนั้นในการรักษาโรคเกาต์จึงต้องติดตามดูการทำงานของไตด้วยว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีไตเสื่อมลงก็ต้องรีบแก้ไขโดยการพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากพอในแต่ละวันจนมีปัสสาวะออกมาอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร นั่นหมายความว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ซึ่งถ้าคิดเป็นแก้วน้ำก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 10-12 แก้ว เพื่อให้มีปัสสาวะออกมามากพอที่จะล้างหรือพากรดยูริกออกไปจากร่างกาย ถ้ารับประทานน้ำน้อยโอกาสมีไตเสื่อมหรือไตวายก็ยิ่งมากขึ้น

         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จำนวนไม่น้อยพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภาวะที่พบร่วมกัน หรือเป็นจากการที่มีไตเสื่อมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าถ้ารักษาโรคเกาต์โดยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดหรือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะสามารถลดระดับความดันโลหิตที่สูงลงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์จึงเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วย การที่เป็นโรคเกาต์และอาจจะมีความดันโลหิตสูงหรือไตเสื่อมไตวายร่วมด้วยเป็นระยะเวลานานพบว่า มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาได้ นอกจากเส้นเลือดหัวใจแล้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็มีโอกาสอุดตันได้ ทำให้เป็นอัมพาตเนื่องจากสมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนี้จะเห็นว่าโรคเกาต์ไม่ได้มีแต่ข้ออักเสบ เจ็บปวดและทรมาน แต่ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่การเป็นโรคเกาต์เรื้อรังที่มีข้ออักเสบไม่หายและเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอัมพาต ตามมานั่นเอง

       ความน่ากลัวของโรคเกาต์ที่กล่าวถึงนี้จะไม่น่ากลัวถ้าผู้ที่เป็นโรคเกาต์ได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง การรักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มเป็นในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ค่อยเป็นปัญหายุ่งยาก ในขณะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นก็ให้การรักษาอาการอักเสบของข้อด้วยยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ พอข้อหายอักเสบแล้วก็ตรวจเลือดดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ควรรับประทานยาลดกรดยูริกซึ่งมีทั้งยาที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เช่น ยาซัลฟินไพราโซน (sulfinpyra zone) ยาเบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone) หรือยาโปรเบนนาซิด (probenecid) และยาลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงต่ำกว่าระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ได้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด โอกาสที่จะมีข้ออักเสบจากโรคเกาต์อีกมีน้อยมาก หมายความว่าจะไม่เป็นโรคเกาต์อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งการที่ จะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากการรับประทานยาแล้วยังต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง เช่น เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว

       ในกรณีที่เป็นโรคเกาต์มานานจนกลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรังหรือมีก้อนโทฟัสขึ้นตามตัว การรักษาจะยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องพยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรแล้ว ยังต้องคอยตรวจการทำงานของไตว่ายังทำงานได้ดีอยู่ ถ้าเริ่มมีผลการตรวจเลือดที่ส่อไปในทางที่เริ่มมีความเสื่อมของ ไตเกิดขึ้นต้องรีบให้การรักษาหรือป้องกันไม่ให้ ไตเสียการทำงานไปเรื่อย ๆ จนไตวาย การที่สามารถรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด นอกจากจะไม่เกิดข้ออักเสบจากโรคเกาต์แล้ว ก้อนโทฟัสที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จะยุบลงได้จนหายไปหมด ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็ต้องพยายามรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ เพราะความดันโลหิตสูงก็ทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอัมพาตตามมาได้

       โรคเกาต์ถึงแม้เป็นโรคที่มีความน่ากลัว แต่รักษาไม่ยาก ในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ควรให้การรักษาโรคเกาต์เหมือนโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงที่ให้มีการรักษาต่อเนื่อง มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดและการทำงานของไต และให้พยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรไว้ตลอดก็จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเกาต์ที่จะเกิดตามมาอีกมากมายได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี. 

ข้อมูลจาก :  เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 698  
                     เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 703