‘เมื่อฉันตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี’

dailynews141221_04‘เมื่อฉันตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี’ ตอนที่ 1

คุณสมพงษ์ หนุ่มใหญ่นักธุรกิจ รู้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เฝ้าติดตามห่าง ๆ มานานเพื่อนตัวนี้ก็ไม่ยอมไปไหน ระยะหลังเห็นข่าวคราวเซเล็บหลายต่อหลายคน ทั้ง ดีเจ นักร้อง ตลอดจนนักการเมืองใหญ่โต ป่วยด้วยโรคตับแข็ง หรือไม่ก็มะเร็งตับ ฟังแล้วก็เสียวไปถึงตับ สืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งอ่านยิ่งกังวล มีคนแนะนำให้ไปตรวจนับไวรัสในเลือด ลองไปตรวจดูเอง เห็นผลแล้วเครียดหนัก คือมีไวรัสตั้งหกร้อยล้านตัวต่อซีซี นี่ตับฉันเป็นโรงงานผลิตไวรัสหรือนี่กระไร ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต

คนไทยและชาวเอเชียเป็นแหล่งพาหะของไวรัสตับอักเสบบี ประเทศไทยตอนนี้พบประมาณ 3-5 คน ใน 100 คน จะพบน้อยก็เด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับวัคซีนตั้งแต่แรกเกิดทั่วประเทศซึ่งเริ่มประมาณปี 2535 ฉะนั้นปัญหาก็จะเป็นกับคนรุ่นที่เกิดก่อนปีนั้น ปัญหาของบ้านเรายังอยู่ที่ไม่มีการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี ผู้คนยังเข้าใจผิดกับเรื่องการติดต่อ ทำให้กลัวคนรังเกียจบ้าง เลยพยายามไม่ไปตรวจ หรือปกปิด ปัญหาใหญ่อีกประการคือ ทั้งคนที่รู้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและแพทย์จำนวนหนึ่ง ยังเข้าใจกับคำว่าพาหะแบบผิด ๆ คือคิดว่าเป็นพาหะแล้วปลอดภัย ไม่เกิดปัญหา หรือมีเชื้ออยู่เฉย ไม่ต้องไปตรวจติดตามก็ได้ จนในที่สุดก็ลืมไป กลับไปหาแพทย์ก็ตอนเป็นมะเร็งตับไปแล้ว

ไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ซึ่งบ้านเรามักจะติดมาจากมารดาขณะคลอด ทำให้เป็นเรื้อรังไปจนเป็นผู้ใหญ่ คนที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วยเมื่อปล่อยไปนาน ๆ เข้าโดยไม่ได้รับการรักษา จะเกิดภาวะตับแข็ง ตับแข็งระยะท้ายจนตับวาย และบางคนจะมีมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้นมา ทั้งไวรัสตับอักเสบบีกับไวรัสตับอักเสบซีมีการดำเนินโรคคล้าย ๆ กันตรงที่ ชอบที่จะอยู่แบบเงียบ ๆ เหมือนสนิมกัดกร่อนตับแบบที่เจ้าตัวไม่รู้ แต่เจ้าไวรัสบีตัวร้ายมีนิสัยประหลาดอยู่ที่ เมื่อเวลาผ่านไปจากไวรัสน้อยก็อาจเพิ่มจำนวนขึ้นมามาก ๆ วันดีคืนดีก็ก่อให้เกิดตับอักเสบแบบเฉียบพลันขึ้นมาเฉย มีตั้งแต่เป็นน้อยไม่แสดงอาการชัด แค่รู้สึกเพลีย ๆ ไปจนตาเหลืองตัวเหลือง บางคนถึงขั้นตับวายเสียชีวิต โดยเฉพาะคนที่ไปได้รับยากดภูมิต้านทานเช่น สเตียรอยด์ หรือยาเคมีบำบัด และที่พบบ่อยอีกกลุ่มคือ คนที่ทานยาต้านไวรัสแล้วเกิดเบื่อ แอบหยุดยาไปเอง หรือ เกิดดื้อยาระหว่างการรักษา พอไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจะเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อนขึ้นมา

ทุกคนที่มีไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรังเกิน 6 เดือน เรียกว่าเป็น “พาหะไวรัสตับอักเสบบี” หรือ มักจะได้ยินคนพูดตามภาษาอังกฤษแบบสั้น ๆ ว่า “แคร์ริเออร์” ตัดมาจากคำว่า Viral hepatitis B carrier แปลว่า มีไวรัสบีอยู่ในร่างกายและสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ แปลแค่นี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นพาหะแล้วตัวเองปลอดภัยโดยทั่วไปแบ่งพาหะไวรัสตับอักเสบบีออกเป็น 4 ระยะ คือ

(1) พาหะตอนเด็ก (immune tolerance) ไวรัสในเลือดมากแต่ไม่มีการอักเสบของตับ ต่างคนต่างอยู่

(2) ระยะที่เริ่มมีการอักเสบทำลายไวรัส (immune clearance) ระยะนี้ภูมิต้านทานของร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นจึงไปทำลายไวรัสในตับทำให้เกิดตับอักเสบขึ้น เกิดขึ้นตอนเข้าสู่วัยรุ่นหรือบางคนยาวไปจนอายุยี่สิบกว่าปี ถ้าทำลายไวรัสสำเร็จจะเข้าสู่ระยะที่สาม แต่ถ้าทำลายไวรัสไม่ได้สักทีหลายปีไม่ยอมหายเราเรียกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ระยะอีบวก [แพทย์ใช้อีโปรตีน (HBeAg) เป็นตัวแบ่งระยะโรค] ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม หลายคนจะตามมาด้วยภาวะตับแข็งและมีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูง

(3) ระยะพาหะชนิดเชื้อน้อย (inactive carrier) ภูมิต้านทานของร่างกายควบคุมไวรัสได้สำเร็จ จนไวรัสในเลือดลดลงมากจนน้อยกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี (copies/mL) หรืออาจจะใช้หน่วยเป็นน้อยกว่า 2,000 ยูนิตต่อซีซี (IU/mL) ซึ่งระยะนี้จะไม่มีการอักเสบของตับ โดยค่า SGOT/SGPT จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้ และคงอยู่อย่างนี้ไปนาน ๆ โอกาสกลายเป็นตับแข็งจะน้อยกว่าระยะอื่น โอกาสการเป็นมะเร็งตับก็น้อยกว่าระยะอื่น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งตับ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้บางคน ภูมิของร่างกายดีขึ้นไปอีกจนกำจัดไวรัสได้เกือบราบคาบ จนไวรัสหายไป [ตรวจผิวไวรัสบีเป็นลบ (HBsAg)] บางคนเกิดภูมิต้านทานต่อไวรัสบี (AntiHBs) ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเราเห็นกันได้บ่อย ๆ ว่าทำไมคนบางคนไปตรวจเช็กเลือดแล้วพบว่าตัวเองมีภูมิต้านทานไวรัสบีอยู่แล้วทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปฉีดวัคซีนมาก่อน บางท่านไวรัสนอนนิ่งอยู่นานอยู่ดี ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเข้าสู่ระยะต่อไปคือ

(4) ระยะตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี ชนิดอีลบ (immune reactivation) คือไวรัสเกิดหาหนทางสำเร็จในการดื้อต่อภูมิของร่างกาย เปลี่ยนแปลงร่างจนภูมิของร่างกายควบคุมไว้ไม่ได้ ไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในที่สุดก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบขึ้นมาใหม่ แพทย์ใช้คำว่า “อีลบ” ต่อท้ายเพื่อแบ่งระยะโรคว่าแตกต่างกับระยะที่สองที่เรียก “อีบวก” โดยดูจากโปรตีนอี (HBeAg) เป็นลบในเลือด เช่นเดียวกับระยะที่สอง ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาตับก็จะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ ที่สาธยายมานี้ก็เพื่อผู้อ่านบางท่านที่อยากจะรู้ลึกและเข้าใจโรคมากขึ้น แต่ผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องใส่ใจมากเพราะจะเครียดไปเปล่า ๆ แค่เป็นโรคก็เครียดพอแล้ว

เอาเป็นว่าใครก็ตามที่เข้าสู่วัยอายุยี่สิบกว่า ๆ ก็สมควรเข้าสู่ระยะที่ (3) ระยะพาหะเชื้อน้อย คือมีไวรัสในเลือดน้อยกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี ร่วมกับไม่มีภาวะตับอักเสบ (SGOT/SGPT อยู่ในเกณฑ์ปกติ) ถ้าอยู่ในระยะนี้ จะปลอดภัยกว่าระยะอื่น ไม่ต้องให้ยารักษา เอาแค่ติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง คอยระวังไวรัสตื่นขึ้นมาใหม่ หรือ คอยระวังมะเร็งตับ แต่อย่าไปเครียดมาก คิดเสียว่าไวรัสเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข เมื่อไหร่ไวรัสมันเบื่อ ก็อาจจะยอมถอยร่นหายไปจากตับตามที่ได้กล่าวมา อย่าลืมต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ภูมิต้านทานจะได้แข็งแรงไปช่วยกำจัดไวรัสที่หลงเหลืออยู่ บางท่านเล่าว่า เขาแผ่เมตตาให้มันบ่อย ๆ ขู่มันเป็นพัก ๆ บอกไวรัสว่า ถ้ามาเล่นงานจนเขาเป็นอะไรไป ไวรัส! เจ้าก็จะไม่มีที่อยู่ที่กินนะ จะบอกให้

ใครก็ตามเมื่อวัยยี่สิบกว่า ๆ แล้ว ไวรัสมีจำนวนมากกว่า 10,000 ตัวต่อซีซี โดยมากจะมีไวรัสเป็นหลายแสน หลายล้าน หลายร้อยหลายพันล้าน ซึ่งถ้าติดตามผลเลือดเป็นระยะ ๆ ก็จะพบค่าการอักเสบสูงเกินค่าปกติ (คนที่ไวรัสเกินหนึ่งหมื่นถึงแสนต้น ๆ มักไม่มีตับอักเสบ) คนอยู่ในเกณฑ์นี้แล้วไวรัสไม่ยอมลดลงเอง ควรพิจารณาให้การรักษา ซึ่งต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย ดังนั้นต้องปรึกษาแพทย์ผู้รู้และปรึกษาตนเองหลังได้คุยกับแพทย์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าสมควรรักษาหรือยัง หรือจะเลือกการรักษาด้วยวิธีใด

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลร้ายที่กล่าวข้างต้น คือ ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ มีทั้งงานวิจัยและประสบการณ์ตรงยืนยันแน่ชัดว่า แม้ตับเข้าสู่ระยะตับแข็งและตับเริ่มวายไปแล้ว พอได้ยาต้านไวรัส กดไวรัสไม่ให้โงหัวขึ้นมา ผ่านไประยะหนึ่ง ตับจะฟื้นตัวกลับมาทำงานปกติ พังผืดและตับแข็งก็หายได้ ในงานวิจัยเดียวกันในผู้ป่วยตับแข็ง ก็มีตัวเลขทางสถิติชี้บ่งว่า โอกาสการเกิดมะเร็งตับก็ลดลง ฉะนั้นเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าควรรักษาก็ต้องรักษา

การให้ยารักษาไวรัสตับอักเสบบี มีหลักในการหายอยู่สองประเภทคือ การหายระยะที่หนึ่ง คือรักษาให้โรคกลับเข้าสู่ระยะที่สามคือ ให้กลับเข้าสู่ระยะพาหะเชื้อน้อย หรือไวรัสน้อย ๆ และตับไม่อักเสบ เท่านี้ก็เรียกว่าดีมากแล้ว ผู้รับการรักษาอย่างน้อยถ้าจะหวังก็หวังแบบนี้เป็นแบบแรก การหายระยะที่สอง คือ รักษาจนไวรัสหมดไปคือ ผิวไวรัส (HBsAg) เป็นลบ และบางคนถึงขั้นเกิดภูมิต้านทานไวรัสขึ้น (AntiHBs) โอกาสถึงระยะนี้อาจจะประมาณ 3-5 คนต่อ 100 คน (เมื่อรักษาด้วย อินเตอร์เฟียรอน)

ก่อนการรักษาแพทย์จะมีการตรวจวัดสิ่งต่าง ๆ หลายประการ ได้แก่ ตรวจเลือด นับจำนวนไวรัส (Hepatitis B viral load) ตรวจค่าการทำงานตับ ตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) ตรวจค่ามะเร็งตับ (AFP) ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด (INR) ตรวจโปรตีนอีของไวรัส (HBeAg) ภูมิต่อโปรตีนอี (AntiHBe) และ ปริมาณผิวของไวรัส (HBsAg quantitative) นอกจากนี้จะมีการตรวจเพื่อดูเนื้อตับว่าเป็นอย่างไรด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และ ปัจจุบันมักจะตรวจวัดความหนาแน่นของตับ (liver stiffness) เพื่อบอกว่าตับมีพังผืดมากน้อยอย่างไร แข็งหรือยัง และบางกรณีจะมีการตรวจเนื้อตับโดยตรงด้วยการเจาะตับ (liver biopsy) อ่านถึงตรงนี้คงขวัญหนีดีฝ่อเมื่อได้ยินคำว่าเจาะตับ อย่ากังวลไป ปัจจุบันมักไม่ใช้การเจาะตับกับทุก ๆ คน จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือใช้ช่วยการตัดสินใจในการรักษา

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ และ นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2557

Advertisements

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com

ไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในคนไทย  จากข้อมูลการสำรวจพบว่าประชากรไทยประมาณเกือบครึ่งเคยได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย  แต่เพียงประมาณร้อยละ 5 คิดเป็นประมาณ 3 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง  โดยที่ส่วนมากไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย  ในอดีตมักเรียกผู้ป่วยกลุ่มนี้ว่า เป็นพาหะของโรค  ความรู้ในปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่เรียกตนเองว่าเป็นพาหะของโรค เมื่อติดตามไปนาน ๆ พบว่าอัตราการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับจะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นหลายเท่าตัว  โดยเฉพาะในเพศชายและคนที่มีประวัติญาติสายตรงในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ  โดยความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

เนื่องจากตับในภาวะปกติไม่ได้ทำงานเต็มสมรรถนะ มีการสำรองความสามารถในการทำหน้าที่ของตับไว้อย่างดี ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน หรือเพิ่งเริ่มเป็นตับแข็งจึงอาจไม่แสดงอาการได้  แต่เมื่อภาวะตับแข็งเป็นมากขึ้นจนตับไม่สามารถชดเชยการทำงานที่สูญเสียไปได้ ผู้ป่วยจึงแสดงอาการ เช่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องโตขึ้น เนื่องจากมีภาวะน้ำในช่องท้อง อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น  การตรวจพบและรักษาภาวะตับอักเสบเรื้อรังตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้

ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้หลายทาง ที่สำคัญคือ

1. ติดต่อจากมารดาสู่ทารก ขณะคลอด  โดยเฉพาะมารดาที่ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ภายในร่างกาย  หากการติดเชื้อเกิดขึ้นภายในขวบปีแรกของทารก โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อเรื้อรังจะสูงมาก  การติดต่อจากมารดาสู่ทารกเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

2. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฝังเข็ม การฉีดหรือเจาะตามร่างกายที่ไม่ถูกวิธีและไม่ได้ทำโดยวิธีปลอดเชื้อ

3.ติดต่อทางการให้เลือด  ฟอกไต  การปลูกถ่ายอวัยวะ

4.ติดต่อจากบุคคลในบ้าน โดยการใช้ของใช้ที่อาจปนเปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายเชื้อไวรัสจะเข้าไปฟักตัวในตับ ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบบีเฉียบพลัน ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วย จะไม่แสดงอาการชัดเจน  อาการที่พบ เช่น ไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ตามมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้าได้รับการตรวจเลือดจะพบว่าค่าการทำงานของตับ (AST และ ALT) สูงขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ  ผู้ป่วยส่วนน้อยจะกลายเป็นตับอักเสบบีเรื้อรังการตรวจเลือดของโรคไวรัสตับอักเสบบี

ในการตรวจกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาศัยการตรวจเลือดเป็นหลัก โดยการตรวจเลือดหาส่วนเปลือกนอกหรือผิวของไวรัสบี (HBsAg) ซึ่งจะพบได้ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลันและเรื้อรัง  ตรวจเลือดหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Anti-HBs) และตรวจ Anti-HBc ซึ่งถ้าให้ผลบวกบ่งชี้ว่าเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน

นอกจากนั้นในรายที่ตรวจพบแล้วว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่อาจตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV viral load) เพื่อช่วยประเมินและติดตามการรักษา

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี

ในกรณีของไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง  การจะกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดจากร่างกายนั้นทำได้ยากมาก  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือโอกาสหายขาดนั้นน้อยมาก จุดมุ่งหมายที่สำคัญการรักษา จึงเพื่อลดการอักเสบของตับเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ

ในปัจจุบันการรักษามีให้เลือกทั้งยาฉีดและยากิน

1.ยาฉีดกลุ่มอินเตอร์เฟอรอน (Interferon-based) ซึ่งออกฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานและกดไวรัส ข้อดีของยาคือเป็นการรักษาที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน และไม่พบการดื้อยาหรือการกลายพันธุ์ของไวรัส ข้อเสียคือ ราคาแพง  ผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  ซึมเศร้าและในกรณีของผู้ที่มีการทำงานของตับลดลงมาก เช่น เป็นตับแข็งระยะสุดท้าย อาจเกิดภาวะตับวายได้ ซึ่งในกรณีหลังนี้ พบน้อยมาก

2.ยารับประทานต้านไวรัส (Antiviral therapy) ซึ่งมีหลายชนิด ผลข้างเคียงน้อยมาก  ราคาถูกกว่ายาฉีด แต่ระยะเวลาการรักษายาวนานกว่ายาฉีด และในบางรายอาจต้องรับประทานยาเกือบตลอดชีวิต  ยารับประทานต้านไวรัสอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์หรือการดื้อยา ซึ่งมีความแตกต่างกันตามชนิดของยา กรณีเกิดการดื้อยาหรือการกลายพันธุ์ ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิดทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นได้

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

1.รับประทานอาหารให้เหมาะสม ลดอาหารที่มีแป้งและไขมัน เพราะจะทำให้อ้วน  ซึ่งไขมันจะไปเกาะที่ตับ ทำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้นได้ หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วป่นและพริกแห้ง ซึ่งอาจมีสารอัลฟลาทอกซินปนเปื้อนอยู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

2.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3.หลีกเลี่ยงการกินยาสมุนไพรและอาหารเสริมเกินความจำเป็น

4.ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ  หากตรวจเลือดพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน

5.งดการบริจาคโลหิต

6.ตรวจเลือด และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ  ในกรณีที่มีภาวะตับแข็งแล้วควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน อย่างสม่ำเสมอทุก 6-12 เดือน เพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับ

ข้อมูลจาก นายแพทย์พงษ์ภพ   อินทรประสงค์  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลพญาไท 2/
http://www.phyathai.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  25 มีนาคม 2555