ผลศึกษาชี้ ′ย่า – ยาย′ ที่ได้อยู่กับหลานๆ ช่วยลดภาวะ”วัยทอง”

matichon141116_02ไม่ต้องใช้ “ยา” แต่ใช้ “หลาน” เนี่ยแหละ ที่อาจช่วยลดอาการวัยทองของคุณย่า คุณยาย ได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาของสถาบันคินซีย์ มหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยโรคมะเร็งเฟรด ฮัทชิสัน พบว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างย่า ยาย และหลานๆ มีผลดีมากกว่า ช่วยให้คนสองวัยได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน หรือการสร้างสายสัมพันธ์รัก ความผูกพัน แต่อาจยังสามารถช่วยลดอาการข้างเคียง อาทิ อาการร้อนวูบวาบ อาการเหงื่อออกมากในตอนกลางคืนของหญิงวัยทองบางรายได้ด้วย

ในผลการศึกษา ภายใต้การนำทีมของเวอร์จิเนีย เจ. วิซธัม อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา และนักวิจัยอาวุโสของสถาบันคินซีย์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในที่ราบตอนสูงของประเทศโบลิเวีย และจับตาศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงวัยกลางคนกับหลานๆ พบว่า สตรีซึ่งผ่านการผ่าตัดเอารังไข่ออก และก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ “วัยทอง” เร็วกว่าปกติ มีอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน ลดน้อยลงเมื่อมีหลานๆ หรือเด็กๆ อยู่ด้วยในบ้าน

“เรามีผลการสำรวจ ศึกษาที่ใช้เวลากว่า 20 ปี ซึ่งพบว่า ผู้หญิงในชนบทจะมีประสบการณ์กับภาวะวัยทองแตกต่างไปจากผู้หญิงในเมือง ทั้งนี้เพราะผู้หญิงเหล่านี้มักจะมีหลานๆ อยู่ในบ้านเดียวกัน และพวกเธอเหล่านี้จะมีอาการร้อนวูบวาบน้อยกว่าผู้หญิงในประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐ ที่ย่า ยาย ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย”

เวอร์จิเนียคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงวัยกลางคนที่มีหลานๆ อยู่ด้วยมีอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองน้อยลง น่าจะเป็นเพราะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก มากขึ้น

“เรารู้ดีว่า ฮอร์โมนออกซิโทซินมีบทบาทสำคัญ และจากผลการศึกษาก็แสดงให้เห็นว่า การได้คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ สามารถช่วยกระตุ้นให้ฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้น โดยเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นหลานหรือญาติกันก็ได้ และเราก็คิดว่า ผู้หญิงที่ทำงานเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือในห้องเรียน หรือมีกิจกรรมอะไรได้กับเด็กๆ ก็อาจจะมีฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน”

ขณะที่ภาวะวัยทองของผู้หญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนอาจมีอาการต่างๆ เพียงเล็กน้อย หรือบางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หรือบางคนอาจมีอาการข้างเคียงของวัยทองค่อนข้างรุนแรง เวอร์จิเนียจึงสรุปถึงผลการศึกษาของเธอว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงบทบาทของฮอร์โมนออกซิโทซินต่อการช่วยลดอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองต่อไปอีก แต่ตอนนี้สิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวก็คือ คุณค่าของการอยู่ร่วมกันและความรักความผูกพันระหว่างคนรุ่นต่างๆ ในครอบครัว

“คนเราเป็นสัตว์สังคม เราต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม และความสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญและเป็นที่มาของความสุข ความสนุก”

อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวที่ย่า ยาย ไม่ได้อยู่กับลูกหลาน ก็น่าจะมีการนัดกินข้าว นัดเจอกันเป็นครั้งคราว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กๆ

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

.

Related Link:

.

Credit: yahoo.com

Credit: yahoo.com

New Benefit of Leaving the Kids With Grandma

Now there’s another reason to drop the kids with their grandparents: A new study by researchers at The Kinsey Institute and the Fred Hutchinson Cancer Research Center has found that the relationship between grandmothers and their grandchildren can have benefits beyond even the traditional wisdom-sharing, loving bond — it may help some women temper the side effects of menopause.

The study, focused on relationships between mid-life women and young children, found that women who underwent surgical removal of their ovaries and experienced rapid menopause had fewer hot flashes and night sweats when young children lived in their homes.

STORY: Secrets From Parents of Valedictorians

One of the lead authors, Virginia J. Vitzthum, bioanthropologist, professor of anthropology and senior research scientist at The Kinsey Institute, works principally in the highlands of Bolivia, and she predicted an evolutionary connection between the timing of grandmotherhood and menopause. “We have quite a bit of research over the last 20 years that finds that women in non-industrial populations experience menopause differently,” she tells Yahoo Parenting. These women — who often live with grandchildren, as is consistent with human evolutionary history — report fewer hot flashes than women in industrialized populations like the U.S.

“Americans usually have a nuclearized family structure where grandparents don’t live with, and maybe don’t even interact with, their children and grandchildren regularly,” says Vitzthum. That set-up may impact how women in the US experience menopause. (In other words: The hot flashes can be worse… and Vitzthum notes that “hot flashes” is a “nice term for what can be a truly miserable experience.”)

STORY: Advice You Should Never Take From Your Parents

One reason for reduced symptoms in women who live with grandchildren may be the presence of oxytocin, the “feel-good” hormone, which also has important thermo-regulatory properties. “We know that oxytocin plays a major role in individuals’ responses to young children,” says Vitzthum, and research indicates that being around young children can create a positive hormonal response — the children don’t even necessarily have to be relatives. “We predict that women who act as volunteers in classrooms or other settings with young children might respond with positive hormonal shifts,” says Vitzthum. “The human brain is flexible enough to appreciate these interactions even without a genetic connection.”

STORY: Is It Really So Bad to Have a Favorite Child?

While the effects of menopause are highly individual — with some women suffering few to no issues and some women experiencing crippling symptoms — this study indicates the need to examine the role of oxytocin in helping ease this universal transition. More practically for families, it speaks to the value of fostering intergenerational relationships, according to Vitzthum. “We are very social animals, and we have evolved in social groups in which intergenerational relationships are powerful and important sources of joy,” she explains.

Sounds like a great reason to arrange more occasions when grandparents and other elders spend time with the youngest among us.

SOURCE: yahoo.com

Advertisements

ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

ทำอย่างไร….เมื่อร่างกายเริ่มเสื่อม

เคยเป็นหรือมีอาการต่างๆ เหล่านี้หรือไม่… รู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือ ความต้องการทางเพศลดลง

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเพราะ “ความแก่” หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center กล่าวว่า ความเสื่อมของร่างกาย ในทางการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัยสามารถรักษาหรือบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ โดยมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม รวมถึงการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

ทั้งนี้ การจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราต้องดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด ซึ่งสามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกันคือ

1. สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน

สารอนุมูลอิสระพบได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมจนในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

และยังพบว่าอนุมูลอิสระภายนอกร่างกายจะเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก และเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ทำให้ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง แต่ถึงแม้ ตับจะสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระได้ แต่เราก็ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน โคเอ็นไซม์คิวเท็น อัลฟ่าไลโพอิกแอสิด และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ กับโพลีฟีนอล เลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี รับประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

2. ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่า พละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้

ฉะนั้น การให้ฮอร์โมนทดแทนจะทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้การให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรได้รับการเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล เพื่อให้แพทย์เป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย จึงจะเป็นแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพและความเสื่อมของร่างกายได้อย่างตรงจุดและปลอดภัยอย่างแท้จริง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 มิถุนายน 2555