การประเมินผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม โดย รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล

manager140709_01วิธีประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมนั้น สำคัญและจำเป็นมากครับ

ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อม ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้ดูแลในเบื้องต้น เนื่องจากบ่อยครั้งที่ญาติของผู้ป่วยมักเข้าใจว่า ปัญหาเรื่องความจำและการช่วยเหลือตนเองลดลง เกิดจากธรรมชาติของผู้สูงอายุ จึงไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ทั้งที่ความจริงอาจเกิดจากภาวะสมองเสื่อม

ข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติของผู้ป่วย ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้วินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม แพทย์จึงจำเป็นต้องซักประวัติ การเปลี่ยนแปลงของความจำ พฤติกรรม และอารมณ์จากผู้ดูแลใกล้ชิดหรือญาติที่อยู่ด้วยกันกับผู้ป่วยที่สามารถให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจร่างกาย ประเมินความจำ และการรู้คิด โดยการทดสอบทางจิตประสาท รวมทั้งต้องประเมินความสามารถในการทำงานและการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมต้องมีความสามารถเหล่านี้ลดลงจากระดับเดิม เช่น ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การรับประทานอาหาร อาบน้ำ การใส่เสื้อผ้า การเคลื่อนย้ายร่างกาย การควบคุมการขับถ่าย การใช้ห้องสุขา การล้างหน้าแต่งตัว และความสามารถในการทำกิจวัตรที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้โทรศัพท์ การทำงานบ้าน การเดินทางออกนอกบ้าน การจัดยา และการใช้เงิน ทั้งนี้ต้องเปรียบเทียบกับระดับความสามารถเดิม และต้องซักถามถึงเหตุผลที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง เนื่องจากบ่อยครั้งเกิดจากการที่มีปัญหาด้านร่างกาย ไม่ใช่จากภาวะสมองเสื่อม ที่ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วยจำกัดกิจกรรม เช่น ในกรณีที่สายตาไม่ดี ปวดข้อ หรือแขนขาอ่อนแรง อารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งไม่ได้เกิดจากภาวะสมองเสื่อม ส่งผลถึงการดูแลที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมและเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม

หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อม เรามีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นความจำและสมาธิ นั่นคือ การเต้นลีลาศ รำไม้พลอง ไท้ชิ หรือกิจกรรมเข้าจังหวะ เป็นการกระตุ้นความจำและสมาธิได้ดี เนื่องจากต้องจดจำทั้งท่าเต้น และจังหวะของเสียงดนตรี เกิดความต่อเนื่องของการจำและมีความสุขจากเสียงดนตรี รวมถึงการมีส่วนร่วมในสังคมด้วย

เพื่อให้เกิดความชัดเจน ควรมาพบแพทย์ เพื่อประเมินภาวะสมองเสื่อมและให้การดูแลที่ถูกต้องจะดีที่สุด

 

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” ระหว่างวันที่ 21 – 25 ก.ค. 57 ที่โรงพยาบาลศิริราช ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ http://www.sirirajconference.com หรือสอบถาม โทร. 0 2419 2673, 0 2419 2678

ธนาคารเลือด รพ.ศิริราช ขาดแคลนเลือดสำรองทุกหมู่ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเลือดได้ที่ ศาลาศิริราช ๑๐๐ ปี วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.00 น. สอบถามรายละเอียด โทร. 02-419-8081 ต่อ 123 ,128

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2557

Advertisements

วิจัยธาตุสำคัญในเส้นผม ค้นแนวทางรักษา “โรคสมองเสื่อม”

หากวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ ลืมว่าเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน  เกิดการสูญเสียความจำบางส่วนไป อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า “โรคสมองเสื่อม” กำลังมาเยือน !!

ผศ.ดร.จารุวรรณ ศิริเทพทวี อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีวเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมว่า ภาวะสมองเสื่อม เป็นคำที่เรียกกลุ่มคนที่มีอาการหรือมีปัญหาเกิดขึ้นกับสมอง เป็นเหตุให้ความสามารถด้านปัญญาและความสามารถด้านสังคมเสียไป รวมทั้งอาการที่รุนแรงมากขึ้นสามารถกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันได้ โดยทั่วไปสามารถพบการสูญเสียความจำในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียความจำเพียงอย่างเดียวจะบ่งชี้ว่าบุคคลผู้นั้นมีอาการสมองเสื่อม การที่บุคคลใดจะมีภาวะสมองเสื่อมได้นั้น จะต้องมีความผิดปกติในการทำงานของสมองอย่างน้อยสองอย่าง เช่น การสูญเสียความทรงจำ การสูญเสียความสามารถในการตัดสินปัญหา สูญเสียความสามารถทางด้านภาษา บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว

 ภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งที่รักษาได้และรักษาไม่ได้ โดยสมองเสื่อมที่สามารถรักษาให้หายได้ เช่น สมองเสื่อมที่เกิดจากเนื้องอกในสมอง โรคของต่อมไทรอยด์ โรคติดเชื้อในสมองบางชนิด การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินบี การได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ หรือการได้รับยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท

ส่วนสมองเสื่อมที่รักษาไม่ได้ แต่สามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้ หากตรวจพบได้เร็ว เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด รองลงมา คือ สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยังมีสมองเสื่อมที่มีอาการร่วมกันหลาย ๆ แบบ เช่น โรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสันหรือโรคลิววี่บอร์ดี้

ในปีพ.ศ.2553 องค์การโรคอัลไซเมอร์นานาชาติ (Alzheimer’s Disease International) ได้ประเมินว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน สำหรับประเทศไทยจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข คาดว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอยู่ 800,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ผศ.ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้จึงได้ทำการวิจัยร่วมกับ ดร.วันวิสา พัฒนศิริวิศว นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ พญ.อัญชลี ศิริเทพทวี แพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ในการศึกษาธาตุสำคัญในเส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมด้วยแสงซินโครตรอนโดยใช้ เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ (X-ray Absorption Spectroscopy: XANES ) เพื่อศึกษาโครงสร้างระดับอะตอมในการวัดหาธาตุและองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเส้นผม

“ที่เลือกเส้นผมในการศึกษา เพราะสามารถเก็บได้ง่ายมีความคงทนและมีการสะสมของธาตุอยู่มาก ไม่เลือกศึกษาจากเลือดหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายอื่น ๆ เพราะระดับหรือองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ในเลือดหรือสารคัดหลั่งสามารถมีระดับขึ้นลงในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละวันไม่แน่นอน แต่สำหรับตัวอย่างผมนั้นเป็นตัวอย่างที่ได้จากการสะสมของธาตุที่ผู้ป่วยได้รับทั้งจากอาหารหรือจากกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายเอง ซึ่งทำให้สามารถได้ข้อมูลของธาตุที่เป็นองค์ประกอบที่สามารถพบได้ในร่างกายของแต่ละบุคคล”

การวิจัยดังกล่าวทำโดยเลือกตัวอย่างเส้นผมของคนที่ปราศจากการย้อมหรือทำสีผม ขนาดความยาว 10 ซม. กว้าง 2 มม.จากอาสาสมัครจำนวน 30 คน อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ว่าเป็นคนปกติ จำนวน 15 ราย และผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดต่าง ๆ จำนวน 15 ราย มาวิเคราะห์
ผลการทดลอง เมื่อวัดปริมาณธาตุที่เป็นองค์ประกอบในเส้นผมด้วยเทคนิค wavelength dispersive X-ray fluorescence spectrometry (WDXRFS) พบว่า เส้นผมจากคนทั้งสองกลุ่มมีธาตุสำคัญ คือ ออกซิเจน ซัลเฟอร์ คลอรีน ซิลิกอน แมกเนเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส แต่เส้นผมของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้นจะมีสัดส่วนของธาตุ แคลเซียม คลอรีน และฟอสฟอรัส สูงกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ ณ สถานีทดลอง Beamline 8 (BL8) ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ยังพบว่า ภาวะสมองเสื่อมที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน จะมีองค์ประกอบของซัลเฟตอยู่ในระดับที่สูงกว่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง โดยการทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองเบื้องต้น ที่ใช้องค์ประกอบของธาตุในเส้นผมเป็นตัวบ่งชี้หรือวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งแนวทางต่อไป ทีมวิจัยกำลังศึกษาข้อมูล เพื่อที่จะเลือกแนวทางการวิจัยว่าจะเป็นการรักษา หรือแนวทางการป้องกันเนื่องจากโรคสมองเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุดังกล่าวข้างต้น และสมุนไพรที่เลือกใช้น่าจะเป็นสมุนไพรที่หาได้ในแถบเอเชีย โดยเน้นที่ประเทศไทย

ผศ. ดร.จารุวรรณ  แนะนำว่า สมองเสื่อมอาจเป็นแล้วไม่หายแต่สามารถป้องกันหรือชะลอความเสื่อมของสมองได้ โดยการฝึกฝนสมอง เช่น การอ่านหนังสือ คิดเลข หลีกเลี่ยงสารเคมีหรือยาที่ทำอันตรายต่อสมอง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อลดอัตราเสี่ยงและป้องกันสมองเสื่อม รวมทั้ง หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุหรือการกระทบกระเทือนต่อสมอง การทำสมาธิทำจิตใจให้สงบและมีสติในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้

 

สรรหามาบอก 

– ชมรมพยาบาลโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยาลัย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดอบรมวิชาการประจำปี 2555 ครั้งที่ 5 เรื่อง “การดูแลผู้ป่วยโรคระบบประสาทอย่างมีคุณภาพ” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรมปริ๊นพาเลช มหานาค ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานวิชาการพยาบาล สถาบันประสาทวิทยา โทร.0-2354-7075-83 ต่อ 2336,2183

– โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “วันเบาหวานโลก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2555 ภายใต้หัวข้อ “Diabetes : Protect our future … พิทักษ์อนาคตไทย พ้นภัยเบาหวาน”  ในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 13.00 น. ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2926-9334-5 (วันและเวลาราชการ)

-โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ ฉลองครบรอบ 9 ปี จัดกิจกรรมพิเศษตลอดเดือนพฤศจิกายน 2555 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงค์เธอพระองค์เจ้า โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดงานในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2555 เวลา 14.00 น. ณ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ สำหรับกิจกรรมต่างๆ น่าสนใจภายในงาน ได้แก่ เสวนาเรื่อง “9 ความฉลาดลูก แปดความฉลาดรอบด้านบวกคุณธรรม” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 -15.00 น.

ชมนิทรรศการ “งามจับใจ” ระหว่างวันที่ 12 – 15 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09.00 – 15.00 น.

ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 08.00 – 15.00 น. เสวนา “สบายกาย สไตล์ 40 อัพ” สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2711-8181

– จุฬาคิดส์คลับ จัด “งานคอนเสิร์ต i Dream…สานฝันปันรัก” ในวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 เวลา.18.00-20.00 น. ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสานฝันผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้เป็นจริง  โดยมีศิลปินนักร้องรับเชิญอาทิ กิ่ง The Star อ๊อฟ ชัยนนท์ และผู้ร่วมเป็นกำลังใจจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้สนใจร่วมงานสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2256-5372

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 4 พฤศจิกายน 2555

ทดลองวัคซีนรักษาโรคสมองเสื่อม สำเร็จครั้งแรกของโลกขนานแรก

วารสารการแพทย์ “ประสาทวิทยา แลนเซต” รายงานว่า สถาบันการแพทย์คาโรลินสกาของสวีเดน แจ้งว่า ได้ทดลองวัคซีนรักษาโรคสมองเสื่อมได้ ผลสำเร็จเป็นครั้งแรก ถือได้ว่าวัคซีน “วีเอดี 106” ได้เปิดทางหาวิธีการรักษาโรคที่เป็นผลให้เกิดการบั่นทอนอย่างรุนแรงนี้ได้อย่างสำคัญ

โรคสมองเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองลดลงและมีพังผืดในสมองเพิ่มขึ้นด้วย เป็นโรคที่ทำให้มนุษย์จำนวนมากต้องทุกข์ทรมาน เป็นภาระหนักให้กับสังคม องค์การอนามัยโลกได้ขนานนามมันว่า เป็นโรคระบาดทั่วโลกเติบโตขึ้นมาอย่างไวที่สุด ยังไม่มียารักษาได้ในปัจจุบัน

วารสารกล่าวว่า วิธีรักษาใหม่นี้ ใช้วัคซีนที่สร้างขึ้น ไปปลุกภูมิคุ้มกันโรคให้โจมตีพังผืดในสมอง และปรากฏผลว่า ในการทดลองที่ทำมา 3 ปีนี้ คนไข้มากกว่าร้อยละ 80 พากันเกิดภูมิคุ้มกันโรคขึ้นเอง ในตัว

นักวิจัยเชื่อว่า วัคซีนมีสรรพคุณรักษาคนไข้ที่มีอาการตั้งแต่อ่อนไปจนถึงปานกลางได้ และกำลังเริ่มจะทดลองครั้งใหญ่อีก.

ที่มา: ไทยรัฐ 26 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Alzheimer’s Vaccine Trial a Success

ScienceDaily (June 7, 2012) — A study led by Karolinska Institutet in Sweden reports for the first time the positive effects of an active vaccine against Alzheimer’s disease. The new vaccine, CAD106, can prove a breakthrough in the search for a cure for this seriously debilitating dementia disease. The study is published in the scientific journal Lancet Neurology.

Alzheimer’s disease is a complex neurological dementia disease that is the cause of much human suffering and a great cost to society. According to the World Health Organisation, dementia is the fastest growing global health epidemic of our age. The prevailing hypothesis about its cause involves APP (amyloid precursor protein), a protein that resides in the outer membrane of nerve cells and that, instead of being broken down, form a harmful substance called beta-amyloid, which accumulates as plaques and kills brain cells.

There is currently no cure for Alzheimer’s disease, and the medicines in use can only mitigate the symptoms. In the hunt for a cure, scientists are following several avenues of attack, of which vaccination is currently the most popular. The first human vaccination study, which was done almost a decade ago, revealed too many adverse reactions and was discontinued. The vaccine used in that study activated certain white blood cells (T cells), which started to attack the body’s own brain tissue.

The new treatment, which is presented in Lancet Neurology, involves active immunisation, using a type of vaccine designed to trigger the body’s immune defence against beta-amyloid. In this second clinical trial on humans, the vaccine was modified to affect only the harmful beta-amyloid. The researchers found that 80 per cent of the patients involved in the trials developed their own protective antibodies against beta-amyloid without suffering any side-effects over the three years of the study. The researchers believe that this suggests that the CAD106 vaccine is a tolerable treatment for patients with mild to moderate Alzheimer’s. Larger trials must now be conducted to confirm the CAD106 vaccine’s efficacy.

The study was carried out by Professor Bengt Winblad at Karolinska Institutet’s Alzheimer’s Disease Research Centre in Huddinge and leading neurologists in the Swedish Brain Power network: consultant Niels Andreasen from Karolinska University Hospital, Huddinge; Professor Lennart Minthon from the MAS University Hospital, Malmö; and Professor Kaj Blennow from the Sahlgrenska Academy, Gothenburg. The study was financed by Swiss pharmaceutical company Novartis.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byKarolinska Institutet.

Journal Reference:

  1. Bengt Winblad, Niels Andreasen, Lennart Minthon, Annette Floesser, Georges Imbert, Thomas Dumortier, R Paul Maguire, Kaj Blennow, Joens Lundmark, Matthias Staufenbiel, Jean-Marc Orgogozo, Ana Graf. Safety, tolerability, and antibody response of active Aβ immunotherapy with CAD106 in patients with Alzheimer’s disease: randomised, double-blind, placebo-controlled, first-in-human studyThe Lancet Neurology, 2012; DOI: 10.1016/S1474-4422(12)70140-0

Data from : sciencedaily.com

ดูแลผู้สูงอายุ : สมองเสื่อม

ดูแลผู้สูงอายุ : สมองเสื่อม

ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล 
       ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม 

ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง ดังนั้น ผู้ใกล้ชิดและครอบครัวจะมีวิธีดูแลแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วย มีคำตอบค่ะ

สิ่งสำคัญ ผู้ดูแลและครอบครัวของผู้ป่วย ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม ศึกษาพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถหาวิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม มักมีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์หลายอย่าง การแก้ปัญหาหลายอย่างพร้อมๆ กัน อาจทำได้ยาก แต่การแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดเพียงปัญหาเดียว ก็อาจทำให้การดูแลนั้นง่ายขึ้น และไม่ควรยึดติดกับความถูกต้องทั้งหมด ถ้าผู้ป่วยยืนยันความต้องการ และไม่เป็นอันตราย ก็ไม่ควรขัดใจครับ และต้องพยายามจัดการดูแลที่สม่ำเสมอ การพูด และสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นประจำ ใช้วิธีอธิบายสั้น ๆ ให้ผู้ป่วยทำทีละขั้น เช่น การรับประทานอาหาร รับประทานยา การออกกำลังกาย การเข้านอน ควรเป็นเวลาเดิม ๆ และวิธีการเหมือน ๆ เดิมทุกวัน ไม่เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ของใช้บ่อย เพื่อให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และปรับตัว ซึ่งบางครั้งผู้ดูแลผู้ป่วย อาจเข้าใจว่า ผู้ป่วยจะเข้าใจและจำได้ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปครับ

ทางที่ดีควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ บ้าง จะได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมในครอบครัว แต่ต้องไม่ฝืนผู้ป่วยจนเกิดอาการหงุดหงิด และส่งผลถึงผู้ดูแลที่ทำให้อารมณ์เสียได้ และควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้ป่วยต่อหน้าในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ รวมถึงผู้ดูแลผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ มีอารมณ์ดี เพราะผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมยังต้องการความสดชื่น ถ้าผู้ดูแลอารมณ์ดี จะมีผลดีต่ออาการผู้ป่วย ฉะนั้น การดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ควรผลัดกันทำหน้าที่ อย่าปล่อยให้อยู่ในความดูแลของผู้ใดคนหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดความเครียดได้ครับ

พบกิจกรรมดี ๆ ที่ศิริราช

• ขอเชิญเที่ยวงานสัปดาห์ “48ปี ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช” ฟังเสวนาหลากหลายความรู้เรื่องกระดูกและข้อ พร้อมการแสดงจากศิลปิน นักร้อง และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00-13.30 น.ที่โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์

• ขอเชิญเข้าอบรม “การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม” ในวันพุธที่ 22 สิงหาคมนี้ เวลา 08.30-16.30 น.ที่ห้องประชุมตรีเพ็ชร์ อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 15 สำรองที่นั่งได้ที่ โทร.09 0557 7853

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2555

สมองเสื่อม! หรือแค่หลงลืมชั่วขณะ

ความเสื่อมของสมองที่เกิดขึ้นกับคนสูงอายุคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัจจุบันคนวัยทำงานกับพบแพทย์มากขึ้น ด้วยอาการแปลกๆ ที่แสดงให้เห็นว่าภาวะสมองเสื่อมใกล้เข้ามาทุกที

นพ.อุเทน บุญอรณะ แพทย์โรคสมอง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช บอกว่า คนอายุ 40-50 ปี มาพบหมอด้วยความกังวลว่าจะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว สมองเสื่อมเป็นโรคของคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไป แต่เพราะสมองเสื่อมเป็นโรคที่ใกล้ตัว เกิดขึ้นได้กับคนใกล้ชิดในครอบครัว จนทำให้หลายคนกลัวว่าโรคจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากอาการหลงลืมที่ปรากฏ

“คนไข้หลายคนมาพบหมอเพราะความกลัว หลงลืมเล็กน้อย นิดหน่อยก็กลัว บางรายลืมของ นึกไม่ออกว่าเอาไปวางไว้ตรงไหน หรือเปิดเตาทำกับข้าวทิ้งไว้ มานึกได้อีกทีตอนที่ไหม้ไปหมดแล้ว”

คุณหมออธิบายว่า การที่คนเราระลึกได้ว่าลืมของ นั่นแปลว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ลืม เพียงแต่จำไม่ได้ว่าไปอยู่ตรงไหน โดยอาการหลงลืมที่พบ ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรคสมองเสื่อมเสมอไป การที่คนเราจะลืมอะไรสักเรื่องประกอบด้วยหลายปัจจัย อาการหลงลืมชั่วขณะอาจเกิดจากการขาดสมาธิ จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

กิจกรรมหลายอย่างเป็นตัวบั่นทอนและทำลายสมาธิ แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น พฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนที่พบเห็นเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน

“ช่วงเวลาที่ขลุกอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ แม้จะดูว่าเป็นกิจกรรมที่เพิ่มสมาธิ จดจ่ออยู่กับเล่นบนมือถือ แต่เมื่อใดที่มีข้อความแจ้งเตือนจากเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ สมาธิที่มีก็หมดลงได้เช่นกัน” คุณหมออธิบาย

ทางออกของปัญหานี้อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจ เพราะการปล่อยให้ตัวเองเกิดความกังวล ไม่ทำให้เกิดผลดี จากความกลัวอาจนำไปหาความรู้ผิดๆ กังวลไปผิดๆ บางรายปล่อยให้ความกังวลเป็นเรื่องที่ยาวนานมากจนสร้างปัญหาให้กับจิตใจในระยะยาว

“คนเราควรที่จะเปลี่ยนแนวคิดจากความกลัว ว่าจะเป็นหรือไม่เป็น มาคิดหาทางออกว่า ถ้าเป็นแล้วจะรับมืออย่างไรดีกว่า” คุณหมอกล่าว และว่า โรคสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นกับคนสูงมักไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะคิดว่าอาการหลงลืมเป็นเรื่องคนแก่ ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งปล่อยให้อาการผิดปกติของสมองเป็นเรื่องปกติ โดยไม่หาทางแก้ไข ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

เพราะภาวะสมองเสื่อมนี้ไม่เฉพาะเกิดแต่ในผู้สูงอายุเท่านั้น ในประชากรที่อายุน้อยก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน โรคเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม โรคหลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อทางสมอง การได้รับสารพิษเป็นต้น

ภาวะสมองเสื่อม ความจำแย่ลง หลงลืม หรือบุคลิกภาพและอารมณ์เปลี่ยนไปจากปกติ พบได้ราว 5-8% ของประชากรที่อายุเกิน 65 ปี โดย 20% ของกลุ่มนี้มีอัตราเป็นโรคสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากเซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีความจำเพาะ และเปราะบางมาก เมื่อตายไปจะไม่งอกมาทดแทน ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณของเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลง จนทำให้เกิดปัญหาในเรื่องความจำ ความคิด อารมณ์และบุคลิกภาพร่วมด้วย

คนที่เป็นโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงออกที่ชัดเจน เช่น กินข้าวเสร็จแล้วทั้งที่จานข้าวยังวางอยู่ตรงหน้า แต่กลับบอกว่าตัวเองยังไม่ได้กิน แถมยังไถไปว่าจานนั้นเป็นของคนอื่นไปได้อย่างหน้าตาเฉย” คุณหมอยกตัวอย่าง

โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่กำหนดยาก ป้องกันยาก และวิทยาการทางการแพทย์ ณ ปัจจุบันยังวัดความเสี่ยงได้บ้าง แต่ไม่มากนัก แนวทางการรักษาโรคนี้จึงมุ่งไปที่วิธีการรับมือมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การรักษาโรคต้นเหตุของภาวะสมองเสื่อม การรักษาตามอาการแบบประคับประคองเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ และการให้ยาบำบัดรักษา เช่น ยาขยายหลอดเลือดสมอง เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สมองทำงานได้ดีขึ้น

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า วิธีป้องกันโรคสมองเสื่อมที่ง่ายและช่วยสร้างสมาธิมีหลายแบบ เช่น การเล่นเกมต้องใช้สมอง เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือซูโดกุ ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน สนุกสนาน อีกทั้งยังช่วยฝึกสมองให้มีสมาธิไม่หลงลืมง่าย ดีกว่าต้องเข้ารับการรักษาเมื่อเวลาล่วงเลยไป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 มิถุนายน 2555