ศิริราช ทำได้แล้วผ่าตัดใส่หัวใจเทียม โดย พวงชมพู ประเสริฐ

bangkokbiznews140304_001เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2557 ที่ตึกอำนวยการ รพ.ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นประธานการแถลงข่าว “ศิริราชผ่าตัดใส่หัวใจเทียม สำเร็จรายแรกของไทย” โดย รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพการทำงานกล้ามเนื้อหัวใจดลง และไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ

จึงมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงหรือออกกำลัง ที่สำคัญมักจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก ด้วยสาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน หรือเกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส รวมไปถึงสาเหตุอื่น อย่างโรคลิ้นหัวใจรูห์มาติกที่ตีบหรือรั่วรุนแรง พบโรคหรือภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจบีบบตัวอ่อนรุนแรงได้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปีถึงร้อยละ 20

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว มีได้ตั้งแต่ อาการบวมที่ขา อาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรงเวลาออกแรง อาการเหนื่อยเมื่อนอนราบไปได้สักพัก ต้องลุกขึ้นมานั่งแล้วจะดีขึ้น หรืออาการที่หลับไปแล้ว ต้องลุกขึ้นมานั่งหอบเหนื่อยตอนกลางคืน หรือ เหนื่อยง่ายแม้กระทั่งทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งหมดนี้หากท่านสงสัยว่า มีสาเหตุหรือมีอาการเข้าได้กันกับภาวะหัวใจวายจากโรคต่อไปนี้ ควรจะไปพบและปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านของท่าน

“แพทย์จะรู้ว่าผู้ป่วยเป็นระยะสุดท้าย จึงต้องมีการรักษาที่ไม่ใช่ยา คือ มีทั้งทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ การทำบายพาสหัวใจ และในบางกรณีก็จะใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจสองห้อง แต่สุดท้ายไปไม่ไหวก็จะมีการรักษาที่เป็นพระเอกของวันนี้ คือใส่หัวใจเทียม เนื่องจากวิวัฒนาการดีขึ้น เพราะปัจจุบันไม่มีคนบริจาคหัวใจมากนัก จึงต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเทียม ซึงการรักษานี้ไม่ได้หายขาด เพียงแค่ชะลอ โดยต้องดูแลสุขภาพร่วมด้วย”รศ.นพ.ดำรัสกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการรักษามากมายขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษา ตั้งแต่ การใช้ยา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ 2 ห้อง หรือ Cardiac resynchronization therapy (CRT) การใส่เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดมีข้อจำกัด ที่เนื้อเยื่อผู้ให้จะต้องเข้ากันได้กับผู้รับ และจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรงมีความหวังมากขึ้น ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มุ่งหวังให้โรคหายขาด ในกรณีผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดใหญ่ได้ และในวันนี้แพทย์ศิริราชสามารถรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมได้เป็นรายแรกของประเทศไทยแล้ว

ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ แพทย์ผู้ผ่าตัดหัวใจเทียมเป็นรายแรกของประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายแต่จากการตรวจวินิจฉัยพบว่าไม่สามารถปลูกถ่ายหัวใจได้ เนื่องจากมีความดันโลหิตของปอดสูงมาก จึงเปลี่ยนหัวใจจากการรับบริจาคไม่ได้ หากจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนหัวใจและปอดทั้งคู่ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่ทำให้ต้องผ่าตัดใส่หัวใจเทียมแทน ที่เรียกว่า การผ่าตัดใส่หัวใจเทียมฮาร์ทเมททู (Heartmate II) ไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 โดยผลการผ่าตัดดีมาก

สำหรับการผ่าตัดแพทย์ได้ทำการฝังหัวใจเทียมบริเวณใต้หัวใจเดิมตรงหน้าท้องส่วนบน โดยจะมีท่อต่อจากหัวใจเดิม เพื่อดูดเลือด และสูบฉีดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ผ่านหลอดเลือดเทียม สามารถทำงานแทนหัวใจเดิมและใช้งานได้อย่างน้อย 10 ปี โดยมีสายไฟทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจเทียม และเครื่องควบคุมซึ่งอยู่ภายนอกบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย ซึ่งเครื่องควบคุมจะต่อเข้ากับแบตเตอรี ที่สามารถทำงานได้เต็มที่ 8-10 ชั่วโมง

“การรักษาวิธีนี้มีผลการศึกษาของทั่วโลกเทียบสถิติจากการใส่หัวใจเทียม และการใช้ยาในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย พบว่าการใช้ยามีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 92 แต่หากใส่หัวใจเทียมนี้มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 40 ซึ่งพบว่าโอกาสรอดเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 60 ทั้งนี้ เครื่องดังกล่าวจะต้องติดตัวคนไข้ไปตลอด โดยตัวแบตเตอรีจะอยู่ข้างนอก ซึ่งหลายคนอาจมองว่าจะมีปัญหาในการดำเนินชีวิตหรือไม่ แต่จริงๆแล้วถือว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้โอกาสรอดสูง แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาในการอาบน้ำ แต่ในอนาคตเราจะพัฒนาที่ครอบแบตเตอรีป้องกันน้ำได้ ส่วนการชาร์จแบตนั้น ก็จะมีเครื่องใหญ่สำหรับชาร์ตเข้าเครื่องที่ติดกับลำตัวอีกที” ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าว

ปัจจุบันทั่วโลกมีการใส่หัวใจเทียมลักษณะนี้กว่า 10,000 คนเพื่อทำงานแทนหัวใจเดิม แต่ประเทศไทยรายนี้เป็นรายแรก อย่างไรก็ตาม ปกติผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดหัวใจเทียม จะทำในระหว่างรอการผ่าตัดหัวใจจากผู้บริจาคก่อน หรือกลุ่มอายุมากตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจเทียมได้ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่สามารถผ่าตัดวิธีนี้ได้ คือ กลุ่มที่มีหัวใจล้มเหล้วทั้งสองห้อง และกลุ่มหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และมีภาวะช็อคร่วมด้วย ซึ่งกรณีต้องใส่เครื่องพยุงหัวใจมากกว่าใช้วิธีนี้ ที่สำคัญวิธีนี้มีราคาแพง โดยค่าใช้ทั้งหมดรวมค่ารักษาในโรงพยาบาลและอุปกรณ์ต่าง 11 ล้านบาท เฉพาะอุปกรณ์ ที่คนไข้นำกลับบ้าน 7 ล้านบาท

นายวีระกิตต์ นวสินพงศ์สุข อายุ 56 ปี ผู้ป่วยรับการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมรายแรกของไทย กล่าวว่า ป่วยเป็นโรคนี้มานานโดยปกติจะรับประทานยาและพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง แต่ในช่วงหลังต้องมาเข้ารับการรักษาแทบจะสัปดาห์ละครั้ง เพราะมีอาการเหนื่อย น้ำท่วมปอดและหูอื้อ ก็คิดกับภรรยาว่าอาจถึงเวลาที่แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัดแล้ว แต่ตนไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจจากการที่ความดันโลหิตของปอดสูงมากบอกภรรยาว่าป็นไงเป็นกัน ตายก็ตาย

เมื่อแพทย์เสนอทางเลือกในการใส่หัวใจเทียมก็ตัดสินใจจะทำ แม้ว่าจะเป็นรายแรกของประเทศไทย ภรรยาบอกว่าตอนที่ตนเข้ารับการผ่าตัดห่วงกังวลมาก ใช้เวลา 10 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ช่วยเหลือตัวเองได้จากที่เดินไปมาในบ้านแทบไม่ไหวสามารถเดินได้ และตั้งแต่รับการผ่าตัดยังไม่มีอาการของน้ำท่วมปอด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 4 มีนาคม 2557

Advertisements

นักวิจัยอเมริกันพัฒนาเจลน้ำชนิดฉีดทำจากแผงเนื้อเยื่อหัวใจหมูเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจหลังหัวใจวาย

voathai130417_001ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคนที่เคยหัวใจวายมาแล้วมีความเสี่ยงสูงที่เกิดหัวใจวายซ้ำรอบสองพราะเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายและมีโอกาสเสียชีวิตหากหัวใจวายรอบสอง ในการทดลองกับหมู ทีมวิจัยอเมริกันประสบความสำเร็จใช้เจลน้ำจากแผงหัวใจหมูซ่อมเเซมกล้ามเนื้อหัวใจหมูทดลองหลังจากหัวใจวาย

มีคนหลายล้านคนทั่วโลกที่หัวใจวาย แต่รอดชีวิด อาการหัวใจวายเกิดจากเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดอุดตันทำให้เนื้อเยื่อขาดอ็อกซิเจนและตาย ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายครั้งแรก มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหัวใจวายได้อีก และมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว และโอกาสเสียชีวิตภายในห้าปีมีสูงมาก

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาเกิดจากการพัฒนาของเนื้อเยื่อแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับความเสียหายจากอาการหัวใจวาย แม้ว่าเเผลเป็นจะช่วยเยียวยาให้แผลหาย แต่แผลเป็นกลับไปทำลายตัวแผงเนื้อเยื่อที่แทรกตัวอยู่ระหว่างเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจ แผงเนื้อเยื่อหัวใจทำหน้าที่เสริมสร้างเซลล์และกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ใหม่ๆในกล้ามเนื้อหัวใจ

คุณเคเรน คริสต์มัน นักชีวการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกเซลล์กล่าวว่าหลังหัวใจวาย เซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะตายลง แผงเนื้อเยื่อหัวใจจะทำหน้าที่ช่วยซ่อมเเซมเซลล์ที่เสียหาย ทีมงานจึงพัฒนาเจลน้ำแบบฉีดจากแผงเนื้อเยื่อจากหัวใจหมูที่สามารถแทรกซึมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับแผงเนื้อเยื่อธรรมชาติในกล้ามเนื่อหัวใจ

คุณคริสต์มันกับทีมงานที่มหาวิทยาลัย University of California San Diego พัฒนาเจลน้ำชนิดนี้จากหัวใจหมู ด้วยการกำจัดเซลล์ในเนื้อเยื่อหัวใจหมูออกให้หมดด้วยน้ำยาจนเหลือแค่แผงเยื่อบางใสที่เป็นตัวโยงใยเนื้อเยื่อ แล้วนำไปแช่แข็งบดให้เป็นผงก่อนจะนำไปผสมน้ำ แล้วฉีดเข้าไปในหัวใจของหมูที่เคยเกิดหัวใจวายมาแล้วหลายครั้ง

คุณคริสต์มันกล่าวว่าหลังจากฉีดเจลเข้าไปในหัวใจหมูแล้ว เจลจะปรับอุณหภูมิไปอยู่ในระดับเดียวกับอุณหภูิมิของร่างกาย แล้วจะเริ่มแปรสภาพเป็นของเหลวกึ่งเจลและก่อตัวเป็นแผงเนื้อเยื่อแผงใหม่ในบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ตาย ช่วยกระตุ้นให้หัวใจสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์ที่ตายไป มีความนิ่มปกติ ไม่เเข็งเหมือนเซลล์แผลเป็น

คุณเคเรน คริสต์มัน นักชีวการแพทย์หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าหลังการบำบัดได้สามเดือน ทีมวิจัยพบว่ามีปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในขณะที่เซลล์แผลเป็นลดลง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพอใจมากที่พบว่าหัวใจเริ่มสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์แผลเป็นตามที่คาดเอาไว้ ยิ่งมีการสร้างเซลล์ใหม่ๆมากขึ้นเท่าใด กล้ามเนื้อหัวใจก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้นและเป็นผลดีแก่ผู้ป่วย

คุณคริสต์มันกล่าวว่าตัวเธอและทีมงานหวังว่าจะสามารถเริ่มต้นการทดลองบำบัดในคนได้ภายในปลายปีนี้ในยุโรป เจลน้ำแบบฉีดที่จะนำไปทดลองบำบัดในคนยังจะผลิตจากเนื้อเยื่อหัวใจหมู บ่อยครั้งที่วงการแพทย์ใช้วาลว์หัวใจจากหมูในการปลูกถ่ายอวัยวะหัวใจในคนเพราะได้ผล ร่างกายผู้ป่วยไม่ค่อยต่อต้านรุนแรงต่ออวัยวะที่ปลูกถ่าย

คุณผู้ฟังสามารถอ่านรายงานผลการทดลองบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจหลังหัวใจวายด้วยเจลน้ำที่ทำจากเนื้อเยื่อหัวใจหมูนี้ได้เพิ่มเติมในวารสาร Science Translational Medicine ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อไม่นานมานี้

Jessica Berman

17.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Microscopic images of pig hearts damaged by heart attack show the growth of new heart muscle tissue (shown in red, Figure A) after treatment with an injectable hydrogel compared to a heart left untreated (Figure B, right). Image Credit: Karen Christman, UC San Diego Jacobs School of Engineering.

Microscopic images of pig hearts damaged by heart attack show the growth of new heart muscle tissue (shown in red, Figure A) after treatment with an injectable hydrogel compared to a heart left untreated (Figure B, right). Image Credit: Karen Christman, UC San Diego Jacobs School of Engineering.

Researchers Develop Injectable Gel to Repair Damaged Hearts

Jessica Berman

February 21, 2013

People who suffer heart attacks are at increased risk of having a second and potentially fatal occurrence because of the damage the heart attack does to cardiac muscle tissue. Now scientists at the University of California San Diego have developed a new biomaterial – an injectable hydrogel  – that can repair the damage from heart attacks, and help promote the growth of new heart tissue.

Millions of people around the world suffer heart attacks every year and survive. These traumatic events occur when blood supply to the heart muscles is somehow blocked, robbing them of oxygen and causing them to die. They raise the possibility of subsequent heart attacks, as well as heart failure, and a higher likelihood of death within five years.

The problem, say experts, is the development of scar tissue in the damaged cardiac muscle. Initially helpful in healing the heart, the tough scar tissue actually weakens the supportive protein scaffold, or matrix, that normally exists in the space between heart muscle cells.  This scaffold can support and promote the growth of new cells — except when it’s destroyed by post-heart attack scar tissue.

“So we thought the best thing to deliver to the heart would be what was initially there in the first place,” said Karen Christman, who is a biomedical engineer interested in tissue regeneration. “And so we developed this liquid form of this cardiac extracellular matrix that once it goes into the tissue can reassemble into that natural scaffold.”

Christman and colleagues at the University of California San Diego made the hydrogel from a portion of pig heart tissue by first stripping it of all its cells with a detergent, revealing a feathery, translucent web of connective tissue.  This matrix was then freeze-dried and milled into a powder.

Next, the material was liquefied and injected directly into the hearts of subject pigs who had experienced heart attacks.
When the cardiac liquid reached body temperature, Christman says, it became a semi-solid gel that formed a new scaffold in damaged areas of the heart. That encouraged new cell growth, she adds, and a more normal, less scar-prone tissue repair.

“When we looked after three months after we had given the treatment, we found a significant increase in cardiac muscle as well as a decrease in scar tissue,” she said. “And while we were hoping to see that, that was an exciting new finding since ideally after a heart attack you want to reduce as much scar as possible and get as much muscle as possible.”

Christman says she and her colleagues hope to begin human trials with this minimally-invasive heart repair technique sometime later this year in Europe. The injectable gel would again be produced from pig-heart tissue.  Porcine heart valves are frequently used to repair human hearts because they don’t cause serious rejection problems in transplant recipients.

The University of California’s Karen Christman made her comments in an interview with the journal Science Translational Medicinewhich published the article on the cardiac hydrogel.

SOURCE : www.voanews.com

อุปกรณ์ใหม่ ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจได้ผลดี

นวัตกรรมทางการแพทย์ มักทำความหวังของผู้ป่วยที่อยากจะให้โรคที่เป็นอยู่หายหรือทุเลาลงนั้นเป็นจริงขึ้นมา โดยล่าสุด ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยอุปกรณ์ชิ้นใหม่ใช้ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทีมแพทย์โรคหัวใจกับบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ในไทยร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนประสบผลสำเร็จ

ก่อนรู้จักอุปกรณ์ รศ.นพ.พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ เล่าถึงการมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวมารักษา โดยผลของรูรั่วดังกล่าวทำให้หัวใจห้องซ้ายต้องทำงานมากกว่าปกติ ร่วมกับมีเลือดผ่านไปยังปอดในปริมาณมากเกินไป อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว ผู้ป่วยที่มีรูรั่วขนาดใหญ่จะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว

หากผู้ป่วยมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมาตั้งแต่กำเนิด จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน ส่วนผู้ที่เพิ่งมามีอาการตอนโต มักมาจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งในบางรายกล้ามเนื้อบริเวณผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีการเปื่อยยุ่ยและทะลุ เกิดเป็นรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเพิ่งเป็นตอนโต วิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คือ ผ่าตัดเปิดหน้าอกเพื่อเย็บปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด การใช้อุปกรณ์ใหม่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะไม่ต้องผ่าตัด เพราะการใส่อุปกรณ์ทำด้วยการสอดแล้วดันไปตามสายสวนหัวใจแล้ว วิธีนี้ยังทำให้แผลหายเร็ว พักฟื้นไม่นาน

คุณหมอพรเทพ กล่าวว่า แนวคิดนี้แพทย์และผู้ผลิตอุปกรณ์ในต่างประเทศเคยใช้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน อุปกรณ์จะดูคล้ายร่ม 2 คันประกบกัน แต่ในขณะนั้นตัววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีปัญหาเลื่อนหลุด และมีสารละลายเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์จึงล้มเลิกไป

กระทั่งเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา มีการนำลวดนิทินอล (nitinol) ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างนิเกิลและไทเทเนียม ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ยืดหยุ่นสูง คืนสู่รูปร่างเดิมที่ถูกขึ้นรูปไว้ได้เองหลังเคลื่อนผ่านสายส่วนเข้าสู่ตำแหน่งรูรั่วแล้ว นอกจากนั้นยังมีการเคลือบผิวลวดนิทินอลนี้ด้วยทองคำขาวเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ ไม่ให้เกิดการละลายของโลหะสู่กระแสเลือด

ทางทีมแพทย์จุฬาฯ และผู้ร่วมผลิต จึงทำการคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ปิดรูรั่วภายใต้แนวคิดที่ปรับปรุงแล้วตามรายละเอียดข้างต้น โดยทำให้อุปกรณ์ขึ้นรูปแล้วดูเหมือนจาน 2 ใบประกบกัน และมีเส้นใยสังเคราะห์วางอยู่ภายในเพื่อให้มีเกล็ดเลือดมาเกาะและช่วยปิดรูรั่วได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถรองรับแรงดันที่สูงของหัวใจได้ดี เกิดแรงกดบนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อย

อุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ผ่านการทดลองใช้ปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างในสัตว์ทดลองมาแล้ว พบว่าได้ผลดี จากนั้น ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงนำมาใช้รักษาในคนไปแล้ว 16 ราย ในจำนวนนี้ 12 รายให้ผลดี และมีเพียง 4 รายเท่านั้นที่ต้องหันไปรับการรักษาด้วยการผ่าตัด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2555

วิจัยชี้แสงแดดลดเสี่ยงหัวใจล้มเหลว

ลืมยาสลายลิ่มเลือดหรือแอสไพรินไปได้เลย เพราะตอนนี้การบำบัดผู้ป่วยโรคหัวใจอาจใช้วิธีง่ายๆ เช่น การออกไปตากแดด แค่นี้ก็ลดความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวได้แล้ว

ทีมแพทย์วิจัยเผยว่า การรับแสงแดดตอนกลางวันสามารถลดความเสี่ยงจากภาวะหัวใจวาย หรือโรคหัวใจเรื้อรังได้ อนึ่ง ผู้ป่วยที่พักฟื้นอยู่โรงพยาบาลหลังโรคหัวใจกำเริบ จะหายเร็วขึ้นหากออกไปตากแดดอย่างสม่ำเสมอ

นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ถูกกำหนดโดยโปรตีนในสมอง โดยโปรตีนนี้ก็เป็นชนิดเดียวกับที่อยู่ในหัวใจ โทบิแอส เอ็คเคิล แพทย์หัวใจและคณะประจำมหาวิทยาลัยโคโลราโดในเดนเวอร์พบว่า โปรตีนชนิดพีเรียด 2 มีบทบาทหลักในการลดความเสี่ยงจากภาวะหัวใจล้มเหลว

แทบจะไม่มีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงหัวใจระหว่างที่ผู้ป่วยอาการกำเริบ ซึ่งเมื่อเกิดภาวะนี้หัวใจจะสลับไปใช้พลังงานจากกลูโคสแทนไขมัน หากไม่ได้รับการรักษาให้ระบบเผาผลาญพลังงานหรือเมตาบอลิซึ่มในหัวใจทำงานอย่างปกติ กล้ามเนื้อหัวใจอาจตายได้

งานวิจัยระบุว่า โปรตีนพีเรียด 2 มีส่วนสำคัญต่อการสับเปลี่ยนพลังงานหัวใจจากไขมันเป็นกลูโคส และช่วยให้ขบวนการสันดาปของหัวใจทำงานได้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า แสงแดดจ้าก็สามารถกระตุ้นให้สัตว์ผลิตโปรตีนพีเรียด 2 และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจวายได้เช่นเดียวกับมนุษย์

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Medicine ทั้งนี้การต่อยอดงานวิจัยในอนาคตจะพยายามหาคำตอบว่า แสงอาทิตย์ส่งผลต่อขบวนการสันดาปในหัวใจมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อนำไปพัฒนาวิธีรักษาผู้ป่วย.

ที่มา: ไทยโพสต์ 23 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

Intense Light Prevents, Treats Heart Attacks, Study Suggests

ScienceDaily (Apr. 25, 2012) — There are lots of ways physicians might treat a patient after a heart attack — certain resuscitation methods, aspirin, clot-busters and more. Now University of Colorado medical school researchers have found a new candidate: Intense light.

“The study suggests that strong light, or even just daylight, might ease the risk of having a heart attack or suffering damage from one,” says Tobias Eckle, MD, PhD, an associate professor of anesthesiology, cardiology, and cell and developmental biology at the University of Colorado School of Medicine. “For patients, this could mean that daylight exposure inside of the hospital could reduce the damage that is caused by a heart attack.”

What’s the connection between light and a myocardial infarction, known commonly as a heart attack?

The answer lies, perhaps surprisingly, in the circadian rhythm, the body’s clock that is linked to light and dark. The circadian clock is regulated by proteins in the brain. But the proteins are in other organs as well, including the heart.

Eckle and Holger Eltzschig, MD, a CU professor of anesthesiology, found that one of those proteins, called Period 2, plays a crucial role in fending off damage from a heart attack. With an international team of expert scientists, including collaborators from CU’s Division of Cardiology and the mucosal inflammation program, they published their findings in the April 15, 2012 edition of the research journal Nature Medicine.

During a heart attack, little or no oxygen reaches the heart. Without oxygen, the heart has to switch from its usual fuel — fat — to glucose. Without that change in heart metabolism, cells die and the heart is damaged.

And here’s where the circadian rhythm comes in. The study showed that the Period 2 protein is vital for that change in fuel, from fat to glucose, and therefore could make heart metabolism more efficient. In fact, Strong daylight activated Period 2 in animals and minimized damage from a heart attack.

Future studies will try to understand how light is able to change heart metabolism in humans and how this could be used to treat heart attacks in patients.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Colorado Denver.

Journal Reference:

  1. Tobias Eckle, Katherine Hartmann, Stephanie Bonney, Susan Reithel, Michel Mittelbronn, Lori A Walker, Brian D Lowes, Jun Han, Christoph H Borchers, Peter M Buttrick, Douglas J Kominsky, Sean P Colgan, Holger K Eltzschig.Adora2b-elicited Per2 stabilization promotes a HIF-dependent metabolic switch crucial for myocardial adaptation to ischemiaNature Medicine, 2012; DOI:10.1038/nm.2728

Data from: sciencedaily.com

หัวใจวาย…ทำอย่างไรดี

หัวใจวาย คือภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดฉับพลันทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานคือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตัน(เกิดลิ่มเลือดไปอุด) และไม่มีเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว หรือหัวใจเสียการบีบตัวไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นเสมือนปั๊มน้ำได้ จนผู้ป่วยเสียชีวิต

การที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือดนั้น ถึงแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เกิดผลร้ายมากนักนอกเหนือไปจากอาการแน่นหน้าอกที่เป็นเวลานาน แต่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนหนึ่งก็จะเสียชีวิตฉับพลันทันที ก่อนที่จะได้พบแพทย์ และถึงไม่เสียชีวิตก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและหัวใจล้มเหลวตามมาได้ ข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่มีการอุดตันเกิดขึ้นฉับพลันมักเป็นผู้ที่ไม่เคยมีความเจ็บป่วยร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเลย

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะช่วยลดภาวะการเจ็บป่วยจากอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต และสิ่งที่จะช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ดีคือ การเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว และการแก้ไขภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

อันตรายที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยหัวใจเป็นอวัยวะที่มีเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดที่ไปเลี้ยงผ่านหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวตามการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ซึ่งจะแผ่ไปในทางเดียวกันและก่อให้เกิดการบีบตัวพร้อมกันของทุกเซลล์เพื่อประสิทธิภาพในการผลักส่งเลือด ดังนั้นเมื่อมีภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันก็อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการบีบตัวส่งเลือดและภาวะไฟฟ้าของหัวใจสิ่งที่จะทำให้หัวใจวายและผู้ป่วยเสียชีวิตคือภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วและการบีบตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว” คือการที่กระแสไฟฟ้าในหัวใจไม่ได้แผ่ไปในทางเดียวกัน แต่แตกกระซ่านเซ็นไปในทุกระยะทาง ทำให้ไม่มีการบีบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้ (ซึ่งถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งซึ่งรุนแรง) บางครั้งภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ และหายไปได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่หายไปเองหัวใจก็จะหยุดแน่นิ่งและผู้ป่วยเสียชีวิต ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดเลือดและเซลล์กำลังตาย โดยจะพบได้บ่อยในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของของการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็อาจเกิดได้หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้วก็ได้

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไม่เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ก็ยังคงเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมาก และกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณว่าถ้ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งเป็นห้องสำคัญตายไปมากกว่าร้อยละ 40 หัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันตก และภาวะช็อกจนเสียชีวิตตามมา ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตได้แต่มีการทำงานของหัวใจลดลง ไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม ก็จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการเหนื่อยเมื่อมีการออกกำลัง การตายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อหัวใจนี้จะเกิดได้เร็วมากในช่วงแรก ๆ ของการอุดตัน ซึ่งถ้าแก้ไขภาวะการอุดตันของหลอดเลือดได้ก็จะทำให้การรอดตายของกล้ามเนื้อมีมากขึ้นและทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และผู้ป่วยเสียชีวิตลดลง กล้ามเนื้อหัวใจที่หลอดเลือดอุดตันไปเลี้ยงนั้นจะตายเกือบหมดถ้าหลอดเลือดอุดตันมากกว่า 6 ชั่วโมงไปแล้ว

การรักษาเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วอันเนื่องมาจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้นจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจเป็นสำคัญ โดยมีหลักคิดทางวิทยาศาสตร์คือภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเป็นความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจ และถ้าใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจแล้วเซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจก็จะถูกกระตุ้นพร้อมกันหมดและหยุดพลิ้ว เซลล์กระแสไฟฟ้าตัวนำปกติจะกลับมาทำงานก่อนเซลล์อื่น ๆ ซึ่งก็จะชี้นำให้การกระตุ้นไฟฟ้าไปในทางเดียวกันจนหัวใจบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง การช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้านี้จะต้องใช้เครื่องช็อตที่คล้ายกับกระแสไฟบ้าน ซึ่งเครื่องที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นการช็อตหัวใจผ่านผนังและกล้ามเนื้อหน้าอก ทำให้เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและร่างกายส่วนบนก็จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้าเกิดการกระตุกไปทั่ว ดังที่คงเคยเห็นในภาพยนตร์ การรักษานี้เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประโยชน์มาก

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาล แต่ถ้าสามารถพาผู้ป่วยไปถึงห้องฉุกเฉินได้ทันเวลา หรือถ้ามีรถพยาบาลที่มีเครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจไปถึงได้เร็วพอ ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ด้วยการช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ถ้ารอนานเกินไป (มากกว่า 15 นาทีหลังหมดสติ) ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ หรือในบางรายหัวใจหยุดนิ่งไปนานไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ถึงแม้หัวใจถูกกระตุกกลับมาได้และสามารถกลับมาบีบตัวได้เหมือนเดิม แต่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเสียนานก็ทำให้ผู้ป่วยไม่ฟื้นหรือไม่ตื่นเพราะเกิดภาวะเซลล์สมองตาย หรือที่เรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

ใน 6 ชั่วโมงแรกนอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีความสำคัญคือเป็นช่วงที่จะมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องซึ่งมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง จำนวนหรือปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งถ้ามีกล้ามเนื้อตายมากก็จะมีความสามารถในการบีบตัวลดลง โอกาสที่จะเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะมากขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะทำให้ผู้ที่รอดชีวิตมีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ตามปกติ

การตายของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถถูกจำกัดให้มีจำนวนหรือปริมาณน้อยลงได้ด้วยการคลายการอุดตันที่เกิดจากลิ่มเลือด ความสามารถในการคลายการอุดตันของหลอดเลือด (ซึ่งช่วยให้รอดชีวิตและช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอุดตันและวิธีการคลายการอุดตัน จะได้ผลดีมากภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอก (คือปริมาณการตายของกล้ามเนื้อหัวใจลดลงได้มาก อัตราของการกลับมาทำงานของหัวใจจะดีขึ้น และโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยลง) ผลเหล่านี้จะได้ดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงแรก เพราะการตายของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นเร็วมากในช่วงแรกและช้าลงตามลำดับ

อย่างไรก็ตามการตายของกล้ามเนื้อยังขึ้นอยู่กับภาวะต้องการออกซิเจนในช่วงที่เกิดการอุดตัน และภาวะการได้เลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดเส้นอื่น (กล้ามเนื้อหัวใจมีช่องทางเล็กๆ หรือหลอดเลือดฝอยส่งต่อข้ามถึงกันระหว่างหลอดเลือดโคโรนารี) ถ้ามีการทำงานของหัวใจมาก (โดยวัดจากอัตราการเต้นต่อนาทีและความดันเลือด) ก็จะต้องการออกซิเจนมากและเกิดการตายได้เร็วและมาก ถ้าการทำงานยังไม่มากนักก็จะใช้เวลาในการตายช้าลง ถึงแม้คนส่วนใหญ่กล้ามเนื้อมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น 12 ชั่วโมงได้ เพราะมีการทำงานที่น้อยลงและพอจะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดฝอย และตราบใดที่ยังมีอาการแน่นหน้าอกอยู่ก็ยังจะได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อคลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 31 มีนาคม 2555

NT-pro BNP…โปรตีนมหัศจรรย์! สัญญาณ…’หัวใจล้มเหลว’


“หัวใจ” เป็นอวัยวะสำคัญที่แสดงถึงการมีชีวิตรองจากสมอง ที่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า บางครั้งหัวใจยังเต้นอยู่ แต่…สมองตายแล้ว! และอีกไม่นาน เมื่อหัวใจหยุดเต้น เราก็จะ “ตาย” ตามไปด้วย

ปี 2553 โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 และยังครองอันดับมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

141,197 ราย คือตัวเลขในปี 2553…!

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะหัวใจวาย แต่จริงๆแล้ว หัวใจล้มเหลว กับหัวใจวาย เป็นคนละเรื่องกัน…!!

คนที่หัวใจวาย...มักมีอาการของหัวใจล้มเหลวสะสมมาก่อนเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของกล้ามเนื้อหัวใจ โครงสร้างของหัวใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะมีอาการป่วยของโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่หัวใจเต้นผิดจังหวะ

นพ.คริสโตเฟอร์ เดอ ฟิลิเป้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา อธิบายให้ฟังอย่างง่ายๆว่า บางครั้งคนที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาจจะยังไม่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าที่จะแสดงอาการ แต่เมื่อแสดงอาการแล้ว การรักษาก็จะทำได้ยากขึ้น และไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาเป็นปกติได้อีก

แล้วอาการของ “ภาวะหัวใจล้มเหลว” เป็นอย่างไร?

คุณหมอเกรียงไกร เฮงรัศมี หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์หัวใจ สถาบันโรคทรวงอก ตอบสั้นๆง่ายๆว่า หายใจไม่เต็มอิ่ม… ที่รวมถึง อาการอ่อนล้า อ่อนเพลีย หายใจถี่ หรือหายใจตื้น ถอนหายใจบ่อย ๆ เหนื่อยมากกว่าปกติเวลาออกกำลังกาย บางคนมีอาการไอตลอดเวลา ซึ่งถ้ามีอาการทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้แล้ว ทำใจได้เลยว่า คุณกำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างเพียงพอ เมื่อถ่ายภาพหัวใจจะพบว่า หัวใจของคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจะมี ขนาดโตกว่าหัวใจปกติ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ

คุณหมอคริสโตเฟอร์ บอกว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจหาภาวะหัวใจล้มเหลวได้จากโปรตีนที่หลั่งออกมาจากหัวใจสู่กระแสเลือด เรียกว่า NT-pro BNP ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่งชี้สภาพการทำงานของหัวใจ โปรตีนชนิดนี้จะหลั่งออกมาเมื่อหัวใจทำงานหนัก ซึ่งถ้ามีโปรตีนชนิดนี้ออกมามากเท่าไหร่ ก็หมายความว่า หัวใจกำลังทำงานหนักอย่างมากๆ และนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลว

จริงๆแล้วการตรวจหาโปรตีน NT-pro BNP นั้นทำได้ไม่ยาก ใช้เพียงการตรวจเลือดด้วยเทสต์ เครื่องมือซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้วในหลายโรงพยาบาลแม้แต่โรงพยาบาลชุมชน ค่าตรวจต่อครั้งประมาณ 1,200 บาท ซึ่งหากเป็นคนไข้ในระบบประกันสุขภาพก็จะครอบคลุมด้วย

ถามว่าคุ้มหรือไม่ หากจะตรวจหาโปรตีนชนิดนี้คำตอบคือ คุ้มอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือป่วยด้วยโรคหัวใจ

แล้วค่ารักษาและการดูแลจะสูงกว่านี้หลายเท่า

 

ใครควรได้รับการตรวจหา NT-pro BNP คุณหมอเกรียงไกร บอกว่า แม้โรคนี้จะพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ป่วยแล้ว มีตัวเลขว่า 60% ของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จะเสียชีวิตภายใน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยโรค

การตรวจที่ดีจึงควรตรวจก่อนที่จะป่วย นั่นคือ ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งก็คือ ผู้ชายที่อายุเกิน 35 ปี และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่ มีโรคอ้วน เป็นโรคไต มีคอเลสเทอรอลสูง ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าตรวจได้ก่อนก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจลงได้ หรือถ้าพบภาวะหัวใจล้มเหลวได้เร็วก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจที่รุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในอนาคต

วันแห่งความรัก 14 ก.พ.ปีนี้ ไปตรวจหา NT-pro BNP เพื่อดูแลหัวใจอย่าให้ป่วยกันดีกว่า.

ที่มา: ไทยรัฐ 11 กุมภาพันธ์ 2555

ชี้ใจเป็นทุกข์เพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่สูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายเพิ่มขึ้นมาก ในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ของห้วงเวลาที่รู้สึกโศกเศร้านั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation: Journal of the American Heart Association นี้ระบุว่า ภายในช่วงเวลา 1 วันของการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ผู้สูญเสียมีความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า และเพิ่มขึ้น 6 เท่าในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นปัจจัยเสี่ยงนี้จะค่อยๆ ลดลงในช่วงเวลา 1 เดือน จนกระทั่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ

“บุคลากรทางการแพทย์ และตัวผู้สูญเสียเอง ควรตระหนักว่า คนเหล่านี้อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังจากได้ทราบข่าวร้าย” แพทย์โรคหัวใจ เมอร์เรย์ มิตเทิลแมน กล่าว

มิตเทิลแมนกับคณะได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายจำนวน 1,985 ราย โดยถามถึงสถานการณ์ในช่วงที่เกิดอาการ และถามว่ามีคนใกล้ชิดเสียชีวิตในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่

จากนั้นนักวิจัยได้คำนวณความเสี่ยงนี้ เปรียบเทียบกันระหว่างจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเกิดอาการ กับจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียคนใกล้ชิดในช่วง 1-6 เดือนก่อนหัวใจวาย พบว่า จำนวนของคนที่เกิดอาการได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงวันแรกๆ ภายหลังมรณกรรมของคนที่รัก และยังคงสูงกว่าปกติเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ความเศร้าโศกทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจ ซึ่งจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย
นอกจากนี้ คนที่เศร้าโศกยังทานอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ และไม่สนใจที่จะกินยา ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ นักวิจัยร่วม เอลิซาเบธ มอสตอฟสกี บอกว่า เพื่อนๆ และคนในครอบครัวควรช่วยกันปลอบประโลมผู้สูญเสีย เพื่อป้องกันอาการหัวใจวาย เช่น แน่นหน้าอก, ปวดท้อง, หายใจหอบ, คลื่นไส้, เวียนหัว.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 7 กุมภาพันธ์ 2555

 

 

Related link:

 

Grief Over Losing Loved One Linked to Higher Heart Attack Risks

ScienceDaily (Jan. 9, 2012) — Your risk of heart attack may increase during the days and weeks after the death of a close loved one, according to research reported in Circulation: Journal of the American Heart Association.

A study of 1,985 adult heart attack survivors showed that after a significant person’s death, heart attack risks:

  • Increased to 21 times higher than normal within the first day.
  • Were almost six times higher than normal within the first week.
  • Continued to decline steadily over the first month.

“Caretakers, healthcare providers, and the bereaved themselves need to recognize they are in a period of heightened risk in the days and weeks after hearing of someone close dying,” said Murray Mittleman, M.D., Dr.P.H., a preventive cardiologist and epidemiologist at Harvard Medical School’s Beth Israel Deaconess Medical Center and School of Public Health’s epidemiology department in Boston, Mass.

Researchers also found that the increased risk of heart attack within the first week after the loss of a significant person ranges from one per 320 people with a high heart attack risk to one per 1,394 people with a low heart attack risk.

The study is first to focus on heart attack risk during the first few days and weeks after someone close died.

Grieving spouses have higher long-term risks of dying, with heart disease and strokes accounting for up to 53 percent of deaths, according to previous research.

As part of the multicenter Determinants of MI Onset Study, researchers reviewed charts and interviewed patients while in the hospital after a confirmed heart attack between 1989 and 1994. Patients answered questions about circumstances surrounding their heart attack, as well as whether they recently lost someone significant in their lives over the past year, when the death happened and the importance of their relationship.

Researchers used a case crossover design to compare patients over the past six months. The approach eliminated the possible confounding factors of comparing different people.

The researchers estimated the relative risk of a heart attack by comparing the number of patients who had someone close to them die in the week before their heart attack to the number of deaths of significant people in their lives from one to six months before their heart attack. Psychological stress such as that caused by intense grief can increase heart rate, blood pressure and blood clotting, which can raise chances of a heart attack.

At the beginning of the grieving process, people are more likely to experience less sleep, low appetite and higher cortisol levels, which can also increase heart attack risks.

Grieving people also sometimes neglect regular medications, possibly leading to adverse heart events, said Elizabeth Mostofsky, lead author of the research. “Friends and family of bereaved people should provide close support to help prevent such incidents, especially near the beginning of the grieving process.”

Similarly, medical professionals should be aware that the bereaved are at much higher risk for heart attacks than usual.

“During situations of extreme grief and psychological distress, you still need to take care of yourself and seek medical attention for symptoms associated with a heart attack,” Mittleman said.

Heart attack signs include chest discomfort, upper body or stomach pain, shortness of breath, breaking into a cold sweat, nausea or lightheadedness.

Future studies are needed to make more specific recommendations based on the study, Mittleman said.

Co-authors are: Elizabeth Mostofsky, M.P.H, Sc.D.; Malcolm Maclure, Sc.D.; Jane Sherwood, R.N.; Geoffrey Tofler, M.D.; and James Muller, M.D. Author disclosures are on the manuscript.

The National Institutes of Health funded the research.

 

รู้ทัน… ภาวะหัวใจล้มเหลว

หลายครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไปอย่างกะทันหัน โดยไม่รู้ว่าการเสียชีวิตนั้นมาจากสาเหตุใด แต่พอนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ผลการวินิจฉัยจากแพทย์กลับระบุว่า “เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นเหตุให้เสียชีวิตกะทันหัน” ซึ่งญาติและคนใกล้ชิดไม่เคยสังเกตหรือรับรู้มาก่อนว่ามีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจ…ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ มาจากความไม่รู้เท่าทันภาวะหัวใจล้มเหลวใช่หรือไม่ ?

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำงานตอบสนอง ความต้องการของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในสภาวะต่างๆ สาเหตุเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไป เพราะต้องคอยบีบเลือดผ่านหลอดเลือดที่มีความต้านทานสูงจนในที่สุดทนไม่ไหวเกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

นอกจากนี้ การติดเชื้อบางประเภทส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง ถ้าเป็นมากจะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หรือแม้แต่ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ จึงสรุปได้ว่าความผิดปกติของหัวใจทุกชนิด ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันเวลาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

อาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว

– เหนื่อยหอบในเวลาออกแรงแม้ทำกิจกรรมเบาๆ
– นอนราบไม่ได้
– บางคนต้องตื่นขึ้นมาในตอนดึก เพราะนอนแล้วหายใจไม่สะดวก
– แน่นจุกลิ้นปี่ (ตับมีน้ำคั่ง)

 

การรักษา

การรักษาโดยทั่วไปคือการรับประทานยา ยาที่ใช้ในคนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวมีหลายขนาดและหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งจะแตกต่างไปตามสภาวะและความรุนแรงของโรค ยาที่ใช้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากั้นเบต้า เป็นต้น

นอกเหนือไปจากการรับประทานยาคือ การควบคุมภาวะที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ควบคุมการบริโภคน้ำและเกลือ เพื่อป้องกันน้ำที่เกิดในร่างกาย รวมทั้งการดูแลร่างกาย เช่น รับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิดควรลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นต้น ที่สำคัญคือ คนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวควรได้รับคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติตน และการใช้ยา รวมทั้งผลข้างเคียงของยา

ข้อควรปฏิบัติสำหรับคนไข้

คนไข้ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 2 กิโลกรัมในหนึ่งวัน ควรพบแพทย์ ในบางกรณีโดยเฉพาะคนไข้บางรายที่มีการทำงานของไตเสื่อมไป อาจจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำรวมทั้งของเหลวอื่นๆ ที่ดื่มหรือรับประทานในแต่ละวัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าปริมาณน้ำที่จะจำกัดคือปริมาณเท่าไร

จดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมที่รับประทาน ทั้งนี้ ปริมาณเกลือที่มากเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายคั่งค้าง (เพราะเกลือจะดูดน้ำไว้ได้มาก) ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ในแต่ละวันควรจำกัดปริมาณเกลือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน หรือประมาณเกือบ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น จะเห็นว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจะมีปริมาณเกลือเกินอยู่แล้ว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรส รับประทานอาหารรสจัด อาหารที่มีผงชูรส (มีเกลือโซเดียมแต่ไม่มีรสเค็ม) อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง  เป็นต้น

คนไข้ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเองว่า มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวกำเริบ เช่น อาการบวม นอนราบไม่ได้ หรือเหนื่อยผิดปกติ ถ้าเริ่มมีอาการที่ผิดปกติไป ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ หรือพบทีมแพทย์ที่ดูแลเรื่องหัวใจโดยเฉพาะ

การออกกำลังกายง่ายๆ และทำได้เกือบทุกคน เช่น การเดิน โดยเริ่มจากการเดินช้าๆ แล้วพักเป็นช่วงๆ จดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้แพทย์ปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ถ้าทำได้ดีและสม่ำเสมอ จะทำให้หัวใจแข็งแรงดีขึ้น โอกาสที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง

 
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
http://www.vejthani.com

ที่มา: ไทยรัฐ 27 มกราคม 2555