กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต

thairath141031_01b

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 1

โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่ามีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไตนำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การบริโภคเกลือในปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหาร โดยเฉพาะคนไทย มีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งผลเสียที่ตามมาจากการบริโภคอาหารเค็ม คือ โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียให้มีความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

โซเดียมคืออะไร?

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ซึ่งมีรสชาติเค็ม มักใช้ปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้ โซเดียมแอบแฝงอยู่ในอาหารรูปแบบอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

โซเดียมสูงส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมี ดังนี้

1. เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ แม้ว่าโซเดียมจะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ทำให้แขน ขา บวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจ น้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่ายขึ้น

2. ทำให้ความดันโลหิตสูง การรับประทานโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตแต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3. เกิดผลเสียต่อไตจากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือการเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างซึ่งมีผลทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 31 ตุลาคม 2557

thairath141007_01

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 2

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรสเค็มจัด ว่าส่งผลต่อ สุขภาพร่างกายของเราอย่างไร สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร เพื่อให้คุณผู้อ่านเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง?

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมักมีรสเค็ม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็ม แต่อาหารที่มีโซเดียมสูงบางชนิดอาจไม่มีรสเค็ม ซึ่งเรียกว่า มีโซเดียมแฝง ทําให้ร่างกายรับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทําความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสํารวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจาก ขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ําปลาหรือเกลือหลังปรุงเสร็จแล้ว โดยเราสามารถแบ่งอาหารที่มี โซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ ดังนี้

1. อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ําปลา ซึ่งมีปริมาณโซเดียม สูง สําหรับคนที่ต้องจํากัดโซเดียมควรงดซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ําบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ําจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ เพราะซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่าน้ําปลา แต่คนที่จํากัดโซเดียมก็ไม่ ควรบริโภคให้มากเกินไป

3. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ประมาณ 15%

4. ขนมกรุบกรอบต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด มีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5. อาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู ( Banking Powder หรือ Banking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ 
แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูที่ใช้ในการทําขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบ 
คาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสําเร็จรูปที่ใช้ทําขนมก็มีโซเดียมด้วยเพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7. น้ําและเครื่องดื่ม น้ําฝนเป็นน้ําที่ปราศจากโซเดียม ส่วนน้ําบาดาลและน้ําประปามีโซเดียม 
ปะปนแต่ในจํานวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มสําหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ําผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไป ทําให้น้ําผลไม้ เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ําผลไม้ควรดื่มน้ําผลไม้สดจะดีกว่า.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

thairath141007_02

 

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

 

thairath141124_01

กินเค็ม….มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 3

ศุกร์สุขภาพได้เสนออันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพรวมทั้งแนะนําการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร การลดปริมาณโซเดียม ในร่างกาย รวมไปถึงปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการ เพื่อควบคุมให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป คุณผู้อ่านสามารถนําไปปฏิบัติเพื่อให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

เราจะลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างไร ?

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงได้ 1 ช้อนชา หรือเทียบเป็นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอื่นๆ ได้ดังตัวอย่าง คือ ผงปรุงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 950 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 600 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 420-490 มิลลิกรัม น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา โซเดียม 400 มิลลิกรัม ผงฟู 1 ช้อนชา โซเดียม 340 มิลลิกรัม และซอสพริก น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 220 มิลลิกรัม เป็นต้น

หากรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะทําให้ได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้หากเราเติมน้ําปลาเพิ่ม ก็จะเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตัวตามหลักการดังต่อไปนี้เพื่อให้การควบคุมปริมาณโซเดียมได้ประสิทธิภาพสูงสุด

1. หลีกเลี่ยงการใช้เกลือปรุงอาหาร เลือกเติมเครื่องปรุงที่ให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กําหนด และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยํา ที่ให้รสหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ

2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาแดดเดียว อาหารหมักดอง ปลาส้ม แหนม และอาหาร แปรรูปจําพวกไส้กรอก กุนเชียง หมูหย็อง

3. ไม่เติมผงชูรส

4.น้ําซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูงควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ําซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ําเพื่อเจือจาง

5. ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสําเร็จรูปและขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงได้ถูกต้อง

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยนั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะโหยหารสเค็มต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาที่เราควรใส่ใจเรื่องอาหารกันมากขึ้น โดยการสร้างนิสัยการกินอาหารรสจืดอย่างถูกวิธีเพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 24 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

วิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า ‘EP Study’ รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

dailynews140914_03ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นับเป็นอีกภัยเงียบที่อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ทุกเวลา แม้ว่าจะมีการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากในบางกรณีไม่มีอาการแสดงขณะแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองมีอาการของโรคและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี !!

ปัจจุบันวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดปกติให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยเทคนิคที่เรียกว่า การศึกษาด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrophysiology Study (EP Study) โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์ เปิดห้องปฏิบัติการสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Lab หรือเรียกว่า EP Lab) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านหัวใจขั้นสูง สำหรับศึกษา วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น

นพ.กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยากระแสไฟ ฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยอาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป หรือบางครั้งอาจเต้นแล้วเว้นจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะจำแนกได้เป็น หลายชนิด บางชนิดไม่มีอันตราย แต่บางชนิดมีอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที อย่างเช่น หัวใจห้องล่างเต้นรัว (Ventricular Tachycardia) หรือหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อันเป็นชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ตรงจุด โดยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป นับว่ามีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ถึง 13 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งที่เป็นโดยกำเนิด หรือบางรายอาจมีปัจจัยบางประการที่ส่งผลให้กายภาพของหัวใจเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ภาวะหัวใจวาย ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงการสูญเสียเกลือแร่มากเกินไป

การสังเกตอาการของหัวใจเต้นผิดปกติมีหลายวิธี อาทิ ภาวะหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยเร็ว ในส่วนของการวินิจฉัย แพทย์จะตรวจดูลักษณะของหัวใจเต้นผิดจังหวะว่ามีอันตรายในระดับใด ด้วยการพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติแล้วมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีโครงสร้างของหัวใจอยู่ในขั้นปกติทุกอย่าง สองกรณีนี้นับว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่เท่ากัน การรักษาจึงมีลำดับขั้นตอนและวิธีการแตกต่างกันไปŽ

การตรวจหาสาเหตุและกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยแต่ละรายแพทย์จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบ่งชี้ว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้มีความเสี่ยงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นกะทันหัน ด้วยการตรวจวินิจฉัยจากเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์ และชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ ร่วมกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแพทย์ในด้านกลไกการทำงานของหัวใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ หรือ EP Study

žEP Study คือ การศึกษา วินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทีมแพทย์จะติดแผ่นรับสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าอกคนไข้เพื่อตรวจดูอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นจะสอดสายสวนเข้าไปในร่างกาย แล้วเมื่อสายสวนเข้าไปถึงหัวใจจะส่งสัญญาณไฟฟ้ากลับมา แพทย์อาจทดสอบโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจเพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์หรือทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ได้จาก EP Study จะถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แล้วสร้างเป็นภาพสามมิติ เพื่อวินิจฉัยหาตำแหน่งของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่แม่นยำ แพทย์จึงรักษาที่สาเหตุได้อย่างตรงจุด เพราะภาพกายวิภาคของระบบหัวใจที่สร้างขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยให้แพทย์มองเห็นกระบวน การเต้นของหัวใจแบบ Real Time ทั้งสามารถหมุนดูภาพได้รอบทิศทาง พร้อมกับบันทึกข้อมูลของกระแสไฟฟ้าหัวใจไปด้วย ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าหัวใจที่จุดใดจุดหนึ่งก็จะกำกับตำแหน่งไว้ได้ด้วยรหัสสี จากนั้นจึงปล่อยพลังงานความร้อนจากส่วนปลายของสายสวนเพื่อจี้เนื้อ เยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขกระแสไฟฟ้าหัวใจให้กลับเป็นปกติได้ทันทีŽ

EP Study จึงเป็นวิทยาการการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการรักษาได้มุ่งไปยังสาเหตุแท้จริงที่ทำให้กระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ป่วยจึงหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามแม้การรักษาด้วยวิธี EP Study จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แต่ EP Study ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนปัจจัยด้านอื่นที่ส่งผลต่อโรคหัวใจของผู้ป่วยหากผู้ป่วยมีปัญหาเริ่มต้นด้วยภาวะความดันโลหิตสูงหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีพังผืดที่หัวใจ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนหายจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้ว แต่การระมัดระวังดูแลตนเองเพื่อควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อหัวใจก็ยังคงต้องปฏิบัติต่อไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

ศิริราช ทำได้แล้วผ่าตัดใส่หัวใจเทียม โดย พวงชมพู ประเสริฐ

bangkokbiznews140304_001เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2557 ที่ตึกอำนวยการ รพ.ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นประธานการแถลงข่าว “ศิริราชผ่าตัดใส่หัวใจเทียม สำเร็จรายแรกของไทย” โดย รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพการทำงานกล้ามเนื้อหัวใจดลง และไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ

จึงมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงหรือออกกำลัง ที่สำคัญมักจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก ด้วยสาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน หรือเกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส รวมไปถึงสาเหตุอื่น อย่างโรคลิ้นหัวใจรูห์มาติกที่ตีบหรือรั่วรุนแรง พบโรคหรือภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจบีบบตัวอ่อนรุนแรงได้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปีถึงร้อยละ 20

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว มีได้ตั้งแต่ อาการบวมที่ขา อาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรงเวลาออกแรง อาการเหนื่อยเมื่อนอนราบไปได้สักพัก ต้องลุกขึ้นมานั่งแล้วจะดีขึ้น หรืออาการที่หลับไปแล้ว ต้องลุกขึ้นมานั่งหอบเหนื่อยตอนกลางคืน หรือ เหนื่อยง่ายแม้กระทั่งทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งหมดนี้หากท่านสงสัยว่า มีสาเหตุหรือมีอาการเข้าได้กันกับภาวะหัวใจวายจากโรคต่อไปนี้ ควรจะไปพบและปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านของท่าน

“แพทย์จะรู้ว่าผู้ป่วยเป็นระยะสุดท้าย จึงต้องมีการรักษาที่ไม่ใช่ยา คือ มีทั้งทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ การทำบายพาสหัวใจ และในบางกรณีก็จะใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจสองห้อง แต่สุดท้ายไปไม่ไหวก็จะมีการรักษาที่เป็นพระเอกของวันนี้ คือใส่หัวใจเทียม เนื่องจากวิวัฒนาการดีขึ้น เพราะปัจจุบันไม่มีคนบริจาคหัวใจมากนัก จึงต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเทียม ซึงการรักษานี้ไม่ได้หายขาด เพียงแค่ชะลอ โดยต้องดูแลสุขภาพร่วมด้วย”รศ.นพ.ดำรัสกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการรักษามากมายขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษา ตั้งแต่ การใช้ยา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ 2 ห้อง หรือ Cardiac resynchronization therapy (CRT) การใส่เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดมีข้อจำกัด ที่เนื้อเยื่อผู้ให้จะต้องเข้ากันได้กับผู้รับ และจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรงมีความหวังมากขึ้น ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มุ่งหวังให้โรคหายขาด ในกรณีผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดใหญ่ได้ และในวันนี้แพทย์ศิริราชสามารถรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมได้เป็นรายแรกของประเทศไทยแล้ว

ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ แพทย์ผู้ผ่าตัดหัวใจเทียมเป็นรายแรกของประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายแต่จากการตรวจวินิจฉัยพบว่าไม่สามารถปลูกถ่ายหัวใจได้ เนื่องจากมีความดันโลหิตของปอดสูงมาก จึงเปลี่ยนหัวใจจากการรับบริจาคไม่ได้ หากจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนหัวใจและปอดทั้งคู่ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่ทำให้ต้องผ่าตัดใส่หัวใจเทียมแทน ที่เรียกว่า การผ่าตัดใส่หัวใจเทียมฮาร์ทเมททู (Heartmate II) ไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 โดยผลการผ่าตัดดีมาก

สำหรับการผ่าตัดแพทย์ได้ทำการฝังหัวใจเทียมบริเวณใต้หัวใจเดิมตรงหน้าท้องส่วนบน โดยจะมีท่อต่อจากหัวใจเดิม เพื่อดูดเลือด และสูบฉีดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ผ่านหลอดเลือดเทียม สามารถทำงานแทนหัวใจเดิมและใช้งานได้อย่างน้อย 10 ปี โดยมีสายไฟทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจเทียม และเครื่องควบคุมซึ่งอยู่ภายนอกบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย ซึ่งเครื่องควบคุมจะต่อเข้ากับแบตเตอรี ที่สามารถทำงานได้เต็มที่ 8-10 ชั่วโมง

“การรักษาวิธีนี้มีผลการศึกษาของทั่วโลกเทียบสถิติจากการใส่หัวใจเทียม และการใช้ยาในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย พบว่าการใช้ยามีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 92 แต่หากใส่หัวใจเทียมนี้มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 40 ซึ่งพบว่าโอกาสรอดเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 60 ทั้งนี้ เครื่องดังกล่าวจะต้องติดตัวคนไข้ไปตลอด โดยตัวแบตเตอรีจะอยู่ข้างนอก ซึ่งหลายคนอาจมองว่าจะมีปัญหาในการดำเนินชีวิตหรือไม่ แต่จริงๆแล้วถือว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้โอกาสรอดสูง แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาในการอาบน้ำ แต่ในอนาคตเราจะพัฒนาที่ครอบแบตเตอรีป้องกันน้ำได้ ส่วนการชาร์จแบตนั้น ก็จะมีเครื่องใหญ่สำหรับชาร์ตเข้าเครื่องที่ติดกับลำตัวอีกที” ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าว

ปัจจุบันทั่วโลกมีการใส่หัวใจเทียมลักษณะนี้กว่า 10,000 คนเพื่อทำงานแทนหัวใจเดิม แต่ประเทศไทยรายนี้เป็นรายแรก อย่างไรก็ตาม ปกติผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดหัวใจเทียม จะทำในระหว่างรอการผ่าตัดหัวใจจากผู้บริจาคก่อน หรือกลุ่มอายุมากตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจเทียมได้ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่สามารถผ่าตัดวิธีนี้ได้ คือ กลุ่มที่มีหัวใจล้มเหล้วทั้งสองห้อง และกลุ่มหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และมีภาวะช็อคร่วมด้วย ซึ่งกรณีต้องใส่เครื่องพยุงหัวใจมากกว่าใช้วิธีนี้ ที่สำคัญวิธีนี้มีราคาแพง โดยค่าใช้ทั้งหมดรวมค่ารักษาในโรงพยาบาลและอุปกรณ์ต่าง 11 ล้านบาท เฉพาะอุปกรณ์ ที่คนไข้นำกลับบ้าน 7 ล้านบาท

นายวีระกิตต์ นวสินพงศ์สุข อายุ 56 ปี ผู้ป่วยรับการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมรายแรกของไทย กล่าวว่า ป่วยเป็นโรคนี้มานานโดยปกติจะรับประทานยาและพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง แต่ในช่วงหลังต้องมาเข้ารับการรักษาแทบจะสัปดาห์ละครั้ง เพราะมีอาการเหนื่อย น้ำท่วมปอดและหูอื้อ ก็คิดกับภรรยาว่าอาจถึงเวลาที่แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัดแล้ว แต่ตนไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจจากการที่ความดันโลหิตของปอดสูงมากบอกภรรยาว่าป็นไงเป็นกัน ตายก็ตาย

เมื่อแพทย์เสนอทางเลือกในการใส่หัวใจเทียมก็ตัดสินใจจะทำ แม้ว่าจะเป็นรายแรกของประเทศไทย ภรรยาบอกว่าตอนที่ตนเข้ารับการผ่าตัดห่วงกังวลมาก ใช้เวลา 10 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ช่วยเหลือตัวเองได้จากที่เดินไปมาในบ้านแทบไม่ไหวสามารถเดินได้ และตั้งแต่รับการผ่าตัดยังไม่มีอาการของน้ำท่วมปอด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 4 มีนาคม 2557

อย่าให้ ‘ความเค็ม’ เรียกพี่

bangkokbiznews130226_001คนไทยกินเกลือมากกว่าที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า จากสารพัดเมนูแฝงโจ๊กซอง อาหารถุง อาหารไมโครเวฟและขนมกรุบกรอบ
จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำ 2 เท่า หรือ 10.8 กรัม (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) สูงเป็น 2 เท่าของที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) โดย 71 % มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ที่นิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม

เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง 815 – 3,527 มิลลิกรัม เช่น ไข่พะโล้ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ส่วนอาหารจานเดียว มีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อ 1จาน อาทิ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น

“อาหารรสเค็มจัดจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม เริ่มจากการการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง จะช่วยคนไทยห่างไกลโรค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

การลดปริมาณเกลือโซเดียมทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น

เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม,น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจาง และตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

ด้านนาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลก ซึ่งการจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ส่วนภูมิภาคจัดที่โรงพยาบาลภาครัฐทุกแห่งทั่วประเทศ และส่วนกลางจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

กิจกรรมภายในงาน อาทิ การให้ความรู้เรื่องโรคทั่วไป การสาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารลดเค็มเพื่อผู้บริโภค การเปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ และการแสดงบนเวที โดยกลุ่มศิลปินนักแสดงมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org หรือเว็บไซต์ www.lowsaltthailand.org ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่งและงานวันไตโลก ถือเป็นความสำคัญที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการรณรงค์ลดเค็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนไทยเป็นโรคต่างๆ สูงขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่มีผู้ป่วยถึง 11.5 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 7.5 แสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 5 แสนคน โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็ม ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2556

สลายลิ่มเลือดหัวใจ..ป้องกันหัวใจวาย

ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดภาวะหัวใจวาย ฉบับนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจมาฝากกันอีก..ติดตามกันได้เลย

การสลายลิ่มเลือดหัวใจเพื่อป้องกันหัวใจวาย

การคลายหรือสลายการอุดตันในปัจจุบันเป็นการรักษาที่มีประโยชน์มาก โดยเมื่อมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อีกครั้ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาบีบตัวได้ตามปกติ และโอกาสที่จะเสียชีวิตหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็ลดลง

การคลายหรือสลายการอุดตันนั้น แพทย์มีวิธีการหลายแบบตามความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน โดยที่มีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด และการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่งเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยธรรมชาติแล้วภาวะอุดตันโดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดโคโรนารีนั้น สามารถคลายตัวได้เองจากสารละลายลิ่มเลือดโดยธรรมชาติ แต่มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง กล่าวคือยังมีการอุดตันซ้ำใหม่เป็น ๆ หาย ๆ ได้มาก และกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มทุกครั้งที่มีการอุดตันซ้ำใหม่ และโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น การใช้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดจึงนับว่าเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยที่ยาละลายลิ่มเลือดจะทำให้หลอดเลือดโคโรนารีคลายการอุดตันได้เร็วขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น (เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก) หัวใจสามารถกลับมาบีบตัวได้ดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่ใช้ยา

ยาละลายลิ่มเลือดจะให้ผลการรักษาดีมากที่สุดในผู้ป่วย ซึ่งทำให้มีอาการดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น หากสามารถให้ยาได้ในช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจยังไม่ตายหมดก็คือในช่วง 6 ชั่วโมงแรก (โดยเฉพาะช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจะเป็นช่วงที่ได้ประโยชน์มากที่สุด) เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นได้เร็ว โดยสามารถลดอัตราการตายได้มากกว่าร้อยละ 50 ในช่วงแรก ๆ หลังจากที่มีอาการของภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตัน และผลการลดอัตราการตายก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และประโยชน์จะได้น้อยมากเมื่อเวลาผ่านมากเกินกว่า 12 ชั่วโมง ดังนั้นในทุกชั่วโมงที่ผ่านไปมีค่า ไม่ใช่ว่าสามารถรอได้ถึง 6 หรือ 12 ชั่วโมงถึงจะให้รักษาก็ได้ ควรให้การรักษาให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อผลที่ดีที่สุด

ผู้ป่วยบางรายที่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ก็ไม่สามารถใช้ยาดังกล่าวได้ แต่ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจหรือห้องแคทแล็บ ก็มีทางเลือกอีกทางคือการขยายหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีด้วยลูกโป่ง ซึ่งก็มีผลการรักษาได้ดีไม่ด้อยไปกว่าการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยที่อัตราการตายและอัตราการเจ็บป่วยซ้ำใหม่จะลดลงไปในทางเดียวกัน รวมไปถึงอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะลดลงด้วย

จะเห็นได้ว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีการอุดตันหรือจากที่ผู้ป่วยมีอาการมีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงและเป็นช่วงที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษา แพทย์จะต้องดูแลเฝ้าระวังจังหวะการเต้นและการทำงานของหัวใจ ภายในสถานที่สามารถแก้ไขภาวะวิกฤติทางหัวใจได้คือ ห้องซีซียู หรือ ไอซียู ความเสี่ยงหรืออันตรายที่พบได้ในช่วงนี้และน่ากลัวมากที่สุดคือการเกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วและหัวใจหยุดนิ่งจนผู้ป่วยเสียชีวิต และประโยชน์ที่จะได้นอกเหนือไปจากการรักษาภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นช่วงโอกาสทองที่จะลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจด้วยการรักษาคลายการอุดตันของหลอดเลือดโคโรนารี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้คือ ความจำเป็นที่จะต้องมาพบแพทย์เมื่อมีอาการอันสงสัยได้ว่าจะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน อาการดังกล่าวก็คืออาการเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อขณะไม่ได้มีการออกกำลังหรืออยู่เฉย ๆ ที่เป็นเวลานานกว่า 30 นาที ในคนที่รู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตีบตันมาก่อนก็คือการที่อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นหลังจากที่อมยาไนโตรกลีเซอลีนไปแล้ว 2-3 ครั้งแล้ว ก็ควรระลึกว่าหลอดเลือดหัวใจที่เคยตีบอยู่อาจจะอุดตันเพิ่มขึ้น และ ผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคแต่มีปัจจัยเสี่ยงเมื่อมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลต่อเนื่องที่เหมาะสม

ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นที่คาดกันว่าจะมีผู้ป่วยหัวใจวายเพิ่มมากขึ้น ด้วยเพราะประชากรไทยที่มีจำนวนมากขึ้น เสียชีวิตจากโรคอื่นน้อยลง มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ดี ความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมีมากขึ้น อันได้แก่ ระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) ระดับไขมันในเลือด และระดับความดันโลหิต ที่สูงขึ้นตามลำดับ บวกกับจำนวนประชากรที่สูบบุหรี่ยังคงมีอยู่สูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ที่มีโอกาสเกิดโรค และเมื่อโรคเกิดสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

จึงขอสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายได้ว่า คือการหยุดทำงานของหัวใจและผู้ป่วยเสียชีวิต สาเหตุหลักของหัวใจวายในปัจจุบันคือการมีลิ่มเลือดอุดตันฉับพลันในหลอดเลือดโคโรนารี ทำให้เกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วเสียชีวิตฉับพลันได้ หรือเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนไม่มีประสิทธิภาพในการบีบตัว และผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา ระยะ 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอกเป็นระยะเวลาที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงที่จะมีอันตรายจากภาวะหัวใจพลิ้วได้บ่อย และเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เร็ว เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาในห้องซีซียู และจากการรักษาเพื่อสลายการอุดตันซึ่งมีการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเป็นหลัก.

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 เมษายน 2555

NT-pro BNP…โปรตีนมหัศจรรย์! สัญญาณ…’หัวใจล้มเหลว’


“หัวใจ” เป็นอวัยวะสำคัญที่แสดงถึงการมีชีวิตรองจากสมอง ที่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า บางครั้งหัวใจยังเต้นอยู่ แต่…สมองตายแล้ว! และอีกไม่นาน เมื่อหัวใจหยุดเต้น เราก็จะ “ตาย” ตามไปด้วย

ปี 2553 โรคหัวใจ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 และยังครองอันดับมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับจำนวนของผู้ป่วยด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

141,197 ราย คือตัวเลขในปี 2553…!

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะหัวใจวาย แต่จริงๆแล้ว หัวใจล้มเหลว กับหัวใจวาย เป็นคนละเรื่องกัน…!!

คนที่หัวใจวาย...มักมีอาการของหัวใจล้มเหลวสะสมมาก่อนเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของกล้ามเนื้อหัวใจ โครงสร้างของหัวใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะมีอาการป่วยของโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือแม้แต่หัวใจเต้นผิดจังหวะ

นพ.คริสโตเฟอร์ เดอ ฟิลิเป้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา อธิบายให้ฟังอย่างง่ายๆว่า บางครั้งคนที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาจจะยังไม่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีกว่าที่จะแสดงอาการ แต่เมื่อแสดงอาการแล้ว การรักษาก็จะทำได้ยากขึ้น และไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาเป็นปกติได้อีก

แล้วอาการของ “ภาวะหัวใจล้มเหลว” เป็นอย่างไร?

คุณหมอเกรียงไกร เฮงรัศมี หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์หัวใจ สถาบันโรคทรวงอก ตอบสั้นๆง่ายๆว่า หายใจไม่เต็มอิ่ม… ที่รวมถึง อาการอ่อนล้า อ่อนเพลีย หายใจถี่ หรือหายใจตื้น ถอนหายใจบ่อย ๆ เหนื่อยมากกว่าปกติเวลาออกกำลังกาย บางคนมีอาการไอตลอดเวลา ซึ่งถ้ามีอาการทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้แล้ว ทำใจได้เลยว่า คุณกำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างเพียงพอ เมื่อถ่ายภาพหัวใจจะพบว่า หัวใจของคนที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจะมี ขนาดโตกว่าหัวใจปกติ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ

คุณหมอคริสโตเฟอร์ บอกว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจหาภาวะหัวใจล้มเหลวได้จากโปรตีนที่หลั่งออกมาจากหัวใจสู่กระแสเลือด เรียกว่า NT-pro BNP ซึ่งเป็นโปรตีนที่บ่งชี้สภาพการทำงานของหัวใจ โปรตีนชนิดนี้จะหลั่งออกมาเมื่อหัวใจทำงานหนัก ซึ่งถ้ามีโปรตีนชนิดนี้ออกมามากเท่าไหร่ ก็หมายความว่า หัวใจกำลังทำงานหนักอย่างมากๆ และนั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังมีภาวะหัวใจล้มเหลว

จริงๆแล้วการตรวจหาโปรตีน NT-pro BNP นั้นทำได้ไม่ยาก ใช้เพียงการตรวจเลือดด้วยเทสต์ เครื่องมือซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้วในหลายโรงพยาบาลแม้แต่โรงพยาบาลชุมชน ค่าตรวจต่อครั้งประมาณ 1,200 บาท ซึ่งหากเป็นคนไข้ในระบบประกันสุขภาพก็จะครอบคลุมด้วย

ถามว่าคุ้มหรือไม่ หากจะตรวจหาโปรตีนชนิดนี้คำตอบคือ คุ้มอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือป่วยด้วยโรคหัวใจ

แล้วค่ารักษาและการดูแลจะสูงกว่านี้หลายเท่า

 

ใครควรได้รับการตรวจหา NT-pro BNP คุณหมอเกรียงไกร บอกว่า แม้โรคนี้จะพบในผู้ป่วยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ป่วยแล้ว มีตัวเลขว่า 60% ของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว จะเสียชีวิตภายใน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัยโรค

การตรวจที่ดีจึงควรตรวจก่อนที่จะป่วย นั่นคือ ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งก็คือ ผู้ชายที่อายุเกิน 35 ปี และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่ มีโรคอ้วน เป็นโรคไต มีคอเลสเทอรอลสูง ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าตรวจได้ก่อนก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจลงได้ หรือถ้าพบภาวะหัวใจล้มเหลวได้เร็วก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจที่รุนแรงขึ้น จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในอนาคต

วันแห่งความรัก 14 ก.พ.ปีนี้ ไปตรวจหา NT-pro BNP เพื่อดูแลหัวใจอย่าให้ป่วยกันดีกว่า.

ที่มา: ไทยรัฐ 11 กุมภาพันธ์ 2555