‘ใจสั่น’

dailynews140928_01อาการใจสั่นเป็นความรู้สึกของผู้ป่วยต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งหัวใจอาจจะเต้นปกติหรือผิดปกติก็ได้ โดยทั่วไปคนมักไม่รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ แม้ในภาวะที่หัวใจบีบตัวแรงและเต้นในอัตราที่เร็วมากขณะออกกำลังกาย ตรงกันข้ามในภาวะที่ปราศจากสิ่งกระตุ้นใด ๆ คนบางคนอาจเกิดอาการใจสั่น เช่น ขณะจะเข้านอน ความรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ อาจทำให้บางคนสงสัยว่า หัวใจของตนเกิดความผิดปกติทั้งที่หัวใจไม่ได้เกิดความผิดปกติหรือเต้นผิดจังหวะแต่อย่างใด

อาการใจสั่นที่อาจเกิดจากความผิดปกติของการเต้นของหัวใจหรือโรคหัวใจ

ใจสั่นร่วมกับอาการอื่น เช่น หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เจ็บแน่นหน้าอก หรือเหนื่อยหอบกว่าปกติ อาจบ่งบอกถึงโรคหัวใจรุนแรงควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

อาการใจสั่นที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยไม่สัมพันธ์กับการออกแรงและสามารถหายได้เอง ผู้ป่วยมักแยกอาการแตกต่างกันขณะที่มีและไม่มีอาการใจสั่น โดยเฉพาะหากสังเกตได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติมากเกิน 100 ครั้งต่อนาที

อาการใจสั่นที่เกิดร่วมกับจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ

อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยที่เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดอุดตัน หัวใจโตล้มเหลว หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวใกล้ชิดเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะการเสียชีวิตกะทันหันก่อนวัยอันควร

การตรวจวินิจฉัย

ในเบื้องต้นแพทย์จะสอบถามประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจเอกซเรย์เงาปอดและหัวใจ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อช่วยการวินิจฉัยหรือนำไปสู่การส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจมีหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแพทย์อาจส่งตรวจการเต้นของหัวใจด้วยการเดิน วิ่ง สายพานเลื่อน (Exercise Stress Test) ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ผนังกั้นหัวใจรั่ว หรือโรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แพทย์จะส่งตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocariography)

ส่วนการวินิจฉัยว่ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ หลายครั้งที่ผู้ป่วยมาถึงแพทย์ อาการและการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้หายแล้ว การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่กี่วินาทีอาจไม่พบความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโดยการจับชีพจร และนับอัตราการเต้นของชีพจรในระยะเวลา 1 นาทีและสังเกตจังหวะของชีพจรว่าชีพจรเร็วกว่าปกติหรือไม่ ชีพจรสม่ำเสมอหรือเร็วช้าไม่สม่ำเสมอ

ผู้ป่วยที่สงสัยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแต่เกิดอาการไม่บ่อย แพทย์อาจส่งตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องที่สามารถพกพาติดตัวและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ เช่น 24-48 ชั่วโมง (Ambulatory ECG monitoring หรือ Holter)

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับผลการตรวจว่า มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นเป็นชนิดใด และที่สำคัญมีสาเหตุจากโรคหัวใจ หรือความผิดปกติของอวัยวะใด การรักษาที่สำคัญคือรักษาที่สาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว หากหลอดเลือดหัวใจตีบมาก อาจต้องได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ เช่น การทำบอลลูน หรือการถ่างหลอดเลือดด้วยขดลวด ภาวะหัวใจเต้นเร็ว บ่อยครั้งที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจแต่เกิดจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะเลือดจาง ภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ เช่น จากโรคท้องร่วง หรือเสียเลือดมาก ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาแล้วภาวะหัวใจเต้นเร็วก็จะกลับสู่ปกติโดยไม่ต้องใช้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจให้การรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่

1. ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drug) ซึ่งมักมีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ทำให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลงหรืออัตราการเต้นของหัวใจช้าลงซึ่งทำให้อาการใจสั่นลดลง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถแก้ไขที่สาเหตุการรักษาด้วยยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะมักจะไม่ทำให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหายขาดได้

2. การรักษาด้วยการใส่สายสวนเข้าทางหลอดเลือดไปในหัวใจ เพื่อตรวจหาตำแหน่งที่ก่อหรือนำสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติ (Electrophysiologic study) และใช้จี้ทำลายจุดเล็ก ๆ ที่ผิดปกตินั้นด้วยพลัง
งานรูปแบบต่าง ๆ (Catherter ablation)เช่น ไฟฟ้าความถี่สูง (Radiofrequency ablation) ซึ่งเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน 55-75ํ หรือใช้ความเย็นจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก (Cryoablation) ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายชนิดให้หายขาดได้โดยไม่ต้องกินยาอีก หรือลดการใช้ยาลงได้มาก

3. การใช้ไฟฟ้ากระแสตรงความต่างศักย์สูง ช็อกผ่านผิวหนังหน้าอกผ่านหัวใจ (Cardioversion, Defibrillation) สำหรับการแก้ไขหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด โดยเฉพาะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เร็วมากหรือสั่นพลิ้วในภาวะฉุกเฉินที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นทำให้ความดันเลือดลดลงอย่างมาก ตรวจจับความดันและชีพจรไม่ได้

4. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าให้จังหวะหัวใจ (Permanent cardiac pacemaker) สำหรับภาวะหัวใจเต้นช้ามากหรือเครื่องกระตุกช็อกไฟฟ้าอัตโนมัติชนิดฝังในตัวผู้ป่วย (Automatic Implantable Cardioverter Defibrillator : AICD) สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากหัวใจห้องล่าง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจล้มเหลว เพื่อให้ได้รับการรักษากระตุกช็อกไฟฟ้าหัวใจในทันที (ภายในไม่กี่วินาที) หากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากหัวใจห้องล่าง

ข้อมูลจาก ศูนย์หัวใจพญาไท โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

Advertisements

วิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า ‘EP Study’ รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

dailynews140914_03ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นับเป็นอีกภัยเงียบที่อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ทุกเวลา แม้ว่าจะมีการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากในบางกรณีไม่มีอาการแสดงขณะแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองมีอาการของโรคและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี !!

ปัจจุบันวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดปกติให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยเทคนิคที่เรียกว่า การศึกษาด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrophysiology Study (EP Study) โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์ เปิดห้องปฏิบัติการสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Lab หรือเรียกว่า EP Lab) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านหัวใจขั้นสูง สำหรับศึกษา วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น

นพ.กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยากระแสไฟ ฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยอาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป หรือบางครั้งอาจเต้นแล้วเว้นจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะจำแนกได้เป็น หลายชนิด บางชนิดไม่มีอันตราย แต่บางชนิดมีอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที อย่างเช่น หัวใจห้องล่างเต้นรัว (Ventricular Tachycardia) หรือหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อันเป็นชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ตรงจุด โดยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป นับว่ามีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ถึง 13 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งที่เป็นโดยกำเนิด หรือบางรายอาจมีปัจจัยบางประการที่ส่งผลให้กายภาพของหัวใจเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ภาวะหัวใจวาย ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงการสูญเสียเกลือแร่มากเกินไป

การสังเกตอาการของหัวใจเต้นผิดปกติมีหลายวิธี อาทิ ภาวะหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยเร็ว ในส่วนของการวินิจฉัย แพทย์จะตรวจดูลักษณะของหัวใจเต้นผิดจังหวะว่ามีอันตรายในระดับใด ด้วยการพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติแล้วมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีโครงสร้างของหัวใจอยู่ในขั้นปกติทุกอย่าง สองกรณีนี้นับว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่เท่ากัน การรักษาจึงมีลำดับขั้นตอนและวิธีการแตกต่างกันไปŽ

การตรวจหาสาเหตุและกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยแต่ละรายแพทย์จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบ่งชี้ว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้มีความเสี่ยงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นกะทันหัน ด้วยการตรวจวินิจฉัยจากเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์ และชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ ร่วมกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแพทย์ในด้านกลไกการทำงานของหัวใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ หรือ EP Study

žEP Study คือ การศึกษา วินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทีมแพทย์จะติดแผ่นรับสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าอกคนไข้เพื่อตรวจดูอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นจะสอดสายสวนเข้าไปในร่างกาย แล้วเมื่อสายสวนเข้าไปถึงหัวใจจะส่งสัญญาณไฟฟ้ากลับมา แพทย์อาจทดสอบโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจเพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์หรือทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ได้จาก EP Study จะถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แล้วสร้างเป็นภาพสามมิติ เพื่อวินิจฉัยหาตำแหน่งของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่แม่นยำ แพทย์จึงรักษาที่สาเหตุได้อย่างตรงจุด เพราะภาพกายวิภาคของระบบหัวใจที่สร้างขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยให้แพทย์มองเห็นกระบวน การเต้นของหัวใจแบบ Real Time ทั้งสามารถหมุนดูภาพได้รอบทิศทาง พร้อมกับบันทึกข้อมูลของกระแสไฟฟ้าหัวใจไปด้วย ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าหัวใจที่จุดใดจุดหนึ่งก็จะกำกับตำแหน่งไว้ได้ด้วยรหัสสี จากนั้นจึงปล่อยพลังงานความร้อนจากส่วนปลายของสายสวนเพื่อจี้เนื้อ เยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขกระแสไฟฟ้าหัวใจให้กลับเป็นปกติได้ทันทีŽ

EP Study จึงเป็นวิทยาการการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการรักษาได้มุ่งไปยังสาเหตุแท้จริงที่ทำให้กระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ป่วยจึงหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามแม้การรักษาด้วยวิธี EP Study จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แต่ EP Study ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนปัจจัยด้านอื่นที่ส่งผลต่อโรคหัวใจของผู้ป่วยหากผู้ป่วยมีปัญหาเริ่มต้นด้วยภาวะความดันโลหิตสูงหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีพังผืดที่หัวใจ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนหายจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้ว แต่การระมัดระวังดูแลตนเองเพื่อควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อหัวใจก็ยังคงต้องปฏิบัติต่อไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้

ramachannel140711_01ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และโรคหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะ แต่ที่พบบ่อย คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ (Atrial fibrillation : AF) ซึ่งเกิดจากสร้างสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็วสูงถึง 190-350 ครั้งต่อนาที ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุแต่พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของร่างกาย การดื่มสุรา หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น รู้สึกไม่สบาย ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ บางรายอาจพบลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดในอวัยวะสำคัญ อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วย 5-7 คน ใน 100 คน หรือ 2 เท่าของผู้ที่หัวใจเต้นปกติ

“ขณะนี้มีผู้ป่วยภาวะหัวใจผิดปกติชนิดเอเอฟสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ คาดว่ามีผู้ป่วย 2.2 ล้านคน หรือร้อยละ 0.4 ของประชากร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาเพื่อให้บริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปิด “ศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต (Carto system) การผ่าตัดขนาดเล็ก และการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ที่ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว และว่าส่วนการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าผิดปกติ 20-30 ครั้งต่อนาที สามารถฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจที่หน้าอกได้

ผศ.นพ.ครรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการรักษา เมื่อพบความผิดปกติหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากมีการซักถามอาหารโรคเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา โดยเบื้องต้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มสุรา กาแฟ หรือรักษาโรคหัวใจที่มีอยู่ จากนั้นก็ต้องหารือกับคนไข้จะเลือกวิธีการรักษาแบบการจี้ หรือผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต ซึ่งเป็นส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง แต่หากการจี้ไม่ได้ผลดี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งพบว่า สามารถรักษาหายได้ 70-80% โดยไม่กลับมาเป็นเป็นซ้ำอีก โดยที่ผ่านมาทำการผ่าตัดไปแล้ว 2ราย

“วิธีการนี้มีใช่รักษาในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่ถือเป็นวิทยาการล่าสุด ที่ทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ต้องไปรักษาในต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากเฉียดล้านบาท ซึ่งการผ่าตัดในประเทศจะช่วยลดการใช้จ่ายได้ 10 เท่าตัว” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว

ด้านผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า วิทยาการล่าสุดเพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิด เอเอฟ คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัย UCLA เบื้องต้นแพทย์ต้องวินิจฉัยว่าผู้ป่วยควรรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ การผ่าตัดวิธีนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเดิม โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่ำ เพราะเป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก 2 จุด บริเวณช่องชายโครงความยาว 1-2 ซม.เพื่อสอดใส่กล้อง จากนั้นใช้อุปกรณ์พิเศษคล้องบริเวณขั้วของหลอดเลือดดำที่ปอด เพื่อปล่อยคลื่นไมโครเวฟทำลายวงจรผิดปกติของหัวใจ เมื่อหัวใจเต้นปกติ จะปิดเย็บแผล ใช้เวลาการผ่าตัดเพียง 1-1.5 ชั่วโมง หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะพักใน รพ.1-2 วัน หากไม่พบความผิดปกติก็กลับบ้านได้

ผศ.นพ.สุชาต กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นสั้น และโอกาสผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูง ซึ่งแพทย์และประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ในงานประชุมวิชาการของคณะ ฯ ซึ่งจัดที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ หรือที่www.ramacvmc.org

ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคเอดส์ ข้อมูลปี 2549 ของกระทรวงสาธารณสุข พบ ผู้ป่วยโรคหัวใจ 328,195 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจประมาณ 4 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 4 ราย ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 107.5 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา มีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจมากขึ้นเช่นกัน

“สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจส่วนใหญ่ เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ยังพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โดยเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหัน ไหลตาย หรือการเสียชีวิตของนักกีฬาในขณะแข่งขัน” ศ.รัชตะ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel