โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย

dailynews141011_02โรคของต่อมลูกหมากมักพบได้บ่อยในชายที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้ต่อมกระเพาะปัสสาวะและต่อมนี้โอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ ในวัยหนุ่ม ต่อมลูกหมากจะมีขนาดประมาณเท่าผลวอลนัท และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่าในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณ 50-60% และอุบัติการณ์จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 80% ในผู้ชายที่อายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน และอาการของคนไข้บางคนก็ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมากที่โตด้วย เพราะบางคนต่อมลูกหมากโตไม่มาก แต่โตในตำแหน่งที่กดเบียดท่อปัสสาวะพอดี ก็จะมีอาการมากได้ การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลากหลายชนิด ได้ผลการรักษาค่อนข้างดีและผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวลคือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มีโอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ในผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ 16.72% ซึ่งในประเทศไทยเองยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากของคนไทยเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันใช้การตรวจร่างกายทางทวารหนัก ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA ซึ่งย่อมาจาก Prostate Specific Antigen ในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสตรวจพบค่า PSA สูงกว่าปกติ แต่ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นกว่าปกติได้ เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็อาจมีค่า PSA ที่สูงกว่าค่าปกติโดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด ซึ่งโดยธรรมชาติค่า PSA มักจะสูงขึ้นช้า ๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้าม ยังมีปัจจัยบางอย่างที่อาจทำให้ค่า PSA ต่ำกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงอาจมีการส่งตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูงขึ้น และอาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุต่อไป

คำถามต่อมาคือ ควรจะเริ่มตรวจ PSA เมื่ออายุเท่าใด สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจนั้นมีน้อยมาก สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 40-54 ปี แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 55-69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี การจะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นคน ๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 55-69 ปี ดังนั้นก่อนทำการตรวจผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยต่อไป

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากโดยทั่วไปนั้น มีการศึกษาพบว่าโรคของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง ดังนั้น จึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบบุหรี่ ลดการทานอาหารประเภทเนื้อแดง และสารอาหารที่อาจจะสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือสารไลโคปีน ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนการรับประทาน สารไลโคปีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากนั้นก็คือการดูแลสุขภาพทั่วไปนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากอีกมาก และในโอกาสอันใกล้นี้ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-3859-5401 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม.

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 11 ตุลาคม 2557

Advertisements

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

ต้านภาวะอ้วนลงพุงด้วย OTPP จากชาอู่หลง

dailynews140305_002ในปัจจุบันนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาบอลิ ซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือแม้แต่โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินเงินทองวิธีการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงมีหลายวิธีซึ่งอาจจะต้องผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาตลอดจนการผ่าตัด โดยแต่ละวิธีจะให้ผลได้แตกต่างกันและอาจมีผลข้างเคียงรวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงแตกต่างกัน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานักวิจัยให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือควบคุมปริมาณไขมันเพื่อช่วยลดภาวะอ้วนลงพุง สารพฤกษเคมีตัวหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสารโอทีพีพี (OTPP หรือ Oolong Tea Polymerized Polyphenols) ซึ่งจัดอยู่ในสารกลุ่มโพลีฟีนอลพบได้ในชาอู่หลงเท่านั้นไม่พบในชาชนิดอื่นๆ

สาร OTPP เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาอู่หลงโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) ซึ่งจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสาร OTPP ต่อการช่วยลดภาวะอ้วนลงพุงหลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดย OTPP ไปยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ย่อยไขมัน ทำให้ไขมันที่ไม่ถูกย่อยถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดหลังมื้ออาหารลดลงด้วย ทั้งยังกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีคุณประโยชน์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า OTPP ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารโพลีฟีนอลอื่นๆ ในการลดไขมันในช่องท้องหรือต้านภาวะอ้วนลงพุง และในเรื่องของความปลอดภัยพบว่าการดื่มชาอู่หลงในระยะยาวไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

ดังนั้นการดื่มชาอู่หลงที่มีสาร OTPP เป็นเครื่องดื่มประจำวันร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นตัวช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลในการควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ด้วย และจากประโยชน์ของชาอู่หลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะอ้วนลงพุง เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะควบคู่กันไป ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีห่างไกลภาวะอ้วนลงพุงได้

อ้างอิง

Junichi, N., Takanori, T., Keiichi, A., et al. (2007). Jpn Pharmacol Ther, 35, 661-671.

Maekawa, M., Teramoto, T., Nakamura, J., et al. (2011). Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther, 39, 889-900.

Nakamura, J., Abe, K., Ohta, H., Kiso, Y. (2008). Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther; 36(4), 65-73.

Rong-rong, H., Ling, C., Bing-hui, L., Yokichi, M., Xin-sheng, Y., Hiroshi, K. (2009). Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med, 15(1), 34-41.

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557

คุณค่าน่ารู้ของ “ชาอู่หลง”

dailynews131223_001ชา เครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ครองใจผู้คนในหลายเชื้อชาติมายาวนาน เพราะนอกจากจะมีสรรพคุณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ แล้ว ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประโยชน์ของชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ผู้คนเริ่มตระหนักและกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองกันมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง “ชา” จึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ

หากเอ่ยถึงชา “ชาอู่หลง” จัดว่าเป็นเครื่องดื่มซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นชาที่คัดเลือกเฉพาะใบอ่อนที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการแบบกึ่งหมักแล้วจึงอบแห้ง ให้รสชาติระหว่างชาสดและชาบ่ม จึงจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาจีน เมื่อดื่มแล้ว กลิ่นหอมชุ่มคอจะติดอยู่เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีสรรพคุณในการช่วยป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์มากมาย แต่ที่น่าสนใจและเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่งก็คือช่วยในการลดการดูดซึมไขมันและช่วยควบคุมน้ำหนักได้

จากรายงานการวิจัยพบว่า ชาที่มีการผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วนอย่างชาอู่หลงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเกิดสารใหม่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า สารกลุ่มโพลิเมอร์ไรซ์ โพลิฟีนอล หรือ โอทีพีพี (OTPP; Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่พบในชาอู่หลงเท่านั้น มีผลลดการดูดซึมไขมัน ลดและควบคุมไขมันในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ภายหลังการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยที่เกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ จึงช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหลายการศึกษา แสดงให้เห็นผลของการดื่มชาอู่หลงต่อการลดความอ้วนในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การศึกษาของ Rong-rong H และคณะ พบว่าการบริโภคชาอู่หลงวันละ 8 กรัม เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม ไขมันสะสมในร่างกายลดลง 12% และมีความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงเอวที่ลดลง ส่วนการศึกษาของ Junichi N และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP ปริมาณสูง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ลดลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เช่นเดียวกันกับการศึกษาของ Maekawa T และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพกและความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลง และมีความปลอดภัยในการบริโภค สอดคล้องกับการศึกษาของ Nakamura J และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลง สามารถลดไขมันสะสมในช่องท้อง และขนาดรอบวงเอว ดังนั้นการดื่มชาอู่หลง จึงน่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและบำบัดภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้

ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติที่มากด้วยประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ชาอู่หลง” จะกลายเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการดูแลน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม ควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่วมกับการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ไร้ปัญหาน้ำหนักเกิน และสุขภาพดีตลอดไป

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์

ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล

 

เอกสารอ้างอิง

Junichi N, Takanori T, Keiichi A, et al. Jpn Pharmacol Ther 2007 ; 35 : 661-71.

Maekawa M, Teramoto T, Nakamura J, et al. Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2011; 39: 889-900.

Nakamura J, Abe K, Ohta H and Kiso Y. Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2008; 36(4).

Rong-rong H, Ling C, Bing-hui L, Yokichi M, Xin-sheng Y, Hiroshi K. Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med 2009; 15(1): 34-41.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2556

หนีโรคอ้วนลงพุง…ด้วยโภชนบำบัด

dailynews131006_002ปัจจุบันพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีปัญหาโรคอ้วนลงพุง และภาวะน้ำหนักตัวเกินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการตามใจปาก บริโภคอาหารมากเกินความจำเป็น ผูกติดอยู่กับอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีแป้งและน้ำตาลสูง อีกทั้งยังอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกินสามารถควบคุมและป้องกันได้ แต่ที่ไม่ได้ผลและยังเป็นปัญหาอยู่มากคือ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ภาวะอ้วนลงพุงและน้ำหนักตัวเกินมากแล้ว ถึงเริ่มลดน้ำหนัก และเมื่อเริ่มพยายามลดไประยะหนึ่ง ก็เริ่มท้อแท้ใจ อ้างว่าไม่ได้ผลเพราะระบบเผาผลาญ หรือเมตาโบลิซึมทำงานไม่ดี

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐ อเมริกา) ระบุว่า ระบบเผาผลาญมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้อ้วน หรือในการพยายามลดความอ้วนให้สำเร็จ เพราะระบบเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คนที่มีอัตราการเผาผลาญต่ำจะอ้วนง่าย หรือลดน้ำหนักได้ยากแม้จะกินน้อยลงก็ตาม ระบบเผาผลาญจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ก็มีปัจจัยอื่นมากมายที่มีผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ เช่น เมื่ออายุมากขึ้นหลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไประบบเผาผลาญของร่างกายจะลดลงประมาณ 5% ทุก ๆ 10 ปี เพศหญิงจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเพศชาย คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันมีการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันที่อุ้ยอ้ายเชื่องช้า

ฉะนั้นในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน คนที่งดอาหารเช้าบ่อย ๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ในการทำงานร่างกายจะต้องใช้พลังงานและสารอาหาร ฉะนั้นเวลาที่อดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายต้องสงวนพลังงานไว้ใช้โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และเก็บสะสมพลังงานในรูปของไขมัน แต่ทั้งนี้อาหารเช้าควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพให้สารอาหารสมดุล ไม่ใช่แค่กาแฟ โดนัทหรือคุกกี้ ปลาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานอย่างที่คนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบมักจะทำกัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง อาหารเช้าง่าย ๆ ได้คุณค่ามากมาย เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว นอกจากนี้อาหารเช้าที่มีคุณภาพยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

2.กินอาหารวันละ 4-6 มื้อเล็ก ๆ การกินอาหารมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไประบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

3. กินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ฉะนั้น อาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อย ในแต่ละมื้ออาหารหลักควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย 60-90 กรัม อาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย

4.กินธัญพืชไม่ขัดสีประมาณ 1/4 ของมื้ออาหาร ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการมีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต ซึ่งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจและป้องกันโรคมะเร็ง

5.กินผักให้ได้ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหาร อาจเติมผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง หรือใช้แทนของหวาน เลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน งานวิจัยมากมายสนันสนุนการกินผักช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อกินเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารจะช่วยลดปริมาณการกินอาหารที่มีแป้งและไขมันสูง อีกทั้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีกากใยอาหารสูงและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมทั้งเสริมสร้างผิวพรรณ

6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด เครื่องเทศที่มีรสเผ็ด เช่น พริกชนิดต่าง ๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลานาน 30 นาที พริกมีรสเผ็ด ช่วยให้กินผักได้มากขึ้นเป็นการลดแคลอรีจากอาหาร ทำให้ได้ใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และธาตุเหล็ก ที่มีในพริกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนการกินพริกช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้

7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาลของหวาน ขนมขบเคี้ยวและขนมอบ เพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ขนมหวานมักมีส่วนผสมของไขมันร่วมด้วย โดยเฉพาะไขมันไม่ดี หากกินมาก กินบ่อยจะเพิ่มพุงและไขมันในเลือดได้เร็ว

8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่ พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอทดอก กุนเชียง เค้ก คุกกี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ไม่ควรกินบ่อยและเวลากินก็ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะการกินเค็มยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย

9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ซึ่งอาจจะเป็นแคลอรีจากน้ำตาลหรือไขมัน เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ เป็นต้น น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีแคลอรี หากดื่มน้ำน้อยไป ระบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่น เช่น การเผาผลาญไขมัน พบว่าน้ำเย็นจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยโดยการใช้พลังงานรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย

10. ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10% ฉะนั้นในมื้ออาหารพิเศษที่ยากต่อการเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาจเลือกชาอู่หลงเป็นเครื่องดื่มในมื้อนั้น เนื่อง จากมีงานวิจัยว่า OTPP ช่วยลดการดูดซึมไขมันและเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระอีกด้วย

นอกจากการระวังอาหารการกินแล้วต้องไม่ลืมออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้น ๆ และการออกกำลังกายชนิดที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญ ก็จะช่วยให้หนีความอ้วนและมีสุขภาพดีได้ไม่ยาก.

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

โรคไขมันเกาะตับ

dailynews130127_001ปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตประจำวันไปเป็นแบบสังคมคนเมืองสมัยใหม่ ที่มีพฤติกรรมการกิน เปลี่ยนแปลงไปโดยบริโภคอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้น บริโภคอาหาร ขนมหวาน มันเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้น้อยลง ทำงานในตึกหรือ ออฟฟิศมากขึ้น และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลักษณะดังกล่าว ทำให้มีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่สนับสนุนโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี ภาวะโรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า และในกลุ่มอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลผลการสำรวจของกรมอนามัย ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศของปี พ.ศ. 2550 พบว่ามีภาวะอ้วนลงพุงในเพศชายร้อยละ 24 และเพศหญิงร้อยละ 61.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ภาวะโรคอ้วนและโรคไขมันตับยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก โดยพบว่าความชุกของโรคอ้วนในปี ค.ศ.2006 ของสหรัฐอเมริกา มีสูงถึงร้อยละ 20-30 และกลุ่มนี้จะพบความชุกของโรคไขมันตับได้สูงถึงร้อยละ 70-80

ดังนั้นการแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงหลักการรักษาที่สำคัญและทำได้ด้วยตนเองก็คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่ช่วยลดทั้งปัญหาโรคอ้วนและไขมันตับได้

โดย ในบทความในตอนที่ 1 จะแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักไขมันตับในเบื้องต้น รวมถึงหลักการคุมอาหาร ลดน้ำหนักอย่างไร ให้ได้ผลโรคไขมันเกาะตับคืออะไร

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

ภาวะไขมันเกาะตับพบบ่อยแค่ไหน

มีความชุกของโรคไขมันเกาะตับ (NAFLD) สูงถึงร้อยละ 40 ของประชากรทั่วไป

ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยขึ้นในคนบางกลุ่ม เช่น
-คนอ้วนพบถึงร้อยละ 37-90
-ผู้ป่วยเบาหวานพบร้อยละ 50-62

ภาวะไขมันเกาะตับมักมีโรคที่พบร่วมด้วย

  • โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาโบลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome)
  • เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินพบได้ 1 ใน 3
  • ไขมันในเลือดสูงพบได้ 2 ใน 3
  • โรคอ้วนใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกาย มากกว่า 28 กก./เมตร2 คำนวณโดยดัชนีมวลกาย       = น้ำหนักตัว (กก.) /  ส่วนสูง (เมตร)2
  • หรือใช้เส้นรอบเอว ก็ช่วยบ่งชี้โรคอ้วนได้โดยดูจากเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว ในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้ว ในผู้หญิง

การวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับ

  • มีความผิดปกติของค่าทำงานตับ
  • มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์น้อยมากคือ น้อยกว่า 20 กรัม/วัน หรือไม่ดื่มเลย และไม่พบสาเหตุอื่น ๆ ของตับอักเสบ เช่น ยา สมุนไพร  โรคตับจากไวรัส เป็นต้น
  • ผลการเจาะตับมีลักษณะพยาธิวิทยาที่พบไขมันแทรกอยู่เกินร้อยละ 5 และ/หรือมีการอักเสบร่วมด้วย
  • ผลตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีไขมันเกาะตับ
  • หมายเหตุ แอลกอฮอล์ 10 กรัม/วัน = เบียร์ 350 มล. หรือ ไวน์ 120 มล. หรือบรั่นดี 45 มล. ซึ่งเรียกว่า 1 ดริ๊งค์ (drink)

สามารถวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับได้อย่างไรบ้าง?

1.การเจาะตับ
2.การตรวจเลือดเพื่อแยกสาเหตุอื่น
3.ตรวจอัลตราซาวด์ตับ

เนื้อตับที่แพทย์เจาะมาช่วยบอกอะไรบ้าง?

  • ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคไขมันเกาะตับ
  • ช่วยบอกความรุนแรงของโรคว่าเนื้อตับมีการอักเสบ มีพังผืดมากน้อยเพียงใดตับแข็งหรือไม่
  • ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเชื่อว่ามีโรคที่รุนแรงจริงและลงมือปฏิบัติปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน

ถ้ากังวลและไม่ต้องการเจาะตับจะวินิจฉัยโรคนี้ได้หรือไม่…..? อย่างไร…..?

ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจหาพังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะตับซึ่งก็มีหลายวิธีที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนอยู่ เช่น การตรวจเลือด Fibrosis test ที่ช่วยจำแนกความรุนแรงของพยาธิวิทยาของตับได้ว่ามีพังผืดมากน้อยเพียงใด ปัญหาคือราคาแพงอยู่มาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดความยืดหยุ่นของตับหรือ Transient Elastrography (Fibro-scanR) ที่มีหลักการของเครื่องมือโดยใช้อุปกรณ์ส่งคลื่นความถี่ระดับ 50 Hz ผ่านบริเวณตำแหน่งที่ใช้ในการเจาะตับคือ บริเวณด้านสีข้างตัดกับแนวลิ้นปี่โดยให้ผู้ป่วยนอนหงาย คลื่นดังกล่าวจะวัดความยืดหยุ่นของตับในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังลงไปประมาณ 1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดของเนื้อตับที่ตรวจวัดก็มีขนาด 1 x 4 ซม. ซึ่งมีปริมาตรที่มากกว่าชิ้นเนื้อจากการเจาะตับถึง 100 เท่า ปัจจุบันสามารถตรวจได้ในโรงเรียนแพทย์หลายแห่ง รวมทั้งที่คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯด้วย แต่ข้อจำกัดคือยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลายและค่าที่วัดได้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้โดยเฉพาะในคนที่อ้วนมาก ๆ

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์  27 มกราคม 2556

================================================

dailynews130203_001a

โรคไขมันเกาะตับ’ ตอน 2

 

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

เมื่อเป็นโรคไขมันเกาะตับ จะมีการดำเนินโรคอย่างไร?

1. ผู้ป่วยไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วย พบว่าร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 กลายเป็นตับแข็งและร้อยละ 37 เริ่มมีพังผืดในตับ

2. มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 10 เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคมานาน 10 ปี

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง……?

โดยทั่วไปใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะเกิดตับแข็งและพบได้ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคอ้วน (BMI ยิ่งสูง ยิ่งไม่ดี โดยเฉพาะค่า BMI ที่มากกว่า 35 กก./ม2)
  • เบาหวาน
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • ค่าการทำงานตับมีอัตราส่วน AST/ALT มากกว่า 1

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพบว่าเป็นโรคตับแข็งได้เร็วขึ้นจุดมุ่งหมายของการรักษามีดังนี้คือ

  • ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน
  • ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งด้วยการลดการอักเสบของตับ
  • ป้องกันการเกิดมะเร็งที่อาจพบแทรกซ้อนได้

dailynews130203_001b

โรคไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วยจะรักษาได้หรือไม่? อย่างไร?

1. มุ่งลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงที่พบร่วมด้วยให้ดี

2. ต้องลงมือปฏิบัติโดยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน จึงจะได้ผลในการรักษา ดังนี้

– งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงจนเลิกดื่ม
– ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่า มีผลต่อการลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน ซึ่งยืนยันได้จากทั้งผลตรวจเลือดค่าทำงานตับหรือผลการเจาะตับ

– เดินรอบสวนลุมพินี 2.5 กม. ใช้เวลา 20-30 นาที ได้ 3,100 ก้าว (150-280 กิโลแคลอรี ขึ้นกับ ความเร็วที่ใช้เดิน)

– เดินให้ได้ 10,000 ก้าว/วัน จะได้ 450-800 กิโลแคลอรี หรือดูกิจกรรมที่ทำได้ดังในตารางที่ 1

– ควรวางเป้าหมายไว้ที่ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (ไม่ควรเกิน 1.6 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) โดยเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

– การออกกำลังกายในระดับสูง (High intensity physical activity) จะช่วยเผาผลาญไขมันคิดเป็นพลังงานได้ประมาณ 2 เท่า ของการออกกำลังกายในระดับปานกลางแต่อาจจะมีผลเสียต่อข้อและกระดูก

การขี่จักรยานมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการเดินเร่งหรือวิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ลงน้ำหนัก (Non-Weight-Bearing)

ส่วนวิธีประเมินผลว่าเป็นการออกกำลังกายในระดับ moderate intensity physical activity หรือไม่ทำได้ดังนี้

ให้ใช้อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งคำนวณจากค่า (220 ลบ อายุ) คูณ (ร้อยละ 50-70) เช่น ผู้ป่วยอายุ 40 ปี เมื่อออกกำลังกายในระดับปานกลางแล้วควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ (220–40) x 0.5 = 90 หรือ (220–40) x 0.7 = 126 หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 90-126 ครั้ง/นาที

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ  ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา :  เดลินิวส์  3 กุมภาพันธ์ 2556

ลดพุงช่วยให้อายุยืน ห่างไกลโรคร้าย

dailynews130113_002ความอ้วนเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัวไม่อยากอ้วน โดยเฉพาะรูปร่าง “อ้วนแบบลงพุง” ที่จะนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคต รวมทั้งโรคร้ายอื่น ๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต ฉะนั้นหากใครไม่อยากอ้วนลงพุง อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องค่ะ

แพทย์หญิงชนันภรณ์ วิพุธศิริ อายุรแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า คนที่อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันไปสะสมในช่องท้องปริมาณมากกว่าคนปกติ และไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง เป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ปวดตามข้อ ไขมันเกาะตับ ซึ่งการที่คนเรามีไขมันสะสมในช่องท้องมากจะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ตับมีการสร้างน้ำตาลกลูโคสเพิ่มมากขึ้น เบต้าเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลายและระดับน้ำตาลในเลือดสูงตามมา นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ในอนาคต และภาวะไขมันในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดผลึกไขมันเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเกิดหลอดเลือดอุดตันเร็วขึ้น จึงมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

 สาเหตุของการเกิดโรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ กรรมพันธุ์หรือยีนบางชนิดที่ผิดปกติหรือจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีกากอาหารต่ำ ฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม และพฤติกรรมการออกกำลังกายที่น้อยลงและไทรอยด์ทำงานต่ำ การรับประทานยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์เป็นประจำ โดยทั่วไปพบว่าผู้หญิงจะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย อายุที่อ้วนมากที่สุดอยู่ระหว่าง 45-49 ปี จะอ้วนเพิ่มเป็น 2 เท่าของคนที่มีอายุ 5-14 ปี ส่วนคนอีกกลุ่มคือผู้ที่นั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน ๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย มักอ้วนลงพุงง่าย มีไขมันสะสมมากกว่าคนปกติ

ดังนั้นการลดน้ำหนักเริ่มแรกควรเริ่มต้นตั้งแต่การปรับเปลี่ยนวิธีคิด
1. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริง ๆ ที่จะลดน้ำหนักและรอบเอว
2. สร้างความคิดที่ดี อาจเริ่มจากการหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง เช่น ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้รอบเอวก็จะลดไปด้วย
3. ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นไปได้ของน้ำหนักที่จะลด ไม่ควรลดมากเกินจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการลดน้ำหนักที่ดีควรลด 5-7 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเมื่อเริ่มลด เช่น น้ำหนัก 70 กิโลกรัมควรลดประมาณ 3-5 กิโลกรัม
4. ควบคุมปริมาณแคลอรี ที่ได้จากอาหารโดยทั่วไปผู้หญิงวันละ 1,200 กิโลแคลอรีและผู้ชายวันละ 1,500 กิโลแคลอรี
5. พยายามรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร
6. ออกกำลังกายเป็นประจำ ประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน เช่น การเต้นแอโรบิก 5 ครั้งต่อสัปดาห์ การว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน 2 ครั้งต่อสัปดาห์

เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เพราะถ้าออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารก็จะไม่ทำให้น้ำหนักลดลงได้ ที่สำคัญเราควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานอาหารอะไรเข้าไป และท่องไว้เสมอว่า ’ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น“ หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำเราก็จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนค่ะ…

…………………………….

สรรหามาบอก

-ชมรมโรคลมชักเพื่อประชาชน ขอเชิญผู้สนใจร่วมการประชุมสำหรับประชาชน หัวข้อเรื่อง ’การรักษาโรคลมชักอย่างครบวงจร“ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 12.30-15.45 น. ณ ห้องประชุมประสพรัตนากร ตึกอำนวยการ ชั้น 3 สถาบันประสาทวิทยา สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2201-1482 , 0-2716-5114

-มูลนิธิสร้างรอยยิ้มสากล ขอเชิญชวนผู้ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการบนใบหน้าอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ารับบริการตรวจรักษาและผ่าตัดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับผ่าตัดคนไข้ไม่จำกัดระยะเวลาจนครบตามจำนวน 35 ราย ณ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สนใจโทร.0-2656-1992 ส่วนผู้ใจบุญสามารถบริจาคเพื่อมอบรอยยิ้มใหม่ให้แก่เด็กยากไร้ผ่านทาง ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เลขที่บัญชี 1-274-354-222 หรือสอบถามโทร.0-2656-1992

-โรงพยาบาลศิครินทร์ ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมฟังบรรยายเชิงวิชาการ เรื่อง ’ครรภ์คุณภาพ“ โดย รศ.ลาวัณย์ ผลสมภพ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศิครินทร์ 1 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมรับของที่ระลึก สอบถามโทร.1728 ต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์

-เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ผนึกกำลัง 5 โรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล มอบบริการด้านสุขภาพกับ ’ศูนย์บริการฉุกเฉิน เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ Bangkok Emergency Services (BES)“ เป็นเหมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่เพื่อส่งมอบบริการรักษาพยาบาลให้ถึงผู้ป่วยโดยรวดเร็วและครบครันทั้งเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมแพทย์ พยาบาล เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โดยให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ในราคา 1,000 บาท/ครั้ง รวมค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ ในระหว่างการเคลื่อนย้าย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2556 สนใจสอบถามหรือโทรฯเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน BES ได้ที่โทร. 0-2716-9999

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

“โรคอะไร? คนไทยตายชั่วโมงละ 2 คน ไม่รู้ตัว..ไม่มีอาการมาก่อน !!! โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอน เป็นคำเตือนใจ ให้ทุกผู้ทุกนาม ซึ่งเราทุกคนย่อมรู้ ย่อมเข้าใจ ว่ามันเป็นจริงดังว่า การมีสุขภาพดี เป็นลาภที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง เพชรพลอยเสียอีก ทุกคนอยากได้มัน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือ รู้ เข้าใจ แต่เข้าไม่ถึง รู้ทั้งรู้ก็ยังไม่ตระหนัก จึงไม่มีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเท่าที่ควร

การละเลยก็เหมือนกับการ “ประมาท” โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ขี้เกียจ ไม่ยอมออกกำลังกายปล่อยอารมณ์ตามใจตัวเอง เครียดตลอดเวลา บางคนยังสร้างปัจจัยเสี่ยงให้กับตัวเอง เช่น ไม่ดูแลร่างกาย

ให้เกิดความสมดุล ปล่อยตัวตามใจปาก “จนอ้วน”สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และอบายมุขอื่นๆ เป็นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ผิดๆ ล้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บและเป็นภัยเงียบ‚กว่า 50% ไม่รู้ตัวมาก่อน ตายเฉียบพลันได้ทันทีเมื่อมีอาการ..เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ประมาท

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือ Acute Coronary Syndrome หรือ Heart Attack คืออันตรายและภัยเงียบที่ผู้เขียนอ้างถึง ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุจราจร โดยมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 18,000 ราย สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากปัญหาหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 22,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การศึกษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันโรคทรวงอก และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ 17 หน่วยงาน พบว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดรุนแรง มีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าต่างประเทศที่พบร้อยละ 7 หรือกว่า 2 เท่าตัว

 

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน ซึ่งตัวเลข 2 คนนี้ ผู้เขียนถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีความสำคัญยิ่ง เพราะคนตายมักอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีคุณค่าต่อครอบครัว เพราะมันเป็นภัยเงียบ มักไม่รู้ตัวหรือมีอาการมาก่อน หากไม่ดูแลเฝ้าระวังสุขภาพ

ผู้เขียนอยากให้ทุกคนได้ปรับตัวหรือหันมาร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดกับตัวท่าน หรือญาติพี่น้อง ช่วยกันลดอัตราการตายให้เป็นศูนย์หรือยืดอายุการเกิดโรคให้เกิดเมื่ออายุมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลอันมี “ค่า” เพื่อช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะทรัพยากร “วัยทำงาน”

มีตัวอย่างของโรคนี้ที่เกิดขึ้นกับคนมีชื่อเสียงระดับชาติ ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นความรู้ คือสองพี่น้อง “ย.โย่ง” คุณเอกชัย นพจินดา และ “น้องหนู” คุณธราวุธ นพจินดา ซึ่งทั้งสองท่านเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือที่เราเรียกกันว่าหัวใจวาย ด้วยวัย 44 และ 56 ปี ตามลำดับ

และรายล่าสุดคือ นักร้องลูกทุ่งเจ้าของเสียงเพลง “รักสิบล้อ ต้องรอสิบโมง” คุณไพรเวศ วงศ์ธนบัตร สมาชิกสตริงคอมโบรุ่นเก๋ารอยัลสไปรท์ เสียชีวิตในวัย 65 ปี ด้วยอาการเดียวกัน

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักการแพทย์และการสาธารณสุข คิดว่าแม้เสียชีวิตเพียง 1 คน

ก็ถือว่าเป็นอัตราที่สูงแล้ว ก่อนจะเข้าสู่เรื่องของการป้องกัน ก็ขอทำความเข้าใจและให้รู้จักโรคนี้เสียก่อนว่าโรคนี้ คืออะไร มีสาเหตุเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง? อาการและการวินิจฉัยโรค ตลอดจนการรักษาจะทำได้อย่างไรบ้าง? และหากเป็นโรคนี้แล้ว โรงพยาบาลของรัฐมีช่องทางการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” 

มีสาเหตุมาจากการตีบตัน แคบลงของหลอดเลือดแดง เนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกเมื่อมีการตีบตันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ในลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงมาก ๆ เครียด หรือหลังจากทานอาหารมื้อหนัก ส่วนมาก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะเจ็บบริเวณกลางหน้าอก คล้ายมีอะไรบีบรัดหรือกดทับและอาจร้าวไปที่คอ กราม ไหล่ซ้าย หรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก หน้ามืด อาเจียน ซึ่งอาการเจ็บดังกล่าวหากนั่งพักจะหายไปเอง 

การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดเกิดขึ้นตั้งแต่ “วัยเด็ก” เป็นปื้นสีเหลืองและจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากเรายังคงมีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง จึงสะสมเพิ่มจนกลายเป็นแอ่งไขมันในผนังมีเปลือกหุ้มไว้บางๆ

เมื่อเปลือกหุ้มไขมันนี้ปริแตกออกทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสเม็ดเลือดแดง และจับกันเป็นกลุ่ม เกิดการอุดตันหลอดเลือดทันที ทำให้เกิดภาวะ “หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน”

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นพื้นฐานการก่อให้เกิดโรคนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ ชอบกินของมัน ของเค็ม ไม่กินผัก ขาดการออกกำลังกาย มีภาวะอ้วนลงพุง สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนัก มีความเครียด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน แต่มาเสียชีวิตกะทันหัน เช่น เล่นกีฬาแล้วเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยทำงานที่ร่างกายแข็งแรงดีไม่เคยมีโรค จึงต้องเฝ้าระวังเพราะคนที่มีอาการจะทราบและดูแลตัวเองดี แต่คนที่ไม่มีอาการจะไม่ค่อยสังเกตตัวเองจึงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

สถานการณ์ของโรค “โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” เป็นปัญหาสาธารณสุขของคนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบัน

โรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า 45% ของการเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ในขณะที่ข้อมูลของต่างประเทศพบว่า 80% มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 15% มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจพิการ และหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เกิด และ 5% ไม่ทราบสาเหตุ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นจำนวนถึง 7.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.2% ของสาเหตุการตายทั้งหมดในคนไทยอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง พบประมาณปีละ 37,000 ราย อัตราการนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องการเตียงเฉลี่ยวันละ 1,185 คน โดยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดวันละ 470 คน เสียชีวิตชั่วโมงละ 2 คน

การเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจ (Sudden Cardiac Death) คือการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการของโรคหัวใจ เช่น อาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น ประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน พบอุบัติการณ์สูงขึ้นในผู้สูงอายุและในรายที่เป็นโรคหัวใจ และพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน 

สำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้อื่นประมาณ 4-6 เท่า

อาการสำคัญที่ควรต้องรู้จักและสังเกตให้ได้คือ อาการแน่นหน้าอกที่รุนแรงเหมือนมีของหนักทับ เหงื่อออก ใจสั่น ปวดร้าวไปกรามลามไปสะบักหลังหรือแขนซ้าย จุกคอหอย บางรายอาจจุกลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อน เหนื่อยง่ายขณะออกแรง เป็นลมหมดสติ ในรายที่รุนแรงมีโอกาสเสียชีวิตทันที ได้ประมาณร้อยละ 30-40 ดังนั้น

จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยรวดเร็ว ถูกต้องและทันเวลา…ถ้าหากท่านมีอาการดังกล่าวให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด

การตรวจวินิจฉัย : ต้องตรวจด้วยเครื่องไฟฟ้า (EKG) เท่านั้น และเมื่อพบระบบคลื่นหัวใจผิดปกติ ชนิด ST elevation “แพทย์” เร่งด่วน จะตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้

การรักษาทำได้ 3 วิธีคือ
1)การให้ยาละลายลิ่มเลือด
2)การใช้ลูกโป่งขยายหลอดเลือด (Balloon)
3) การผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือด (By pass)

สำหรับผลการรักษาผู้ป่วย จะดีขึ้นเร็ว ช้า ดีมาก ดีน้อย แค่ไหน? ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของหลอดเลือดผู้ป่วย ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบหมอ รวมถึงสถานพยาบาลที่ให้บริการที่มีความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้การรักษาที่ดี ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก

และการให้ยาละลายลิ่มเลือดควรได้รับภายใน 30 นาที ส่วนการใส่บัลลูน ควรจะใส่ภายใน 90 นาที ผู้ป่วยจะปลอดภัย และผลการรักษาจะดีที่สุด นั่นคือ “รอดตาย” หายป่วยและพอจะปฏิบัติงานได้ตามปกติประจำวัน

ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนต้องการให้ “พวกเรา” ได้รู้จักโรค อาการสำคัญของโรค และการรักษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนัก แต่ไม่ให้ตระหนก หรือ “กลัว” เพราะเราสามารถป้องกันได้ โดยใช้หลักการ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” คือ สีขาว สีเขียวเข้ม
สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีดำ

ในการดูแลสุขภาพป้องกันเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วย “3 อ.”
คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายเป็นนิจ วันละ 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 3 วัน สร้างอารมณ์ให้เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด ลดอ้วน เลิกเหล้า บุหรี่ ทั้งหมด

สีขาว คนปกติ ความดันอยู่ที่ 120/80 น้ำตาล <100mg/dl ใช้ “3 อ.” ต่อเนื่องจะไม่เป็น
สีเขียวอ่อน (กลุ่มเสี่ยง)
สีเหลือง (ป่วยระดับ 1)
สีส้ม (ป่วยระดับ 2)
สีแดง (ป่วยระดับ 3)
สำหรับคนที่ป่วยระดับรุนแรงมาก สีแดง (ระดับ 3) เป็นโรคความดัน>180/120 mgh เบาหวาน รุนแรง > 183mg/dl ซึ่งกินยาคุมอาการตามแพทย์สั่ง รณรงค์ให้ใช้ “3 อ.” เต็มที่อย่างต่อเนื่อง จะลดเป็นสีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม (ปกติ กินยาคุมอาการ)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดโรคแทรกซ้อน (สีดำ) เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว สถานบริการสาธารณสุขทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีระบบบริการช่องทางด่วน เรียกว่า “Stemi fast track” ไว้คอยบริการเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีผ่านระบบสายด่วน

“1669” ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้มุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือชีวิตให้รอดปลอดภัยจากโรคดังกล่าว

ขอเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. และคนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วย “3 อ.” ซึ่งเป็นวัคซีนชีวิตและยาวิเศษ อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง คนที่อ้วนอยู่ก็ขอให้ลดน้ำหนัก คนสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ขอให้เลิกเสีย จะได้ห่างไกลโรคนี้ อยากให้เราช่วยกันตั้งเป้าหมาย และมุ่งมั่นร่วมกันสู่กันทำสู่ความสำเร็จ

ขอให้ลดการตายจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน เป็น 1 คน หรือเป็น “0” เพื่อคนไทย อายุยืน ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัด ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งปี 2551 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ประมาณการค่าใช้จ่ายโรคหัวใจสูงถึง 155,000 ล้านบาท หากเราช่วยกัน ชาติจะประหยัดงบประมาณได้ และนำ

งบประมาณส่วนนั้นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราต่อไป

และทุกอย่างจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้ก็ด้วย “มือเราเอง”..สุขภาพของเราไม่ได้อยู่ในมือของใคร แต่อยู่ใน “มือของท่าน” เอง…นะครับ

 

 

ที่มา: มติชน 27 กันยายน 2555

อด ‘ข้าว’ พิชิตโรค

เปรมเกียรติ รัตนบวรเศรษฐ์ ผู้บริหารโมเดิร์นคอฟฟี่ เคยอ้วนลงพุงพ่วงด้วยคอเลสเตอรอลและความดันสูง เป็นผู้ป่วยที่ต้องกินยาหาหมอ แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะชีวิตประจำวันยังคงกินอาหารพวกแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ไม่ได้ลดหรือควบคุมอะไรเป็นพิเศษ

“ช่วงบวชเป็นพระประมาณ 4 เดือน น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม สุขภาพดีขึ้นแต่เมื่อสึกออกมาน้ำหนักก็กลับมาเป็น 73 กิโลกรัม และอยู่ในภาวะอ้วนลงพุงเหมือนเดิม” เปรมเกียรติ เล่าย้อนอดีต

ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่กินให้พอดี ทั้งยังมีแนวโน้มพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย เพราะความเชื่อที่สอนต่อๆ กันมาว่าจะต้องกินข้าวเป็นอาหารหลัก และกินให้มากกว่ากับข้าว

“ข้าวทำให้อิ่มท้อง แต่อีกมุมหนึ่งกลับทำให้เกิดอาการหิวเร็วขึ้น สังเกตจากตัวเราเอง วันไหนมื้อเช้าเริ่มตอน 10-11 โมงจะรู้สึกหิวเร็ว เพราะร่างกายได้รับอาหารและต้องการต่อเนื่อง เมื่อตามใจปากโดยกินข้าวเข้าไปอีก จะรู้สึกง่วงในช่วงบ่าย ทำให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่อง ผู้ใหญ่ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะอิ่มจนสมองตื้อ โดยเฉพาะคนไม่ออกกำลังกายยิ่งกินมากยิ่งสะสมเป็นไขมันและอ้วนในที่สุด” นพ.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานและความดัน กล่าว

วิธีแก้ภาวะอ้วนลงพุงมีโรคทำไม่ยาก เริ่มจากการปรับอาหารที่กินซึ่งเป็นต้นเหตุหลัก เลิกโทษหมอว่าจ่ายยาไม่ดี ไม่แรง รักษาไม่เต็มที่ แต่หันมายอมรับว่า ตัวเองต่างหากที่ผิด ไม่ดูแลตัวเอง ไม่งดไม่ลดในสิ่งที่ควรลด ทั้งยังคอยเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกายตัวเองตลอดเวลาจากกิเลสในด้านการกิน

กรณีของเปรมเกียรติ หมอแนะนำให้ปรับวิธีการกิน โดยงดแป้ง งดน้ำตาล แต่หันมากินผักและโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทดแทน ออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อลดพุง

ส่วนโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ ส่วนมากมีสาเหตุมาจากความอ้วน เพราะร่างกายมีไขมันสะสมเกินพิกัดจนทะลักออกจากเซลล์ โดยส่วนหนึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อและตับที่เคยทำหน้าที่กักเก็บน้ำตาลทำหน้าที่ของตัวเองได้น้อยลง และเมื่อคนที่เป็นเบาหวานกินแป้งหรือน้ำตาลเพียงนิดเดียว ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงลิ่วได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป

วิธีปรับการกินแบบไร้แป้งไร้น้ำตาลสามารถทำได้ง่ายๆ เริ่มจากการเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่ทำจากแป้งและมีน้ำตาลสูง ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ข้าวกล้อง วุ้นเส้น ลูกเดือยและธัญพืชทุกชนิด

นอกจากนี้ ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมหวานทุกชนิด รวมถึงขนมปังโฮลวีท ผลไม้ทุกชนิดทั้งที่มีรสหวานและไม่หวาน พืชผักที่มีแป้งและน้ำตาลสูง อย่างมัน เผือก ฟักทอง มะเขือเทศและแครอท เครื่องปรุงรสทุกชนิด หรือกับข้าวถุงสะดวกซื้อ ซึ่งล้วนมีส่วนผสมของน้ำตาลก็ต้องงดด้วย

“เมนูที่กินได้สำหรับสูตรไร้แป้ง-น้ำตาลมีเยอะมาก รับรองไม่อด ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น หมู ไก่ กุ้ง ปลา ติดมันด้วยจะได้เนื้อนุ่มน่ากิน หนังหมู หนังไก่ ตีนหมู ตีนไก่ เห็ด สาหร่าย เมนูไข่จะต้ม ตุ๋น ลวก ดาวหรือเจียวได้ทั้งนั้น ที่สำคัญ “ไข่แดง” ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้คอเลสเตอรอลสูง” นพ.วิศาล กล่าว

เต้าหู้จะชนิดก้อน หลอด หรือเป็นฟองเต้าหู้กินได้ทั้งสิ้น แต่น้ำเต้าหู้เป็นของห้าม เพราะทั้งหวานและมีแป้งของถั่ว ผักให้เลือกผักก้าน ผักใบ ฟักขาว แตงกวา มะละกอดิบทำส้มตำได้ ใช้บุกเป็นส่วนประกอบอาหารแทน หรือแก่นตะวัน เครื่องเทศและเครื่องปรุงทุกชนิดเลือกชนิดที่มีน้ำตาลน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เลือกใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลถ้าต้องการเพิ่มรสชาติ

“อาหารที่มีโปรตีนและไขมันไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทั้งกินแล้วจะช่วยให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน อาหารที่มีไขมันติดบ้างจะช่วยทำให้อาหารอร่อยน่ากินมากขึ้น ตรงกันข้ามกับสูตรอาหารไขมันต่ำนอกจากจะไม่อร่อย อิ่มช้า ยังทำให้หิวเร็วและกินจุบจิบ หรือกลับมากินแป้งมากกว่าเดิมได้” ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน กล่าว

ส่วนอาหารสะดวกซื้อยังกินได้เหมือนเดิม แต่ให้เน้นอ่านก่อนซื้อ อย่างแฮม ไส้กรอกกินได้ แต่ดูว่าส่วนผสมไร้แป้งหรือเปล่า เช่นเดียวกับเนยแข็ง ไก่ทอด เนื้อไก่จากร้านข้าวมันไก่ หมูกรอบ สามารถกินได้

“ขอเพียงตัด” ข้าว “ออกจากเมนู ก็สามารถกินตามใจปาก และที่สำคัญควรออกกำลังกายในสไตล์ที่ตัวเองถนัด เพียงเท่านี้เชื่อว่าทุกคนจะเอาอยู่กับภาวะอ้วนลงพุง เบาหวานและความดันที่รุมเร้า” นพ.วิศาลกล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 30 สิงหาคม 2555

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255