ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน.. ปฐมพยาบาลทันท่วงทีลดสูญเสีย

dailynews141005_01aหัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญ เพราะมีหน้าที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเราใช้หัวใจทำงานหนักเกินไปจนทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัวที่เรียกว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” หากได้รับการปฐมพยาบาลหรือทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตลงได้ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือในผู้ป่วยบางรายที่ภายนอกร่างกายดูแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วยหนัก ๆ มาก่อนก็สามารถเสียชีวิตจากภาวะนี้ได้หากได้รับการช่วยเหลือไม่ถูกวิธีหรือไม่ทันเวลา

นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า จากสถิติโรคหัวใจในประเทศไทยยังคงพบอัตราการตายของผู้ป่วยเป็นอันดับต้น ๆ และโรคหัวใจก็เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่ปัจจุบันโรคหัวใจเป็นโรคที่มีทางป้องกันได้พอสมควร เพียงแต่ต้องการการเอาใจใส่ดูแล เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน และไขมันสะสม สูบบุหรี่เป็นประจำ มีโรคประจำตัวคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย เกิดความเครียดบ่อย ตลอดจนปัญหาทางพันธุกรรมที่เป็นตัวเร่งให้กลายเป็นโรคหัวใจ

สำหรับอาการแสดงออกถึงโรคหัวใจในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน ขณะที่เส้นเลือดเริ่มตีบตันเพียงเล็กน้อยอาจไม่แสดงอาการ จนกระทั่งวันใดหัวใจเริ่มขาดเลือดจะเริ่มมีอาการเจ็บแน่นบริเวณหน้าอกหรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติให้เห็น สืบเนื่องจากอุบัติการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นจากอาการช็อกหมดสติ หัวใจหยุดทำงาน เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ จาก ภาวะของโรคโดยตรง เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนา เป็นต้น หรือเกิดจาก ภาวะหัวใจหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงและมักจะยังมีอายุไม่มากนักหรือเรียกว่า “โรคไหลตาย” ซึ่งอาจเกิดได้กับทุกคนโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

หัวใจหยุดทำงานโดยไม่รู้ตัว หรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างทันท่วงที สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหัวใจอยู่เดิมโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทราบหรือไม่เคยตรวจมาก่อน และถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันเราจะเรียกภาวะนี้ว่า ’Sudden cardiac death“ ซึ่งภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ สำหรับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปมักเกิดจาก ’โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน“ (Acute myocardial infarction) จากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน

ผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Hypertrophic cardiomyopathy) ภาวะนี้การออกกำลังกายเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดในคนอายุน้อย (Premature coronary artery disease) หรือภาวะเส้นเลือดหัวใจผิดปกติโดยกำเนิด (Congenital coronary artery anomalies) ผู้ป่วยบางรายมีระบบไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ส่วนสาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ภาวะที่มีวัตถุกระแทกอย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าอก ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเฉียบพลัน หรือผู้ที่ใช้ยาโด๊ป เช่น การใช้สาร Anabolic-androgenic steroids ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะช่วยผู้ป่วยหมดสติคือ ต้องตั้งสติของตัวเองไม่ให้ตกใจจนทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นให้ทำการเรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนองให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ ให้สันนิษฐานว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลทันที และถ้าสามารถช่วยชีวิตพื้นฐานได้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น

ขั้นตอนการช่วยชีวิตพื้นฐาน ประกอบด้วย การนวดหัวใจ (Chest compression) เป็นการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น โดยปกติสมองสามารถคงทนต่อการขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 5-8 นาที ถ้านานกว่านี้จะทำให้เซลล์สมองตายได้ ในปัจจุบันเราแนะนำให้นวดหัวใจเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องเป่าปากร่วมด้วยก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้แล้ว

วิธีการนวดหัวใจทำได้ดังนี้ วางสันมือข้างที่ถนัดไว้ตรงบริเวณกลางหน้าอกผู้ป่วย และนำมืออีกข้างหนึ่งวางทับไว้ด้านบน ระหว่างทำการนวดหัวใจให้แขนเหยียดตรงตลอดเวลา จากนั้นให้ทำการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ 1 นิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว โดยทำการกดและปล่อยหน้าอกให้คืนตัวสุดก่อนการกดแต่ละครั้งกดด้วยความเร็วอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที (หรือ 25 ครั้งต่อ 15 วินาที) และพยายามทำการนวดหัวใจให้ต่อเนื่องกันมากที่สุด

ส่วนการปฐมพยาบาลอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ Automated External Defibrillator (AED) เป็นเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพา ได้รับการออกแบบให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าจากภายนอกร่างกาย โดยจะวินิจฉัยการเต้นของหัวใจ หากพบภาวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดที่ไม่เป็นอันตราย เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานตามปกติที่เรียกว่า “Defibrillation” เครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติซึ่งออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น

วิธีการใช้เมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงให้คำแนะนำ แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุดผู้ใช้เครื่อง AED ควรได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้องและถูกวิธี เพราะยิ่งใช้เครื่อง AED ได้เร็วเพียงใดโอกาสที่จะสามารถช่วยชีวิตจะยิ่งมีมากขึ้น โดยโรงพยาบาลกรุงเทพส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับการช่วยชีวิตเพิ่มมากขึ้นและวางแผนจะกระจายติดตั้งเครื่อง AED ยังสถานที่สาธารณะ ได้แก่ สถานที่ราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามบินฯลฯ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเครื่องมือให้ได้เร็วขึ้นและไม่ต้องรอเครื่องจากโรงพยาบาล ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างมาก

สุดท้ายการป้องกันโรคหัวใจก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสุขภาพ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี เพราะเมื่อตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คนไข้รู้ตัวและใช้ชีวิตได้อย่างรู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้โรคหัวใจกำเริบเร็วเกินไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2557

ไม่อยากอ้วน กินอย่างไร ต้องคลิก!

matichon140704_01ปัจจุบันหลายคนตระหนักดีว่า “อ้วน” มากเกินไปไม่ดีกับสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผอมมากจะดีกับสุขภาพ
 
น้ำหนักตัวที่พอดี ไม่อ้วนและผอมคงจะดีที่สุด
 
ที่ว่า “อ้วน” ไม่ดีกับสุขภาพนั้น เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคปวดข้อต่างๆ ได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า
 
คนเกือบทุกคนทราบดีว่าสาเหตุของความอ้วนมาจากการกินอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวันพลังงานที่เกินต้องการนั้นถูกเปลี่ยนเป็นไขมันพอกพูนอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นที่หน้าท้อง แขน ขา หรือลำตัว เป็นต้น
 
ดังนั้น การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนจึงทำได้โดยการกินอาหารให้ได้ “พลังงานลดลง” ไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ หลายท่านอาจบอกว่า “พูดง่าย” แต่การกระทำนั้น “ยาก” ว่าไปแล้วก็มีส่วนจริงอยู่มาก เพราะควบคุมไม่ให้กินอาหารอร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่มีความสุขกับการกินอาหาร
 
อย่างไรก็ตาม การรู้จักกินให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราทุกคนมีสุขภาพดีไม่ใช่ไม่อ้วนเท่านั้นขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปเชื่อว่าทุกคนทำได้ขอให้มีความเข้าใจและมีความตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น 
 
กินไม่ให้อ้วน… ไม่ยากอย่างที่คิด
 
หลักสำคัญข้อแรกคือ “กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ” ไม่ใช่เรื่องยากเลย การกินอาหารให้ครบ 3  มื้อ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารกระจายเหมาะกับความต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆ อาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันจะต้องให้พลังงานกับร่างกายมากกว่ามื้อเย็น
 
ปัจจุบันพบว่ามักจะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาคือคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารมื้อเช้าน้อยหรือหลายคนไม่กินเลยด้วยเหตุผลของความรีบเร่งที่ต้องไปทำงานให้ทันส่วนอาหารมื้อเย็นกลับกินมากเกินกว่าร่างกายต้องการใช้เนื่องจากกิจกรรมหลังกินอาหารมื้อเย็นมีน้อย มักจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเบาๆ ก่อนที่จะเข้านอน ทำให้พลังงานจากอาหารที่ได้รับมากเกินในมื้อเย็นสะสมไปสร้างไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่าย
 
พอกล่าวเช่นนี้แล้วหลายคนอาจบอกว่าถ้าเช่นนั้นงดการกินอาหารมื้อเย็นเลยดีกว่าจะได้ไม่มีพลังงานมากเกินไปขอแนะนำว่าไม่ดีเช่นกัน เพราะมักจะทำให้คนกินอาหารมื้อกลางวันมากขึ้น เผื่อสำหรับตอนเย็น และคนส่วนใหญ่ที่ทำเช่นนี้มักจะรู้สึกโหยหลังจากเลยอาหารมื้อเย็นไปสักพักหรือก่อนเข้านอน จึงไปกินอาหารกินเล่นอย่างอื่น ซึ่งอาหารเหล่านั้นมักจะมีพลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
 
อันที่จริงแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่มีความสำคัญกับทุกคนรวมทั้งคนอ้วนด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรามีพลังงานในการทำงานและทำกิจกรรมต่างๆหลังจากที่อดอาหารมาตลอดคืน อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน
 
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่าผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 35-50
 
อาหารเช้าที่เหมาะสมนั้น ควรมีค่าพลังงาน และสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรจะได้รับตลอดวัน
 
ส่วนการกระจายพลังงานในมื้อกลางวันและมื้อเย็นควรอยู่ที่ร้อยละ35และร้อยละ30ตามลำดับ และที่เหลือเป็นพลังงานจากอาหารว่างอีกประมาณร้อยละ 10
 
หลักสำคัญข้อที่สองคือหลีกเลี่ยงอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ ว่าไปแล้วอาหารระหว่างมื้อนี้ไม่มีความจำเป็นต่อผู้ใหญ่ทั่วไปเลย ยกเว้นในเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตและในคนบางกลุ่มที่อาจมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมที่ต้องกินอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น
 
อาหารว่างระหว่างการประชุมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับพลังงานมากเกินไป 
 
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเคยรายงานว่าร้อยละ75ของอาหารว่างที่จัดทั่วไปให้พลังงานมากกว่า200 กิโลแคลอรีต่อมื้อ ซึ่งมากเกินไป อาหารว่างที่ดีควรมีพลังงานประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี หรือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับ
 
คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวค่อนข้างมากอยู่แล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารว่างเป็นประจำที่จริงการดื่มน้ำเปล่าก็น่าจะเพียงพอแล้วควรระวังไม่ดื่มชากาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกแลตมากเกินไป โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จประเภท “ทรีอินวัน” ซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าการชงดื่มเอง
 
กล่าวคือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกเลตที่ปรุงสำเร็จมักมีรสหวานมากให้พลังงานสูงถึง150กิโลแคลอรีต่อ 1 ซอง
 
ส่วนกาแฟปรุงสำเร็จ 1 ซอง (20 กรัม) ให้พลังงาน 88 กิโลแคลอรี และควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างประเภทเบเกอรีต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูง เช่น ครัวซองเนย 1 ชิ้น (50 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 203 กิโลแคลอรี หรือพายไก่ 1 ชิ้น (80 กรัม) ให้พลังงาน 178 กิโลแคลอรี เป็นต้น 
จะเห็นได้ว่าการกินอาหารว่าง 1 มื้ออาจให้พลังงานมากกว่าอาหารหลักที่กินในตอนเช้าหรือกลางวันเสียอีก
 
ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีอาหารว่างขอแนะนำให้จัดเป็นผลไม้จานเล็กๆ1จานก็เพียงพอแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้ได้พลังงานมากเกินความต้องการที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมและกลายเป็นโรคอ้วน
 
หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่โดยเน้นการกินผักให้มากขึ้นกินไขมันให้น้อยลงกินข้าวแป้งเนื้อสัตว์ และผลไม้พอประมาณ การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
 
อาหารไขมัน… ตัวการความอ้วน
 
สารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงมากที่สุดคือไขมัน ซึ่ง 1 กรัมของไขมันให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรี ดังนั้นการลดการกินไขมันลง จะช่วยควบคุมไม่ให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด หรือผัดที่มีการใช้น้ำมันมากๆ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปด้วย
 
หลายคนอาจเข้าใจว่าไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์คือส่วนที่เห็นเป็นไขมันขาวๆถ้าหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่เห็นเป็นมันๆแล้วก็สามารถกินเนื้อสัตว์มากเท่าไรก็ได้แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นเนื้อแดงล้วนยังมีไขมันแทรกอยู่ประมาณ 3-5 กรัม ต่อเนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นมันหรือมีส่วนที่เป็นหนังจะมีไขมันประมาณ 7-10 กรัม ต่อ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทั่วไปในแต่ละวันควรได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมด
 
สมมุติว่าตัวเราต้องการพลังงานวันละ 1,500 กิโลแคลอรี (เป็นปริมาณพลังงานที่ส่วนใหญ่จะจัดให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับรูปร่างและกิจกรรมของแต่ละคน) พลังงานที่ได้จากไขมันไม่ควรเกิน 450 กิโลแคลอรี หรือคิดเป็นไขมันประมาณ 50 กรัม ซึ่งอาจจะได้มาจากการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ (คิดเป็นไขมันประมาณ 24-30 กรัม) และน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารประมาณ 4-5 ช้อนชา (20-25 กรัม)
 
ถ้านิยมการกินอาหารเนื้อสัตว์มากกว่าที่กำหนด ก็จะต้องลดปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร หรือเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอด ผัด แต่ถ้าชื่นชอบอาหารประเภททอดก็จำเป็นต้องลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ปริมาณไขมันโดยรวมไม่มากเกินกว่าที่กำหนด 
นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่มีไขมันชนิดที่อาจมองไม่เห็นว่าเป็นไขมัน (invisible fat) ที่ต้องระมัดระวังด้วย อาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของเนย นม ไข่แดง กะทิ เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรีต่างๆ จำพวก เค้ก คุกกี้ พาย น้ำสลัด ไอศกรีม เป็นต้น
 
คนที่ชอบกินอาหารประเภทนี้จะมีโอกาสที่ทำให้ได้ไขมันมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ขอแนะนำว่าให้กินแต่น้อยและนานๆครั้งถ้าวันไหนมีการกินอาหารประเภทนี้มากก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารลงด้วย เพื่อไม่ให้ได้ไขมันมากเกินไป คนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักต้องเข้าใจเรื่องนี้และรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตนเอง และทดลองทำอย่างจริงจัง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้
 
กินข้าวแป้งแต่พอดี… ไม่อ้วน
 
อาหารกลุ่มข้าวแป้ง แม้ว่าจะให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน แต่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงควรกินแค่พอประมาณ คือประมาณมื้อละ 2-3 ทัพพี ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องลดปริมาณลงจากที่เคยกิน เช่น ลดจาก 4 ทัพพีเป็น 3 ทัพพี เป็นต้น
 
การลดอาหารประเภทข้าวแป้งลงวันละ 2 ทัพพี ใน 1 เดือนหรือ 30 วันจะได้รับพลังงานลดลง 4,800 กิโลแคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับการระวังไม่กินไขมันมากเกินไปและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ไม่เกิดผลเสียกับสุขภาพ
 
ผัก ผลไม้ เส้นใยอาหาร… กับการลดน้ำหนัก
 
การระวังไม่กินอาหารประเภทข้าวแป้งและไขมันมากดังกล่าวอาจทำให้หลายคนรู้สึกหิวจึงขอแนะนำให้กินผักมากขึ้นผักจะมีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารมากนอกจากช่วยในการขับถ่ายแล้วยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ได้รับสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับร่างกายด้วย ถ้าเป็นไปได้อาหารทุกมื้อจำเป็นต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ ด้วยการกินผักให้ได้วันละประมาณ 6 ทัพพี
 
บางคนอาจนิยมการกินผักสดในรูปแบบผักสลัด ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อยากเตือนเรื่องปริมาณน้ำสลัดที่กินร่วมกับผักว่าไม่ควรใส่ปริมาณมากนัก เพราะน้ำสลัดไม่ว่าจะเป็นสลัดครีมหรือสลัดน้ำใสจะมีส่วนประกอบของน้ำมันเป็นหลัก
 
สลัดครีม1ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ75กิโลแคลอรี ส่วนสลัดน้ำใสจะมีพลังงานน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าคนที่ชื่นชอบการกินผักสลัด 1 จานที่ใส่สลัดข้นประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จะได้พลังงานเกือบ 300 กิโลแคลอรีทีเดียว จึงอาจไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ สำหรับท่านที่ชอบน้ำสลัดมาก ขอแนะนำให้ใช้ชนิดที่มีไขมันและพลังงานต่ำแทน  
 
สำหรับผลไม้ แนะนำให้กินแค่พอประมาณ คือครั้งละ 6-8 ชิ้นคำ วันละ 2-3 ครั้ง ผลไม้ทุกชนิดมีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด จึงให้พลังงานกับร่างกายมากเกือบพอๆ กับข้าว หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามื้อเย็นไม่กินข้าวแต่ขอกินผลไม้แทน เพื่อต้องการลดน้ำหนัก กรณีเช่นนี้โดยส่วนใหญ่พบว่าไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างที่ต้องการได้ เพราะมักพบว่าการกินผลไม้ปริมาณที่ค่อนข้างมากจะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่ก็ทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างมากตามไปด้วย
 
กินอาหารโปรตีนสูง… เพื่อลดน้ำหนัก
 
ปัจจุบันมีแนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนการสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นและมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรกเมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆคือคลื่นไส้ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไตและยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นและการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตต่ำจะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีดั้งเดิมที่ควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันเพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่าแต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว น้ำหนักที่ลดลงไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 วิธี
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่าผู้ที่ลดน้ำหนักได้มากและสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้นส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูงพร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่าการรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลยคือการกินอาหารให้สมดุลครบหมวดหมู่ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเองซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆคน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนอีกครั้งและขอให้มีความสุขกับน้ำหนักที่ลดลงและสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น
 
ที่มา:facebookมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ที่มา : มติชน 4 กรกฎาคม 2557

ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

ผู้ชายหัวล้านเสี่ยงโรคหัวใจ

dailynews130721_001ท่านผู้อ่านคงได้ยินข่าวนักวิจัยในต่างประเทศ ค้นพบว่า ผู้ชายศีรษะล้านมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะล้านตรงกลางศีรษะมีความเสี่ยงมากที่สุด

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหาศีรษะล้านแบบผู้ชาย หรือที่เรียกว่า “เมล แพทเทิร์น บอลด์เนส” (male pattern baldness) ลักษณะ คือ ศีรษะล้านเหมือนขุนช้าง ล้านตรงกลาง แต่บริเวณขมับ 2 ข้างยังมีเส้นผมอยู่ คนกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะคนศีรษะล้านและมีภาวะอ้วนร่วมด้วย ไม่ได้หมายความว่าศีรษะล้านอย่างเดียว ในกรณีศีรษะล้านแล้วรูปร่างผอม ความเสี่ยงอาจน้อยลง

ผู้ชายศีรษะล้าน มักจะมีฮอร์โมนเพศชายมาก คือ แอนโดรเจนและเทสโทสเตอโรน ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากฮอร์โมนในเพศหญิงจะเป็นตัวป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้ไปจับในหลอดเลือดหัวใจ

การที่ผู้หญิงมีฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสม ทำให้ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ยังไม่หมดระดูมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าผู้ชาย

ปัจจุบันพบผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายที่มีภาวะอ้วน หัวล้าน ผมบาง สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีความเสี่ยงมากที่สุด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ถ้ามีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอกควรปรึกษาแพทย์เร็วขึ้น นอกจากนี้ควรควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้หญิง ซึ่งโรคนี้มีทั้งปัจจัยที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายศีรษะล้านจะมีความเสี่ยงทุกราย ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่

ปัจจัยที่ไม่สามารถป้องกันได้คือ อายุ เพศ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง คนที่มีอายุมากก็มีความเสี่ยงมากขึ้นเราจะไปแก้เรื่องเพศ และอายุคงไม่ได้ หรือบอกว่าศีรษะล้านเพราะฮอร์โมนเพศชายเยอะ แล้วไปกินยาฮอร์โมนก็ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงอย่างอื่นที่จะตามมาด้วย

สิ่งที่อยากแนะนำ คือ ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างสามารถป้องกันและแก้ไขได้ เช่น การสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารหวาน มัน เค็ม คนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ก็ต้องพยายามรักษา โอกาสเสี่ยงก็ลดลง

ที่บอกว่าคนศีรษะล้านมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นเป็นเพียงการติดตามสังเกต ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ก็มีเพราะทำให้เรารู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง งานวิจัยฉบับนี้เป็นการเตือนว่ากลุ่มไหนควรใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองให้มาก สิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกเราทุกคนควรใส่ใจสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง อย่างสมัยก่อนบอกว่า หูมีติ่งอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เกิดจากการสังเกต ทำให้เรารับรู้ว่าลักษณะดังกล่าวอาจมีโอกาสเป็นโรคได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น เพราะอย่างที่บอกปัจจัยที่เราสามารถป้องกันได้เยอะมาก

สรุป คือ ไม่ใช่ว่าศีรษะล้านแล้วมีความเสี่ยงทุกคน เพราะในปัจจุบันพบว่า คนที่ยังหนุ่มแน่น ผมดกเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน คนศีรษะล้านไม่จำเป็นต้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจทุกคน หากมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงก็น้อยลง

ท้ายนี้แนะนำว่า ผู้ชายที่อายุเกิน 40-45 ปี ผู้หญิงอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว ควรไปตรวจร่างกายเป็นประจำ และกลุ่มที่ควรจะไปตรวจเช่นกัน คือ ผู้ชายศีรษะล้านที่เป็นกรรมพันธุ์ มีภาวะอ้วน สูบบุหรี่ มีโรคประจำตัว โดยหลัก คือ ทุกคนควรตรวจร่างกายทุกปี ไม่เฉพาะคนศีรษะล้านเท่านั้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  21 กรกฎาคม 2556

“โรคอะไร? คนไทยตายชั่วโมงละ 2 คน ไม่รู้ตัว..ไม่มีอาการมาก่อน !!! โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอน เป็นคำเตือนใจ ให้ทุกผู้ทุกนาม ซึ่งเราทุกคนย่อมรู้ ย่อมเข้าใจ ว่ามันเป็นจริงดังว่า การมีสุขภาพดี เป็นลาภที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง เพชรพลอยเสียอีก ทุกคนอยากได้มัน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือ รู้ เข้าใจ แต่เข้าไม่ถึง รู้ทั้งรู้ก็ยังไม่ตระหนัก จึงไม่มีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเท่าที่ควร

การละเลยก็เหมือนกับการ “ประมาท” โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ขี้เกียจ ไม่ยอมออกกำลังกายปล่อยอารมณ์ตามใจตัวเอง เครียดตลอดเวลา บางคนยังสร้างปัจจัยเสี่ยงให้กับตัวเอง เช่น ไม่ดูแลร่างกาย

ให้เกิดความสมดุล ปล่อยตัวตามใจปาก “จนอ้วน”สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และอบายมุขอื่นๆ เป็นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ผิดๆ ล้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บและเป็นภัยเงียบ‚กว่า 50% ไม่รู้ตัวมาก่อน ตายเฉียบพลันได้ทันทีเมื่อมีอาการ..เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ประมาท

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือ Acute Coronary Syndrome หรือ Heart Attack คืออันตรายและภัยเงียบที่ผู้เขียนอ้างถึง ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุจราจร โดยมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 18,000 ราย สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากปัญหาหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 22,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การศึกษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันโรคทรวงอก และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ 17 หน่วยงาน พบว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดรุนแรง มีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าต่างประเทศที่พบร้อยละ 7 หรือกว่า 2 เท่าตัว

 

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน ซึ่งตัวเลข 2 คนนี้ ผู้เขียนถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีความสำคัญยิ่ง เพราะคนตายมักอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีคุณค่าต่อครอบครัว เพราะมันเป็นภัยเงียบ มักไม่รู้ตัวหรือมีอาการมาก่อน หากไม่ดูแลเฝ้าระวังสุขภาพ

ผู้เขียนอยากให้ทุกคนได้ปรับตัวหรือหันมาร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดกับตัวท่าน หรือญาติพี่น้อง ช่วยกันลดอัตราการตายให้เป็นศูนย์หรือยืดอายุการเกิดโรคให้เกิดเมื่ออายุมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลอันมี “ค่า” เพื่อช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะทรัพยากร “วัยทำงาน”

มีตัวอย่างของโรคนี้ที่เกิดขึ้นกับคนมีชื่อเสียงระดับชาติ ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นความรู้ คือสองพี่น้อง “ย.โย่ง” คุณเอกชัย นพจินดา และ “น้องหนู” คุณธราวุธ นพจินดา ซึ่งทั้งสองท่านเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือที่เราเรียกกันว่าหัวใจวาย ด้วยวัย 44 และ 56 ปี ตามลำดับ

และรายล่าสุดคือ นักร้องลูกทุ่งเจ้าของเสียงเพลง “รักสิบล้อ ต้องรอสิบโมง” คุณไพรเวศ วงศ์ธนบัตร สมาชิกสตริงคอมโบรุ่นเก๋ารอยัลสไปรท์ เสียชีวิตในวัย 65 ปี ด้วยอาการเดียวกัน

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักการแพทย์และการสาธารณสุข คิดว่าแม้เสียชีวิตเพียง 1 คน

ก็ถือว่าเป็นอัตราที่สูงแล้ว ก่อนจะเข้าสู่เรื่องของการป้องกัน ก็ขอทำความเข้าใจและให้รู้จักโรคนี้เสียก่อนว่าโรคนี้ คืออะไร มีสาเหตุเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง? อาการและการวินิจฉัยโรค ตลอดจนการรักษาจะทำได้อย่างไรบ้าง? และหากเป็นโรคนี้แล้ว โรงพยาบาลของรัฐมีช่องทางการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” 

มีสาเหตุมาจากการตีบตัน แคบลงของหลอดเลือดแดง เนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกเมื่อมีการตีบตันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ในลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงมาก ๆ เครียด หรือหลังจากทานอาหารมื้อหนัก ส่วนมาก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะเจ็บบริเวณกลางหน้าอก คล้ายมีอะไรบีบรัดหรือกดทับและอาจร้าวไปที่คอ กราม ไหล่ซ้าย หรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก หน้ามืด อาเจียน ซึ่งอาการเจ็บดังกล่าวหากนั่งพักจะหายไปเอง 

การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดเกิดขึ้นตั้งแต่ “วัยเด็ก” เป็นปื้นสีเหลืองและจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากเรายังคงมีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง จึงสะสมเพิ่มจนกลายเป็นแอ่งไขมันในผนังมีเปลือกหุ้มไว้บางๆ

เมื่อเปลือกหุ้มไขมันนี้ปริแตกออกทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสเม็ดเลือดแดง และจับกันเป็นกลุ่ม เกิดการอุดตันหลอดเลือดทันที ทำให้เกิดภาวะ “หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน”

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นพื้นฐานการก่อให้เกิดโรคนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ ชอบกินของมัน ของเค็ม ไม่กินผัก ขาดการออกกำลังกาย มีภาวะอ้วนลงพุง สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนัก มีความเครียด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน แต่มาเสียชีวิตกะทันหัน เช่น เล่นกีฬาแล้วเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยทำงานที่ร่างกายแข็งแรงดีไม่เคยมีโรค จึงต้องเฝ้าระวังเพราะคนที่มีอาการจะทราบและดูแลตัวเองดี แต่คนที่ไม่มีอาการจะไม่ค่อยสังเกตตัวเองจึงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

สถานการณ์ของโรค “โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” เป็นปัญหาสาธารณสุขของคนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบัน

โรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า 45% ของการเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ในขณะที่ข้อมูลของต่างประเทศพบว่า 80% มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 15% มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจพิการ และหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เกิด และ 5% ไม่ทราบสาเหตุ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นจำนวนถึง 7.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.2% ของสาเหตุการตายทั้งหมดในคนไทยอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง พบประมาณปีละ 37,000 ราย อัตราการนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องการเตียงเฉลี่ยวันละ 1,185 คน โดยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดวันละ 470 คน เสียชีวิตชั่วโมงละ 2 คน

การเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจ (Sudden Cardiac Death) คือการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการของโรคหัวใจ เช่น อาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น ประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน พบอุบัติการณ์สูงขึ้นในผู้สูงอายุและในรายที่เป็นโรคหัวใจ และพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน 

สำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้อื่นประมาณ 4-6 เท่า

อาการสำคัญที่ควรต้องรู้จักและสังเกตให้ได้คือ อาการแน่นหน้าอกที่รุนแรงเหมือนมีของหนักทับ เหงื่อออก ใจสั่น ปวดร้าวไปกรามลามไปสะบักหลังหรือแขนซ้าย จุกคอหอย บางรายอาจจุกลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อน เหนื่อยง่ายขณะออกแรง เป็นลมหมดสติ ในรายที่รุนแรงมีโอกาสเสียชีวิตทันที ได้ประมาณร้อยละ 30-40 ดังนั้น

จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยรวดเร็ว ถูกต้องและทันเวลา…ถ้าหากท่านมีอาการดังกล่าวให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด

การตรวจวินิจฉัย : ต้องตรวจด้วยเครื่องไฟฟ้า (EKG) เท่านั้น และเมื่อพบระบบคลื่นหัวใจผิดปกติ ชนิด ST elevation “แพทย์” เร่งด่วน จะตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้

การรักษาทำได้ 3 วิธีคือ
1)การให้ยาละลายลิ่มเลือด
2)การใช้ลูกโป่งขยายหลอดเลือด (Balloon)
3) การผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือด (By pass)

สำหรับผลการรักษาผู้ป่วย จะดีขึ้นเร็ว ช้า ดีมาก ดีน้อย แค่ไหน? ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของหลอดเลือดผู้ป่วย ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบหมอ รวมถึงสถานพยาบาลที่ให้บริการที่มีความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้การรักษาที่ดี ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก

และการให้ยาละลายลิ่มเลือดควรได้รับภายใน 30 นาที ส่วนการใส่บัลลูน ควรจะใส่ภายใน 90 นาที ผู้ป่วยจะปลอดภัย และผลการรักษาจะดีที่สุด นั่นคือ “รอดตาย” หายป่วยและพอจะปฏิบัติงานได้ตามปกติประจำวัน

ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนต้องการให้ “พวกเรา” ได้รู้จักโรค อาการสำคัญของโรค และการรักษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนัก แต่ไม่ให้ตระหนก หรือ “กลัว” เพราะเราสามารถป้องกันได้ โดยใช้หลักการ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” คือ สีขาว สีเขียวเข้ม
สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีดำ

ในการดูแลสุขภาพป้องกันเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วย “3 อ.”
คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายเป็นนิจ วันละ 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 3 วัน สร้างอารมณ์ให้เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด ลดอ้วน เลิกเหล้า บุหรี่ ทั้งหมด

สีขาว คนปกติ ความดันอยู่ที่ 120/80 น้ำตาล <100mg/dl ใช้ “3 อ.” ต่อเนื่องจะไม่เป็น
สีเขียวอ่อน (กลุ่มเสี่ยง)
สีเหลือง (ป่วยระดับ 1)
สีส้ม (ป่วยระดับ 2)
สีแดง (ป่วยระดับ 3)
สำหรับคนที่ป่วยระดับรุนแรงมาก สีแดง (ระดับ 3) เป็นโรคความดัน>180/120 mgh เบาหวาน รุนแรง > 183mg/dl ซึ่งกินยาคุมอาการตามแพทย์สั่ง รณรงค์ให้ใช้ “3 อ.” เต็มที่อย่างต่อเนื่อง จะลดเป็นสีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม (ปกติ กินยาคุมอาการ)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดโรคแทรกซ้อน (สีดำ) เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว สถานบริการสาธารณสุขทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีระบบบริการช่องทางด่วน เรียกว่า “Stemi fast track” ไว้คอยบริการเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีผ่านระบบสายด่วน

“1669” ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้มุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือชีวิตให้รอดปลอดภัยจากโรคดังกล่าว

ขอเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. และคนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วย “3 อ.” ซึ่งเป็นวัคซีนชีวิตและยาวิเศษ อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง คนที่อ้วนอยู่ก็ขอให้ลดน้ำหนัก คนสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ขอให้เลิกเสีย จะได้ห่างไกลโรคนี้ อยากให้เราช่วยกันตั้งเป้าหมาย และมุ่งมั่นร่วมกันสู่กันทำสู่ความสำเร็จ

ขอให้ลดการตายจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน เป็น 1 คน หรือเป็น “0” เพื่อคนไทย อายุยืน ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัด ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งปี 2551 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ประมาณการค่าใช้จ่ายโรคหัวใจสูงถึง 155,000 ล้านบาท หากเราช่วยกัน ชาติจะประหยัดงบประมาณได้ และนำ

งบประมาณส่วนนั้นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราต่อไป

และทุกอย่างจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้ก็ด้วย “มือเราเอง”..สุขภาพของเราไม่ได้อยู่ในมือของใคร แต่อยู่ใน “มือของท่าน” เอง…นะครับ

 

 

ที่มา: มติชน 27 กันยายน 2555

หมั่นตรวจการทำงานของไตลดภาวะเสี่ยง “โรคไตเรื้อรัง”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังตกอยู่ในภาวะโรคไตเรื้อรังที่อาจพัฒนาไปเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ แถมยังมีบางโรคที่เอื้อต่อการนำพาไปสู่โรคไตอีกด้วย!!

จากการสำรวจของสมาคมโรคไตพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีปัญหาโรคไตสูงถึง 5 ล้านคน และพบว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะต้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธีทดแทนไต อันได้แก่ การฟอกเลือด ล้างช่องท้อง หรือเปลี่ยนไต ในเวลาต่อมา โรคไตจึงนับเป็นปัญหาหนึ่งที่ทางสาธารณสุขของประเทศกำลังหาแนวทางแก้ไข

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิที่จะจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไต ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคไตว่า “สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์  ซึ่งมีสร้อยพระนามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี และครอบครัวสิริวัฒนภักดี ได้บริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ตั้งอยู่บนถนนพญาไท ซึ่งกองทัพบกได้มอบที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำนวน 13 ไร่ ของกรมแพทย์ทหารบก บริเวณโรงเรียนเสนารักษ์ ถนนพญาไท เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ โดยตัวอาคารโรงพยาบาลมีลักษณะเป็นอาคาร  9  ชั้น มีเจ้าหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทางเส้นเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  50 เครื่อง เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันจันทร์  มีห้องฉุกเฉินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้บริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ตลอดจน การผ่าตัดทำเส้นเลือดเทียม หรือแก้ปัญหาเส้นเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เคยล้างไตทางเส้นเลือดมาแล้วร่วมด้วย

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจน ส่งพยาบาลไปศึกษาโรคเฉพาะทาง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมทั้งส่งเสริมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคไตเพื่อเตรียมการปฏิบัติงาน อีกทั้ง ยังมีการวิจัยหาวิธีป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคไต เพื่อมิให้กลายเป็นโรคไตเรื้อรังอีกด้วย

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ มีเตียงผู้ป่วย 128 เตียง แบ่งเป็น ห้องพิเศษ ห้องเดี่ยว ห้องคู่ และห้องไอซียู สำหรับผู้ป่วยนอกมีทั้งหมด 12 เตียง หากผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเป็นข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง ขณะนี้ได้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา

ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้การอุบัติของโรคไตเพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคไตเอง แต่เป็นผลที่เกิดมาจากโรคชนิดอื่นๆ เช่น พบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นที่ไตตามมาได้ทั้งสิ้น

เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตในระยะแรกโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดง มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจมีอาการบวมหรือมีความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวว่ามีอาการผิดปกติ แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ร่างกายจะเริ่มไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทำให้มีของเสียค้างอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน  น้ำท่วมปอด  หรือหัวใจทำงานไม่เป็นปกติได้ เมื่อมาพบแพทย์ก็พบว่าอยู่ในสภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 – 4 แล้ว สำหรับอาการของโรคไตเรื้อรังที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการแขนขาบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือขุ่น ปัสสาวะแสบขัด ปวดเอว ซีด และอ่อนเพลีย

นพ.ธีรชัย  กล่าวต่อว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตถ้าอยู่ในระยะ 1 -2  หากควบคุมโรคได้ดีก็จะสามารถกลับเข้าสู่สภาวะร่างกายปกติได้ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ 3 ถ้ารู้ตัวแล้วต้องหาทางชะลอควบคุมโรคไม่ให้กลายเป็นระยะที่ 4 – 5 เพราะมีผู้ป่วยหลายรายที่อยู่ในระยะนี้ได้ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในภาวะไตเรื้อรังระยะใดก็ตามสามารถชะลออาการของโรคได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิต หากมีการดูแลตัวเองที่ดี มีการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะชลออาการของโรคได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตนเองที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ เช่น โรค เอส แอล อี โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกาต์ โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต ผู้ที่มีอายุมากว่า 60 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไตเรื้อรังในครอบครัว  ผู้ที่กินยาบางชนิด เช่น เฟนาซิติน เฟนิลบิวทาโซน ลิเทียมไซโคสปอรีน หรือได้รับการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น สารตะกั่ว แคดเมียม ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึง ผู้ที่ตรวจพบนิ่วในไต และผู้มีมวลเนื้อไตลดลงทั้งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง โดยผู้ที่มีข้อบ่งชี้ข้อใดข้อหนึ่งจากที่กล่าวมาควรได้รับการตรวจการทำงานของไต โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามโรคที่เกี่ยวข้องกับไต

ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทดแทนไตอยู่ด้วยกันประมาณ 32,000 ราย ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยรายใหม่อีกกว่า 10,000 ราย ซึ่งคนไข้เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึงประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคอวัยวะและทุนทรัพย์ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยโรคไตได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ โทร. 0-2684-5000

การดูแลตนเองทำได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่เหมาะสม ระวังอย่าให้น้ำหนักมากจนเกิดภาวะอ้วน โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองโรคไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือคนในบ้านมีประวัติเป็นโรคไต  เพราะถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รักษาได้ทันท่วงที โอกาสที่จะเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้น้อยลง ในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจำต้องควบคุมระดับน้ำตาลและระดับความดันโลหิตให้ดี ลดอาหารเค็ม งดบุหรี่ และหากมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรไปพบแพทย์ตรวจการทำงานของไตเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยจากโรคไตนั่นเอง.

.

สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญผู้สนใจฟังบรรยายเรื่อง“โรคเลือดของคนไทย : เลือดจางธาลัสซีเมีย” ในวันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 โรงพยาบาลรามาธิบดี สำรองที่นั่งโทร.0-2201-2521 และ 0-2201-1091-3 (ฟรีตลอดงาน)

-โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน Workshop ผลิตสารแห่งความสุขผ่านกระบวนการหัวเราะบำบัดพร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพ หัวข้อ“อารมณ์ดี สุขภาพใจกายดี” ในวันเสาร์ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องบัญชาล่ำซำ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สำรองที่นั่งโทร. 0-2711-8181

-ไลฟ์เซ็นเตอร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจดูแลสุขภาพสวยจากภายในสู่ภายนอก ร่วมงานสัมมนาหัวข้อ “อาหารสุขภาพ…อาหารแบบ Raw Food” และ “โบราณทำไมถึงสวย ตอนครบสูตรความสวยเรื่องผิวหน้า” พร้อมแนะนำเคล็ดลับในการทานอาหารเจให้อิ่มบุญ อิ่มสุขภาพแบบไม่อ้วน ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 10.30-15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี (LH Bank) สนใจสำรองที่นั่งได้ฟรีที่โทร.08-9228-8766 (จำนวนจำกัด)

-นิตยสารรักลูกและบริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อนร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญ Smart Parents ทุกท่านร่วมงาน “รักลูก@hospitals 2012” ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม D 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ลงทะเบียนพร้อมรับของที่ระลึกหน้างานฟรี สนใจสำรองที่นั่งได้ที่โทร.1719 หรือนิตยสารรักลูก โทร.0-2913-7555 ต่อ 3531(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กันยายน 2555

ลดอ้วน ลดโรคด้วยสารพัดวิธีฟิต

 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หุ่นอวบอั๋น (ระยะสุดท้ายสุดๆ) ที่พองออกแบบไม่แคร์สื่อแล้วเท่านั้น แต่สภาพการณ์ของภาวะอ้วน มีพุงป่อง (รอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร) ยังนำไปสู่สารพัดโรคที่ทยอยมาเยือนมิได้ขาด (โอ้ววว… ไม่)     “ไม่เอาหรอก ไม่มีเวลา” เรามักจะได้ยินข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายในทำนองนี้อยู่บ่อยๆ … ไปๆ มาๆ วันนี้คนไทยเลยกลายเป็นโรคอ้วนตุ๊ต๊ะ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่เฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น แต่เรากลับพบว่า ตอนนี้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบก็มีแนวโน้มของโรคอ้วนมากขึ้นๆ เช่นกัน

            คุณหมอธีรศักดิ์  ลักษณานันท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ผู้อำนวยการกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า จากผลการสำรวจ และติดตามสภาวะสุขภาพของคนไทยพบแนวโน้มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคเบาหวานในคนที่อายุมากกว่า 15 ปี พบ 3.5 ล้านคน (ร้อยละ 6.9) เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 19 คนต่อวัน โรคความดันโลหิตสูง ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 10.8 ล้านคน (ร้อยละ 21.4) เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงวันละ 6 คน โรคหัวใจในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 4.3 ล้านคน (ร้อยละ 8.4) เสียชีวิตจากโรคหัวใจวันละ 50 คน ภาวะอ้วนในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบผู้ชายร้อยละ 28.4 หญิงร้อยละ 40.7 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติพบ 10 ล้านคน (ร้อยละ 19.1)

หรือเราอาจสรุปภาพรวมได้ว่า คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ร้อยละ 50 จะป่วยหรือเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งโรค (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หัวใจหลอดเลือด, น้ำหนักเกินเกณฑ์, อ้วน หรือไขมันในเลือดสูงผิดปกติ)

ฟังแล้วก็ชักจะหวาดเสียวซะแล้วสิ เพราะเมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขาดการออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่โรคเหล่านี้ นอกเหนือไปจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการ มีปัญหาสุขภาพจิต มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สุรา  บุหรี่  สารเสพติด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

จากข้อมูลการออกกำลังกายพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกกำลังกายลดลง โดยเฉพาะ พ.ศ. 2552 พบคนไทยเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับปานกลาง สะสมเป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เพียงร้อยละ 74.9 และเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับหนัก เป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ3วัน พบเพียงร้อยละ 29.1 ซึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหัวใจ และมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 25-40 และถ้าบริโภคผัก ผลไม้ตามเกณฑ์มาตรฐาน จะลดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้ร้อยละ 19-31 อุ้ยอะไรจะดีขนาดน้าน ว่าแล้วเราไปดูดีกว่า ว่าจะออกกำลังกายยังไงดี

หากใครยังใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา เชิญดีลีทออกจากความทรงจำได้แล้ว เพราะเราสามารถออกกำลังได้ทุกที่ ทุกเวลา (อย่าอ้างขี้เกียจล่ะ) เช่น ยกแขนขึ้นลง บิดลำตัว ก้ม-เงย ทำงานบ้าน เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ดี เราก็มีวิธีแนะนำในอีกระดับ เช่น เดินเร็ว อย่างน้อยวันละ 30 นาที วิ่งเหยาะ อย่างน้อยวันละ 20 นาที ถีบจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที กระโดดเชือก อย่างน้อยวันละ 10 นาที ว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 15 นาที

นอกจากนี้ ยังอาจเลือกออกกำลังกายอื่นๆ ได้ตามต้องการอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า เล่นบาสเกตบอลอย่างน้อย 15นาที ทำสวนขุดดิน ใช้เวลาอย่างน้อย 30-45 นาที หรือจะปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 นาที หรือล้างจานและเช็ดรถ ใช้เวลาอย่างน้อย 45-60 นาที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การเดินออกกำลังกายเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อนำน้องหมาไปเดินด้วยจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดินเล่นกับคนถึง 24% (เอ๊ะ ! ยังไง) กระโดดเชือกช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นหลังอาหาร ช่วยควบคุมอินซูลินและปริมาณกลูโคสในเลือดอย่างได้ผลพอๆ กับการใช้ยารักษา (เบาหวาน) การวิ่งจ๊อกกิ้ง ช่วยทำให้อายุยืนขึ้นได้ (รายงานจากม.สแตนฟอร์ด สหรัฐฯ) ว่ายน้ำ ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจทำงานดีเยี่ยม และป้องกันการกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ

            การออกกำลังกายแต่ละครั้งไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโทษต่อสุขภาพได้ ที่สำคัญหากออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในแต่ละวันซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีตามมาอีกด้วย

ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังกายแบบไหน เชื่อว่า ย่อมทำให้สุขภาพดีแบบ ลดอ้วน ลดโรคอย่าง แน่นอน

ข้อมูลจาก : มติชน วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554

เชื่อหรือไม่ …ผู้หญิงหุ่นดี ขึ้นอยู่กับมารยาทการกิน

ดูจะเป็นผลวิจัยที่ทำให้สาวๆ ทั่วโลกตกใจไปตามๆ กัน กับผลวิจัยที่ระบุว่า ผู้หญิงที่รับประทานอาหารเร็ว รีบเคี้ยวรีบกลืน มีโอกาสเสี่ยงเป็นผู้หญิงเจ้าเนื้อได้ง่ายๆ ซึ่งหลายคนเมื่อได้ยินข้อความข้างต้นก็เริ่มประหม่ากับการเคี้ยวอาหารขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะไม่รู้ว่าอย่างไรถึงเรียกรับประทานช้าหรือรับประทานเร็ว


นักวิจัยชาวนิวซีแลนด์ ระบุว่า ผู้หญิงช่วงวัยกลางคน อายุตั้งแต่ 40-50 ปี จำนวน 1,500 คน มีโอกาสเสี่ยงเป็นผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์อยู่แล้ว เพราะกระบวนการเผาผลาญพลังงานทำงานน้อยลง และยิ่งถ้าเป็นคนที่มีนิสัยรับประทานอาหารในแต่ละมื้ออย่างรวดเร็ว หรือตะกละตะกรามจนไม่สนใจคนรอบข้าง ก็จะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงอ้วนเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นเข้าไปอีก โดยสาเหตุของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้น นักวิจัยเผยว่า กระเพาะของคนเรามีความสามารถย่อยอาหารได้ช้า ถ้าเรารับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว อาหารก็จะกองอยู่แต่ในกระเพาะ ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน และความรู้สึกอิ่มก็จะเกิดขึ้นช้าไปด้วย ดังนั้น เมื่อคนเราหิว สมองก็สั่งงานให้กินไปเรื่อยๆ จนกว่าสมองจะเริ่มรูสึกว่าอิ่ม มือและปากจึงค่อยๆ หยุดทำงาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ลองเปรียบเทียบกับคนที่รับประทานอาหารอย่างช้าๆ ค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืนลงกระเพาะ อวัยวะย่อยอาหารภายในจะค่อยๆ ทำงานควบคู่กับการกิน ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มได้ทั้งๆ ที่อาหารยังไม่หมดจานด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ เรื่องสำคัญที่สุดของการรับประทานอาหารก็คือ การเคี้ยว เพราะการเคี้ยวอาหารจะส่งผลต่อระบบภายในร่างกายจนสามารถบ่งชี้ได้ถึงสุขภาพในอนาคตได้ โดยข้อดีที่เห็นชัดเจนก็คือ ช่วยให้ระบบย่อยทำงานน้อยลง และยังมีผลต่อการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน เนื่องจากไปช่วยกระตุ้นให้ “ต่อมน้ำลาย” และ “ต่อมใต้หู” หลั่งฮอร์โมนออกมา นอกจากนั้น ยังช่วยกระตุ้นพลังแห่งการขบคิดและสมาธิ ตรงข้ามกับผู้ที่เคี้ยวอาหารไม่ค่อยได้หรือเคี้ยวเร็วไป สมองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย

เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ว่า นอกจากคนเราจะเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว วิธีการส่งอาหารลงสู่ร่างกายก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงไม่แตกต่างกัน.

ที่มา: ไทยรัฐ 8 ธันวาคม 2554