‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’

dailynews141012_02

‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’ ตอนที่ 1 ทบทวนสาเหตุ 10 ประการ

คนทั่วไปเวลาได้ยินคำว่า ตับอักเสบหรือตับแข็ง มักจะคิดถึงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด ก่อนอื่นช่วยกันล้างสมองเอาความคิดนี้ทิ้งไปก่อน แล้วเริ่มกันใหม่ ๆ จริง ๆ แล้วมีโรคมากมาย โรคอะไรก็ตามที่ไปทำลายตับแบบเรื้อรังย่อมทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้ เมื่อเป็นไปนาน ๆ หลายปีก็จะกลายเป็นตับแข็ง เพราะฉะนั้น ตับแข็งก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากเหล้าเสมอไป บ้านเราสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสตับอักเสบบี ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด ไวรัสตับอักเสบซี ไขมันเกาะตับ นอกนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่พบรอง ๆ ลงไป ดูได้จากตารางข้างล่าง สาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังพอจะแบ่งเป็นกลุ่มโรคได้หลายกลุ่ม ดังนี้

เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ สำหรับท่านที่ต้องการความรู้เบื้องต้นก็อ่านผ่านตาที่ตารางข้างต้น สำหรับหลายท่านที่ประสบปัญหากับโรคตับอักเสบเรื้อรัง ขอให้อ่านต่อเฉพาะโรคที่แพทย์ให้การวินิจฉัย หรืออ่านไปถามแพทย์ เผื่อว่าแพทย์ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์หาสาเหตุเหล่านั้น และที่สำคัญก็เพื่อทำความเข้าใจในแต่ละสาเหตุที่ท่านเป็นอยู่ ผู้ป่วยหลายท่านที่เป็นโรคประหลาด ๆ ก่อให้เกิดปัญหากับตับท่านนั้น จะหาอ่านข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างยาก แพทย์ก็ยังไม่รู้จะบัญญัติศัพท์ภาษาไทยอะไรมาบอกท่าน ได้แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ได้สื่อความหมายอะไร ติดตามศึกษาจากบทความตามนี้พอสรุปให้ท่านทราบได้พอสังเขป

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส

ไวรัสบีและไวรัสซีเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบ้านเราและทั้งโลก ว่าไปแล้วถ้านับไปเรียงตัว ท่านทราบหรือไม่ว่า คนไทยทุก ๆ 12 คนจะมี 1 คนที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซีซ่อนอยู่ 1 คน คนไทย 65 ล้านคน มีไวรัสบีประมาณ 3 ล้านกว่าคน มีไวรัสซีประมาณ 1 ล้านกว่าคน ปัญหาใหญ่ของไวรัส 2 ตัวนี้คือ แอบซ่อนอยู่แบบไม่แสดงอาการ หรือบางท่านรู้ทั้งรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจรักษา ปล่อยไวรัสทำลายตับไปนาน ๆ คล้าย ๆ เป็นสนิมอยู่ในตับ ตับก็ถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ ผ่านไป 20-30 ปีก็จะเข้าสู่ระยะตับแข็งแบบไม่รู้ตัว ตับแข็งต่อไปอีกสัก 10 ปีจึงค่อย ๆ แสดงอาการบวมที่ขา ท้องโต สับสน อาเจียนเป็นเลือด หรือบางคนก็เกิดเป็นมะเร็งตับแทรกขึ้นมา

โรคตับจากแอลกอฮอล์

ส่วนใหญ่ท่านที่ดื่มแอลกอฮอล์จัดจนเกิดปัญหา อ่านถึงบรรทัดนี้ก็คงรีบปิดหนังสือ เพราะอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดดื่ม นี่สิเรื่องใหญ่ พวกที่ยอมเชื่อก็จะลองหยุดเหล้าแล้วไปดื่มไวน์แทน เพราะหลอกตัวเองว่าไวน์มันเบากว่าเหล้า ว่าเข้าไปนั่น ยกคำที่หมอหัวใจชอบเอามาโฆษณาว่าช่วยเรื่องหัวใจและหลอดเลือดสุขภาพดีอีกต่างหาก แพทย์ก็บอกว่าไม่ได้ ต้องหยุดไวน์ ท่านเหล่านั้นก็หลบไปดื่มเบียร์ เพราะอ้างว่าเบียร์มีแอลกอฮอล์น้อย ไม่สร้างปัญหา แพทย์ก็ต้องขอร้องต่อไปว่า เบียร์ก็ไม่ได้เพราะดื่มมาก ๆ ก็ได้แอลกอฮอล์เข้าไปเยอะเช่นกัน ท่านรู้มั้ย กิเลสที่สิงสู่ในคนติดเหล้าบอกให้เจ้าตัวทำอย่างไรต่อ ท่านเหล่านี้ก็จะกลับมาด้วยการดื่มไลท์เบียร์ ภาษาอังกฤษคำว่า ไลท์ (Light) แปลว่า เบา ก็คือเบียร์ เบา ๆ เบียร์บาง ๆ ทราบหรือไม่ ไลท์เบียร์ของไทยปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกับเบียร์มาตรฐานทั่วไป

โรคภูมิต้านทานไปทำลายเนื้อเซลล์ตับ เรียกภาษาแพทย์ว่า ออโต้อิมมูน เฮ็บปาไตติส (Autoimmune hepatitis) “ออโต้” แปลว่า ต่อตัวเอง “อิมมูน” แปลว่า ภูมิต้านทาน “เฮ็บปาไตติส” แปลว่า ตับอักเสบ เมื่อแปลโดยรวมก็คือ โรคตับอักเสบที่เกิดจากภูมิต้านทานของตัวเองต่อตับ ผู้ที่เป็นก็จะเกิดมีตับอักเสบเรื้อรังเป็นส่วนใหญ่ เป็นแบบกัดกร่อนไปทีละน้อย หรือเกิดอักเสบแบบรุนแรง บ้างก็รุนแรงจนเกิดภาวะตับวาย โรคนี้มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือดหาค่าเลือดบางอย่าง ที่ช่วยชี้แนะว่าอาจจะมีโรคนี้ซ่อนอยู่ ได้แก่ Antinuclear Antibody (ANA) และ Anti-smooth muscle antibody เป็นต้น และต้องตรวจหาว่าไม่มีโรคอื่น ๆ จากนั้นจะต้องตรวจดูเนื้อตับด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่ามีลักษณะจำเพาะที่เข้าได้กับโรคนี้ โรคนี้รักษาได้ด้วยยากดภูมิ ได้แก่ สเตียรอยด์ เป็นต้น

โรคตับจากหัวใจวายเรื้อรัง

โรคนี้เกิดจากโรคหัวใจวายชนิดเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีหัวใจซีกขวาวายมาก ๆ ด้วยเหตุใดก็ตาม ในที่สุดเลือดก็จะคั่งอยู่ในตับ ตับขาดสารอาหารจากเลือด ความดันในตับสูง ตับโต ม้ามโต ตับอักเสบเรื้อรัง จนเกิดตับแข็งในที่สุด โรคนี้ต้องแก้ที่โรคหัวใจถึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2557

 

dailynews141019_01

‘ตับอักเสบ – ตับแข็ง’ ตอนที่ 2 สุรา นานาประเภทกับตับแข็ง

 โรคตับจากแอลกอฮอล์เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก และดื่มมานานระยะหนึ่ง นานขนาดไหน ประมาณ 5-10 ปีขึ้นไป ก็ขึ้นกับปริมาณที่ดื่มด้วย เห็นอย่างนี้ไม่ใช่ชี้โพรงให้กระรอก เดี๋ยวก็บอกตัวเองว่า ดื่มแค่ 2-3 ปีก็พอให้สะใจแล้วจะหยุด อย่าลองแบบนั้น เพราะลองแล้วหยุดไม่ได้ ผู้หญิงโชคไม่ดีเกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์ได้ง่ายกว่าผู้ชาย ไม่ว่าท่านจะดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดก็ตาม จะเป็นเหล้าขาว เหล้าแดง

วอดก้า ไวน์ขาว ไวน์แดง เบียร์ ลาร์คเกอร์ ถ้าดื่มมากถึงระดับหนึ่งก็เกิดปัญหากับตับได้เช่นกัน ถ้าจะดื่มก็ขอให้เป็นการดื่มเวลาเข้าสังคม ดื่มพอตึง ๆ ให้สนุกสนาน ดื่มแบบนี้ไม่เป็นอะไร แต่ก็อย่าอ้างว่าต้องเข้าสังคมทุกวัน เพื่อนคะยั้นคะยอ ผิดธรรมเนียมถ้าไม่ดื่ม เหล่านี้มักจะเป็นข้ออ้างของคนติดแอลกอฮอล์

ดื่มได้เท่าไรจะไม่เกิดโรคตับ เป็นคำถามที่พบบ่อย เพราะคนอยากดื่ม ถ้าพูดตามมาตรฐานโลกมีสถิติบอกไว้ว่า ผู้ชายดื่มได้ไม่เกิน 21 ยูนิต (ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์ ผู้หญิงดื่มได้ไม่เกิน 14 ยูนิต (ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์ คำว่า 1 ยูนิต เทียบเท่ากับแอลกอฮอล์ 8 กรัม ถ้าเทียบให้ง่ายขึ้น

เหล้าแดง (วิสกี้ 40%) 25 ซีซี เท่ากับ 1 ยูนิต

ไวน์ (12%) 1 แก้วเล็ก 175 ซีซี เท่ากับ 2 ยูนิต

ไวน์ (12%) 1 แก้วใหญ่ 250 ซีซี เท่ากับ 3 ยูนิต

เบียร์ (5%) 1 แก้วใหญ่ หรือ 1 ไพน์ (pint = 568 ซีซี) เท่ากับ 3 ยูนิต

ถึงตรงนี้ก็คงจะทำให้บางท่านสับสนมากขึ้น เอาเป็นว่าให้ดูจากตารางข้างล่างเป็นเกณฑ์จะง่ายกว่า ว่าในหนึ่งอาทิตย์ผู้ชายและผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินกว่าเท่าใดตาราง แสดงปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิด ไม่ควรเกินเท่าใด ของผู้หญิงและผู้ชายภายในหนึ่งอาทิตย์

ชนิดของแอลกอฮอล์

หญิงดื่มไม่เกิน 14 ยูนิต ชายดื่มไม่เกิน 21 ยูนิต

ต่ออาทิตย์                     ต่ออาทิตย์

เหล้าแดง (Whisky 40%)

1 ขวดกลม (1,000 ซีซี) 1 ใน 3 ขวด                 ครึ่งขวด

ไวน์ (12%)

1 ขวด (750 ซีซี) 1 ขวดครึ่ง    2 ขวดครึ่ง

เบียร์ไทย (6.4%)

1 กระป๋อง (330 ซีซี)                7 กระป๋อง                       10 กระป๋อง

1 ขวดใหญ่ (640 ซีซี)               3 ขวดครึ่ง                      5 ขวดเบียร์ขนาดมาตรฐาน (5%)

1 กระป๋อง (330 ซีซี)                8 กระป๋อง                       12 กระป๋อง

1 ขวดใหญ่ (640 ซีซี) 4 ขวด   6 ขวดครึ่ง

ไลท์เบียร์ (3.5 – 4.2%)

1 กระป๋อง                           10 กระป๋อง                        15 กระป๋อง

หมายเหตุ  เหล้าขาวที่ชาวบ้านชอบดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงหรือมากกว่าเหล้าแดงขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต

แอลกอฮอล์ เมื่อดื่มเกินขนาดที่ควรนานถึงระยะเวลาหนึ่งจะก่อปัญหากับตับ 4 ประการ เริ่มแรกจะมีไขมันแทรกในตับมากขึ้น ตับค่อย ๆ โตขึ้น เมื่อดื่มมากต่อไปอีกจะเริ่มมีการอักเสบของตับแทรกอยู่ในเนื้อตับ เรียกว่า ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ ถ้ายังไม่หยุดดื่มก็จะเริ่มเข้าทางแบบโรคตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่น ๆ คือจะมีแผลเป็นหรือพังผืดแทรกกระจายไปทั่ว ๆ ตับ คือ ในตับจะมีทั้งไขมัน การอักเสบ และพังผืด เมื่อถึงระยะที่มีพังผืดกระจายทั่วตับจะเข้าสู่ระยะตับแข็ง และท้ายที่สุดก็จะมี มะเร็งตับ เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง คนที่ดื่มเหล้าจนตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มมีขาบวม ถ้ายังไม่หยุดดื่มภายใน 5 ปี มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านี้จะเสียชีวิต หรือแปลให้ง่ายเข้า ถ้ามี 2 คน 1 ใน 2 คนจะเสียชีวิตในระยะ 5 ปี หรือเอาให้ง่ายขึ้นอีก ท่านลองหยิบเหรียญขึ้นมา แล้วก็โยนหัวโยนก้อยได้เลยว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ในระยะ 5 ปี

รีบหยุดแอลกอฮอล์เสียตั้งแต่ระยะแรก ๆ หรือแม้จะเกิดตับแข็งมากแล้วก็ตาม ถ้าหยุดแอลกอฮอล์ได้ทัน ท่านก็โชคดี ตับฟื้นตัวได้ แข็งแล้วก็คืนกลับได้ อย่าหมดหวัง แต่ในชีวิตจริงแล้ว หลายคนยินดีไปเกิดใหม่อย่างทุกข์ทรมานมากกว่าที่จะหยุดแอลกอฮอล์

โรคตับจากไขมันแทรกตับ ปัจจุบันโรคไขมันแทรกตับกลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้น เนื่องจากการทานอาหารที่ผิดวิธี ขาดการออกกำลังกาย ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่น้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวาน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในอดีตเราคิดกันว่า ไขมันแทรกตับไม่มีผลเสียต่อการทำงานของตับ ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ปัจจุบันเป็นที่ทราบแล้วว่า คนที่มีไขมันแทรกตับมาก ๆ จะก่อให้เกิดภาวการณ์อักเสบของตับแบบเรื้อรัง ตับแข็ง และอาจมีมะเร็งตับตามมา

โรคตับที่เกิดจากท่อน้ำดีอุดตันแบบมีสาเหตุ

โรคนี้คล้ายกับโรคพีเอสซี (PSC) ที่เกิดจากภูมิต้านทาน แพทย์ใช้คำเรียกว่า เซ็คกันดารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส (Secondary sclerosing cholangitis) ใช้คำว่า เซ็คกันดารี่ ในความหมายคือ เกิดขึ้นจากสาเหตุที่หาได้ โรคนี้จะเกิดที่ท่อน้ำดีขนาดใหญ่ทั้งในและนอกตับ มีพังผืดยึดในท่อน้ำดีจนเกิดการตีบตันของท่อน้ำดี สาเหตุที่พบได้เกิดจากการติดเชื้อในท่อทางเดินน้ำดีอย่างรุนแรง เช่น มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดี มักเกิดในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดี เป็นเบาหวาน เป็นต้น เมื่อท่อน้ำดีตีบ ก็จะเกิดการติดเชื้อซ้ำซาก ในที่สุดก็จะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ตับแข็ง และตับวายในที่สุด

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 ตุลาคม 2557

 

dailynews141026_01

‘ตับอักเสบ–ตับแข็ง’ ตอนที่ 3 โรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเซลล์ตับและอื่น ๆ

มนุษย์เรามีภูมิต้านทานอยู่ในร่างกาย เอาไว้ทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่สำคัญก็คือ คอยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ ไม่ให้เข้ามาภายในกระแสเลือด หรืออวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่มีเชื้อโรคหลุดเข้ามาจากบาดแผล จากเข็มฉีดยา จากอะไรก็ตาม พอเข้ามาในเนื้อเยื่อหรือกระแสเลือด ภูมิของเราก็จะรู้ทันทีว่าเชื้อโรคเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อร่างกายรู้ภูมิต้านทานก็จะส่งสารต่าง ๆ และเม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ เข้าไปทำลายเชื้อโรคเหล่านั้น

แต่ชีวิตไม่สวยหรูเช่นนั้นเสมอไป บางครั้งภูมิของร่างกายก็เกิดเพี้ยนขึ้นมาดันไปรับรู้ว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม เช่น ไปเห็นว่าผิวหนัง ไต หลอดเลือด ข้อกระดูก และอวัยวะหลาย ๆ แห่งเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็จะส่งเม็ดเลือดขาวไปทำลายอวัยวะนั้น ๆ ท่านคงอาจจะได้ยินจากข่าวสารอยู่บ้าง มีดารา นักร้อง หรือผู้มีชื่อเสียงเป็นโรคที่เรียกว่า ลูปัส เป็นต้น

กลับมาที่ตับ มีโรคภูมิต้านทานต่อตัวเอง ที่ภูมิของร่างกายไปเห็นว่าเนื้อเยื่อบางส่วนของตับเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ก็จะทำแบบที่กล่าวข้างต้นคือส่งสารต่าง ๆ หรือเม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตับส่วนนั้น ๆ

มีโรคตับเรื้อรังหลายชนิดที่จัดอยู่ในโรคภูมิต้านทานต่อตับ ได้แก่

โรคภูมิต้านทานไปทำลายท่อนํ้าดีขนาดเล็กในเนื้อตับ เรียกภาษาแพทย์ว่า ไพรมารี่ บิลิอารี่ เซอร์โรสิส (Primary billiary cirrhosis) แพทย์จะใช้คำย่อว่า พีบีซี (PBC) คำว่า “ไพรมารี่” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “บิลิอารี่” แปลว่า ท่อนํ้าดี “เซอร์โรสิส” แปลว่า ตับแข็ง เมื่อแปลโดยรวมก็คือ โรคตับแข็งที่เกิดจากการอักเสบของท่อนํ้าดีโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคชนิดนี้พบได้ในคนไทยเช่นกัน ที่คลินิกโรคตับของจุฬาฯ พบเกือบทุกเดือน เนื่องจากเป็นที่รวมของโรคตับที่แพทย์ทั่วไปวินิจฉัยไม่ได้ในเบื้องต้น ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคันตามร่างกาย เนื่องจากตับขับของเสียออกทางนํ้าดีไม่ได้ ค่าการทำงานตับจะมีความผิดปกติ เมื่อตรวจเลือดจะพบมีค่าที่เรียกว่า AMA (เอเอ็มเอ) ให้ผลบวก การเจาะตับตรวจเนื้อเยื่อจะช่วยในการวินิจฉัยและบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ โรคนี้สามารถให้การรักษาด้วยยา เออโซดีออกซี่โคลิก แอสิด (ursodexycholic acid) ซึ่งก็เป็นนํ้าดีชนิดหนึ่งในร่างกาย ผู้ป่วยจะต้องทานยาไปตลอดชีวิต จะช่วยชะลอการทำลายของตับไปได้มากพอสมควร

โรคภูมิต้านทานไปทำลายท่อนํ้าดีขนาดใหญ่ เรียกภาษาแพทย์ว่า ไพรมารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส (primary sclerosing cholangitis) แพทย์มักจะใช้คำย่อว่า พีเอสซี (PSC) คำว่า “ไพรมารี่” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “สเกลอโรสซิ่ง” แปลว่า เกิดพังผืด ในที่นี้คือพังผืดบริเวณท่อนํ้าดี “คอแลงไจติส” แปลว่า ท่อนํ้าดีอักเสบ เมื่อแปลโดยรวมหมายถึง โรคท่อนํ้าดีอักเสบจนเกิดเป็นพังผืดบริเวณท่อนํ้าดีโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคนี้พบค่อนข้างน้อยในประเทศไทย ผู้ป่วยจะมาด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณท่อนํ้าดีหรืออาจเข้าสู่กระแสเลือด ตรวจพบค่าการทำงานตับผิดปกติ ส่องกล้องตรวจท่อนํ้าดีจะพบการตีบตันของท่อนํ้าดีในบริเวณต่าง ๆ ของท่อนํ้าดีขนาดใหญ่ทั้งในและนอกตับ การรักษาต้องใช้การส่องกล้องขยายท่อนํ้าดีที่ตีบ ใส่ท่อระบายช่วย หรือแม้แต่กระทั่งต้องเปลี่ยนตับเมื่อเป็นมาก ๆ เข้ายังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดีโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม

ยีนเป็นองค์ประกอบที่อยู่บนสายพันธุ กรรมที่อยู่ในใจกลางของเซลล์ เป็นตัวควบคุมกลไกทุกอย่างทางกายภาพของความเป็นเราเป็นเขา เช่น ความสูงต่ำ ดำขาว เป็นชายเป็นหญิง บางครั้งยีนเหล่านี้เกิดความผิดปกติ มีการเรียง

ตัวขององค์ประกอบของยีนผิดปกติไป มีโรคหลายชนิดที่เกิดจากความผิดปกติของยีน ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ในที่สุดก็ตับแข็ง โรคแรกเรียกตามชื่อผู้ค้นพบว่า โรควิลสัน (Wilson’s disease) ในประเทศไทยก็พบได้พอสมควร เกิดจากการที่ร่างกายขับถ่ายธาตุทองแดงออกจากตับไม่ได้ ในที่สุดธาตุทองแดงไปสะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่สมอง ที่ตับ มักพบในวัยเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อายุไม่มากมาด้วยอาการตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ซีด มือสั่น มีการเคลื่อนไหวของร่างกายบางส่วนผิดปกติ การรักษาของโรคก็มียาที่ใช้ขับธาตุทองแดงออก หรือลดการดูดซึมของธาตุทองแดง โรคที่สองเรียก เฮียริดิทารี่ ฮีโมโครมาโตสิส (Hereditary hemochromatosis) เกิดจากการมีธาตุเหล็กถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกายมากกว่าปกติ นานเข้าก็ไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนมีผิวหนังสีบรอนซ์ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ตับอ่อนผิดปกติจนเกิดเบาหวานและตับแข็ง บ้านเราพบน้อยมาก มักจะเป็นในคนยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย การรักษาต้องใช้การเจาะเลือดทิ้งเป็นระยะ ๆ เพื่อเอาธาตุเหล็กออกจากร่างกาย คนไทยจะพบโรคธาตุเหล็กสะสม ในร่างกายมาก ๆ ก็ในโรคซีดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ชนิดที่รุนแรงซึ่งเป็นตั้งแต่เด็ก โรคนี้แก้ด้วยการเจาะเลือดทิ้งไม่ได้ เพราะซีดมากอยู่แล้ว โรคตับมักเป็นส่วนหนึ่งของอาการหลาย ๆ อย่าง มักจะแก้ไม่ได้ เปลี่ยนตับก็ทำไม่ได้โรคตับที่เกิดจากท่อเส้นเลือดออกจากตับอุดตัน

โรคนี้พบได้ประปรายในบ้านเรา ภาษาแพทย์เรียกตามชื่อแพทย์ 2 ท่านที่ค้นพบโรคนี้ว่า บัดด์ เคียรี่ ซินโดรม (Budd Chiari syndrome) เอาเป็นว่า เส้นเลือดเส้นใหญ่ที่ออกจากตับเพื่อไปยังหัวใจเกิดการอุดตันด้วยเหตุอะไรก็ตาม เช่น มีก้อนเลือดไปอุด มีผนังเนื้อเยื่อยื่นไปในเส้นเลือดทำให้เลือดไหลผ่านไม่ได้ เป็นต้น เมื่อเกิดการอุดตัน เลือดก็จะคั่งอยู่ในตับ ความดันในตับสูงมากขึ้น เลือดต้องหาทางออกไปทางอื่น ตับหลายส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ในที่สุดเซลล์ตับก็ตามเกิดการอักเสบแบบรุนแรง ถ้าเป็นเร็ว เกิดตับอักเสบแบบช้า ๆ จนตับแข็ง ถ้าค่อย ๆ อุดตัน มีตับโต ม้ามโต มีนํ้าในท้อง การรักษาต้องใส่สายสวนไปขยายหลอดเลือดทำทางเดินเลือดให้ใหม่เพื่อลดความดันในตับ ที่เรียกว่า ทิปส์ (Tips) อาจจะผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินเลือด หรือสุดท้ายต้องเปลี่ยนตับโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งโดยไม่ทราบสาเหตุ

จริง ๆ แล้วสาเหตุของโรคตับยังมีอีกมาก ยังมีไวรัสตับอักเสบที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก มีโรคอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ ภาษาแพทย์เราใช้คำรวม ๆ เป็นกระโถนท้องพระโรง เรียกว่า คริปโตเจนนิค เซอร์โรสิส (Cryptogenic cirrhosis) “คริปโตเจนนิค” ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ “เซอร์โรสิส” แปลว่า ตับแข็ง โรคกลุ่มนี้เมื่อหาสาเหตุไม่ได้ก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าตับอักเสบเป็นมาก นานพอควร โรคจะเข้าสู่ระยะตับแข็ง และถึงระยะหนึ่งก็จะมีตับวาย การรักษาทำได้ด้วยการเปลี่ยนตับ

ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้คงต้องเป็นคนที่สนใจตับพอสมควร หรือไม่ก็มีโรคตับที่แพทย์ใช้คำแปลก ๆ วินิจฉัยโรคให้ ยังมีโรคตับอีกหลายชนิดที่ไม่สามารถนำมาเขียนไว้ในที่นี้ ถ้าต้องการหาความรู้เพิ่มเติมคงต้องถามรายละเอียดจากแพทย์ผู้ดูแล ยิ่งถ้าโรคยาก ๆ โรคตับอักเสบเรื้อรังที่แพทย์ยังไม่สามารถหาชื่อโรคให้กับท่านได้ แนะนำให้พบแพทย์โรคตับโดยเฉพาะ

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์  โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2557

Advertisements

‘การหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ’ ช่วยสร้างภูมิต้านทาน

dailynews140427_002หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ นี่คือหลักการหายใจแบบง่าย ๆ ที่ถูกวิธี แต่คุณเคยสังเกตการหายใจของคุณว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่ เราหายใจอยู่ทุกวันแต่เป็นการหายใจแบบอัตโนมัติของร่างกาย จึงไม่ค่อยได้สนใจว่าการหายใจของตนเองถูกต้องหรือไม่ เพียงแค่เราใส่ใจกับลมหายใจของตนเอง คุณจะรู้ถึงความมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในร่างกายเราอย่างไม่น่าเชื่อ เวลาที่คุณเครียดหรือโกรธเรามักจะหายใจติดขัด ลองสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ คุณจะรู้สึกดีขึ้น ความเครียดหรือความโกรธค่อยบรรเทาลง นอกจากนี้ การหาย ใจที่ถูกต้องยังช่วยเพิ่มออกซิ เจนในร่างกายให้เลือดไปหล่อเลี้ยงได้ดีขึ้น ขับของเสียในร่างกาย ช่วยบริหารกล้ามเนื้อ เสริมสร้างสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

เพ็ญพิชชากร แสนคำ Clinical Director จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการหายใจว่า การดำรงชีวิตของคนเราอยู่ได้ด้วยการหายใจ ซึ่งสิ่งนี้ก็บอกเป็นนัย ๆ ได้ว่า ความสำคัญของการหายใจนั้นสำคัญมากต่อการมีชีวิตอยู่ แน่นอนทุกคนที่ยังหายใจได้แปลว่ายังคงดำเนินชีวิตอยู่ แต่จะมีสักกี่คนที่หายใจได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือ การหายใจทุกครั้งร่างกายได้รับออกซิเจนที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งร่างกาย

ปกติการหายใจที่ถือว่าได้ประสิทธิภาพคือ ปอดทุกส่วนต้องขยายตัวได้เต็มที่ ปอดของคนเรามีด้วยกันสามส่วน คือ ปอดส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ทุกครั้งที่หายใจปอดจะขยายตัว ปอดล่างเมื่อขยายจะดันกระบังลมให้เลื่อนลง ทำให้ท้องป่องเวลาเราหายใจเข้า ส่วนปอดบนและส่วนกลางจะดันให้ชายโครงกางขึ้น จะเห็นชายโครงกางขึ้นชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักหายใจด้วยการใช้ปอดล่างอย่างเดียว แต่เหตุที่ทำให้ปอดบนไม่ค่อยขยายอาจเป็นเหตุจากบางคนอาจมีภาวะโครงสร้างร่างกายที่ยึดติด เช่น หลังค่อม ไหล่งุ้ม เหล่านี้จะทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังซึ่งเชื่อมกับชายโครงไม่ขยายตัว จึงเป็นเหตุให้อากาศเข้าไปได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งเราอาจจะรู้สึกเหมือนหายใจเร็ว ขัด และสั้น นานวันเข้าก็เป็นปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาที่ระบบอื่น ๆ ในร่างกายตามมา  เราหายใจเข้าเอาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ ซึ่งออกซิเจนเป็นเสมือนอาหารของเซลล์ เมื่อเซลล์ได้อาหารตามที่ต้องการ เซลล์ก็แข็งแรงเสมือนร่างกายเรามีภูมิต้านทานโรคภัยต่าง ๆ ได้ดี เพราะหน่วยย่อยของร่างกายเล็กสุดก็คือเซลล์ และเมื่อหายใจออกก็เป็นการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเชื้อโรคต่าง ๆ ผ่านท่อทางเดินหายใจ ซึ่งของเสียเหล่านี้มักเกิดจากกระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกายคนเรา

หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่รู้สึกหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจสั้น ๆ ขัด ๆ ท่านลองยืดอกขึ้น ผายหัวไหล่ไปด้านหลังแล้วลองหายใจเข้าให้ลึกและยาวที่สุด จินตนาการว่าเหมือนลำตัวเรากำลังพองออกมากที่สุด พร้อมกับค่อย ๆ หายใจออกช้า ๆ ยาว ๆ สักประมาณ 3-5 รอบ เพียงแค่นี้ล่ะค่ะ ท่านก็จะได้สัมผัสถึงความสดชื่นทันที

มหัศจรรย์ของลมหายใจ การหายใจที่มีประสิทธิภาพนอกจากจะเป็นเสมือนการสร้างภูมิต้านทานแล้ว ยังเป็นการขับพิษและเชื้อโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายไปด้วย

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2557

นักวิจัยชี้ประโยชน์ต่อร่างกายจากการนวด

voathai130703_001การนวดแบบผ่อนคลายช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับ เพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด เป็นต้น

ทีมนักวิจัยที่ Group Health Center for Health Studies ในนครซีแอตเติ้ลชี้ถึงประโยชน์ต่างๆ จากการนวดแบบผ่อนคลาย เช่นช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด โดยนักวิจัยบอกว่าการนวดอาจช่วยบำบัดอาการเจ็บปวดบางอย่างของร่างกายได้ดีกว่าการฝังเข็มหรือการกดกระดูกสันหลังเสียด้วยซ้ำไป นักวิจัยอธิบายด้วยว่าการนวดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในร่างกายจึงมีผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมทั้งช่วยลดการหลั่งฮอร์โมน Cortisol ซึ่งสร้างความเครียด และช่วยสร้างฮอร์โมน Serotonin กับ Dopamine ที่ทำให้รู้สึกสบายด้วย

ที่มา : www.voathai.com 03.07.2013

.

Related Article :

.

Massage offers wide range of benefits

Tuesday – 7/2/2013,

WASHINGTON – Massage has benefits beyond just making people feel good.

Many with chronic illnesses are finding that massage is helping them manage their pain.

Research suggests that massage can ease insomnia, boost immunity, prevent premenstrual syndrome, reports Health Magazine. Many hospitals have started using massage as a standard therapy.

Pain Management

Massages are especially good at easing lower back pain, according to Health Magazine. Massage can work better than common treatments, such as acupuncture and chiropractic therapy, researchers at the Group Health Research Institute found. Massage has been linked to lowering stress hormones while boosting feel-good hormones, including serotonin and dopamine. Massage also increases blood flow to the muscles that can help them heal.

Improved sleep

Massage increases the brain waves linked to deep sleep, according to the Touch Research Institute. It’s why many people fall asleep on the massage table, Tiffany Field, director of the Touch Research Institute at the University of Miami School of Medicine tells Health Magazine.

Brain food

The same research institute found that even 15-minute chair massages left clients more alert.

“Subjects reported that it felt like a runner’s high,” Field said. Tests of the brain-wave activity of the subjects showed improved attention.

Beat a cold

Massage boosts the body’s “natural killer cells,” according to Field that are the first line of defense against an on-coming cold.

“Therefore, since massage decreases cortisol, your immune cells get a boost,” she says.

Mood enhancer

More feel-good hormones mean less stress, anxiety and depression.

“Our studies have observed that massage decreases activity in the right lobe and increases functioning in the left,” Field tells Health Magazine.

The immediate affects of massage is why some hospitals offer it to patients. It can even help reduce symptoms of PMS such as pain, water retention and mood swings, the article says

SOURCE : www.wtop.com

นักวิจัยอเมริกันพัฒนาพันธุกรรมบำบัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดชนิดต่าง ๆ

voathai130612_001ทีมนักวิจัยอเมริกันได้พัฒนาพันธุกรรมบำบัดขึ้นมาต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดต่างๆที่เป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตประมาณปีละห้าเเสนคนทั่วโลก พันธุกรรมบำบัดที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถหยุดชะงักการติดเชื้อได้ผลตั้งแต่ตอนที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางจมูก

พันธุกรรมบำบัดที่ทีมนักวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Pennsylvania พัฒนาขึ้นมานี้จะสร้างภูมิต้านทานที่ป้องกันไม่ให้หนูทดลองและตัวเฟอเรทติดเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงหลายสายพันธุ์ได้ รวมทั้งไข้หวัดสายพันธุ์ที่เเพร่ระบาดรุนแรงในปีพ.ศ. 2461 และปีพ.ศ. 2552 ตัวเฟอเรทเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กชนิดหนึ่งหน้าตาคล้ายพังพอนแต่ขนยาวกว่า

วัคซีนทั่วไปจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติขึ้นมากำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่พันธุกรรมบำบัดที่ว่านี้ต่างจากวัคซีนตรงที่จะสร้างภูมิต้านทานเเบบครอบจักรวาลขึ้นมาในร่างกาย ที่สามารถหยุดยั้งการแตกตัวของเชื้อไวรัสขณะสู่ร่างกาย ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถทำให้เซลล์ในร่างกายติดเชื้อ จึงไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย นักวิจัยชี้ว่าภูมิต้านทางร่างกายที่ว่านี้จะสร้างขึ้นมาภายในสองถึงสามวันหลังเริ่มต้นการใช้พันธุกรรมบำบัด

คุณเจมส์ วิลสัน ผู้อำนวยการโครงการพันธุกรรมบำบัดที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania กล่าวว่าทีมนักวิจัยวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นสเปรย์พ่นจมูกเพื่อฉีดยีนป้องกันการเเพร่เชื้อไข้หวัดเข้าไปในจมูก

คุณวิลสันกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าสเปรย์พ่นจมูกจะหน้าที่เหมือนเกราะที่เคลือบด้านในจมูกและปากเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเเตกตัวเเละแพร่เชื้อเมื่อเข้าไปสู่ร่างกายทางปากและจมูก

ในสเปรย์พ่นจมูกนี้ มีเชื้อไข้หวัดที่ไม่เป็นภัยต่อร่างกายคนผสมอยู่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งผ่านพันธุกรรมบำบัดที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นเข้าไปในจมูกเพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อสร้างแอนติบอดี้ขึ้นมา

พันธุกรรมบำบัดใช้ตัวพันธุกรรมเดี่ยวที่สร้างภูมิต้านทางร่างกายที่สามารถต่อสู้กับเชื้อไข้หวัดหลายสายพันธุ์ จึงได้ชื่อว่าภูมิต้านทานแบบครอบจักรวาล คุณวิลสัน หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าพันธุกรรมบำบัดแบบครอบคลุมนี้ช่วยป้องกันไม่ให้หนูทดลองติดเชื้อไข้หวัดชนิดรุนแรงถึงสามสายพันธุ์ด้วยกัน รวมทั้งหนึ่งชนิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 และอีกสองชนิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H1N1

แต่คุณวิลสันชี้ว่า ในหนูทดลองที่ไม่ได้รับสเปรย์พ่นป้องกันเชื้อไวรัส เมื่อได้รับเชื้อไวรัส เชื้อโรคจะแตกตัวและเเพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เขากล่าวว่าทีมนักวิจัยได้ทดลองใช้พันธุกรรมบำบัดแบบะเสปรย์พ่นจมูกในตัวเฟอเรทแล้วได้ผลดี ทีมนักวิจัยชี้ว่าตัวเฟอเรท ใช้เป็นตัวทดลองกับไข้หวัดที่เกิดในคนได้ดีเพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่เวลาเป็นหวัดจะไอเเละจามเหมือนคนเรา

นักวิจัยกล่าวว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดตามฤดูกาลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในการป้องกันโรคเนื่องจากเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดที่ฉีดล่วงหน้าไม่ได้ผลและผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเป็นการล่วงหน้าว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์ไหนจะระบาดในฤดูกาลที่จะมาถึง

คุณวิลสันกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าจำเป็นต้องมีวิธีป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดแบบใหม่ออกมาใช้ ทีมนักวิจัยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับหน่วยงานควบคุมยารักษาโรคของสหรัฐเพื่อเร่งให้มีีการทดลองสเปรย์พันธุกรรมบำบัดนี้ในคน เขากล่าวว่าทีมงานต้องการผลิตสเปรย์พันธุุกรรมบำบัดให้ได้จำนวนมากเพื่อเข้าคลังเก็บยาไว้ใช้ในกรณีเกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ที่เป็นอันตรายร้ายแรง นอกจากนี้ คุณวิลสัน หัวหน้าทีมวิจัยอเมริกันบอกว่ารัฐบาลสหรัฐยังสนใจที่จะใช้วิธีการป้องกันโรคแบบนี้ในการรับมือกับสงครามเชื้อโรคที่เกี่ยวข้องกัเชื้อแอนเเทรกซ์และเชื้อโรคร้ายชนิดอื่นๆด้วย

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

voanews130529_001

Scientists Develop Therapy That Someday Might Protect Public Against Flu Pandemics

Jessica Berman

May 29, 2013

Researchers have developed a gene therapy against pandemic influenza in laboratory animals, one that stops infection at the point of entry – the nose.  The therapy could potentially thwart the most aggressive viral pathogens, saving the lives of an estimated 500,000 people who die worldwide each year from the flu.

The genetic therapy developed by researchers at the University of Pennsylvania expresses so-called broadly neutralizing antibodies, giving lab mice and ferrets almost complete protection against a number of lethal avian influenza strains, including those isolated from the deadly 1918 and 2009 pandemics.

Unlike conventional vaccines which stimulate the body’s natural immune system to fight an infection, broadly neutralizing antibodies halt a virus’s biological activity so it cannot make people sick by infecting cells in the first place.  The antibodies can become effective in two to three days.

The head of the University of Pennsylvania’s Gene Therapy Program, James Wilson, says scientists created a nasal spray to introduce protective genes.

“And create what I call a “bioshield” around the nose and the mouth to prevent the influenza virus from replicating,” Wilson said.

The genes, which engineer the tissue to produce protective antibodies, were delivered by a harmless cold virus in the nasal spray.

The therapy uses a single gene that produces antibodies against many different flu strains, hence the term, “broadly neutralizing antibodies.”  Wilson says this broad-based strategy protected all mice exposed to lethal amounts of three strains of H5N1 and two strains of H1N1.

But the microbes replicated or reproduced rapidly in untreated rodents.  The nasal spray was also successfully tested in ferrets, a good model for human flu because the tiny, furry animals cough and sneeze when sick.

Conventional vaccines to protect against seasonal influenza are not 100 percent effective in preventing illness.  The viral strains mutate rapidly, so there is little or no immune-system protection stimulated by the previous year’s flu shot, and the pathogens can evade experts’ predictions of what virus is likely to be in circulation during the coming flu season.

Wilson says a different approach to flu protection is needed.  Researchers are currently in discussions with U.S. drug regulators about quickly testing the therapy in humans using a safe flu strain.  According to Wilson, they are aiming to manufacture and stockpile the drug in anticipation of a serious influenza pandemic.

“So then there is a pretty direct path into first, in human safety and then efficacy studies, which we have charted out.  And with the right resources, we could move very quickly on that,” Wilson said.

Wilson says the U.S. government has also expressed an interest in using the broadly neutralizing antibody approach to protect against bioweapons, such as anthrax and other toxic agents.

An article on the development of a gene therapy against pandemic influenza is published in Science Translational Medicine.

SOURCE :voanews.com

เนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดหายาก

dailynews130530_001เนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดคุชชิ่ง เป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ในกรณีที่ไม่ได้รักษาหรือรับการรักษาล่าช้า ผศ.นพ.ธิติ สนับบุญ หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า เนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดคุชชิ่งจะสร้างฮอร์โมนสเตียรอยด์ปริมาณสูง ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายทำงานบกพร่อง จึงเกิดการติดเชื้อตามอวัยวะหรือกระแสเลือดได้ง่ายและรุนแรง ทำให้การทำงานของอวัยวะผิดปกติ ได้แก่ เกลือแร่ในเลือด เกิดโรคเบาหวานและอ้วน รวมถึงอาการแขนขาอ่อนแรง

นอกจากนี้ก้อนเนื้องงอกที่ตำแหน่งต่อมใต้สมอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฐานของสมองสามารถกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น เส้นประสาทตาทำให้ตามัวหรือบอด หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรงได้ ดังนั้น คนที่อ้วนขึ้นผิดสังเกตโดยเฉพาะส่วนใบหน้าหรือลำตัว หรือมีรอยแตกของผิวหนังที่มีลักษณะเป็นสีแดงบริเวณท้องหรือต้นขา ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ลุกนั่งหรือยืนลำบาก ปวดศีรษะ ตามัว หรือผู้หญิงที่มีสิวหรือขนตามตัวมากขึ้นร่วมกับประจำเดือนที่ผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ถึงโอกาสที่จะเป็นเนื้องอกต่อมใต้สมองชนิดคุชชิ่ง เนื่องจากโรคดังกล่าวสามารถรักษาให้หายขาดโดยการผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ไม่มีรอยแผลเป็นที่ใบหน้าหรือศีรษะ

อย่างไรก็ตาม ยังมีการรักษาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผ่าตัดโดยใช้วิธีรังสีรักษา หรือการักษาด้วยยาที่สามารถควบคุมระดับของฮอร์โมนสเตียรอยด์ได้

ผู้ป่วยโรคนี้มีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และในผู้ป่วยบางราย การเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์ภายนอกอาจทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นและมีผลกระทบทางจิตใจ ดังนั้นหากมีอาการต้องสงสัย ควรรีบพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

ที่มา  : เดลินิวส์  30 พฤษภาคม 2556

นักวิจัยอเมริกันชี้ว่าเกลือในอาหารมีผลให้เกิดโรคแพ้ภูมิตนเอง

voathai130320_001ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันหลายทีมพบว่าเกลือที่ผสมในอาหารมีผลให้เกิดกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองหรือกลุ่มโรคออโต้อิมมูน เป็นอาการที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายไปต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อที่เเข็งแรงในร่างกายและอวัยวะต่างๆ

นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุยีนที่มีความแตกต่างจากยีนปกติได้ราวหนึ่งร้อยตัว ที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหลังจากสลับโมเลกุลของยีนภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยเชื่อว่ายีนที่แตกต่างจากยีนปกติเหล่านี้น่าจะมีส่วนก่อให้เกิดกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง รวมทั้งโรคปลอกประสาทอักเสบ หรือโรคมัลติเพิล สเคลอโรซีส (Multiple Sclerosis) ที่เรียกสั้นๆว่าเอ็มเอส (MS)

นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนลักษณะของยีนเหล่านี้ไม่สืบทอดมาจากพันธุกรรมพ่อแม่แต่น่าจะเกิดจากปัจจุยกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิต้านตนเองอาจมาจากการติดเชื้อ การขาดวิตามินดี การสูบบุหรี่และความอ้วน การวิจัยชิ้นล่าสุดในเรื่องนี้พบว่าเกลือที่ผสมในอาหารรับประทานอาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ยีนเกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ทำให้ภูมิต้านทานเกิดความสับสนและหันไปทำลายเนื่อเยื่อที่แข็งแรงแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

ในรายงานผลการวิจัยอย่างน้อยสองชิ้นที่เพิ่งตีพิมพ์ไปเมื่อเร็วๆนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard Medical School และที่สถาบัน Broad Insitute ในรัฐ Massachusetts อธิบายลักษณะความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกุลในยีนในหลายลักษณะที่เกิดจากอาการภูมิต้านอันเกิดจากการบริโภคเกลือ

และในผลการศึกษาชิ้นที่สาม ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเยลเปิดเผยผลการทดลองผลกระทบของเกลือต่อร่างกายหนูทดลอง โดยนักวิจัยแบ่งกลุ่มหนูทดลองเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีเกลือผสมอยู่ในปริมาณต่ำ กลุ่มที่สองเลี้ยงด้วยอาหารที่มีเกลือผสมอยู่ในปริมาณสูง แต่หนูทดลองทั้งหมดได้รับการเพาะพันธุ์ให้พัฒนาโรคที่คล้ายกับโรคปลอกประสาทอักเสบหรือเอ็มเอส

คุณเดวิด ฮัฟเฟล่อ หัวหน้าแผนกประสาทวิทยาที่มหาวิทยาลัยเลย กล่าวว่าหนูทดลองที่กินเกลือเข้าไปในปริมาณน้อยกว่ายังเดินได้ดีแต่ควบคุมการทำงานของหางไม่ได้ดีเท่าที่ควร

คุณฮัฟเล่อร์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าหนูทดลองที่ได้รับเกลือในปริมาณสูงกลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปรอบๆกรงได้ เขาคิดว่าผลการทดลองสร้างภาพที่ชัดเจนถึงผลกระทบของเกลือต่อการกำเริบของโรคปลอกประสาทอักเสบในหนูทดลอง

คุณฮัฟเล่อร์กล่าวว่าทีมนักวิจัยของเขาพบหลักฐานความเกี่ยวโยงนี้โดยบังเอิญ ขณะทำการศึกษาชนิดของเชื้อเเบคทีเรียหลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำใส้ของคนอย่างน้อยหนึ่งร้อยตัวอย่าง นักวิจัยพบว่าคนที่บริโภคอาหารฟ้าสฟู้ดมีปริมาณทีเซลล์ที่เเสดงว่ามีอาการอักเสบในกระแสเลือดสูง อาการอักเสบดังกล่าวเป็นสัณญาณว่าระบบภูมิต้านทานเริ่มต้นทำงานแล้ว กลุ่มโรคภูมิต้านตนเองนี้รวมทั้งโรคเอ็มเอส เบาหวานประเภทที่หนึ่ง ลูปุส โรครูมาตอยด์ มีคนป่วยด้วยโรคเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แม้แต่อัตราการเกิดโรคหัวใจ ที่เกิดจากการทำงานผิดพลาดของระบบภูมิต้านทานนี้ก็เิ่พิ่ม ขึ้นอย่างมาก และผลการศึกษาได้เเสดงให้เห็นว่าเกลืออาจจะเป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคเหล่านี้ ซึ่งเป็นการค้นพบที่ใหม่ที่ไม่มีใครรู้มาก่อนหน้านี้

Jessica Berman
20.03.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related article :

.

foxnews130307_001

Too much salt may trigger autoimmune diseases, studies find

Published March 07, 2013
Reuters

Increased salt consumption may be a key culprit behind rising rates of autoimmune diseases such as multiple sclerosis, researchers reported on Wednesday in a trio of papers looking at the role of a specific class of cells linked with inflammation.

Reporting in the journal Nature, the researchers said high-salt diets increased levels of a type of immune cell linked with autoimmune disease. And mice genetically engineered to develop multiple sclerosis (MS) got much worse when they ate what amounted to a high-salt Western diet compared with mice who had more moderate salt intake.

The findings suggest that salt may play a previously unknown role in triggering autoimmune diseases such as MS or type 1 diabetes in individuals who are already genetically predisposed.

“It’s not bad genes. It’s not bad environment. It’s a bad interaction between genes and the environment,” said Dr. David Hafler, a professor of immunobiology at Yale University in New Haven, Connecticut, and senior author of one of the three papers.

High salt intake is already a known culprit in increasing the risk of heart disease and hypertension. The new study now implicates high-salt diets in increasing rates of autoimmune disease. “It can’t be just salt. We know vitamin D probably plays a small component. We know smoking is a risk factor. This now suggests that salt is also a risk factor,” Hafler said.

“How much? We don’t know,” he added.

Hafler became interested in studying the link between salt and autoimmunity through studies of the gut microbiome – a census of gut microbes and cell function of 100 healthy individuals.

The team noticed that when people in the study visited fast food restaurants more than once a week, they saw a marked increase in levels of destructive inflammatory cells, which the immune system produces to respond to injury or foreign invaders, but which attack healthy tissues in autoimmune diseases.

He shared these findings with colleagues at Harvard Medical School and the Broad Institute of Harvard and the Massachusetts Institute of Technology and others who were working out what factors induce the activity of a type of autoimmune cell known as a T helper 17 or a Th17 cell.

Th17 cells can promote inflammation that is important for defending against pathogens, but they have also been linked to diseases like multiple sclerosis, psoriasis, rheumatoid arthritis, and ankylosing spondylitis. Treatment options for some of these diseases, such as psoriasis, include manipulating T cell function.

“The question we wanted to pursue was: How does this highly pathogenic, pro-inflammatory T cell develop?” said Vijay Kuchroo of the Harvard-affiliated Brigham and Women’s Hospital and a member of the Broad Institute.

“Once we have a more nuanced understanding of the development of the pathogenic Th17 cells, we may be able to pursue ways to regulate them or their function.”

Hafler said Kuchroo’s team worked on tracing how these immune cells were wired, and what triggered their development. They identified a specific gene known as SGK1 that plays an important role in the cells’ development. This gene had not been seen in T cells before, but it has been known to play a role in absorbing salt in the gut and kidneys.

“We put the two together and went after this,” Hafler said.

Researchers at Harvard and Yale and colleagues in Germany led by Dominik Mueller looked to see whether a high-salt diet could induce the destructive immune system response that is the hallmark of autoimmunity.

They found that adding salt to the diet of mice induced the production of Th17 cells and that mice genetically engineered to develop a form of MS had more severe disease than mice fed a normal mouse diet.

Hafler says the findings now need to be studied in people. He has already gotten permission to test the effects of lowering the salt intake in the diets of individuals with multiple sclerosis to see if their symptoms improve.

It likely be years before this link is confirmed, but Hafler says for patients already at risk of autoimmune disease, reducing dietary salt may be a good idea.

“If I had MS, I would think very much about not eating processed foods and really cutting down my salt intake,” he said.

SOURCE: www.foxnews.com

———————————————————————————————-

Salt link to multiple sclerosis unproven

Thu, 07 Mar 2013 13:33:00 EST

News that high-salt diets have been linked to autoimmune conditions has hit the headlines today, with BBC News reporting that “The amount of salt in our diet could be…leading to diseases such as multiple sclerosis.”

However, the BBC’s story is not based on trials of how much salt people eat and whether they go on to develop multiple sclerosis (MS), as you might expect. The story is actually based on studies looking at the impact salt has on immune cells, and how it affects the development of a condition similar to MS in mice.

MS is an autoimmune disease. These are diseases that occur when the immune system malfunctions, creating antibodies that attack the body’s own cells. In MS, the immune system attacks the cells that make up nerve fibres.

This study found that mice fed a high-salt diet produced more immune cells called T-helper 17 (TH17) cells, which are involved in some autoimmune diseases.

These results are food for thought about the role high-salt diets play in the development of autoimmune diseases. But because the study was carried out in animals, it is unclear if similar results would be found in people.

We can’t conclude that a high-salt diet causes MS from the results of this study. However, we do know that a high-salt diet is unhealthy and too much salt can cause high blood pressure.

Where did the story come from?

The study was carried out by researchers from Harvard Medical School, the Massachusetts Institute of Technology and the University of Salzburg, and was funded by the US National Institutes of Health and other research foundations in the US and Austria.

It was published in the peer-reviewed journal Nature.

The BBC report on the research was measured and accurate, emphasising that the findings were from early laboratory studies.

What kind of research was this?

This was a series of laboratory and animal studies investigating possible environmental triggers for autoimmune activity.

Experts suggest that genetics and gender play a key role in autoimmune diseases, but that environmental triggers are also a factor in the development of these disorders. The current research looked at the impact of salt on the production (or overproduction) of a specific type of immune cell, T-helper 17 (TH17) cells, which promote inflammation as part of an immune response.

One experiment moved beyond cells in a laboratory and looked at the effect of a high-salt diet on the development of a condition similar to MS, called experimental autoimmune encephalomyelitis (EAE), in mice.

As laboratory and animal studies, this series of experiments can provide clues about how salt may impact immune cell responses. However, they cannot tell us whether it directly affects the development of autoimmune diseases in people.

What did the research involve?

Several teams of researchers first looked into the molecular mechanisms that produce TH17 cells. This series of experiments suggested that a gene responsible for regulating salt levels in cells is involved in the TH17 cells signalling network (the series of molecular activity that enables communication between cells).

They found that when cells were exposed to increased concentrations of salt, this gene (SGK1) was activated and increased the development of TH17 cells. This finding led to the researchers conducting experiments using mice with EAE.

The researchers took three groups of mice:

  • group 1 lacked the SGK1 gene and was fed a normal diet
  • group 2 lacked the SGK1 gene and was fed a high-salt diet for three weeks
  • group 3 had the SGK1 gene and was fed the same high-salt diet as group 2

The researchers then determined whether the mice developed EAE so they could look at the role played in the disease by the SGK1 gene and salt exposure.

What were the basic results?

The researchers found differences between the groups in the number of TH17 cells produced, as well as the likelihood of the mice developing EAE, and the severity of the condition:

  • group 1 (which lacked the SGK1 gene and was fed a normal diet) had fewer TH17 cells and less severe EAE
  • group 2 (which lacked the SGK1 gene and was fed a high-salt diet) appeared to be protected against the development of EAE
  • group 3 (which had the SGK1 gene and was fed a high-salt diet) had more frequent and severe EAE than mice fed a normal diet, and more TH17 cells than group 2

How did the researchers interpret the results?

The researchers say that this data suggests that high salt intake allows for an increase in TH17 cells in a way that relies on the SGK1 gene activating. They feel this “therefore has the potential to increase the risk of promoting autoimmunity.”

Conclusion

This early stage research suggests that increased salt consumption may play a role in the production of a certain type of immune cell (TH17). The study further suggests that a high-salt diet can increase the rate and severity of an MS-like condition in mice (EAE).

These experiments are an interesting insight into the possible interplay between the genetic and environmental factors involved in autoimmune diseases. However, at this stage what this means for human autoimmune disease is not clear.

This research should certainly not be interpreted as meaning that a high-salt diet causes multiple sclerosis in people (although it can cause high blood pressure).

While the term ‘autoimmune diseases’ may seem to imply a similar set of conditions, there are in fact a variety of different autoimmune conditions. The different factors involved in these conditions is unlikely to be the same across all conditions.

The researchers say that while their results indicate that the gene SGK1 plays a key role in autoimmune responses, “it is likely that other immune cells and pathways are also influenced by increased salt intake,” and that their results “do not exclude additional alternative mechanisms by which an increase in NaCl [salt] affects TH17 cells.”

This means that these experiments outlined a possible way that a single environmental trigger (salt) could interact with a single gene (SGK1), and how this could influence the production of a type of immune cell (TH17 cells) that has been implicated in autoimmune disorders.

Other complex processes are likely to be involved, because many other cells also produce proteins that are involved in autoimmune disorders.

As the researchers themselves say, their results raise “the important issue of whether increased salt in westernised diets and in processed foods contributes to an increased generation of pathogenic [disease causing] TH17 cells and for an unprecedented increase in autoimmune disorders.”

A great deal more research is needed to find out whether, and how, salt consumption impacts on both the development and severity of autoimmune diseases in people. Such research could involve cohort or case control studies to establish whether or not there is a link between dietary salt intake and multiple sclerosis, or other autoimmune diseases.

Randomised controlled trials would be needed to firmly establish the role that salt plays in autoimmune conditions. Commentators point out that “the risks of limiting dietary salt intake are not great, so it is likely that several such trials will be starting soon.”

Analysis by Bazian. Edited by NHS Choices. Follow Behind the Headlines on Twitter.

Links To The Headlines

Salt linked to immune rebellion in study. BBC News, March 7 2013

Could junk food increase your risk of MS, asthma and eczema? Scientists link salt to autoimmune diseases for first time. Mail Online, March 6 2013

Links To Science

Wu C, Yosef N, Thalhamer T, et al. Induction of pathogenic TH17 cells by inducible salt-sensing kinase SGK1. Nature. Published online March 6 2013

SOURCE :   www.ncbi.nlm.nih.go

ฟ้าทะลายโจรกระตุ้นภูมิต้านทาน

ฟ้าทะลายโจรกระตุ้นภูมิต้านทาน

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงหลายพื้นที่มีอากาศหนาวเย็น เป็นเหตุให้เกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะอาการไข้หวัด เจ็บคอ แสบคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จะเป็นกันมาก
      นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า จากอาการดังกล่าวแนะนำให้ผู้ที่เริ่มมีอาการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่า มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปินแลคโตน (diterpene lactones) ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีกลไกการออกฤทธิ์ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ลดไข้ ต้านการอักเสบ โดยมีสารสำคัญออกฤทธิ์รักษาโรค 3 ตัว คือ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (ncoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide)

มีการศึกษาประสิทธิผลของฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัดพบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรสามารถลดอาการเจ็บคอ เหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือ ลดไข้ ต้านการอักเสบ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขนาดใช้กินบรรเทาอาการหวัดเจ็บคอ 1.5-3 กรัมผงยา หลังอาหารและก่อนนอน นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกลุ่มอาการโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น แก้ท้องเสีย รักษาอาการท้องร่วงจากบิดไม่มีตัว แก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร ช่วยกระตุ้นให้ตับและระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้ดีขึ้น สำหรับวิธีตามตำราโบราณสามารถใช้ใบและกิ่งสดล้างสะอาด สับเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอ กรณีแก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้ 2-3 กำมือต้มน้ำท่วมยา ใช้ในรูปยาลูกกลอนนำใบและกิ่งล้างให้สะอาดผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทานครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

ปัจจุบันจึงมีการแปรรูปเป็นชาชงบ้าง ผงชงสำเร็จรูปผสมรถหวานบ้าง บรรจุเป็นแคปซูล เป็นยาเม็ด สะดวกต่อการใช้ และมีการกำหนดไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีใช้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง

ข้อมูลจาก : มติชน วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11224