อุปกรณ์นวดไทย ยอดภูมิปัญญาแก้ปวดเมื่อย

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการไหว้วานคนใกล้ชิดให้ช่วยนวดคลายจุดที่ปวดเมื่อยกันหรอก ทว่าการให้คนอื่นนวดก็อาจกดได้ไม่ตรงจุด ลงน้ำหนักไม่ถูกใจ ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องนวดตัวเองแล้วล่ะสิ

แพทย์แผนไทย อย่าง ‘พีระ อธิปธรรมวารี’ แห่งไทยเมดิคอลสปา โรงพยาบาลนครธน สนับสนุนการนวดตนเอง แม้จะเป็นตำแหน่งที่เอื้อมกดลำบากก็สามารถทำได้ เพียงนำอุปกรณ์นวดที่ประดิษฐ์คิดค้นจากภูมิปัญญาไทยมาเป็นตัวช่วย แต่ที่สำคัญต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ หรืออาจเพิ่มอาการบาดเจ็บเข้าไปอีก

สำหรับวิธีใช้อุปกรณ์นวดไทยที่ถูกต้อง ในครั้งนี้มีคำแนะนำการใช้งานของ 3 อุปกรณ์นวดไทยชิ้นเด่น เริ่มจาก ‘กะลามะพร้าว’ ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนเนียน ไม่มีตาไม่มีปุ่มแล้ว นำมาเหยียบเพื่อนวดฝ่าเท้า ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดลมที่ฝ่าเท้า ความกลมมนของกะลามะพร้าวจะรองรับอุ้งเท้าพอดี การเหยียบนวดฝ่าเท้าบนกะลาบ่อยๆ จึงช่วยลดปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อฝ่าเท้า น่อง และโคนขาของคนที่ยืนนานหรือเดินไกล เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนสมัยก่อน จนยกให้อุปกรณ์นวดไทยชนิดนี้ว่าเป็นหมอกะลา

  

ข้อควรระวังของการใช้กะลามะพร้าว คือให้ดูขอบกะลา ต้องเรียบ สามารถประกบแนบพื้นได้สนิท และอย่าวางบนพื้นมัน ๆ เพราะขอบกะลาจะลื่นพื้นขณะขึ้นเหยียบ ทั้งนี้สามารถหาพรมหรือผ้าวางรองกะลาก่อนขึ้นเหยียบก็ช่วยได้ ถ้าผู้ใช้เป็นผู้สูงอายุควรยืนใกล้กำแพงหรือที่ยึดเกาะเพื่อช่วยประคองตัวไม่ให้ล้ม ส่วนผู้ที่มีปัญหาเส้นประสาทเท้าเสื่อม มีแผลหรือรอยช้ำที่ฝ่าเท้า ห้ามเหยียบกะลาเด็ดขาด  

ชิ้นต่อไป ‘นมสาว’ มีสองขนาดเล็ก-ใหญ่ ทำจากไม้ที่ถูกนำไปไสแต่งรูปทรงให้ดูคล้ายกับหน้าอกของผู้หญิง สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับวางทับกระดาษอย่างที่คนรุ่นใหม่บางคนเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วนมสาวใช้นวดแก้ปวดเมื่อยช่วงเอวและโคนขา ด้วยหลักการวางตัวเราเองเพื่อทิ้งน้ำหนักส่วนที่ต้องการนวดลงไปบนนมสาว และต้องใช้เทคนิค เน้น นิ่ง หน่วง นาน เช่น อาการปวดเมื่อยโคนขา เมื่อรู้จุดก็เน้นนวดเฉพาะจุดนั้น โดยวางจุดปวดไว้นิ่ง ๆ แล้วหน่วงหรือลงน้ำหนักให้เพียงพอที่เรารู้สึกได้ ส่วนระยะเวลาจะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะรู้สึกผ่อนคลายแล้วหรือยัง

การใช้นมสาว มีข้อควรระวังคือ อย่าใช้กับแนวกระดูก เช่น สันหลัง ต้นคอ หรือตำแหน่งที่มีอาการบวมแดง อักเสบ มีแผลเด็ดขาด ที่สำคัญอย่านำไปใช้หนุนรองต้นคอแล้วหลับ เพราะบริเวณดังกล่าวมีหลอดเลือดใหญ่ การนอนหลับแล้วลงน้ำหนักนานเกินไปจะทำให้เสี่ยงบาดเจ็บเกิดเคล็ดขัดยอก หรือรบกวนการไหลเวียนเลือดได้

สุดท้าย ‘ไม้นวดหลังตัวที หรือเคียวเกี่ยวหลัง’ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อนำไปกดนวดคลึงจุดปวด ใช้กับบริเวณแผงหลัง โดยเฉพาะที่บ่า สะบัก และเอว หลักการคือ เมื่อวางเคียวเกี่ยวหลังลงตรงจุดปวดแล้ว ดึงด้ามจับเพื่อกดเน้นลงน้ำหนักไปที่จุดปวด แล้วหากสังเกตเคียวเกี่ยวหลังจะเห็นว่า ขาทั้งสองด้านยาวออกไปจากแกนด้ามต่างกัน ซึ่งนั่นมีความหมาย เพราะด้านสั้นจะใช้สำหรับกดบ่าและสะบัก ส่วนด้านยาวให้ใช้กดที่เอว การใช้เคียวเกี่ยวหลังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แล้วมักปวดบ่าและสะบัก เนื่องจากใช้แล้วกดได้ตรงจุดที่ต้องการ ทั้งยังใส่น้ำหนักได้ตามความพอใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์การนวดไทยเหมาะใช้บรรเทาปวดเมื่อยในระยะเริ่มต้นหรือปวดไม่มากเท่านั้น ส่วนกรณีที่พบว่าจุดปวดเมื่อยมีอาการเจ็บปวดรุนแรง บวมนูนแดงช้ำ ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจรักษาก่อน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  11 ตุลาคม 2555

Advertisements

เคล็ดลับสุขภาพดี : “ฤาษีดัดตน” แก้สิวช่วยให้หน้าใส

ฤๅษีดัดตน เป็นภูมิปัญญาด้านสุขภาพของไทยที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน โดยสามารถเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมจัดหมวดหมู่และประยุกต์ฤๅษีดัดตนเป็นท่าออกกำลังกายขั้นพื้นฐานทั้งหมด 15 ท่า โดยท่าพื้นฐานที่ 1 มี  7 ท่าย่อยที่ช่วยบริหารใบหน้าทำให้หน้าใสไร้สิว ที่เคล็ดลับสุขภาพดีนำมาฝากให้ฝึกฝนกันค่ะ

ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ แพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการบริหารใบหน้าด้วยท่าฤๅษีดัดตนว่า การบริหารใบหน้าแบบฤๅษีดัดตนประยุกต์มาจากท่าทางที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสยผม ทาแป้ง เช็ดปาก และตบท้ายทอย เป็นต้น ทำให้จดจำและนำไปทำตามได้ง่ายไม่มีอันตรายต่อร่างกาย หากกระทำต่อเนื่องจะช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้ากระชับ กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตบริเวณใบหน้า กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ส่งผลให้เลือดลมดี ผิวพรรณผ่องใส ไร้สิวฝ้า นอกจากนี้ยังสามารถเยียวยาความผิดปกติที่เกิดกับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าและศีรษะได้อีกด้วย

การเกิดโรคหรือความผิดปกติที่ร่างกาย เกิดจากระบบไหลเวียนโลหิต
ที่อวัยวะบริเวณนั้นไม่ดี สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดหรือกล้ามเนื้อเกร็ง ตึง ทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เต็มที่ การบริหารใบหน้าด้วยท่าฤๅษีดัดตนจึงช่วยบรรเทาโรคอัมพาตใบหน้า ปวดกระบอกตา ปวดไมเกรน และกรามค้าง แต่มีข้อระวังว่าควรฝึกหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ควรฝึกตอนหิวหรืออ่อนแรง เพราะอาจทำให้วิงเวียน สำหรับผู้มีสิวอักเสบควรหลีกเลี่ยงการกดจุดบริเวณที่มีสิว เพราะผิวหนังจะอักเสบมากยิ่งขึ้น

วิธีฝึกฤๅษีดัดตนด้วยตนเองเริ่มจากนั่งขัดสมาธิ จากนั้นทำท่าเหล่านี้ตามลำดับท่าละ 5-10 ครั้ง
1. ท่าเสยผม กดปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ตรงขอบกระบอกตาบนทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน ลากนิ้วทั้ง 3 ผ่านหน้าผากขึ้นไปจนถึงศีรษะ และกดลากลงมาจนถึงท้ายทอยอย่างช้า ๆ
2. ท่าทาแป้ง กดนิ้วกลางทั้ง 2 ข้างลงข้างดั้งจมูก ลากนิ้วขึ้นไปตามแนวดั้งจมูกจนถึงกลางหน้าผาก และ
3.ท่าเช็ดปาก แนบฝ่ามือซ้ายกับแก้มและปากด้านขวาให้ปลายนิ้วก้อยชิดติ่งหู ค่อย ๆ ลากมือผ่านปากไปทางด้านซ้าย โดยออกแรงกดเบา ๆ พร้อมกับเม้มริมฝีปาก จากนั้นสลับทำมือขวา

เมื่อทราบคุณประโยชน์ของภูมิปัญญาไทยแบบนี้แล้ว อย่าลืมลองฝึกท่าฤๅษีดัดตนเพื่อหน้าใสไร้สิวกันดูนะคะไม่ยาก แถมได้ประโยชน์เต็ม ๆ หรือหากใครอยากรู้วิธีคงหน้าใสไร้สิวและริ้วรอยฉบับเต็ม ไปค้นหาคำตอบได้ที่งาน Health Cuisine & Beauty Festival ในวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2555 เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

มีภาพฤาษีดัดตนแบบเคลื่อนไหว สามารถทำตามแบบออนไลน์ได้ที่ ท่าฤาษีดัดตน ดิจิทัล http://www.rusiedotton.thai.net/video_page_slice.html

ยาดองสมุนไพร

เวลาที่พูดถึง “ยาดอง” หลายคนอาจจะนึกถึงการนำสมุนไพรมาดองเหล้า ทั้งที่ความจริงแล้วการดองมีหลายรูปแบบด้วยกัน
   
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมการผลิต หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี  บอกว่า ยาดองสมุนไพรเป็นการนำเอาสมุนไพรมาหมักหรือแช่เพื่อให้สารสำคัญหรือตัวยาในสมุนไพรนั้นถูกสกัดออกมา โดยโรคและอาการที่นิยมใช้ยาดองรักษาส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอาการปวดเมื่อย บำรุงกำลัง
   
การดองมี 6 รูปแบบด้วยกัน คือ
   
ยาดองเหล้า เป็นการนำเอาเหล้ามาเป็นตัวสกัดเอาตัวยาในสมุนไพรออกมา ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์ หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่ให้นมบุตร
   
ยาดองแป้งข้าวหมาก เป็นการนำเอาสมุนไพรมาดองกับแป้งข้าวหมาก หรือ ลูกข้าวหมาก สำหรับสมุนไพรที่นิยมนำมาดองจะเป็นสมุนไพรที่มีน้ำตาลมาก ทั้งนี้แป้งข้าวหมากยังจัดเป็นอาหารกลุ่มโพรไบโอติก ซึ่งดีต่อระบบทางเดินอาหาร
   
การดองเปรี้ยว คือ การดองโดยใช้สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวใส่ในตำรับ มีฤทธิ์กระตุ้นเชื้อแบคทีเรียได้ดี ทำให้ยาไม่เสียง่าย และยังมีฤทธิ์สกัดตัวยาได้ด้วย

การดองน้ำผึ้ง เป็นการดองโดยใช้ความเข้มข้นน้ำตาลสูงและน้ำผึ้งยังถือเป็นโอสถทิพย์ที่มีการใช้มาแต่โบราณ เป็นยาที่ช่วยบำรุงร่างกาย
   
การดองเกลือ หรือ ดองเค็ม เป็นการดองหรือหมักโดยใช้เกลือเป็นตัวสกัดสารหรือตัวยา
   
การดองน้ำมูตรหรือปัสสาวะ มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกว่าให้พระภิกษุฉันยาดองน้ำมูตรเพื่อรักษาอาการอาพาธ  ซึ่งในปัสสาวะจะมีความเค็มและยูเรียเป็นองค์ประกอบ จะช่วยทำให้มีการปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดองน้ำมูตรเน่าจึงมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ ช่วยลดไข้และขับพิษต่าง ๆ  สมุนไพรที่นำมาดองได้ เช่น มะขามป้อม สมอไทย
   
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า การดองสมุนไพรที่ง่ายสุดและทุกคนรู้จักก็คือดองเหล้า อาจจะใช้เหล้าขาวหรือเหล้าชนิดอื่นก็ได้ สำหรับสมุนไพรที่นำมา ดองจะต้องตากแดดให้แห้ง มิฉะนั้นอาจเน่าเสีย ส่วนใหญ่ยาดองเหล้าจะเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ โดยใช้สมุนไพรที่เป็นแก่น ราก ซึ่งคนที่จะนำมาดองต้องรู้จักสมุนไพรด้วย ทั้งนี้ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป ควรดื่มไม่เกินวันละก๊ง
   
ตัวอย่าง ยาดองเหล้าสูตรอายุวัฒนะ ประกอบด้วย ตำยาน (เถา) ข้าวเย็นเหนือ (หัว)  เดื่อหอม (ราก)  สรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง รักษาโรคไม่สู้เมีย วิธีทำ 1. นำภาชนะสำหรับดองซึ่งต้องมีฝาปิดและทนต่อแอลกอฮอล์ นำมาทำความสะอาดและเช็ดหรือผึ่งให้แห้ง 2. นำสมุนไพรน้ำหนักสัดส่วนเท่ากัน ห่อผ้าขาวบางใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ หากสมุนไพรชิ้นใหญ่เกินไปให้ย่อยขนาดให้เล็กลงก่อน 3. เทเหล้า 40 ดีกรีลงไปให้ท่วมหรือจนเต็มโหลดอง 4. คนยาวันละครั้ง ทิ้งไว้ 1 เดือนจึงรับประทานได้
   
ยาดองน้ำมะกรูด ประกอบด้วย กำแพงเจ็ดชั้น 20 กรัม คำฝอย 45 กรัม เถาวัลย์เปรียง 20 กรัม โคคลาน 20 กรัม แห้วหมู 20 กรัม เปราะหอม 20 กรัม กระชาย 20 กรัม เกลือ 100 กรัม มะกรูด 33 ลูก น้ำสะอาด 3,600 มิลลิลิตร  สรรพคุณบำรุงเลือด ฟอกเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ วิธีทำ 1.นำสมุนไพรทั้งหมดมาห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำ ต้มและเคี่ยวให้เหลือ 1,200 มิลลิลิตร เติมเกลือลงไป 2.นำมะกรูดมาผ่าซีกครึ่งลูก แล้วนำมาเรียงในโหล 3.เทน้ำต้มสมุนไพรที่กำลังเดือดลงไปในโหล ปิดฝาให้สนิท ตั้งทิ้งไว้กลางแจ้ง 3 วัน จากนั้นดองทิ้งไว้จนมะกรูดเปื่อยจึงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้า-เย็น
   
บอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง สรรพคุณบำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ วิธีทำ 1. นำบอระเพ็ดล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วผึ่งให้แห้ง 2. นำน้ำผึ้งเคี่ยวจนงวดข้นดี เพื่อไล่น้ำออก ทิ้งไว้ให้เย็น 3. นำบอระเพ็ดที่เตรียมไว้ใส่ลงในโหลประมาณครึ่งโหลจากนั้นเทน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้วลงไป ให้เหลือที่ว่างจากน้ำผึ้งถึงขอบโหลประมาณ 3 นิ้ว ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 3 เดือน ระวังอย่าให้ยาตากแดด วิธีรับประทาน นำยา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 แก้ว ดื่มวันละ 2-3 ครั้งก่อนหรือหลังอาหาร จะผสมน้ำแข็งดื่มก็ได้ ดองครบ 3 เดือนแล้วสามารถเทน้ำผึ้งออกและเติมน้ำผึ้งเพื่อดองใหม่ โดยทำได้ 3 ครั้ง
   
ยาดองสมอ สรรพคุณบำรุงร่างกาย แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ  ใช้สมอ 63 ลูกล้างให้สะอาดวางให้สะเด็ดน้ำทุบพอแตกหรือไม่ทุบก็ได้ ใส่ลงในโหลดอง เติมน้ำผึ้งประมาณ 2 ลิตร ลงไป ปิดฝาให้สนิทอย่าให้โดนแดด ทิ้งไว้อย่างน้อย 3 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปีก็ได้ รับประทานเช่นเดียวกันบอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง
   
ยาดองกล้วยน้ำว้า สรรพคุณบำรุงร่างกายได้ทุกระบบ โดยเฉพาะบำรุงกำหนัด รักษาโรคไม่สู้เมีย ใช้กล้วยน้ำว้า 32 ลูก ปลอกเปลือกออก ใส่โหล เทน้ำผึ้งลงไป 2 ลิตร  รับประทานเช่นเดียวกับบอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง
   
ด้าน  น.ส.เบญจวรรณ หมายมั่น แพทย์แผนไทยประยุกต์ กล่าวว่า ยาดองเหล้า มักจะใช้เหล้าขาว 40 ดีกรี ระยะเวลาดองอย่างน้อย 1 เดือน สมุนไพรที่นำมาดอง มักมีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย มีลักษณะเป็นเหง้า รากแก่น  ยาดองแป้งข้าวหมาก ใช้เวลาหมักประมาณ 3 วัน ปกติจะมีลูกแป้งข้าวหมากอยู่แล้ว นำมาดองกับสมุนไพรต่าง ๆดองเปรี้ยว เช่น ยาดองน้ำมะกรูด สรรพคุณเน้นบำรุงเลือดลม แก้ประจำเดือนไม่ปกติ ใช้เวลาดองประมาณ 1 เดือน  ดองน้ำผึ้ง สมุนไพรที่นำมาดอง เช่น มะขามป้อม กล้วย  ยอ  บอระเพ็ด อย่างกล้วยจะเหมาะกับผู้ชายเพราะเป็นยาบำรุงกำหนัด โดย ส่วนยอจะเหมาะกับสตรี แก้ปัญหาเลือดสม  ดองเกลือ เป็นการใช้เกลือสกัดสารสมุนไพร เช่น เอายอฝังลงไปหมักในเกลือ ใช้เวลาดองอย่างน้อย 3-6 เดือน พอครบกำหนดเอาลูกยอที่ดองมากินทั้งลูกเลย
   
สรุปว่า ยาดองสมุนไพร ภูมิปัญญาไทย ๆมิได้มีแค่ยาดองเหล้าเท่านั้น!!??

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน 2554