เปลี่ยนภัยภูมิแพ้ ให้เป็นมิตรกับลูกรัก

“ภูมิแพ้” เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ เพราะผลกระทบอาจมากกว่าแค่สุขภาพของลูก แต่อาจส่งผลไปถึงโอกาสในการเรียนรู้ ที่ถูกจำกัดด้วยเจ้าสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิแพ้”

แพทย์หญิงมณินทร วรรณรัตน์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ก่อนจะกล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิแพ้ ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร

ปกติเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมให้หมดไป โดยขั้นตอนแรกจะเป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Non-specific immune response) เป็นปราการด่านแรกในการกำจัดเชื้อโรค โดยมีกลไกการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายแบบไม่จำเพาะเจาะจง มีความสามารถในการป้องกัน หรือทำลายเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งแปลกปลอมไม่สูงนัก อาจกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

ถ้าระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะกำจัดสิ่งแปลกปลอมไม่หมด ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Specific immune response) ขึ้นมาต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมนั้น ซึ่งเป็นกลไกการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือแอนติเจนต่างๆ ในร่างกาย ที่มีความจำเพาะต่อแอนติเจนแต่ละชนิด ได้แก่ จุลินทรีย์ สารพิษ และโมเลกุลของสารต่างๆ ภายนอกร่างกาย รวมถึงเซลล์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในร่างกายด้วย ส่วนใหญ่แอนติเจนจะถูกกำจัดได้หมดและทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค  แต่ในกรณีที่แอนติเจนยังคงอยู่ ระบบภูมิคุ้มกันยังถูกกระตุ้นตลอดเวลา จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มีผลเสียต่อร่างกายแบบนี้ เรียกว่า ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) หรือภูมิแพ้ (Allergy)

แพทย์หญิงมณินทร กล่าวถึงภาวะภูมิแพ้ว่า คือโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการไวผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) ซึ่งธรรมชาติสารเหล่านี้อาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป โรคภูมิแพ้ในเด็กพบบ่อยในช่วงอายุ 5-15 ปี มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ มีอาการก่อนอายุ 20 ปี โรคภูมิแพ้ส่วนหนึ่งถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ถ้าพบว่าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 25- 50 และถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 และมักจะมีอาการเร็ว

อวัยวะที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ

โรคภูมิแพ้อากาศ เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวเกิน โดยสารอิมมูโนโกลบูลินอี (IgE) ซึ่งเป็นสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเข้าทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่หายใจเข้าไป เป็นผลให้เซลล์บางชนิดในจมูก มีการแตกตัวและหลั่งสารเคมีออกมา ทำให้เกิดการอักเสบ คัดจมูก มีน้ำมูกไหล คันจมูก

โรคหืด สิ่งกระตุ้นจะลงไปที่หลอดลม ทำให้เกิดหลอดลมตีบ หอบ หายใจเร็ว มีเสียงหวีดในปอด

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง เกิดผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย

โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินอาหาร ทำให้ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด อาจทำให้เกิดอาการร่วมกับระบบอื่นๆ ได้ เช่น ลมพิษ หน้าตาบวม

โรคภูมิแพ้ทางตา ทำให้เกิดอาการแสบตา คันตา ตาบวม น้ำตาไหล

สารก่อภูมิแพ้ที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่

สารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ฝุ่น ไร แมลงสาบ รังแคหรือขนสัตว์ เชื้อราในอากาศ ควันบุหรี่

สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน เช่น ละอองหญ้า เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันรถ ก๊าซพิษ แมลง

ปัจจัยอื่นๆ เช่น ยาปฏิชีวนะ อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล ไข่ขาว นมวัวและแป้งสาลี ทารกที่ได้รับนมแม่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน พบว่ามีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้น้อยลง ทารกที่ได้รับอาหารเสริมตั้งแต่อายุ 4 เดือนมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่ไม่ได้รับอาหารเสริมถึง 3 เท่า

การทดสอบโรคภูมิแพ้สามารถทำได้ 2 วิธี

การทดสอบในร่างกาย
การทดสอบทางผิวหนัง (skin test) โดยนำเอาน้ำสกัดของสารก่อภูมิแพ้มาหยดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนหรือหลัง ใช้ปลายเข็มกดลงบนผิวหนังเพื่อให้น้ำยาซึมซับลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ผู้ป่วยที่แพ้จะมีรอยนูนคล้ายตุ่มยุงกัด

ทดสอบโดยการท้าทาย ( Challenge test) โดยนำสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยตามที่คำนวณได้ มาทดสอบโดยการรับประทาน ฉีด หรือทา แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ แต่ต้องทำในโรงพยาบาล และเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

การทดสอบนอกร่างกาย เช่น การเจาะเลือดไปตรวจ ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดยาได้

เปลี่ยนภัยภูมิแพ้  ให้เป็นมิตรกับลูกรัก

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้  เช่น งดใช้พรม ไม่สะสมหนังสือ ของเล่น ตุ๊กตาที่มีขนในห้องนอน ไม่ควรใช้เครื่องนอนที่ทำจากนุ่น และหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำด้วยน้ำร้อน 60 องศา นาน 15-20 นาที ทำความสะอาดครื่องปรับอากาศเป็นประจำ เพื่อฆ่าตัวไรฝุ่นและตากแดดให้แห้ง งดการสูบบุหรี่ในบ้าน ไม่ควรใช้แป้งฝุ่น สเปรย์ปรับอากาศ และยาจุดกันยุง ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขนในบ้าน เช่น แมว สุนัข กำจัดขยะและเศษอาหารต่างๆ ควรมีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแมลงสาบ เป็นต้น

2. ครอบครัวที่ทารกมีโอกาสเกิดภูมิแพ้ ควรส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน

3. ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอนาน 30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

4. การใช้ยาและการฉีดสารภูมิแพ้ Immunotherapy (desensitization)

ภาวะภูมิไวเกินหรือภูมิแพ้ เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขและควบคุมได้ หากได้รับการทดสอบและรู้แน่ชัดว่าลูกมีปฏิกิริยาต่อสารอะไร ก็สามารถให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ที่เด็กมีสิทธิ์จะได้รับ เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กๆ

Super Kid’s Center โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: ไทยรัฐ 28 มีนาคม 2555

Advertisements