ไอเรื้อรัง…ต้องหาสาเหตุ

แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการไอเรื้อรังไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมจากคอและทางเดินหายใจ หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็หายได้ แต่หากไอนานกว่านั้น ซึ่งมักจะเป็นผลของโรค หรือความผิดปกติบางอย่างที่เกิดจากตัวผู้ป่วย วิธีที่จะทำให้หายขาดได้เร็ว จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นที่ร้ายแรงและรอการรักษาอยู่ก็ได้

อาการไอเรื้อรังทั่วๆ ไปถือว่าไอเป็นเวลาติดต่อกันนานไม่น้อยกว่า 3 อาทิตย์ สาเหตุของการไอเรื้อรังนั้นอาจจะเป็นจากโรคที่ไม่รุนแรงก็ได้ เช่น อาการไอเรื้อรังหลังจากการที่เป็นไข้หวัดตามที่กล่าวมา หรืออาจจะเป็นอาการของโรคที่รุนแรง เช่น วัณโรคปอด หรือมะเร็งของปอดเป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย ควรหาสาเหตุว่าไอจากอะไรก่อนที่จะเป็นการสายเกินไป

แต่โดยทั่วไปอาการไอเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคของระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยสุดคือ Post Natal Drip ซึ่งเป็นอาการน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอ จะพบในคนที่เป็นหวัด ภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ และที่รองลงไปคือ โรคหอบหืด

การไอไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น โรคกรดไหลย้อยก็เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และเพราะร่างกายต้องการกำจัดของเสียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจ จึงแสดงออกในรูปของอาการไอตามมานั่นเอง ซึ่งคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนอาจไม่รู้ตัวเองก็ได้

อาการเบื้องต้นของคนที่มีอาการไอ จะมีทั้งแบบอาการไอแห้ง และไอมีเสมหะ ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ปวดศีรษะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการเจ็บ แสบ บริเวณลิ้นปี่ร่วมด้วย

ผู้ที่ไอมากๆ และไอนานๆ อาจเกิดอาการเหนื่อยหมดแรง ซึ่งพบได้ในราว 57% ในผู้ป่วยที่ไอมาก, นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ 45%, เจ็บหน้าอก 45%, เสียงแหบ 43%, เหงื่อออก 42% และปัสสาวะเล็ด 33%

คุณหมอมีคำแนะนำสำหรับการรักษาอาการไอ จะต้องรักษาสาเหตุของโรคที่เป็นถึงจะหายขาด เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อ การใช้ยาลดบวมของเยื่อจมูกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ หรือการให้ยาลดกรดในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน เพียงเท่านี้ก็จะหายจากอาการไอเรื้อรังที่น่ารำคาญได้แล้ว

การดูแลตัวเองในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ควรจะจิบดื่มน้ำอุ่นให้บ่อย เพื่อช่วยละลายเสมหะในคอ งดสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ การดื่มชาร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงร้อน ก็ช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี การพักผ่อนและการงดใช้เสียงก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ถ้าผู้ป่วยยังพูดมากอาการไอจะไม่ทุเลา

ที่ผ่านมา หลายคนมักมีความเชื่อกันว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไอควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด คุณหมอขยายความว่า ความเชื่อนี้ไม่มีผิดซะทีเดียว ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาหารทอดจะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงอาการไอ แต่สำหรับอาการไอเรื้อรังที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ไม่มีอาหารอะไรที่ต้องห้าม จึงสามารถกินทุกเมนูได้ปกติ

“การป้องกันอาการไอโดยตรงในตอนนี้ยังไม่มี แต่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง งดสูบบุหรี่ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง”อายุรแพทย์ กล่าวและว่า สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังเป็นๆ หายๆ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เป็นเพราะเขาสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน วิธีแก้จึงต้องเริ่มที่งดสูบ และหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เพียงเท่านี้ก็ห่างจากอาการไอเรื้อรังได้แล้ว

ทั้งนี้ การไอเรื้อรัง แม้จะไม่ใช่โรค แต่มักเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ที่ร่างกายคนคนนั้นเป็น ผู้ที่พบว่าตัวเองมีอาการไอเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุโรค และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ทีี่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 กุมภาพันธ์ 2555

Advertisements

คลิป แมลงสาบ ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้ -รายการพบหมอศิริราช

รายการพบหมอศิริราช ตอน แมลงสาบ ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้

ภูมิแพ้แมลงสาบ

วัคซีนDNA รักษาภูมิแพ้แมลงสาบ

ตอนโตเลี้ยงแมว ทำภูมิแพ้กำเริบง่าย

เตือนผู้ใหญ่ที่เพิ่งจะเลี้ยงแมวเป็นครั้งแรก อาการภูมิแพ้กำเริบได้ง่าย ผลวิจัยพบความเสี่ยงเพิ่มเป็นสองเท่า

ด้วยสายตาที่เว้าวอน เสียงร้องเหมียวๆ อันออดอ้อน และชอบเข้ามาคลอเคลีย ทำให้คนรักสัตว์หลายคนอยากเลี้ยงแมวแต่ถ้าคุณมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้และไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อนเลยในชีวิต ต้องคิดให้ดี?!

เพราะผลการวิจัยต่างประเทศที่ใช้เวลากว่า 9 ปี ศึกษากลุ่มตัวอย่างชาวยุโรปหลายพันคน พบว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว และเพิ่งนำแมวมาเลี้ยงจะเพิ่มโอกาสให้อาการภูมิแพ้กำเริบได้ง่ายขึ้นถึงสองเท่า ส่วนคนที่แม้จะเป็นภูมิแพ้ แต่เคยเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยยังเด็กๆ ร่างกายมีแนวโน้มที่อาจจะแกร่งพอป้องกันภูมิแพ้กำเริบเมื่อใกล้แมวในอนาคต

อาการของโรคภูมิแพ้ที่กำเริบเพราะคลุกคลีกับแมว มักเริ่มจากหายใจมีเสียงวี๊ด จาม และคันตา จากนั้นร่างกายจะไวต่อสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิแพ้กำเริบเช่นกัน หรือแพ้โน่นแพ้นี่ได้ง่ายๆ

วิธีแก้ไข คือ ต้องไม่เลี้ยงแมว แต่สำหรับคนรักแมวที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ ผู้วิจัยหลายสำนักที่ศึกษาในประเด็นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์รักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืด ในเกนส์วิลล์ จอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเวอโรนา ในอิตาลี ต่างแนะนำว่า ไม่ควรให้แมวเข้าไปในห้องนอนด้วย หรือถ้าเป็นไปได้ ควรเลี้ยงไว้นอกบ้าน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดนั้น ไม่สมควรเลี่ยงแมวอย่างยิ่ง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 3 มกราคม 2555

ปราบภูมิแพ้ด้วยมือเปล่า

น้องหมาน้องแมวแสนรัก ถูกโอบอุ้มไม่ต่างจากน้องเล็กของบ้าน เมื่อกาลเวลาผ่านไป น้องเล็กแสนรักก็ชักนำโรคภูมิแพ้-หอบหืดมาให้คนเลี้ยง

การจามและมีน้ำมูก หายใจหอบหืด หลังจากได้สัมผัสดอกไม้ หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก รวมถึงอาจมีผื่นขึ้นตามเนื้อตัว กระทั่งเกิดอาการคันรอบดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ เหล่านี้ล้วนอยู่ในข่ายอาการของโรคภูมิแพ้ ซึ่งสามารถควบคุมให้หายได้ด้วยตัวเราเอง

พญ.ลินน่า งามตระกูลพานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และหอบหืด โรงพยาบาลกรุงเทพ มีคำแนะนำสำหรับคนรักสัตว์ว่า บ้านหลังไหนที่มีสัตว์เลี้ยง อย่างแมว สุนัข หรือสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นที่มีขน วิธีการที่จะทำให้อาการภูมิแพ้ถูกกระตุ้นน้อยลง ควรทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบ้านที่มีโซฟาควรทำความสะอาดเป็นพิเศษเนื่องจากขนสัตว์อาจเข้าไปติดตามซอก

ควรจัดบริเวณให้สัตว์เลี้ยงอยู่นอกบ้าน หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าห้องนอน ห้องรับแขก หรือห้องอาหาร ซึ่งผู้อยู่อาศัยต้องใช้ประโยชน์พื้นที่บ่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของสารก่อภูมิแพ้ในบริเวณบ้าน และควรล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสัตว์เลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยง หรือกรณีที่เกิดอาการภูมิแพ้ที่ระบบทางเดินหายใจสามารถใช้น้ำเกลือล้างจมูกเองหรือตามแพทย์สั่งวันละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันสารก่อภูมิแพ้ลุกลามไปยังปอด

ควรจับสัตว์เลี้ยง อาบน้ำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อลดการหลุดร่วงของขน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสารก่อภูมิแพ้ โดยเฉพาะในขนแมวซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าสามารถกักเก็บสารก่อภูมิแพ้ไว้บนเส้นขนได้นานที่สุด และควรกำหนดขอบเขตให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในบริเวณที่เหมาะสมไม่เพ่นพ่านไปทั่วบ้าน

“สำหรับคนที่ยังอยู่ระหว่างวางแผนจะเลี้ยงสัตว์ หมอแนะนำว่าไม่ควรเลี้ยงในที่พักอาศัย โดยเฉพาะการเลี้ยงในพื้นที่อับลม อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ สัตว์ที่เลี้ยงอาจเลือกเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีขนสั้น เพื่อลดการสะสมสารก่อภูมิแพ้ที่ขน ซึ่งก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นร่างกายของผู้เลี้ยงให้เกิดภูมิแพ้อยู่ดี”

ควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติดักจับวัตถุปนเปื้อนในอากาศซึ่งมีขนาดอนุภาค 0.3 ไมครอน อย่างเช่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ขนสัตว์ เป็นต้น

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคภูมิแพ้สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วคือ ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขนในบริเวณบ้าน เพราะจะยิ่งทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ทวีความรุนแรง กระทั่งลุกลามเป็นโรคหอบหืดตามมาได้ในอนาคต หรือสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะระยะยาวหากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเป็นโรคภูมิแพ้ตามมาได้เช่นกัน

คุณหมอ กล่าวอีกว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถตรวจคัดกรองโรคภูมิแพ้ได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยอาศัยพันธุกรรมของพ่อและแม่ประกอบกัน ผู้ที่มีประวัติว่าสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้มากถึง 80%

“ในบ้านที่คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนและมีเด็กอ่อน ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน เพราะปัจจัยนี้เป็นตัวกระตุ้นให้คนในบ้านเกิดอาการภูมิแพ้ได้โดยตรง เนื่องจากน้ำลาย ขน และรังแคหรือเศษสะเก็ดผิวหนังของสัตว์จะกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้นั่นเอง”

อาการของโรคภูมิแพ้ต่างกันไปในแต่ละจุดที่เกิดอาการ หากเกิดกับทางเดินหายใจ ตั้งแต่รูจมูกลงไปยังปอด จะทำให้เป็นหวัด คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันคอ เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ เสียงแหบแห้ง และลงไปยังหลอดลม ทำให้หลอดลมตีบตัน และระยะยาวหากไม่รับการรักษาอาจเป็นหอบหืดตามมาได้

หากสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางผิวหนัง จะทำให้เกิดผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย หรือหากสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางอาหาร จะทำให้ท้องเสีย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด เป็นลมพิษ หน้าตาบวม และถ้าสิ่งกระตุ้นเข้ามาทางตา จะทำให้เกิดอาการแสบตา คันตา หนังตาบวม น้ำตาไหล

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรคภูมิแพ้สามารถรักษาให้หายขาดได้แล้วด้วยการรับยาฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี โดยค่ารักษาอยู่ที่หลักหมื่นบาท ผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ปราศจากสารก่อภูมิแพ้และควรหลีกเลี่ยงสถานที่หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 20 ธันวาคม 2554

นวัตกรรมใหม่ ในการทดสอบภูมิแพ้ด้วย Patchtes

นวัตกรรมใหม่ ในการทดสอบภูมิแพ้ด้วย Patchtes

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง Patch test

สำหรับผู้ป่วยผิวหนังที่แพ้ง่ายการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังที่ทดสอบด้วย Patch test จะเป็นเรื่องง่ายทำให้ผู้ป่วยทราบว่าผู้ป่วยนั้นแพ้สารอะไร ดังเช่นผู้ป่วยที่มีอาการผื่นขึ้นเป็นๆ หายๆ ประมาณ 1 ปี หลังจากได้ทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแล้วก็ทราบว่าแพ้น้ำหอมที่อยู่ในเครื่องสำอาง จึงทำการแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีน้ำหอม ผู้ป่วยก็หายขาดจากการมีผื่นแพ้จากการใช้เครื่องสำอาง ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว ควรทำการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดด้วย ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจเลือด การทดสอบทางจมูก (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้) หรือการทดสอบทางผิวหนัง โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง เพราะทำได้ง่ายและให้ผลรวดเร็วและสิ้นเปลืองน้อย ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้วควรทำการตรวจเลือด การทดสอบทางจมูก (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้) หรือการทดสอบทางผิวหนัง โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง เพราะทำได้ง่ายและให้ผลรวดเร็วและสิ้นเปลืองน้อย หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง

หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการใช้ยา คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ แต่เนื่องจากรอบตัวคนเรานั้นมีสารก่อภูมิแพ้อยู่มากมาย การที่จะหลีกเลี่ยงให้หมดทุกอย่างคงทำได้ยาก แต่ถ้าเราทราบว่าเราแพ้สารใดแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นๆ โดยตรงก็จะทำให้ผลการรักษาโรคดีขึ้น

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/24222