หมอเตือนภัยมะเร็งช่องปากพุ่งติด1ใน10อันดับแรกพบในคนไทย

ascannotdo121226_001นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า มะเร็งช่องปากเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบในคนไทย ข้อมูลจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในปี 2555 พบมะเร็งที่ลิ้นมากที่สุดจำนวน 354 ราย โดยเป็นมะเร็งที่โคนลิ้น 181 ราย และมะเร็งที่ส่วนอื่น ของลิ้น 173 ราย รองลงมาคือมะเร็งที่เพดานปาก 284 ราย มะเร็งที่พื้นของช่องปาก มะเร็งที่เหงือก และมะเร็งริมฝีปาก ส่วนที่ยังคงพบน้อยคือมะเร็งที่ต่อมน้ำลาย

โดยสัญญาณเตือนของมะเร็งช่องปากในระยะแรก จะมีแผลเรื้อรังในช่องปากที่เป็นแล้วไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีแผ่นฝ้าสีขาวถูไม่ออกหรือแผ่นฝ้าสีแดง มีก้อนที่ปากหรือคอ ขอบลิ้น หรือขอบริมฝีปากมีลักษณะแข็งเป็นไต เจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือมีอาการแสบที่ลิ้น หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งช่องปากคือผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมาก เป็นประจำ และมีประวัติญาติป่วยเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งในช่องปากเป็นประจำทุกปี การตรวจพบรอยโรคระยะแรกหรือรอยโรคก่อนมะเร็ง และรีบรักษาจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

โดยกรมอนามัยได้เริ่มโครงการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อให้ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดในปี 2554 ใน 12 จังหวัด คือ สระบุรี สมุทรสาคร พิษณุโลก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช ยะลา นครราชสีมา อุบลราชบุรี หนองบัวลำภู และแพร่ พบกลุ่มเสี่ยง 8,861 ราย อายุเฉลี่ย 53 ปี เป็นชายร้อยละ 46 หญิงร้อยละ 54 ในจำนวนดังกล่าวพบว่าสูบบุหรี่ร้อยละ 26 ดื่มเหล้าร้อยละ 18 กินหมาก ร้อยละ 8 ครอบครัวมีประวัติมะเร็งร้อยละ 11 และพบรอยโรคในช่องปากทั้งหมด 712 ราย พบรอยโรคก่อนมะเร็ง 67 ราย

ด้าน ทันตแพทย์สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย จะดำเนินการต่อในปี 2555-2557 คือการพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากรทั่วประเทศในการคัดกรองรอยโรคก่อนมะเร็งช่องปากและช่วยผู้ป่วยให้เลิกบุหรี่ พัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัดและในเขต พัฒนาทันตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการรับส่งต่อผู้ป่วย

รวมถึงพัฒนาแนวทางการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคใน กลุ่มเสี่ยง มีการจัดทำฐานข้อมูลผลการตรวจคัดกรองรอยโรคในช่องปาก และรณรงค์สร้างกระแสให้ประชาชน ไปรับการตรวจเนื้อเยื่อในช่องปาก และได้รับการแนะนำเรื่องการเลิกบุหรี่ที่คลินิกทันตกรรม เพื่อให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งช่องปากลดลง

ที่มา : มติชน 21 ธันวาคม 2555

Advertisements

แผลร้อนในหรือแผลในปาก

แผลร้อนในหรือแผลในปาก  

 
               แผลร้อนในหรือแผลในปาก มักเกิดในช่วงวัยรุ่นและสามารถเกิดได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งอาจเกิดได้หลายสาเหตุ มีหลายประเภทดังนี้ 

              1. แผลขนาดเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-10 มิลลิเมตร พบได้บ่อยที่สุดและหายได้ภายใน 7-10 วัน

              2. แผลขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง มากกว่า 10 มิลลิเมตร พบได้น้อยกว่าแผลขนาดเล็ก และอาจใช้เวลานาน 10-30 วัน แผลจึงจะหายได้ เมื่อหายแล้วอาจกลายเป็นแผลเป็นได้

              3. แผลเฮอร์ปิติฟอร์ม เป็นแผลขนาดเล็กหลายแผลรวมกัน (ไม่เกี่ยวข้องกับแผลเริมในปาก) และหายได้เองใน 7-10 วัน

              อาการ

              ของแผลร้อนในหรือแผลในปากมักพบแผลตามลิ้น เยื่อบุด้านในของริมฝีปาก หรือตามเหงือก อาจเกิดได้ 1-2 ครั้งต่อปีหรือมากกว่านั้น มักมีอาการปวดแสบร้อนที่แผล แผลในปากไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่สามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้

              สาเหตุ

              ของแผลร้อนในหรือแผลในปาก อาจเกิดจากการแพ้อาหาร หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ บางรายเกิดจากการขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี 12 ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินซี นอกจากนี้ก็อาจเกิดจากโรคลำไส้อักเสบ ความเครียด กัดโดนเยื่อบุปาก เคี้ยวของแข็ง แปรงฟันผิดวิธี   รับประทานอาหารเผ็ดร้อน สูบบุหรี่หรือฟันปลอมที่สวมไม่พอดี ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอรีลซัลเฟต ก็อาจทำให้เกิดแผลในปากได้

              ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติสามารถทำให้เกิดการอักเสบของร่างกาย เช่น โรคเอสแอลอี โรคโครห์น หรือ โรคเบเซ็ท ซึ่งก็อาจทำให้เกิดแผลอักเสบในปากได้ ในผู้หญิงบางคนอาจเกิดแผลในปากได้ในขณะมีประจำเดือน บางรายก็อาการดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์

              วิธีการรักษาและข้อแนะนำ

              1. ควรหลีกเลี่ยงการทานมันฝรั่งทอดหรือของแข็งที่อาจทิ่มแทงเยื่อบุปากได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน

              2. แนะนำให้ใช้น้ำยาล้างปาก หรือน้ำเกลือบ้วนปาก

              3. ทายาที่แผลในปาก ได้แก่ ครีมยาชา หรือครีมสเตียรอยด์

              4. รับประทานยาแก้ปวด หรือให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ และดื่มน้ำเย็น ๆ

              5. รับประทานวิตามินบีและซี

              6. ถ้าเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคเอสแอลอี โรคโครห์น หรือ โรคเบเซ็ท ควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการของโรคนั้น

              ส่วนใหญ่แผลในปากจะค่อย ๆ หายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ยาอื่นๆ นอกจากยาบรรเทาปวดเป็นครั้งคราว ลักษณะของโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผลในปาก

              1. โรคเอสแอลอี เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง อาจพบความผิดปกติตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น มีผื่นขึ้นตามแก้ม ปลายนิ้วมือซีดและเขียว เมื่อสัมผัสอากาศเย็น ผมร่วง มีภาวะไตอักเสบ บวมทั้งตัว หรือสมองอักเสบ เป็นต้น

              2. โรคโครห์น  เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดลำไส้อักเสบ การอักเสบส่วนใหญ่นั้นมักจะเกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กส่วนปลายที่ต่อกับลำไส้ใหญ่ การอักเสบจะทำให้ผนังลำไส้หนาตัวมากขึ้น อาจคลำก้อนในท้องได้ หรือมีจุดกดเจ็บที่ท้อง มีผื่น ปวดข้อ และแผลในปาก

              3. โรคเบเซ็ท จะพบแผลในปากเป็น ๆ หาย ๆ มีแผลที่อวัยวะเพศ ตาอักเสบ นอกจากนี้อาจมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย

              4. แผลเริมในปากเป็นการติดเชื้อเริมที่ริมฝีปากเกิดจากเชื้อเฮอร์ปีส์โดยมีลักษณะเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ บริเวณริมฝีปากเหงือกและมีอาการปวด จะติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง เช่น การจูบ หรือการใช้ของร่วมกัน เช่น การใช้ใบมีดโกน การใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน หลังจากได้รับเชื้อ 7-10 วันจะเริ่มเกิดอาการแสบร้อนและตามด้วยตุ่มใสเล็ก ๆ ตุ่มใสนี้จะอยู่เป็นเวลา 7-10 วันแล้วจึงเริ่มหาย

              5. มะเร็งในช่องปาก ลักษณะเป็นปื้นแผลสีขาว หรือเป็นก้อนที่แตกออกเป็นแผลเรื้อรังที่ไม่หายขาด

              6. โรคเอดส์มักเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ แผลมักหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน ควรให้การรักษาตามอาการเพื่อทุเลาปวดเช่น ป้ายยาสเตียรอยด์หรืออมน้ำแข็ง ถ้าเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ และไม่หายขาดอาจเกี่ยวข้องกับโรคเอสแอลอี โรคโครห์น โรคเบเซ็ท แผลเริมในปาก มะเร็งช่องปาก หรือโรคเอดส์ได้
 
 
 
 
ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2554