รู้จัก ‘มะเร็งตับ’

dailynews130727_001จากกรณีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “พี่เป้า” สายัณห์ สัญญา ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับระยะ 4  โดยที่เจ้าตัวก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่า เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพตลอด แล้วป่วยได้อย่างไร เชื่อว่าแฟนเพลงหลายคนที่ติดตามข่าวสารของพี่เป้าอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วง คงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า มะเร็งตับพบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง ปีหนึ่งมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 13,000 คน ชนิดที่พบบ่อยเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ตับ กับเซลล์ท่อน้ำดีในตับ โดยมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อน้ำดีในตับพบมากทางภาคอีสาน จากการกินปลาดิบ บวกกับอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารหมักดอง ทั้งนี้มะเร็งตับอาจเกิดจากตัวของมันเอง หรือมะเร็งที่อื่นกระจายมาที่ตับก็ได้

“มะเร็งตับ” กับ “มะเร็งตับอ่อน” ไม่เหมือนกัน เพราะเป็นอวัยวะคนละส่วนกัน  มะเร็งตับไม่กระจายไปตับอ่อน แต่มะเร็งตับอ่อนกระจายไปยังตับได้  เพราะฉะนั้นถ้าเจอทั้งมะเร็งตับและตับอ่อนในผู้ป่วย แสดงว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนแล้วกระจายไปที่ตับ

คนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาจจะเป็นมะเร็งตับได้ จากไวรัสตับอักเสบบีและซี  การดื่มเหล้าเป็นประจำจนเกิดภาวะตับแข็ง การกินอาหารที่มีเชื้อรา โดยเฉพาะธัญพืชมีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง พริกป่น เป็นต้น

ส่วน “มะเร็งตับอ่อน” พบน้อยกว่ามะเร็งตับ 10 เท่า ปีหนึ่งพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 1,300 คน  มีเซลล์ 2 ชนิดที่เป็นบ่อย คือ เซลล์ท่อตับอ่อน เป็นมะเร็งได้ 90-95% เป็นแล้วรุนแรง ส่วนอีกชนิดคือเซลล์จากต่อมไร้ท่อ พบไม่บ่อย พบได้ประมาณ 5-10% เจริญเติบโตช้ากว่า การรักษาจะดีกว่า

“มะเร็งตับอ่อน” อาจมีปัจจัยมาจากการสูบบุหรี่ เพราะตับอ่อนไวต่อสารก่อมะเร็ง คนไม่สูบบุหรี่ก็เป็นได้ จากภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง บ้านเรามักเกิดจากการดื่มสุรา แต่บางครั้งก็ไม่รู้สาเหตุ หรือคนที่เป็นโรคเบาหวาน กินอาหารที่มีไขมันสูง เป็นโรคอ้วน ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้

มะเร็งตับ ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม ระยะที่ 2 ก้อนใหญ่ขึ้น กินเส้นเลือดที่อยู่ในตับ  ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามกินเส้นเลือดใหญ่ และระยะที่ 4 มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่น

การรักษามะเร็งตับจะใช้วิธีการผ่าตัด  ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กสามารถใช้ความร้อนจี้ได้  ส่วนการฉายแสงค่อนข้างลำบาก เพราะเนื้อตับจะถูกทำลาย

มะเร็งตับอ่อน  ระยะที่ 1 จำกัดอยู่เฉพาะในตัวตับอ่อน ระยะที่ 2 กระจายไปนอกตับอ่อนบริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ  ระยะที่ 3 ลุกลามไปสู่เส้นประสาทและหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง และระยะที่ 4 กระจายไปยังอวัยวะอื่น การรักษามะเร็งตับอ่อนใช้วิธีการผ่าตัดเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนไหนของตับอ่อน เพราะวิธีการรักษาต่างกัน เช่น ส่วนหัวอาจผ่าตัดได้ยาก

เมื่อเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หากผู้ป่วยไม่รักษาเลย อาจมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-5 เดือน แต่ถ้ารักษา ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม อาจช่วยยืดชีวิตไปได้ 2 เท่าหรือประมาณ 10 เดือน หรืออาจอยู่ได้นานกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งที่เป็นด้วย ในทางการแพทย์การยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปถือว่าได้ประโยชน์.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2556

Advertisements

กินเนื้อปิ้งสุกมากจนไหม้เกรียม อาจเสี่ยงภัยมะเร็งของตับอ่อน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์คริสติน แอนเดอสัน แห่งวิทยาลัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมินเนโซตา พบว่า เนื้อที่ถูกปิ้งย่างด้วยความร้อนสูงจนไหม้และเกรียม อาจทำให้เป็นมะเร็งของตับอ่อนได้

เขาแจ้งว่าการปิ้งย่างเนื้อด้วยความร้อนสูงแบบนั้น อาจก่อสารที่ทำให้เป็นมะเร็งขึ้นได้ แต่ถ้าหากปิ้งด้วยไฟอ่อน หรือต้มหรือเคี่ยวจะไม่เป็นแบบนั้น

อาจารย์กับคณะ กล่าวแจ้งว่า “เราต้องการศึกษาเรื่องมะเร็งตับอ่อนโดยเฉพาะ และต้องการจะหาหนทางป้องกันมะเร็งชนิดนี้ ด้วยเหตุว่ายังรักษาได้อย่างจำกัดมาก และผู้ป่วยมักเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว”

ระหว่างที่ศึกษาเป็นเวลา 9 ปี ได้พบผู้ป่วยมะเร็งของตับอ่อน 208 ราย ล้วนแต่ชอบกินสเต๊กที่สุกมาก ซึ่งจะเสี่ยงกับโรคสูงกว่าผู้ที่ชอบกินสุกน้อยกว่าหรือไม่ได้กินสเต๊กเกือบร้อยละ 60.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Charred lamb cooking on a barbecue. Meat cooked at high temperatures to the point of burning and charring may increase the risk of pancreatic cancer. (Credit: iStockphoto/David Cannings-Bushell)

 

Charred Meat May Increase Risk Of Pancreatic Cancer

ScienceDaily (Apr. 22, 2009) — Meat cooked at high temperatures to the point of burning and charring may increase the risk of pancreatic cancer, according to data presented at the American Association for Cancer Research 100th Annual Meeting 2009.

Kristin Anderson, Ph.D., associate professor at the University of Minnesota School of Public Health, said the finding was linked to consumption of well and very well done meats cooked by frying, grilling or barbecuing. Cooking in this way can form carcinogens, which do not form when meat is baked or stewed.

Anderson and colleagues conducted a prospective analysis that included 62,581 participants. “My research has been focused on pancreatic cancer for some time, and we want to identify ways to prevent this cancer because treatments are very limited and the cancer is often rapidly fatal,” she said.

Anderson and colleagues used information from surveys that were a part of the PLCO (Prostate, Lung, Colorectal and Ovarian) Multi-center Screening Trial. Participants provided information about their meat intake, preferred cooking methods and doneness preferences.

Over the course of nine years, researchers identified 208 cases of pancreatic cancer. Preferences for high temperature cooked meat were generally linked with an increased risk; subjects who preferred very well done steak were almost 60 percent as likely to get pancreatic cancer as compared to those who ate steak less well done or did not eat steak. When overall consumption and doneness preferences were used to estimate the meat-derived carcinogen intake for subjects, those with highest intake had 70 percent higher risk than those with the lowest intake.

“We cannot say with absolute certainty that the risk is increased due to carcinogens formed in burned meat,” said Anderson. “However, those who enjoy either fried or barbecued meat should consider turning down the heat or cutting off burned portions when it’s finished; cook meat sufficiently to kill bacteria without excess charring. In addition, the precursors of cancer-causing compounds can be reduced by microwaving the meat for a few minutes and pouring off the juices before cooking it on the grill.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Association for Cancer Research.

 

 

Data from:    sciencedaily.com