หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

dailynews141025_01เนื่องด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการผ่าตัด ทำให้ประสิทธิภาพการผ่าตัดทางเลือกโดยทำให้บาดเจ็บน้อยได้รับความนิยมอย่างสูง การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้รับการพัฒนาเพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านความสามารถของมนุษย์ การพัฒนาของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เริ่มจากระบบทางอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยในการทำงานในที่เสี่ยงภัย เช่น บริเวณที่มีกัมมันตภาพรังสีใต้มหาสมุทร หรือแม้กระทั่งในอวกาศ

สำหรับทางการแพทย์บางครั้งศัลยแพทย์ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ทุกที่ เช่น บริเวณแนวหน้าของสงคราม หรือบริเวณทุรกันดารที่ต้องการศัลยแพทย์อย่างเร่งด่วน ทำให้มีการคิดค้นและริเริ่มการผ่าตัดทางไกลโดยใช้ศัลยแพทย์ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1985 ในชื่อ PUMA (พูมา) โดยใช้ในการเจาะชิ้นเนื้อสมอง ต่อมาปี ค.ศ. 1988 ดร.นาธาน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลแห่งลอนดอน ได้พัฒนาหุ่นยนต์ Probot ขึ้น เพื่อช่วยในการผ่าตัดผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบันหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้นำระบบ Da Vinci และระบบควบคุมการเคลื่อนไหว AESOP และ ZEUS มาใช้ ทำให้การผ่าตัดด้วยกล้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวของเครื่องมือในการผ่าตัดส่องกล้องธรรมดาสามารถหมุนได้ 4 ทิศทาง ขณะที่การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์สามารถหมุนเครื่องมือได้ถึง 7 ทิศทาง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการแก้ไขความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับเป็นกล้องที่สามารถทำให้ศัลยแพทย์มองเห็นภาพเป็น 3 มิติได้ และมือของหุ่นยนต์ยังสามารถช่วยลดการมือสั่นจากการเมื่อยล้าจากการผ่าตัดของศัลยแพทย์ได้

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดยังมีข้อเสียอยู่บ้าง ได้แก่ หุ่นยนต์มีราคาแพง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง และศัลยแพทย์ที่ใช้งานต้องได้รับการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือ ศัลยแพทย์จะขาดความรู้สึกอ่อน-แข็งจากการสัมผัสเนื้อเยื่อที่เป็นโรคกับเนื้อเยื่อปกติ อันเป็นผลจากการใช้งานหุ่นยนต์

ในปีนี้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่น Da Vinci SI ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นล่าสุดจากประเทศสหรัฐอเมริกา มาช่วยในการผ่าตัดรักษาโรคต่าง ๆ โดยที่ตัวหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดทั้งระบบจะประกอบไปด้วย ตัวหุ่นยนต์มี 4 แขน

แขนที่ 1 ช่วยในการถือกล้อง แขนที่ 2 และ 3 ช่วยในการตัด ผูก ตลอดจนเย็บเนื้อเยื่อ และแขนที่ 4 ช่วยในการดึงรั้งเนื้อเยื่อเสริมการผ่าตัด ส่วนกล้องของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นนี้เป็นกล้องแฝดเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์เห็นภาพเสมือนจริง 3 มิติ สุดท้ายเป็นคอนโซลควบคุมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

โดยทั่วไปจะพบว่าบทบาทของหุ่นยนต์นำมาใช้ผ่าตัดโรคต่าง ๆ ได้หลากหลายในทางศัลยกรรม สูตินรีเวชกรรม หรือแม้กระทั่งระบบหู คอ จมูก เมื่อการใช้หุ่นยนต์แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบันกับการช่วยผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก การผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด จึงกลายเป็นวิธีมาตรฐานวิธีหนึ่งที่นิยมใช้โดยมีข้อบ่งชี้ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากยังอยู่ในตัวต่อม และผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอต่อการผ่าตัดส่วนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มีหลายวิธี เช่น

1. การผ่าตัดแบบเปิด

2. การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องผ่านผนังหน้าท้อง

3. การผ่าตัดโดยมีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดโดยใช้กล้องผ่านหน้าท้อง

การผ่าตัดโดยการเปิดหน้าท้องนั้น มีการใช้วิธีการนี้ลดน้อยลง เพราะกายวิภาคตำแหน่งของต่อมลูกหมากอยู่ภายใต้อุ้งเชิงกราน ทำให้การผ่าตัดเป็นไปได้ยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก

และที่สำคัญคือเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้อาจทำอันตรายต่อเส้นประสาทนี้ได้ แต่ในรายที่มีมะเร็งระยะสามหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการกระจายของมะเร็ง เราอาจจำเป็นต้องตัดเส้นประสาทไปด้วยเลย ซึ่งมีผลต่อการกลั้นปัสสาวะหลังผ่าตัดได้ ต่อมามีการพัฒนาระบบเส้นใยนำแสงอย่างรวดเร็ว ทำให้การผ่าตัดด้วยกล้องส่องผ่านผนังหน้าท้องทำได้ดีมากขึ้น มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากจึงทำได้ซับซ้อนละเอียดมากขึ้น เห็นกล้ามเนื้อหูรูดและเส้นประสาทได้อย่างชัดเจน ทำให้การบาดเจ็บของอวัยวะเหล่านี้น้อยลงมาก

ต่อมาได้เริ่มมีการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาใช้ ทำให้การเห็นภาพเสมือนของจริงด้วยตาเปล่า เพราะเป็นภาพ 3 มิติ และเครื่องมือที่เจาะผ่านหน้าท้องทำหน้าที่คล้ายข้อมือมนุษย์ ซึ่งเข้าทำงานในโพรงอุ้งเชิงกรานได้อย่างดี การดูแลและระมัดระวังกล้ามเนื้อหูรูดและเส้นประสาทเป็นไปได้อย่างดีเลิศ ส่งผลให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดกลั้นปัสสาวะได้ และอวัยวะเพศฟื้นตัวกลับมาได้ดีและรวดเร็ว จะเห็นว่าข้อดีของหุ่นยนต์มาใช้ช่วยผ่าตัดมีมากมาย แต่อย่างไรก็ตามมีข้อเสียซึ่งเป็นปัญหาต่ออย่างมาก คือ เรื่องราคา เพราะเป็นเทคโนโลยีระดับสูง และนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ทำให้การผ่าตัดมีราคาสูงหลายแสนบาทในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปในอนาคต เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง

ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากอีกมาก และในโอกาสอันใกล้นี้ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-3859-5401 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม

ผศ.นพ.วิสูตร คงเจริญสมบัติ
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 25ตุลาคม 2557

Advertisements

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย

dailynews141011_02โรคของต่อมลูกหมากมักพบได้บ่อยในชายที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้ต่อมกระเพาะปัสสาวะและต่อมนี้โอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ ในวัยหนุ่ม ต่อมลูกหมากจะมีขนาดประมาณเท่าผลวอลนัท และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่าในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณ 50-60% และอุบัติการณ์จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 80% ในผู้ชายที่อายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน และอาการของคนไข้บางคนก็ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมากที่โตด้วย เพราะบางคนต่อมลูกหมากโตไม่มาก แต่โตในตำแหน่งที่กดเบียดท่อปัสสาวะพอดี ก็จะมีอาการมากได้ การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลากหลายชนิด ได้ผลการรักษาค่อนข้างดีและผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวลคือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มีโอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ในผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ 16.72% ซึ่งในประเทศไทยเองยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากของคนไทยเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันใช้การตรวจร่างกายทางทวารหนัก ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA ซึ่งย่อมาจาก Prostate Specific Antigen ในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสตรวจพบค่า PSA สูงกว่าปกติ แต่ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นกว่าปกติได้ เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็อาจมีค่า PSA ที่สูงกว่าค่าปกติโดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด ซึ่งโดยธรรมชาติค่า PSA มักจะสูงขึ้นช้า ๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้าม ยังมีปัจจัยบางอย่างที่อาจทำให้ค่า PSA ต่ำกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงอาจมีการส่งตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูงขึ้น และอาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุต่อไป

คำถามต่อมาคือ ควรจะเริ่มตรวจ PSA เมื่ออายุเท่าใด สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจนั้นมีน้อยมาก สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 40-54 ปี แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 55-69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี การจะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นคน ๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 55-69 ปี ดังนั้นก่อนทำการตรวจผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยต่อไป

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากโดยทั่วไปนั้น มีการศึกษาพบว่าโรคของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง ดังนั้น จึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบบุหรี่ ลดการทานอาหารประเภทเนื้อแดง และสารอาหารที่อาจจะสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือสารไลโคปีน ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนการรับประทาน สารไลโคปีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากนั้นก็คือการดูแลสุขภาพทั่วไปนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากอีกมาก และในโอกาสอันใกล้นี้ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-3859-5401 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม.

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 11 ตุลาคม 2557

ความเป็นจริงของการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยค่าพีเอสเอ : ข้อดีและข้อเสีย

อะไรคือค่าพีเอสเอ?

ค่าพีเอสเอ (PSA) เป็นคำย่อในภาษาอังกฤษกล่าวคือ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งจะสูงขึ้นได้ในผู้ชายที่มีมะเร็งต่อมลูกหมาก ระดับพีเอสเอสามารถทราบได้โดยการนำเลือดมาทดสอบและบางสถาบันแนะนำให้มีการตรวจพีเอสเอปีละครั้งในผู้ชายที่อายุมากกว่า50 ปี

ระดับพีเอสเอ “ปกติ” จะอยู่ระหว่าง 0 และ 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งในผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีค่าพีเอสเอมากกว่าปกติและอาจสูงมากถึง1,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร

มีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อเร็ว ๆ นี้ จากนักวิจัยและแพทย์ ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อแนะนำจากเดิม ที่ในอดีตที่ผ่านมาผู้ชายทุกคนอายุมากกว่า 50 ปีและผู้ชายที่อายุน้อยกว่า แต่มีความเสี่ยงสูงสำหรับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น ถูกแนะนำให้ได้รับการตรวจปีละครั้ง ต่อมาคำแนะนำดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ ให้มีการตรวจพีเอสเอเฉพาะผู้ชายที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากหรือผู้ชายที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ทำไมถึงมีการเปลี่ยนคำแนะนำ?

ในขณะที่ค่าพีเอสเออาจบ่งบอกว่ามีมะเร็งต่อมลูกหมาก ทว่าการศึกษาที่ผ่านมายังไม่เคยมีการรายงานที่น่าเชื่อถือว่า โดยเฉลี่ยผู้ชายที่มีความเสี่ยงแล้วได้รับการทดสอบพีเอสเอจะมีอายุที่ยืนยาวนานกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการตรวจพีเอสเอ และสิ่งนี้คือความเป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

แล้วจะมีคำอธิบายได้อย่างไรว่า ค่าพีเอสเอไม่สามารถช่วยให้รอดชีวิต หากทำการตรวจพีเอสเอแล้วพบมะเร็ง?

ข้อแรก มะเร็งต่อมลูกหมากเติบโตอย่างช้าๆ มีการศึกษารายงานว่าในผู้ชายที่อายุ 80 ปี มีอัตราสูงมากว่าจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 80 ปี เป็นที่ยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และเสียชีวิตจากโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง ได้แก่ โรคประจำตัวต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

ถัดมา การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากยังไม่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ผู้ป่วยบางคนหายจากมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการผ่าตัดหรือการฉายรังสีรักษา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนหนึ่งได้รับการรักษาเหล่านี้ อาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล และอาจจะเสียชีวิตจากการรักษาได้ เมื่อรวมภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดเหล่านี้มารวมด้วยกัน ดังนั้น อาจสรุปว่าประโยชน์ของการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากอาจไม่ได้มีค่าเกินผลในเชิงลบเหล่านี้

สุดท้าย การทดสอบพีเอสเอส่วนใหญ่ที่สูงมากกว่าปกตินั้น ไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

แล้วจะได้รับการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากอย่างไร?

เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่มีการทดสอบที่ดีเพื่อใช้ตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายที่มีความเสี่ยงโดยเฉลี่ย เช่นเดียวกันกับยังไม่มีการทดสอบเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งสมอง มะเร็งตับอ่อน หรือโรคปวดบวม แต่มะเร็งจะได้รับการวินิจฉัยเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว

ใครควรจะได้รับการทดสอบพีเอสเอ?

ผู้ชายซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปีเหมือนกับผู้ป่วย
ซึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันหรือยอมรับว่าไม่ได้ประโยชน์สำหรับผู้ชายอายุมากกว่าอายุ 65 ปี แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเฉลี่ยอายุระหว่าง 50 และ 65 ปีว่าควรได้รับการทดสอบหรือไม่

ผู้ชายจะยังคงได้รับการตรวจพีเอสเอหรือไม่..ถ้าแสดงความต้องการ?

ได้ครับ แต่ผู้แสดงความต้องการตรวจพีเอสเอ ควรจะเข้าใจว่าการตรวจดังกล่าว อาจนำไปสู่การรับหลายขั้นตอน รวมทั้งการผ่าตัด การรับรังสีรักษา และอาจจะต้องนอนในโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา เช่นเดียวกันกับอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ ภาวะแทรกซ้อนทั้งหลายเหล่านี้อาจมาโดยไม่มีการประกันได้ว่าจะเป็นไปตลอดชีวิตหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันก็ยังไม่มีการทดสอบที่ดีและเป็นที่ยอมรับกันอย่างสมบูรณ์

การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนโปรแกรมการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นสำหรับประชาชนทั่วไป แต่มีสองการศึกษาแบบสุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือคือ ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศยุโรป หากยึดตามผลการวิจัยของทั้งสองการศึกษา อาจกล่าวได้ว่าการตรวจคัดกรองสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรจำนวนมากยังไม่เหมาะสม

ฉะนั้น แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจเพื่อค้นหามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นกับผู้ป่วยที่ได้รับคำปรึกษาและทราบข้อมูลประโยชน์และข้อเสียมาเป็นอย่างดีแล้วก่อน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดคือ ผู้ที่มีช่วงอายุคาดหมายเฉลี่ย 10 ปีขึ้นไป อายุคาดหมายเฉลี่ยทั่วไปก็แบ่งย่อยตามอายุต่าง ๆ ตามแต่ที่เราต้องการทราบหรือต้องการศึกษา เช่น อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดคือ อายุคาดเฉลี่ยนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเสียชีวิตของแต่ละคน และอายุคาดเฉลี่ยเมื่ออายุ 60 ปี หมายถึงเมื่อมีอายุได้ 60 ปีแล้ว คาดว่าจะมีอายุต่อไปได้อีกกี่ปีจึงจะเสียชีวิต สำหรับคนไทย ในปี พ.ศ. 2555 อายุคาดหมายเฉลี่ยที่อายุ 60 ปี ของคนไทยผู้ชายเท่ากับ 19.1 ปี อายุคาดหมายเฉลี่ยที่อายุ 65 ปี ของคนไทยผู้ชายเท่ากับ 15.7 ปี แต่เมื่ออายุคาดหมายเฉลี่ยที่อายุ 80 ปี ของคนไทยผู้ชายเท่ากับ 5.7 ปี แนวทางปฏิบัติทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจพีเอสเอ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในกลุ่มที่มีครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และไม่มีความจำเป็นในการตรวจพีเอสเอสำหรับชายอายุมากกว่า 75 ปีและมีค่าพีเอสเอน้อยกว่าหรือเท่ากับ 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เพราะมีความเสี่ยงต่ำมากที่จะเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก

เนื่องด้วยคลินิกสุขภาพเพศชาย สาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการ “มาดูแลสุขภาพชาย เพื่อวันพ่อกันเถิด” ครั้งที่ 6 ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2555เวลา 06.30-12.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 8 และ 9 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ภายในงานสามารถรับการเจาะเลือดตรวจค่าพีเอสเอ เพื่อหามะเร็งต่อมลูกหมาก และวัดระดับเทสโทสเทอโรนเพื่อดูภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ฟรี!! ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (จำกัดเพียง 250 ท่าน) ได้ที่ คุณนงลักษณ์ สารสิทธิ์ โทรศัพท์ 08-7809-6126 ในวันและเวลาราชการ.

รศ.นพ.ดร.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์  10 พฤศจิกายน 2555

พบเส้นชีวิตของเนื้อร้ายในเซลล์ ใช้รักษามะเร็งของต่อมลูกหมาก

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแบนกอร์คลำพบสวิตช์ที่อยู่ในเซลล์ ปิดเปิดเพื่อฆ่าเนื้อร้ายด้วยความร้อนได้ โดยใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งขนานหนึ่ง รักษามะเร็งของต่อมลูกหมากและมะเร็งเฉพาะบริเวณอื่นๆ อย่างได้ผล

เบื้องหลังของวิธีการรักษาแบบใหม่นี้ อยู่ที่การพบว่า ความร้อนมีอิทธิพลลึกลับ สามารถไปปิดสวิตช์กลไกสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตายของเซลล์มนุษย์ได้

วารสารวิชาการ “เซลล์วิทยาศาสตร์” รายงานว่า อานุภาพของความร้อน อยู่ตรงที่สามารถจะไปปรับความถี่ของกลไกการอยู่รอด ให้ผลิตโปรตีนชนิดใหม่ขึ้นได้ ซึ่งโปรตีนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยีนที่อยู่ภายในยีนอีกตัวหนึ่งถูกปลุกให้อุ่นขึ้น

ดร.โทมาส คัสแปริ หัวหน้ากลุ่มชีววิทยาโครงสร้างพันธุกรรม  กล่าวว่า “การค้นพบนี้ทำให้อดนึกถึงชุดของตุ๊กตารัสเซียที่มีชื่อเสียงไม่ได้ ซึ่งจะมีตัวเล็กซ่อนอยู่ในตัวใหญ่ลงไปตามลำดับ  การที่มียีนอยู่ในยีนตัวอื่นจะช่วยอธิบายถึงว่าโครงสร้าง พันธุกรรมมนุษย์ ยังมีจำนวนยีนที่เล็กกว่าอยู่อีก เกินกว่าที่คาดหมายกันแต่ทีแรก” เขาสรุปว่า “งานของเราจะช่วยปรับปรุงการรักษามะเร็งด้วยความร้อน เพื่อประโยชน์ของคนไข้ยิ่งขึ้นไปอีก”.

ที่มา: ไทยรัฐ  17 สิงหาคม 2555

.

Related Articles:

.

How Heat Helps to Treat Cancer

ScienceDaily (Aug. 8, 2012) — Research at Bangor University has identified a switch in cells that may help to kill tumors with heat. Prostate cancer and other localized tumors can be effectively treated by a combination of heat and an anti-cancer drug that damages the genes. Behind this novel therapy is the enigmatic ability of heat to switch off essential survival mechanisms in human cells. Although thermotherapy is now more widely used, the underlying principles are still unclear.

In a recent publication in the Journal of Cell Science researchers based in the School of Biological Sciences report now that heat modulates these survival systems by promoting the production of a novel protein. Intriguingly, this protein is only produced when elevated temperatures activate a gene that hides inside another gene.

The leader of the Genome Biology group, Dr Thomas Caspari says: “The discovery is reminiscent of a Russian doll were a set of smaller wooden figures is placed inside a larger doll. The existence of such hidden genes may explain why the human genome has a much smaller number of genes than initially expected. Our work may also help to improve heat-treatment of cancer for the benefit of patients. This research success was a real team effort made possible by the generous funding from Cancer Research Wales and the European Leonardo DaVinci Program.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byBangor University.

Journal Reference:

  1. Simon Janes, Ulrike Schmidt, Karim Ashour Garrido, Nadja Ney, Susanna Concilio, Mohamed Zekri and Thomas Caspari. Heat induction of a novel Rad9 variant from a cryptic translation initiation site reduces mitotic commitmentJournal of Cell Science, 2012 DOI:10.1242/%u200Bjcs.104075

Source: sciencedaily.com

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

ชี้คีโมรักษามะเร็งอาจให้ผลตรงกันข้าม

วันนี้ (6 ส.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัทชินสัน ในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เผยผลวิจัยลงในวารสารการแพทย์ “เนเชอร์” เล่มล่าสุด ซึ่งพบว่า การรักษามะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือที่เราเรียกกันว่า คีโม อาจไม่ได้ผลตามที่คิด เนื่องจากคีโมสามารถทำลายเซลส์ที่สมบูรณ์แข็งแรง และทำให้เซลส์เหล่านี้หลั่งสารโปรตีน WNT1 6B ที่จะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของเนื้องอก

นายปีเตอร์ เนลสัน ผู้ร่วมเขียนรายงานผลการวิจัย กล่าวว่า การค้นพบดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่ “ผิดความคาดหมายโดยสิ้นเชิง”

นายเนลสัน กล่าวอีกว่า การค้นพบเกิดขึ้นในระหว่างการทดลองเพื่อค้นหาคำตอบ เหตุใดเซลส์มะเร็งจึงฟื้นคืนชีพได้เร็วมากในร่างกายมนุษย์ ทั้งที่พวกมันถูกฆ่าได้ง่ายมากในห้องทดลองวิจัย และการทดลองผลกระทบจากเคมีบำบัดรูปแบบหนึ่ง ต่อเนื้อเยื่อที่รวบรวมจากกลุ่มผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก พบหลักฐานการทำลายดีเอ็นเอ ในเซลส์ที่สมบูรณ์แข็งแรงหลังการทำคีโม และว่า เมื่อสารโปรตีน WNT1 6B ถูกหลั่งออกมา มันจะมีปฏิกิริยาต่อเซลส์เนื้องอกที่อยู่ใกล้ ๆ และทำให้เซลส์เหล่านี้เติบโต รุกราน และที่สำคัญคือ มันจะต้านทานการบำบัดรักษาโรคหลังจากนั้น.

ที่มา: เดลินิวส์  6 สิงหาคม 2555

.

Related link:

.

Chemotherapy can backfire and boost cancer growth: study

FP – Sun, Aug 5, 2012

Cancer-busting chemotherapy can cause damage to healthy cells which triggers them to secrete a protein that sustains tumour growth and resistance to further treatment, a study said Sunday.

Researchers in the United States made the “completely unexpected” finding while seeking to explain why cancer cells are so resilient inside the human body when they are easy to kill in the lab.

They tested the effects of a type of chemotherapy on tissue collected from men with prostate cancer, and found “evidence of DNA damage” in healthy cells after treatment, the scientists wrote in Nature Medicine.

Chemotherapy works by inhibiting reproduction of fast-dividing cells such as those found in tumours.

The scientists found that healthy cells damaged by chemotherapy secreted more of a protein called WNT16B which boosts cancer cell survival.

“The increase in WNT16B was completely unexpected,” study co-author Peter Nelson of the Fred Hutchinson Cancer Research Center in Seattle told AFP.

The protein was taken up by tumour cells neighbouring the damaged cells.
“WNT16B, when secreted, would interact with nearby tumour cells and cause them to grow, invade, and importantly, resist subsequent therapy,” said Nelson.

In cancer treatment, tumours often respond well initially, followed by rapid regrowth and then resistance to further chemotherapy.

Rates of tumour cell reproduction have been shown to accelerate between treatments.

“Our results indicate that damage responses in benign cells… may directly contribute to enhanced tumour growth kinetics,” wrote the team.

The researchers said they confirmed their findings with breast and ovarian cancer tumours.

The result paves the way for research into new, improved treatment, said Nelson.

“For example, an antibody to WNT16B, given with chemotherapy, may improve responses (kill more tumour cells),” he said in an email exchange.

“Alternatively, it may be possible to use smaller, less toxic doses of therapy.”

Data from: news.yahoo.com

===================================================

Treatment: Blocking the response of a non-cancerous cell found near tumours could be one way of improving chemotherapy

Chemotherapy ‘can make cancers more resistant to treatment and even encourage them to grow’

  • Chemotherapy may affect healthy cells surrounding cancer cells
  • Research suggests that some forms of cancer treatment can make the disease tougher to tackle

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 07:36 GMT, 6 August 2012 | UPDATED: 15:36 GMT, 6 August 2012

Chemotherapy treatment for some cancers may actually encourage tumours to grow, researchers have claimed.

The treatment triggers the healthy body cells around the tumour to produce a protein that helps the disease to resist treatment.

The surprise discovery suggests that some forms of the cancer treatment are doing more harm than good.

Scientists believe the effect is caused by the impact of chemotherapy drugs on healthy connective tissue cells called fibroblasts.

In lab experiments they found the drugs caused DNA damage which made fibroblasts pump out 30 times more of a protein than normal.

This protein encouraged prostate tumours to grow and spread into surrounding tissue, as well as to resist chemotherapy.

‘Cancer cells inside the body live in a very complex environment or neighbourhood,’ said lead scientist Dr Peter Nelson, from the Fred Hutchinson Cancer Research Centre in Seattle, U.S.

‘Where the tumour cell resides and who its neighbours are influence its response and resistance to therapy.’

Blocking the treatment response of fibroblasts could improve the effectiveness of chemotherapy, say the scientists whose findings are reported in the journal Nature Medicine.

The team examined cancer cells from prostate, breast and ovarian cancer patients who had been treated with chemotherapy.

Professor Fran Balkwill, from Cancer Research UK, said that this finding ties in with other research that has shown that ‘cancer treatments don’t just affect cancer cells, but can also target cells around tumours’.

This effect can sometimes be a positive one, Professor Balkwill said, as is the case when chemotherapy stimulates healthy immune cells to attack tumours nearby.

‘But this work confirms that healthy cells surrounding the tumour can also help the tumour to become resistant to treatment. The next step is to find ways to target these resistance mechanisms to help make chemotherapy more effective,’ Professor Balkwill added.

Data from: dailymail.co.uk

ใช้ผึ้งรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นยากลางบ้านทำมาหลายศตวรรษ

มหาวิทยาลัยแพทย์ชิคาโก ของสหรัฐฯ พบว่ายากลางบ้าน ที่ได้จากรังผึ้งในธรรมชาติ สามารถสกัดเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก ไม่ให้เจริญเติบโตต่อไปได้

ยางเหนียวจากดอกไม้ที่ผึ้งเอามาใช้ทำรัง มนุษย์ได้เอาใช้เป็นยากลางบ้าน แก้คอเจ็บ แก้แพ้ ไฟลวกและมะเร็งมาหลายศตวรรษแล้ว แต่สถานพยาบาลยังข้องใจในฤทธิ์เดชของมันกับเซลล์มะเร็ง เพราะยังไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

รายงานผลการศึกษา ในวารสาร “งานวิจัยป้องกันมะเร็ง” แจ้งว่า นักวิจัยได้พบว่า มันมีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้นได้ โดยขัดขวางเซลล์เนื้อร้ายไม่ให้พบพานแหล่งอาหาร จากการทดลองกับหนู

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “หากว่าเราป้อนสารนั้นให้หนูกินทุกวัน มันจะไปทำให้เนื้อร้ายไม่เจริญเติบโต แต่ถ้าหากเลิกให้กิน มะเร็งก็จะกลับเติบโตในอัตราเดิมใหม่อีก ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า มันไม่ได้ฆ่ามะเร็ง เพียงแต่โดยพื้นฐานเพื่อขัดขวางการเติบโตเอาไว้”.

 
ที่มา: ไทยรัฐ 10 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

HOPE BEE MEDICINE WILL TACKLE SCOURGE OF PROSTATE CANCER

Saturday May 5,2012
By Jo Willey

AN over-the-counter natural remedy obtained from honeybees could be the key to tackling prostate cancer.

Research has shown the potent compound can stop the growth of killer cells and tumours.

The ancient remedy, called propolis, comes from resin used by bees to patch up holes in their hives.

It has been used for centuries for conditions ranging from sore throats and allergies to burns and cancer.

But the compound has not gained acceptance in clinics because of scientific questions about its effect on cells.

Now, however, researchers at the University of Chicago Medicine in the US have found that a compound isolated from bee-hive propolis, called caffeic acid phenethyl ester, or Cape, can slow early-stage prostate cancer by shutting down the tumour cells’ system for detecting sources of nutrition.

Senior researcher Dr Richard Jones said: “If you feed Cape to mice daily, their tumours will stop growing.

“After several weeks, if you stop the treatment, the tumours will begin to grow again at their original pace. So it doesn’t kill the cancer, but it basically will indefinitely stop prostate cancer proliferation.”

To study the purported anti-cancer properties, experts tested the compound on a series of cancer cell lines. Even at the low concentrations expected after oral administration, Cape successfully slowed the proliferation of cultured cells isolated from human prostate tumours.

It was also effective at slowing the growth of human prostate tumours grafted into mice.

Six weeks of treatment with the compound decreased tumour volume growth rate by half.

But when treatment was stopped, tumour growth resumed at its previous rate.

The results suggested that Cape stopped cell division rather than killing cancerous cells.

To determine the cellular changes that caused this effect, researchers then used a tech-­ nique invented by Dr Jones and colleagues which allowed them to survey hundreds of proteins at once from many samples. The technique allowed researchers to build a new model of Cape’s cellular effects, significantly expanding on previous work that studied the compound’s mechanisms.

Dr Jones said that because Cape has the ability to stop cancer-cell spread, it could make it a promising treatment to use alongside chemotherapies which kill tumour cells.

But he cautioned that clinical trials would be necessary before it could be proven effective and safe for this purpose in humans.

Dr Kate Holmes, head of research at The Prostate Cancer Charity, said: “This study does suggest that Cape can reduce the growth of artificially grown human prostate tumours in mice.

“However this research is very early stage and many more detailed studies will have to take place before we will know if Cape would have a similar effect on prostate tumours in men.

“We would not recommend anyone with prostate cancer or trying to prevent prostate cancer, to consume Cape supplements without further evidence that this might be effective in humans.”

Dr Julie Sharp, Cancer Research UK’s senior science information manager, said: “While this natural extract seems to have some effect in slowing down prostate cancer cells in the lab, much more research will be needed to work out whether it could have the same effect in humans.”

The findings were published in the journal Cancer Prevention Research.

 

Data from: express.co.uk

 

มข.ปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

”ฟักข้าว”เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นพืชเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางสารอาหาร และมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง  โดยมีรายงานของต่างประเทศว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวนั้น มีปริมาณเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า และมีสารไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สารไลโคพีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยพบว่า มีปริมาณสารไลโคพีนมาก กว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า

ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าวให้มีปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนในเยื่อหุ้มเมล็ดสูง และมีผลผลิตของเยื่อหุ้มเมล็ดสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้วัตถุดิบที่จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีคุณภาพสูง เนื่องจากฟักข้าวมีคุณค่าทางสารอาหารและมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยศาสตราจารย์ดีเด่น ศ.ดร.อารันต์ พัฒโนทัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สกว. สกอ. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร.พัชริน เปิดเผยว่า ได้มีการดำเนินงานวิจัยนี้มาแล้วกว่า 3 ปี เบื้องต้นได้คัดเลือกต้นพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีความแตกต่างกันของแหล่งที่มาของสายพันธุ์ฟักข้าวทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100 สายพันธุ์ เพื่อสร้างลูกผสม เพื่อดูความแตกต่างทั้งทางสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกว่าสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้วจะมีปริมาณสานไลโคพีนและเบต้าแคโรทีน รวมทั้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้คาดว่าภายในอีก 2 ปี จะได้สายพันธุ์ฟักข้าวใหม่ตามที่ตั้งเป้าไว้

“เมื่อเสร็จงานวิจัยนี้แล้วจะได้พันธุ์ฟักข้าวที่มีผลผลิต และสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนสูง รวมทั้งจะทำให้ทราบข้อมูลด้านการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ต่างกันต่อปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีน รวมทั้งข้อมูลด้านพันธุกรรมการถ่ายทอดอันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฟักข้าวพันธุ์ดีสำหรับแนะนำเกษตรกรต่อไป” ดร.พัชริน กล่าว

ดร.พัชริน กล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์ฟักข้าว จะเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปฟักข้าว เนื่องจากความคงที่ของปริมาณสาระสำคัญที่ควบคุมด้วยพันธุกรรมพืชนั้น จะทำให้การผลิตในปริมาณมากระดับอุตสาหกรรมมีความสม่ำเสมอในการผลิต และแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้ด้วย

ทางทีมผู้วิจัยยังได้ดำเนินการวิจัยแบบบูรณา การร่วมกับนักวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ เทคโนโลยีอาหารและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ในฟักข้าวอีกด้วย เบื้องต้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างง่าย อาทิ วุ้น น้ำผลไม้รวม ฯลฯ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟักข้าว สอบถามรายละเอียดได้ที่ ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น   อีเมล patcharinso@kku.ac.th

ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2554

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ฟักข้าว”ต้านชรา

หั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง อร่อยยกนิ้วให้แถมยังต้านอนุมูลอิสระ

“ฟักข้าว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis Sp. อยู่ในวงศ์แตงกวา และมะระ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยขึ้นเองตามธรรมชาติ ไต่ตามต้นไม้ รั้วบ้าน หรือห้างที่ทำไว้สำหรับปลูก ลักษณะผลพบหลายขนาด รูปร่างกลม หรือรี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีหนามเล็ก ๆ อยู่โดยรอบ ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกเดี่ยวขนาดใหญ่คล้ายดอกตำลึง มีกลีบสีขาวแกมเหลือง ภายในมีก้านเกสร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวสด คล้ายรูปหัวใจ และใบกระทกรก

“ฟักข้าว” ชาวปัตตานีเรียก ขี้กาเครือ ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น จ.ตาก เรียก ผักข้าว จ.แพร่ เรียก มะข้าว (แพร่) และประเทศเวียดนามเรียก แก็ก (Gac fruit) สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด หรือแยกรากปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งนี้ หลังปลูกประมาณ 2-3 เดือน จะเริ่มมีดอก ส่วนผลสุกใช้เวลาราว 20 วัน

มีรายงานการวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับระบุว่า ผลฟักข้าวมีสารไลโคพีน และแคโรทีน ทั้งยังมีสารอีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุทำให้ เซลล์เสื่อมสภาพ ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมนำผลอ่อนมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง รวมทั้งยอดอ่อนก็ใช้ประกอบอาหาร ให้รสชาติอร่อยนักเชียว.

ที่มา เดลินิวส์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฟักข้าว สมุนไพรมีคุณต่อร่างกาย

ฟักข้าว อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ ชาวปัตตานีเรียกขี้กาเครือ ภาคเหนือเช่นตากเรียกผักข้าว จังหวัดแพร่เรียกมะข้าว และที่ประเทศเวียดนามเรียกว่า แก็ก ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้าน โดยปลูกพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหารแต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด ซึ่งมีน้ำมันเป็นยา ฟักข้าว 1 ผลจะได้เยื่อสีแดงราว 200 กรัม

เป็นพืชโตเร็ว ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากมาย แต่หากต้องการปลูกเป็นพืชสวนครัวคงต้องเตรียมพื้นที่มากหน่อย เพราะทั้งเถาและใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากมีพื้นที่มากพอที่จะปลูกก็เพียงหากิ่งแก่ หรือจะเพาะเมล็ดก็ย่อมได้ รดน้ำให้ชุ่มชื้นสักพัก เมื่อออก รากจึงย้ายลงปลูกในที่ที่เตรียมไว้ ค้างสำหรับฟักข้าวควรจะเป็นค้างที่มีขนาดใหญ่นิดหนึ่ง

รศ.ดร.สุธาทิพย์ ภมรประวัติ ได้ เรียบเรียงไว้ในเอกสารวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของฟักข้าวไว้ว่า ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร ซึ่งรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามเชื่อว่าสีขาวเป็นสีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่าง ๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วย จึงถือว่าเป็นของแท้

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวล การกินเบตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกาย ได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว งานวิจัยในประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้เป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ ประเทศจีนใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานาน กว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมัน หรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการและใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร

งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ จึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลาย กล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ในประเทศไทย มีงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว พบโปรตีน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญ ของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง จดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ส่วนงานวิจัย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน-เอส และโคลซินิน-บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรด อะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็ง และชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มิถุนายน 2551

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง

รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ  
กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์  โครงการบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็ง


ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng.
อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์  Cucurbitaceae
ชื่อเรียกอื่นคือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac  เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochin-chin Gourd

ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน
ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยพัน  มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ ใบรูปหัวใจหรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ ๖-๑๕ เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ๓-๕ แฉก
ดอกเป็นดอกเดี่ยวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน
ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้อง ถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก

ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกรากปลูกประมาณ ๒ เดือน เริ่มผลิดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจน  ถึงราวเดือนสิงหาคม  ผลสุกใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน และใน ๑ ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ ๓๐-๖๐ ผล  โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลของฟักข้าวมี ๒ ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว ๖-๑๐ เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว ๔-๖ เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ ๐.๕-๒ กิโลกรัม

ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้ม ภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา ฟักข้าว ๑ ผลจะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม

ประโยชน์ทางโภชนาการ
ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร รสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือ ต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำ มาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค

ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็น   สีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อม เมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้  ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต ๑๐ เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่า  และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว

ความเชื่อที่ว่าฟักข้าวบำรุงสายตานั้นถูกต้อง แต่ต้องกินส่วนที่มาจากเยื่อเมล็ดไม่ใช่ส่วนอื่น  เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงานวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ

ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์  พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป  การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร  เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีน มากกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกชนิด  จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค

ประเทศจีน

ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง  ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง  เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว  พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว งานวิจัยอื่นของไทยและต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลชิน-เอส  และโคลชินิน-บี  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนา เภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ประเพณีล้านนาของไทยใช้   ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง ยาสระผมŽ ประกอบด้วย ฝักส้มป่อยจี่ ผลมะกรูดเผา ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุก รากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบ ทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สัก    ระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย
ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจ ปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

 

ทีี่ีมา: http://www.doctor.or.th/node/1060

 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

งานวิจัยเรื่อง “ฟักข้าว” Spiny Bitter Gourd โดย หน่วยงานวิจัยและพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 

ชื่อ :
ฟักข้าว
วงศ์ :
CUCURBITACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Momordica cochinchinensis Spreng.
ชื่อสามัญ :
Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, or Cochinchin GourdCochinchinensis Gac
ชื่อพื้นเมือง :
ฟักข้าว(ภาคกลาง) ผักข้าว(ภาคเหนือ) ขี้พร้าไฟ(ภาคใต้) ขี้กาเครือ(ปัตตานี) พุคู้เด๊าะ(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ถิ่นกำเนิด :
ในประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และตอนบนของออสเตรเลีย
ลักษณะวิสัย :
เป็นไม้เถาเลื้อยพันอายุหลายปี ยาวได้กว่า 20 เมตร มีมือเกาะออกตามง่ามใบ เถาแก่มีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา และมีปมสีน้ำตาลแกมเทา เถากึ่งแก่กึ่งอ่อนมีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา มีปมสีน้ำตาลเข้มกระจายโดยทั่วไป เถาอ่อนจะมีลักษณะสี่เหลี่ยมเปลือกมีสีเขียว และไม่มีปม

Related link:
เภสัช มช.พัฒนา“ฟักข้าวนาโนลบริ้วรอย”

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553