รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

Advertisements

แนวทางดูแลสุขภาพ…ให้ลมหายใจ ไร้มะเร็งปอด

dailynew140525_02ทุก ๆ วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการรณรงค์ให้ลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งปอด อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังไม่ใช่เพียงแค่ก่อโรคร้ายให้ตัวเองเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างและคนที่เรารักด้วย

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับ และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ผู้ป่วยเพศหญิงก็พบสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดส่วนใหญ่ มักจะมีประวัติการสูบบุหรี่ โดยทั่วไปพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จัด 1 ซองขึ้นไปต่อวัน หรือผู้ที่สูดเอาควันบุหรี่เข้าไปจะมีอายุสั้นกว่าคนปกติทั่วไป 7-10 ปี และผู้ที่สูบบุหรี่ติดต่อกันยาวนานตั้งแต่ 10-20 ปี จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด รวมถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ทราบว่าในบุหรี่ไฟฟ้า มีปริมาณนิโคตินน้อยกว่าบุหรี่จริง ทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความถี่ในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้น จึงไม่แตกต่างจากการสูบบุหรี่จริง

สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอด นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกันและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่น บุหรี่มือสอง (ได้รับควันบุหรี่จากคนรอบตัว) มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ผู้คนหนาแน่น หรือ เขตอุตสาหกรรม รวมทั้งสารบางชนิด เช่น แร่ใยหิน สารหนู โครเมียม นิกเกิ้ล นํ้ามันดิน สารไฮโดร คาร์บอน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี ควันไฟจากการเผาขยะการเผาป่าหรือกิจการทางการเกษตร ควันจากธูป ควันที่เกิดจากการประกอบอาหาร และยาลูกกลอน หรือในสมุนไพรจีนบางชนิดที่มีสารหนูปนเปื้อนควรหลีกเลี่ยง

อันตรายของมะเร็งปอด ก็เหมือนมะเร็งชนิดอื่น คือระยะแรก ๆ มักจะไม่มีอาการ จนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว การตรวจพบในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก การตรวจเอกซเรย์ปอด และการตรวจร่างกายประจำปีทั่วไปก็ไม่อาจตรวจพบมะเร็งปอด จะสามารถตรวจพบด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่จึงมีอาการที่โรคลุกลามแล้ว สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งปอดคือ ไอเป็นเวลานาน อาการไม่ทุเลาเหมือนการไอปกติ แต่กลับเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หายใจเหนื่อยหอบ หายใจสั้น เสียงแหบ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไอ หรือ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หัวไหล่ หลัง และแขนเป็นประจำ (อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อเบียดกดอยู่) เบื่ออาหาร นํ้าหนักลด มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือ แขน รวมถึงเป็นโรคปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบบ่อย ซึ่งหากผู้ป่วยรอสังเกตอาการผิดปกติดังที่กล่าวมา หรือมาพบแพทย์   เมื่อแสดงอาการแล้ว มักจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลุกลามมาก หรืออยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว

ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือผู้ที่สูดควันบุหรี่เป็นประจำ และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดสม่ำเสมอ ซึ่งในปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดมีหนทางในการดูแลรักษา และส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยระยะแรกและมีการรักษาที่ถูกต้อง โดยมากผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะที่ 2 และ 3 เมื่อได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถหายเป็นปกติได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาภายในเวลา 3-6 เดือนผู้ป่วยจะเสียชีวิต ซึ่งความก้าวหน้าในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดสามารถทำได้โดย การเอกซเรย์ การเจาะเลือดตรวจหามะเร็งในเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารบ่งชี้ อัลตราซาวด์ ถอดรหัสดีเอ็นเอ เพื่อแยกสายพันธุ์มะเร็งปอดในระดับโมเลกุล ส่วนการรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัด การฉายแสง การใช้เคมีบำบัด และการใช้ยายับยั้งยีนเพื่อการรักษาตามเป้าหมาย

การจะรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งที่ส่วนใดก็ตาม หลักการง่าย ๆ คือ ต้องกำจัดมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่มะเร็งจะเติบโตและเกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญอื่น ๆ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ผู้ป่วยบางส่วนไม่กล้ามาพบแพทย์ เนื่องจากหวาดกลัวต่อวิธีรักษาและผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากการให้ยาเคมีบำบัด หรือมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่ออาการอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ซึ่งในปัจจุบันแนวทางการรักษาและยามะเร็งนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เข้าใจ เนื่องจากได้มีการพัฒนาคิดค้นสูตรยาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยน้อยลง และเอื้อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ทั้งนี้ความรักความเข้าใจจากครอบครัว และกำลังใจอันเข้มแข็งของผู้ป่วยเอง จะเป็นพลังสำคัญให้ผู้ป่วยเอาชนะโรคร้ายได้สำเร็จในที่สุด

แต่ทางที่ดีเราควรดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง และป้องกัน…ให้ลมหายใจ ไร้มะเร็งปอด ซึ่งมีแนวทาง ดังนี้

1.    การป้องกันขั้นปฐมภูมิ ซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง มลพิษ และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ ควรงดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่จริง หรือบุหรี่ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันขั้นปฐมภูมินี้ เป็นวิธีที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะแค่ก้าวออกจากบ้านเราก็ได้รับสารก่อมะเร็งจาก ฝุ่นควัน และมลพิษต่าง ๆ แล้ว

2.    การป้องกันขั้นทุติยภูมิ หรือเมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งแล้ว ควรออกกำลังกายเพิ่มภูมิคุ้มกัน เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งต่าง ๆ ได้ ก็ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เน้นผักและผลไม้ปลอดสารพิษ รวมไปถึงปลาทะเลต่าง ๆ

3.    การป้องกันขั้นตติยภูมิ ด้วยการตรวจสุขภาพอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรอง

ฉะนั้น มะเร็งปอดจะลดลงได้เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ลดลง แต่ด้วยเทคโนโลยี และมลพิษที่สูงขึ้น บวกกับภาวะโลกร้อน ทำให้การกระจายตัวของมลพิษมีมากขึ้นด้วย การป้องกันโรคมะเร็งปอดสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งต่าง ๆ และตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว การรักษาจะช่วยลดความทรมานของผู้ป่วย ให้มีชีวิตอยู่ได้นาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์นรินทร์ วรวุฒิ หน่วยมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 พฤษภาคม 2557

บุหรี่…ไม่ต้องรอมะเร็งปอด

สิงห์อมควันไม่ต้องรอมะเร็งปอดมาเยือน ด้วยฤทธิ์ของควันบุหรี่ เพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ถามหาก็มีโอกาสเดี้ยงถึงตายได้

คนไทยมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่ 1 ซองต่อวันหรือผู้ที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมากๆ จะเสี่ยงมีอายุสั้นกว่าคนปกติถึง 7-10 ปี ทั้งยังเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

“บุหรี่มีส่วนให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันของหลอดลม” ศ.เกียรติคุณ นพ.สว่าง แสงหิรัญวัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ปกติระบบภูมิคุ้มกันของหลอดลมจะมีเส้นขน ทำหน้าที่ปัดเชื้อโรคให้หลุดออกไป แต่ควันบุหรี่จะทำให้การทำงานของเส้นขนนั้นผิดปกติ ปัดเป่าเชื้อโรคไม่ได้อีก พร้อมกันนี้ เยื่อเมือกที่จะช่วยสกัดกั้นเชื้อโรคก็ไม่สามารถขจัดเชื้อได้ดังเดิม

ตามรายงานการวิจัยในฮ่องกงพบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะโรคไข้หวัดใหญ่ตามปกติหากได้รับยาก็จะสามารถหายเองได้ และหากไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็จะไม่มีอาการหนัก

แต่พบว่ามีผู้ป่วย 12 ใน 27 คนที่ไม่มีประวัติเสี่ยงอื่น เกิดอาการปอดบวมแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้มีประวัติสูบบุหรี่ และรายงานชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่สูบบุหรี่หนักก็จะยิ่งเสี่ยงที่เกิดอาการรุนแรงได้มากขึ้น เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เชื้อยิ่งเข้าไปในปอดได้ลึกมากขึ้น ตลอดจนสารนิโคตินยังกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง ทำให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดปอดอักเสบจากไวรัส ที่สำคัญควันบุหรี่ทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้โดยที่ร่างกายไม่สามารถตรวจพบ

“เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่เชื้อไข้หวัดใหญ่จะระบาด ไข้หวัดใหญ่สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่หากเป็นผู้สูงอายุหรือคนที่สูบบุหรี่จัด เสี่ยงที่จะเกิดไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อนรุนแรง จึงควรเริ่มสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อที่จะป้องกันและรักษาให้ทันก่อนที่อาการจะรุนแรงจนเกินเยียวยา” คุณหมอกล่าว

ฉะนั้น สิ่งที่จะช่วยป้องกันได้คือ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับการสังเกตอาการ หากพบความผิดปกติของร่างกายควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

นอกจากนี้ยังพบว่า 85% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดนั้น มีประวัติการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น นักสูบมือสอง (ได้รับควันบุหรี่จากคนรอบตัว) มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ผู้คนหนาแน่นหรือเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งสารบางชนิด อย่างแร่ใยหิน สารหนู โครเมียม นิกเกิล น้ำมันดิน สารไฮโดรคาร์บอน ฯลฯ

นพ.สว่าง แนะนำว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่สูดควันบุหรี่หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ หรือที่เรียกว่า CT Low Dose ด้วยวิธีนี้ทำให้สามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

นอกจากนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หากสูบแล้ว ควรเลิกให้ได้ คอยดูแลน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยลดน้ำตาล เพิ่มไฟเบอร์ ร่วมด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะกับสภาพร่างกายและอายุ

อาหารบำบัด เลิกบุหรี่

อาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเปลี่ยนไปเป็นกรดเรียกว่า อาหารที่มีสภาพความเป็นกรด เช่น ข้าว แป้ง ปลา เนื้อ ไข่แดง ถั่ว น้ำตาล เป็นต้น อาหารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วเปลี่ยนไปเป็นด่าง เรียกว่าอาหารที่มีสภาพเป็นด่าง เช่น ผัก ผลไม้ นม

มีผลรายงานยืนยันว่า อาหารที่มีสภาพความเป็นด่างจะมีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ และควรทำควบคู่กับการบำบัดทางจิตใจ เพราะอาการอยากบุหรี่มีทั้งร่างกายและจิตใจ บางครั้งถึงแม้ว่าอาการทางร่างกายจะหายดีแล้ว แต่ยังคงมีอาการทางจิตใจอยู่ซึ่งอาจกระตุ้นให้กลับมาสูบได้อีก

ดังนั้น การบำบัดจิตใจจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการเลิกบุหรี่กับผู้ป่วย ให้กำลังใจซึ่งช่วยให้มีความมั่นใจยิ่งขึ้น สุดท้ายเรื่องของอาหารและการออกกำลังกายก็สำคัญเช่นกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 พฤศจิกายน 2555

Related Article:

ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline) สายด่วนเลิกบุหรี่ โทร 1600

รู้ฤทธิ์เนื้อร้ายที่ปอด

‘มะเร็งปอด’ ปัจจุบันกลายเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ชายไทย และมีแนวโน้มทำให้ผู้ป่วยหญิงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น จนอาจเป็นอันดับหนึ่งในไม่ช้า

ความร้ายแรงของมะเร็งปอดนี้ ศ.นพ.ยงยุทธ์ พลอยส่องแสง ผู้อำนวยการแผนกโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าว่า ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจพบว่า เป็นมะเร็งปอดหลังจากมีอาการปรากฏออกมาแล้ว จะเสียชีวิตภายในเวลา 1-2 ปี เพราะมะเร็งนั้นมักผ่านช่วงระยะแรกเริ่มไปแล้ว

นอกจากนี้ อัตราการเป็นโรคกับอัตราการเสียชีวิตมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมาก ศ.นพ.ยงยุทธ์ บอกว่า สิ่งนี้หมายถึง ผู้ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ที่รอดจากการเสียชีวิต สาเหตุสำคัญก็คือมะเร็งปอดมักไม่มีสัญญาณเตือนใดๆในระยะแรก ดังนั้นกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวเพราะมีอาการบางอย่างเช่น ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด น้ำหนักตัวลดฮวบ หรือหอบเหนื่อย  และตัดสินใจไป โรงพยาบาลก็เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายแล้ว แต่ในทางกลับกัน หากพบมะเร็งปอดตั้งแต่ในระยะแรก โอกาสรักษาจนหายขาดได้จะมีสูงถึงร้อยละ 90 เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยงยุทธ์ กล่าวให้เข้าใจก่อนว่า มะเร็งเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากเซลล์ตัวเดียวแล้วแบ่งออกเป็นสอง จากสองเป็นสี่ และสี่ไปแปด คือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่มองเห็นในฟิล์มเอ็กซเรย์ชัด (ประมาณ 1 เซนติเมตร)  ก็หมายถึงเซลล์มะเร็งได้มีชีวิตมาแล้วร้อยละ 75 และสามารถฆ่าผู้ป่วย โดยกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ดังนั้นจึงถือว่ามีเวลาเหลือร้อยละ 25 ในการรักษาผู้ป่วย แต่โอกาสจะรักษาหายก็มีน้อยกว่าการตรวจพบก้อนมะเร็งตอนขนาดยังเล็ก

การจะรู้ทันมะเร็งปอดต้องอาศัยเครื่องมือตรวจหา ศ.นพ.ยงยุทธ์ เผยว่า เมื่อก่อนนี้การตรวจหามะเร็งปอด เราจะใช้เครื่องเอ็กซเรย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยไวและไม่ละเอียด เห็นได้ไม่ชัด บางทีจุดเล็ก ๆ ในปอดก็ถูกมองข้ามไปได้ กว่าจะมองเห็นชัดจริง ๆ ก็ใหญ่ขึ้นถึงหนึ่งเซนติเมตรหรือมากกว่า ถึงจุดนั้นส่วนใหญ่มะเร็งมักเกินระยะแรกไป ปัจจุบันจึงมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเครื่อง ซีทีสแกน ซึ่งเป็นการถ่ายภาพสามมิติที่มองเห็นได้มากกว่าการถ่ายเอ็กซเรย์ทั่วไป ทำให้สามารถตรวจหาความผิดปกติได้เร็วกว่า

ทว่าการพบสิ่งผิดปกติในปอดทุกครั้ง อาจไม่ได้หมายถึงมะเร็งเสมอไป ศ.นพ.ยงยุทธ์ แจงว่า ก้อนเนื้อที่มีขนาดต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร ถือว่าความเสี่ยงค่อนข้างน้อย แต่ถ้าใหญ่กว่า 10 มิลลิเมตรขึ้นไป โอกาสที่ก้อนเนื้อนั้นจะเป็นมะเร็งก็เป็นไปได้มาก ทั้งนี้หลังการตรวจพบ แพทย์จะทำการติดตามการเติบโตของก้อนเนื้ออย่างใกล้ชิด ถ้าภายในสามถึงหกเดือนมีอัตราขยายตัวขึ้นเร็วผิดปกติ การรักษาก็ต้องเริ่มทันที และสำหรับมะเร็งที่ตรวจพบตั้งแต่ในระยะที่ยังเป็นเพียงก้อนเนื้อเล็กจะผ่าตัดใหญ่ เอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดออกด้วย

ผู้ที่เสี่ยงป่วยมะเร็งปอดตามเกณฑ์แล้ว คือ คนที่สูบบุหรี่อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติสูบบุหรี่ รวมถึงคนที่มีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะสารจำพวก ใยหิน (Asbestos) ก๊าซกัมมันตรังสี (Radon) หรือควันพิษจากรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม

ศ.นพ.ยงยุทธ์ บอกว่า ในบางครั้งก็พบผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ หรืออายุไม่มากนัก หมายความว่ามะเร็งอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน การตัดสินใจเข้ารับการตรวจจึงต้องดูเป็นรายๆ ไป ที่สำคัญคือต้องสังเกตตัวเอง หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะไม่มีอาการไอที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดที่จะเป็นนานกว่า 1–2 เดือน

ส่วนการตรวจคัดกรองเป็นการป้องกันที่ดีวิธีหนึ่ง ศ.นพ.ยงยุทธ์ ชี้ว่า เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี  เพราะบางครั้งการตรวจไม่เจอก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นมะเร็ง แต่ถ้าตรวจทุกปีแล้ววันหนึ่งเจอเข้า นั่นหมายถึงยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งสามารถกำจัดให้หมดไปได้

และอีกเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงคือ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว โอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำอีกจะมีมากกว่าคนที่ยังไม่เคยเป็นมะเร็ง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องติดตามผลการรักษาและตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทุกๆ หนึ่งหรือสองปี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 16 ตุลาคม 2555

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด
ศ.นพ.แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา
ภาควิชาอายุรศาสตร์

วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การไม่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เพราะกว่าจะรู้ส่วนใหญ่มะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปแล้ว

เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ ว่า “การสูบบุหรี่” มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 20-30 เท่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารพิษนิโคติน ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่นๆ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่จำเป็นต้องสูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 1.2-1.5 เท่า

ปัจจุบัน การตรวจและการรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าอย่างมาก ดังเช่น

1.การวินิจฉัยในระยะแรกเริ่มด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดและเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยง แม้จะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่หากพบโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่มจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีความพยายามใช้การเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงร่วมกับการย้อมเสมหะ ด้วยวิธีพิเศษ ทำให้เห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่ายขึ้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีราคาค่าตรวจที่สูง

2.การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งที่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ขั้วปอด หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ช่วยให้เนื้อปอดบริเวณโดยรอบไม่ถูกทำลาย บาดแผลเล็ก และผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว

3.ยาเคมีบำบัด มีการค้นพบยาชนิดใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและได้ผลต่อโรคมากขึ้น รวมถึงการคิดค้นยาเคมีบำบัดชนิดเม็ด ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น

4.การฉายรังสี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีในขนาดที่สูงขึ้น โดยที่อวัยวะรอบข้างไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีชนิดนั้นๆ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง

5.การรักษาแบบประคับประคอง เป็นวิธีที่พยายามช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติที่สุด โดยอาศัยการควบคุมอาการต่างๆ ของโรค เช่น อาการเหนื่อย ไอ จนถึงขั้นไอเป็นเลือด ซึ่งทำได้โดยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีที่สุด

ที่กล่าวมานี้ แม้วิทยาการทางการแพทย์จะช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดได้ แต่ยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคด้วยการหยุดสูบบุหรี่จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุคคลกลุ่มนี้จะสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่อัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดยังสูงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งความเสี่ยงนี้จะลดลงเป็นปกติหลังหยุดสูบบุหรี่แล้ว 10 ปี ดังนั้น การรณรงค์ให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่มีความผิดปกติทางการหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอจนเป็นเลือด จะทำให้แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในระยะแรกเริ่มได้ ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้น

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 http://www.ashthailand.or.th/th/

คลิกข้อมูล อยากเลิกบุหรี่

อยากเลิกบุหรี่โทร. 1600

ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline)
http://www.thailandquitline.or.th/

.

1600 สายด่วน!!! เลิกบุหรี่

เด็กๆ กำลังร่วมรณรงค์ “วันงดสูบบุหรี่โลก” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีคนไทย 42,000 คน ที่ต้องเสียชีวิตสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งในจำนวนนี้มีคนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ 684,249 คน เฉลี่ยสูบบุหรี่ 10.21 มวนต่อคนต่อวัน คิดเป็นจำนวนบุหรี่ 6,986,386 มวน หรือ 348,977 ซองต่อวัน และมีคนไทยต้องเสียชีวิตชั่วโมงละ 4.7 คน หรือวันละ 115 คน

ขณะที่ภาครัฐ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้สูบบุหรี่มากกว่า 50,000 ล้านบาท ถือเป็นการสูญเสียทั้งบุคลากรและทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล จึงมีการรณรงค์และเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ เพื่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง เพื่อคนที่รักและตัวคุณเองด้วย ผ่านการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ แถลงข่าวเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2545 – 2549 มีผู้สูบบุหรี่โทรเข้ามาใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 1600 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ หมายเลข 1600 ทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเห็นผล

โดยพบว่ากว่าร้อยละ  50 ของผู้สูบที่เข้ารับบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ จะเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าผู้ที่อ่านคู่มือเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง ทำให้ 3 องค์กรหลักคือ กระทรวงสาธารณสุข สสส. และ สปสช. ทำข้อตกลงร่วมกันในการก่อตั้งสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติขึ้น โดยมอบให้มูลนิธิสร้างสุขไทยจัดทำโครงการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติขึ้นและมีภารกิจในการดำเนินการสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติดังกล่าว และทดลองเปิดบริการ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการของผู้เลิกบุหรี่ผ่านทาง 1600 สายเลิกบุหรี่ พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2552 มีผู้ใช้บริการ 2,383 คน เป็นเพศชาย 1,942คน (ร้อยละ 81.5) เพศหญิง 439 คน (ร้อยละ 18.4) โดยพบว่าผู้ที่มาใช้บริการร้อยละ 77.8 เคยเลิกบุหรี่มาแล้ว โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการที่มีอายุมากที่สุดคือ 82 ปี และน้อยที่สุดคือ 9 ปี มีจำนวนบุหรี่ที่สูบเฉลี่ย 15.38 มวนต่อวัน โดยมากที่สุดสูบ 90 มวนต่อวัน และน้อยที่สุดสูบ 2 มวนต่อวัน

โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการ ให้เหตุผลในการเลิกบุหรี่ว่า เพื่อสุขภาพ ร้อยละ 45.9 เพื่อครอบครัว ร้อยละ 48.6  รู้สึกไม่ดี ร้อยละ 19.3 สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ร้อยละ 35.1สังคมไม่ยอมรับ ร้อยละ 15.3 โดยจากการติดตามผลผู้ที่เข้ารับบริการ ติดตามได้จำนวน 267 คน ในจำนวนดังกล่าวพบว่าเลิกได้แล้ว 84 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.46 กำลังเลิก 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.84 เลิกไม่ได้ 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.23 และติดต่อไม่ได้ 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.47

ทั้งนี้ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ตั้งเป้าที่จะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2,000 คนต่อเดือนและเตรียมเรื่องคู่สายโทรศัพท์ พร้อมคู่สายสำหรับอนาคตหากมีความต้องการสามารถขยายถึง 30 คู่สายจากปัจจุบันเปิดให้บริการ 10 คู่สาย พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการ ประมวลผล สร้างงานวิจัย และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนา “สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ” ต่อไป

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ในการให้บริการของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือ 1600 สายเลิกบุหรี่ว่า ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้คำปรึกษา (เชิงรับ) เพื่อการเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกันก็ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ (เชิงรุก) ด้วยการโทรศัพท์กลับเพื่อติดตามให้กำลังใจผู้ที่กำลังเลิกบุหรี่

การให้บริการจึงมีความหลากหลาย ทั้งการรับโทรศัพท์พร้อมให้คำปรึกษาโดยผู้ที่มีความรู้ นอกจากนี้ ยังมีการฝากหมายเลขไว้ในเครื่องบันทึก และให้คำปรึกษาผู้สูบบุหรี่ ที่ได้รับการส่งต่อจากเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ และจากระบบบริการในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น โรงพยาบาล คลินิกยา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังให้บริการข้อมูลข่าวสาร เรื่องการเลิกบุหรี่ทางไปรษณีย์ และบริการข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ ภายใต้ชื่อ www.thailandquitline.or.th โดยบริการให้คำปรึกษาและข้อมูลข่าวสารจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการให้บริการทางโทรศัพท์ 1600 สายเลิกบุหรี่ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 07.30 – 20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ จะเสียค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการโทรศัพท์ตามระบบจริง โดยใช้บริการโทรศัพท์บ้าน (TOT) และโทรศัพท์มือถือระบบ AIS จะเสียค่าใช้จ่าย 3 บาทต่อครั้งทั่วประเทศ

“การให้บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ (Telephone Quitline) เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้ติดบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบการวิชาชีพทางสุขภาพ (Professional  Counseling) ซึ่งผ่านการพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาจากผู้มีความรู้ ความชำนาญ ในการบริการแบบ Quitline ลักษณะการให้บริการมีทั้งการรับสายผู้โทรเข้ามาขอรับบริการ หรือบริการเชิงรับ (Reactive Quitline) และการบริการโทรกลับ (Call back service) หรือบริการเชิงรุก (Proactive Quiline) การโทรศัพท์กลับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ และโทรศัพท์กลับเพื่อติดตาม ให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่”

          องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ทุกวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน ทั่วโลกร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์เชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ภายใต้สโลแกน ” Tobacco Health Warnings” ส่วนประเทศไทยเองก็จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์การงดสูบบุหรี่เช่นกัน โดยกำหนดคำขวัญประจำปีว่า “บุหรี่มีพิษ ร่วมคิดเตือนภัย” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

Data from: thaihealth.or.th

download poster : World No Tobacco Day 2012

World No Tobacco Day 2012

Theme: Tobacco industry interference

16 SEPTEMBER 2011 – The World Health Organization (WHO) selects “tobacco industry interference” as the theme of the next World No Tobacco Day, which will take place on Thursday, 31 May 2012.

The campaign will focus on the need to expose and counter the tobacco industry’s brazen and increasingly aggressive attempts to undermine the WHO Framework Convention on Tobacco Control (WHO FCTC) because of the serious danger they pose to public health.

Tobacco use is one of the leading preventable causes of death. The global tobacco epidemic kills nearly 6 million people each year, of which more than 600,000 are people exposed to second-hand smoke. Unless we act, it will kill up to 8 million people by 2030, of which more than 80% will live in low- and middle-income countries.

As more and more countries move to fully meet their obligations under the WHO FCTC, the tobacco industry’s efforts to undermine the treaty are becoming more and more energetic.

For example, in an attempt to halt the adoption of pictorial health warnings on packages of tobacco, the industry recently adopted the novel tactic of suing countries under bilateral investment treaties, claiming that the warnings impinge the companies’ attempts to use their legally-registered brands.

Meanwhile, the industry’s attempts to undermine the treaty continue on other fronts, particularly with regard to countries’ attempts to ban smoking in enclosed public places and to ban tobacco advertising, promotion and sponsorship.

World No Tobacco Day 2012 will educate policy-makers and the general public about the tobacco industry’s nefarious and harmful tactics.

It will also be in keeping with the letter and the spirit of the WHO FCTC. The preamble of the treaty recognizes “the need to be alert to any efforts by the tobacco industry to undermine or subvert tobacco control efforts and the need to be informed of activities of the tobacco industry that have a negative impact on tobacco control efforts”.

In addition, Article 5.3 of the treaty states that “in setting and implementing their public health policies with respect to tobacco control, Parties shall act to protect these policies from commercial and other vested interests of the tobacco industry in accordance with national law”.

Furthermore, the guidelines to the implementation of Article 5.3 state that Parties are recommended to “raise awareness about…tobacco industry interference with Parties’ tobacco control policies”.

On World No Tobacco Day 2012, and throughout the following year, WHO will urge countries to put the fight against tobacco industry interference at the heart of their efforts to control the global tobacco epidemic.

Data from: www.who.int

 image credit : wallpapers.dgreetings.com 

www.who.int

World No Tobacco Day

31 May 2012

On 31st May each year WHO celebrates World No Tobacco Day, highlighting the health risks associated with tobacco use and advocating for effective policies to reduce consumption. Tobacco use is the second cause of death globally (after hypertension) and is currently responsible for killing one in 10 adults worldwide.

The World Health Assembly created World No Tobacco Day in 1987 to draw global attention to the tobacco epidemic and its lethal effects. It provides an opportunity to highlight specific tobacco control messages and to promote adherence to the WHO Framework Convention on Tobacco Control. Tobacco use is the number one preventable epidemic that the health community faces.

 image credit: .thaihealth.or.th

หุ่นยนต์ตรวจมะเร็ง -ทำลายเนื้อร้าย

มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ส่วนคนที่ป่วยอยู่ก็ยิ่งอยากจะหาย ล่าสุด มีข่าวดีเกี่ยวกับการตรวจและทำลายมะเร็ง โดย เพอร์ฟินท์ เฮลท์แคร์ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับนวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดตัว ‘แมกซิโอ’ หุ่นยนต์ตรวจหาและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งในร่างกายผ่านกระบวนการแอบเลชั่น ใช้เข็มส่งความร้อนเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง 

หุ่นยนต์แมกซิโอ แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ในส่วนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการวางแผนและแสดงภาพจากผลการสแกน โดยจะเชื่อมต่อกับซีทีสแกนหรือเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อโชว์ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ให้แพทย์ใช้วางแผนรักษาว่าจะ วางเข็มลงตำแหน่งใด

อีกส่วนเป็นระบบหุ่นยนต์ชี้จุด จะทำการชี้จุดวางเข็มให้สอดคล้องกับภาพผลตรวจมะเร็ง และแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจวางเข็มเข้าไป จากนั้นจะปรากฏภาพให้เห็นทางจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังวางเข็มว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อได้ตำแหน่งตรงกัน แพทย์จะสั่งเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง

หลังผ่านการทำลายแล้ว แมกซิโอ จะทำการซีทีสแกนซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แพทย์เห็นภาพผลการรักษา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ปัจจุบัน หุ่นยนต์แมกซิโอ มีความสามารถตรวจและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งตับ ปอด และไต ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย หรือก้อนเนื้อใหญ่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร ตัวเครื่องยังสามารถวางเข็มได้พร้อมกันหลายเล่ม ช่วยให้การทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณที่ต้องการทำได้ภายในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้แมกซิโอ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่กับผู้ป่วย และในขั้นตอนการแอบเลชั่นด้วยหุ่นยนต์ตัวดังกล่าว แพทย์ก็ไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลผู้ป่วยด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2555

 

HER2 ตรวจชิ้นเนื้อร้าย ความหวังใหม่ รักษามะเร็งหายขาด

ยังคงเป็นโรคร้ายที่กำจัดไม่ได้เด็ดขาดเสียที สำหรับมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ถือว่ามีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคนี้สูงที่สุด เป็นอันดับ 1 แต่ส่วนใหญ่การรักษาที่ผ่านมา จะเกิดปัญหาเรื่องการให้ยาที่ยังไม่ถูกต้องกับชนิดของมะเร็งที่เป็น  จึงมีการศึกษา และพัฒนาให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างล่าสุด ก็มีการคิดค้นเครื่องตรวจชิ้นเนื้อแบบใหม่ โดยตรวจที่ผลของ ‘HER2’  ซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษาอย่างมาก

HER2 (Human Epidermal Growth Receptor 2) เป็นโปรตีนที่พบได้บนพื้นผิวเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอัตราการเติบโตของเซลล์ และการแบ่งเซลล์ เมื่อร่างกายเกิดการผลิต HER2 มากเกินไป ก็จะทำให้การเติบโตของเนื้องอกรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งตัวเครื่องตรวจจะทำหน้าที่ในการประมวลผลบอกว่า ชิ้นเนื้อที่ตรวจเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ อีกทั้งยังบอกลักษณะของเซลล์ได้ด้วย เพราะแต่ละคนที่เป็นโรคนี้ มีสาเหตุของการเกิดโรคที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องตามแต่ละบุคคล อีกทั้งเครื่องนี้ยังสามารถตรวจโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องตรวจยีนส์ หรือโครโมโซมได้ด้วย  ไม่เฉพาะว่าต้องเป็นโรคมะเร็งอย่างเดียว โดยการตรวจรูปแบบนี้เรียกว่า ISH  คือการตรวจแบบระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบตัวแรก ที่เรียกว่า Dual-in-Situhybridization (DISH)

ทั้งนี้ข้อจำกัดก็มีอยู่บ้าง เพราะมะเร็งบางชนิดก็ยังไม่สามารถใช้การตรวจด้วยวิธีนี้ได้ ส่วนมะเร็งที่เกิดขึ้นทั่วไป อาทิ มะเร็งเต้านม ต่อมน้ำเหลือง  ปอด ลำไส้ ปากมดลูก ฯลฯ นั้นสามารถตรวจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจจะอยู่ที่ 10,000 บาท ต่อเคส ใช้เวลาในการตรวจไม่เกิน 6 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันกว่าจะรู้ผล

สำหรับการตรวจแบบ Auto ด้วยเครื่องนี้ มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าผู้หญิงประมาณ 800,000 คน/ปี จะได้รับการวินิจฉัยที่ดีมากขึ้น อีกทั้ง ในประเทศไทยเอง ก็มีการนำเข้าเครื่องตรวจชิ้นเนื้ออัตโนมัตินี้มาหลายโรงพยาบาลแล้ว ถือว่าเป็นอีก 1 ความหวังที่ช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนจะรักษาได้หายขาดทุกคนหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ระยะการเป็นของเนื้อร้าย รวมถึงการให้ยาในการรักษาที่ถูกต้องด้วย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กุมภาพันธ์ 2555

ไอ​เรื้อ​รัง​ส่อ​แวว​ ‘​มะเร็ง​ปอด​’​

กล่าวถึง มะเร็งปอด ทีไร เป็นต้องนึกพ่วงภาพบุหรี่ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ก็บุหรี่ตัวร้ายนี่เองเป็นสาเหตุทำให้ป่วยเป็นมะเร็งปอด เพราะผู้ป่วยด้วยโรคนี้ ร้อยละ 80-90 เป็นสิงห์อมควันกันที่ไม่ค่อยจะสนใจว่า บุหรี่แต่ละมวนจุสารพิษก่อมะเร็งไว้มากมาย อาทิ นิโคติน ตะกั่ว ทาร์ ในขณะที่ร้อย 10-15 ไม่สูบบุหรี่ แต่ถูกมะเร็งปอดเล่นงานเพราะสูดดมควันบุหรี่ หรือสูดดมสารเคมี เช่น แอสเบสตอส เป็นแร่ที่พบในโรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ สิ่งทอ แร่เรดอน ที่เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนียมในใยหิน พบมากในเหมืองแร่

เมื่อหยอดกระปุกสะสมสารก่อมะเร็งจนกินปอดไปนานวันเข้า ก็จะมี อาการไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด ไอจับหืด หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เสียงแหบแห้ง เหล่านี้เป็น สัญญาณของมะเร็งปอด ที่มักจะพบในคนวัย  50-75 ปี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือ มะเร็งปอด เป็นมะเร็งชนิดที่จะตรวจพบในระยะลุกลาม หรือแพร่กระจาย ลดความสามารถในการรักษาให้หายได้ทันท่วงที ดังนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักเสียชีวิตลงในเวลา 1-2 ปี 

สำหรับการป้องกันและลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ ไม่สูบบุหรี่ เลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ รวมทั้งสารเคมีต่าง ๆ ไม่สัมผัสแร่เรดอน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ควรเอ็กซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจหามะเร็งปอดเป็นประจำทุกปี

ด้านการรักษามะเร็งปอดมีทั้งการผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด และการรักษาแบบประคับประคอง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

พรุ่งนี้ ‘ภาษาหมอ’ มีนวัตกรรมการตรวจหาความผิดปกติด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ แบบไม่ใช่แบบอุโมงค์มาฝากกัน.

takecaredd@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  28 กันยายน 2552

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553