รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

กทม.ตรวจคัดกรองมะเร็ง”ปากมดลูก-เต้านม” รพ.9 แห่งฟรี

dailynews130707_004gเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เฉลิมพระเกียรติฯ 81 พรรษา มหาราชินี” ตามนโยบายด้านสุขภาพผู้หญิง

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงอันดับ 1 คือ มะเร็งเต้านม และอันดับ 2 คือมะเร็งปากมดลูก ทั้งที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ หากพบในระยะเริ่มแรก

โครงการนี้จัดให้มีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมฟรีที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม. 9 แห่ง ได้แก่ รพ.กลาง, รพ.ตากสิน, รพ.เจริญกรุงประชารักษ์, รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร อุทิศ, รพ.เวชการุณย์รัศมิ์, รพ.ลาดกระบังกรุงเทพมหานคร, รพ.ราชพิพัฒน์, รพ.สิรินธร และ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ตั้งแต่วันที่ 9-23 สิงหาคม ในวันและเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ในราคาพิเศษ

ที่มา : มติชน 6 สิงหาคม 2556

ออรัลเซ็กซ์ เสี่ยงมะเร็งจริงหรือ

dailynews130609_001กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อ “ไมเคิล ดักลาส” ออกมาให้ข่าวถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งในช่องปาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการติดเชื้อฮิวแมน แพพพิลโลม ไวรัส (เอชพีวี) และน่าจะเกิดจากการทำ “ออรัล เซ็กซ์” คำถามคือจริงหรือไม่ว่าการทำรักด้วยปากเป็นบ่อเกิดของมะเร็งช่องปากและช่องคอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การทำ “ออรัล เซ็กซ์” ทำให้เกิดมะเร็งช่องปากและช่องคอได้ เพราะเซลล์ช่องปาก ช่องคอ มีลักษณะเช่นเดียวกับเซลล์ปากมดลูก โดยเฉพาะแถวยุโรป อเมริกา พบมะเร็งช่องปากและช่องคอที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทางอเมริกากำลังทำการทบทวนการฉีดวัคซีนให้กับผู้ชายด้วย อย่างไรก็ตามข้อดีคือมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีผลการรักษาจะดีกว่ามะเร็งที่เกิดจากการสูบบุหรี่

พญ.สมจินต์ จินดาวิจักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงาน โสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ช่องปาก”นับตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงลิ้นส่วนหน้า (2 ส่วน 3 ) เพดานปากด้านบนตรงเพดานแข็ง ส่วน “ช่องคอ” ตั้งแต่ทอนซิล เพดานอ่อน โคนลิ้น ทั้งนี้เซลล์บริเวณช่องปาก ช่องคอ และปากมดลูก เป็นเซลล์ชนิดเดียวกัน เซลล์พวกนี้จะอยู่ไปจนถึงหลอดอาหาร ส่วนเซลล์กระเพาะอาหารเซลล์จะเป็นอีกชนิดหนึ่ง

การเกิดมะเร็งช่องปาก ช่องคอ เป็นที่ทราบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเคี้ยวหมาก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาคือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งการติดเชื้อไวรัสก็พบในมะเร็งอื่น ๆ เช่น การพบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ
มะเร็งช่องปากจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีมากนัก มีรายงานประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์และตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นเลยในหลายปีที่ผ่านมา แต่มะเร็งช่องคอมีรายงานว่าสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีซึ่งพบที่ปากมดลูก โดยรายงานทางอเมริกา และยุโรป พบเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมาก จากเดิมแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และมักจะพบในคนอายุน้อย ไม่มีประวัติดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จากแต่ก่อนปัจจัยเสี่ยงมาจากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่และจะพบในคนอายุมากเพราะต้องสัมผัสกับสารก่อมะเร็งนานแล้วมาเกิดมะเร็งภายหลัง แต่เชื้อเอชพีวีจะทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งในคนอายุน้อย

ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ทำการวิจัยพบว่า มะเร็งช่องคอสัมพันธ์กับเชื้อเอชพีวี 13.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมะเร็งช่องปากไม่พบความสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีเลย ทั้งนี้ปีหนึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งช่องคอรายใหม่ประมาณ 1,200-1,300 ราย มะเร็งช่องคอตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี โดยเฉพาะการให้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด

ในการตรวจเจอเชื้อเอชพีวีบริเวณช่องปากและคอซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่เจอบริเวณปากมดลูก เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากการทำ “ออรัล เซ็กซ์” ตอนนี้มีการพูดกันว่าอีกหน่อยคงต้องมีการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็กผู้ชายมากขึ้น ทางอเมริกา ยุโรป กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ จากเดิมจะให้เฉพาะเด็กผู้หญิงแต่ตอนนี้เขากำลังพิจารณาใหม่เพราะเปอร์เซ็นต์มันเพิ่มขึ้นเยอะจริง ๆ ในเอเชียไม่ค่อยมีตัวเลข อาจจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้มากเท่าอเมริกาและยุโรป

ถามว่าทำไมพบมะเร็งช่องปากน้อยกว่าช่องคอ ทั้ง ๆ ที่เซลล์ก็หน้าตาเหมือนกัน ในตอนนี้กำลังมีการศึกษาวิจัยว่าทำไมเชื้อเอชพีวีชอบไปติดบริเวณช่องคอมากกว่าช่องปาก

เรื่องการทำ “ออรัล เซ็กซ์” เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าเราไม่ช่วยกันวัยรุ่นไปทำตามฝรั่ง มันจะแพร่เข้ามา แต่วัฒนธรรมไทยหรือทางเอเชียอาจจะไม่ใช้แบบนั้นมันก็เลยยังไม่ค่อยเกิดมาก ตอนนี้บ้านเราไม่น่าห่วงเพราะยังพบน้อยมาก

พญ.สมจินต์ กล่าวว่า โดยปกติผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์และอายุเกิน 35 ปีไปแล้วแนะนำให้ตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งในปัจจุบันจะมีการตรวจหาเชื้อเอชพีวีอยู่แล้ว และหากพบการติดเชื้อเอชพีวีจะต้องได้รับการตรวจติดตาม เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงควรจะหลีกเลี่ยงการทำ “ออรัล เซ็กซ์” จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ทำแบบนี้เพราะไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ และยังไม่มีวิธีป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวในการทำ “ออรัล เซ็กซ์”.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 มิถุนายน 2556

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

dailynews130217_002การไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เจอรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง แต่หลายคนไม่รู้ว่าควรตรวจคัดกรองด้วยวิธีไหนดี นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูติ-นรีเวชวิทยา ด้านมะเร็งนรีเวช รพ.จุฬาภรณ์ มีคำอธิบาย

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า  สิ่งสำคัญในการตรวจมะเร็งปากมดลูก เราไม่ได้อยากเจอมะเร็ง แต่อยากเจอรอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง คือ มีเซลล์ผิดปกติที่กำลังจะเป็นมะเร็ง หากไม่รักษาก็กลายเป็นมะเร็ง

ความไวในการตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแบบดั้งเดิม หรือ “แป๊ปสเมียร์” ประมาณ 50%  การตรวจเซลล์ปากมดลูกแบบแผ่นบาง (liquid base cytology) ร่วมกับการตรวจหาชนิดของการติดเชื้อเอชพีวี ความไวประมาณ 99%โอกาสหลุดแค่ 1% ที่พูดไม่ได้หมายความว่าการตรวจแป๊ปสเมียร์ไม่ดี เพียงแต่ว่า การตรวจเซลล์ปากมดลูกแบบแผ่นบางและการตรวจหาชนิดของการติดเชื้อเอชพีวีดีกว่า แต่ราคาแพงกว่า

ทั้งนี้ในปัจจุบันบ้านเรา ใช้วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจแป๊ปสเมียร์ ไม่ได้เป็นแบบแผ่นบาง ซึ่งมีราคาถูก แต่แบบแผ่นบางราคาอย่างต่ำ  600 บาทขึ้นไป  ถ้าตรวจหาชนิดของการติดเชื้อเอชพีวีราคาประมาณ 1,500 บาท รวมแล้วตรวจแบบแผ่นบางและตรวจเอชพีวีประมาณ 2,000 บาท  โดยทำได้ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ เท่านั้น

ควรตรวจหาการติดเชื้อเอชพีวีทุกปีหรือไม่?  นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าตรวจแป๊ปสเมียร์แผ่นบาง และตรวจหาชนิดการติดเชื้อเอชพีวี ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี โอกาสเป็นมะเร็งใน 5 ปีน้อยกว่า 1 ใน 1,000 คน คุ้มค่าแน่นอน แต่การตรวจหาการติดเชื้อเอชพีวีไม่ได้ตรวจในคนไข้อายุต่ำกว่า  30 ปี  เพราะเชื้อเอชพีวีในคนอายุน้อยกว่า 30 ปีเจอบ่อย แต่ไม่มีอะไร เราจะใช้ตรวจคัดกรองจริง ๆ ในคนอายุ 30 ปีขึ้นไป

ผู้หญิงที่ควรไปตรวจมะเร็งปากมดลูก คือ อายุ 21 ปีขึ้นไป มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกแล้วจากนั้นอีก 3 ปีควรไปตรวจ เพราะเชื่อว่าการติดเชื้อเอชพีวีกว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี

ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เป็นมะเร็งได้หรือไม่? นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ต้องถามว่าไม่มีจริงหรือเปล่า โดยทฤษฎีต้องมีถึงจะเป็นมะเร็งปากมดลูก อย่างการดำเนินโครงการบำเพ็ญพระกุศล “โครงการป้องกันและเฝ้าระวังมะเร็งปาดมดลูกแนวใหม่” ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ทำวิจัยในสตรีไทย 4,487 ราย ในจำนวนนี้มีคนที่อ้างว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ประมาณ 10 คน แต่กลับตรวจเจอเชื้อเอชพีวี  ถามไปถามมาจึงยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ครั้งหนึ่งตอนอายุ 20 ปีแล้วก็ไม่มีอีก เพราะฉะนั้นประวัติเรื่องการไม่มีเพศสัมพันธ์เชื่อยาก การมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็ติดเชื้อเอชพีวีได้  หรือไม่มีเพศสัมพันธ์เลยในทางทฤษฎีก็อาจติดเชื้อเอชพีวีได้ เช่น ติดจากมือ จากเล็บไปหยิบจับอะไร แต่จะต้องมีแผลเชื้อไวรัสจึงเข้าไปได้ ก็เหมือนโรคเอดส์ต้องมีแผลที่ช่องคลอด

คนที่ติดเชื้อไม่ต้องกังวล เพราะอย่างที่บอกติดเชื้อแล้วส่วนใหญ่หาย ใน 100 คน 95 คนหายเอง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นมะเร็ง  ไม่ได้แปลว่าติดเชื้อแล้วเป็นมะเร็งเสมอไป อย่ากังวลจนเกินเหตุ   โดยทฤษฎีเหมือนเราเป็นหวัดติดเชื้อไวรัส เราไม่ได้ให้ยาต้านไวรัสหวัดก็หายเอง เชื้อเอชพีวีก็เหมือนกัน ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย จะช่วยลดการติดเชื้อ รักษาร่างกายให้แข็งแรง ภูมิคุ้มกันจะกำจัดได้เอง  ยังไม่มีคำแนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสเอชพีวีแต่อย่างใด.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์ 17 กุมภาพันธ์ 2556

เปิดนวัตกรรมตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง ครั้งแรกในไทย

dailynews130116_002มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของผู้หญิงไทย ในช่วงวัย 25-65 ปี ทั้งยังมีอัตราการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 10,000 ราย และมีอัตราเสียชีวิต 5,000 รายต่อปี หรือร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวันจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 ราย

รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เผยว่า “น่าเสียดายที่ในปัจจุบันเราสามารถลดอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้โดยการตรวจคัดกรอง ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในเรื่องนี้ แต่อัตราผู้หญิงไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง นั่นเพราะกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ละเลยการตรวจคัดกรอง เนื่องจากรู้สึกอาย หรือกลัวเจ็บ หลายคนจึงมักตรวจพบโรคขณะที่ลุกลามจนไม่สามารถรักษาได้แล้ว”

ล่าสุด มีการเปิดตัวนวัตกรรมการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า ‘เดลฟี่ สกรีนเนอร์’ มีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกขนาดพอๆ กับปากกา ด้านหนึ่งจะมีปุ่มกด ใกล้กันจะมีห่วงไว้สำหรับใช้นิ้วสอดเพื่อประคองด้ามตรวจ ส่วนปลายอีกด้านจะมีแถบสีเงิน ซึ่งด้านนี้จะใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อให้ด้ามตรวจปล่อยน้ำประมาณ 1 ซีซีเข้าไปภายใน ถือเป็นการเก็บเซลล์เนื้อเยื่อบุมดลูก หรือไวรัส HPV (ตัวการก่อมะเร็งปากมดลูก) ที่เกาะอยู่บริเวณช่องคลอด ต่อมาตัวด้ามจะดูดน้ำดังกล่าวกลับเข้าด้ามตรวจ จากนั้นจึงดึงด้ามตรวจออกจากช่องคลอด แล้วถ่ายเทของเหลวใส่ขวดเก็บตัวอย่าง นำส่งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ตรวจในห้องปฏิบัติการ รอผลตรวจราว 1 สัปดาห์.

ที่มา: เดลินิวส์ 16 มกราคม 2556

.

“เดลฟี สกรีนเนอร์” นวัตกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง

“มะเร็งปากมดลูก” เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยและมีอัตราการเสียชีวิตเป็นสาเหตุตายมากที่สุดในผู้หญิงไทย ในช่วงอายุ 25-65 ปี โดยมีอัตราการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 10,000 ราย และมีอัตราผู้เสียชีวิต 5,000 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวันจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 ราย
รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง ได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย ว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในปัจจุบันเราสามารถลดอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้โดยการตรวจคัดกรอง ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในเรื่องนี้ แต่อัตราผู้หญิงไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง นั่นเพราะยังมีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกมากที่ละเลยการตรวจคัดกรอง เพราะอายบ้าง หรือกลัวเจ็บบ้าง หลายคนจึงมักตรวจพบโรคขณะที่ลุกลามจนเลยระยะซึ่งสามารถรักษาได้ไปแล้ว

“ทั้งยังมีทางเลือกใหม่ในการตรวจที่ทำได้ด้วยตนเอง ด้วยนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ช่วยเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งทำให้การตรวจคัดกรองเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากขึ้น เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก ปลอดภัย มีการศึกษายอมรับมานานว่าผลการตรวจแม่นยำไม่ต่างจากการตรวจโดยแพทย์ นับเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญของคุณผู้หญิงในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกช่องทางหนึ่ง”
สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) บริเวณปากมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์แม้มีสามีหรือภรรยาคนเดียว และจะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของโรคที่มีการดำเนินไปอย่างช้า ๆ ทำให้มีวิธีป้องกันและรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นขณะที่มะเร็งยังไม่แสดงอาการ ทั้งยังสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะที่เชื้อยังไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การรักษายังได้ผลดี และหายขาดได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อหามะเร็งปากมดลูกทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การตรวจภายใน, การตรวจ Pap Smear, การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู การส่องกล้องตรวจปากมดลูกคอลโปสโคปร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา หรือการตรวจอื่น ๆ เช่น การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า และการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซึ่งได้ผลดีและได้รับความนิยมมากที่สุด ในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี

หนึ่งคือ การตรวจแพป หรือ Pap Smear ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

แบบสามัญ ที่มีความไวของการตรวจร้อยละ 50-60 เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติแบบดั้งเดิม ได้รับความนิยมมากเนื่องจากราคาไม่แพง แต่มีข้อด้อยคือความไวของการตรวจหาเซลล์ผิดปกติค่อนข้างต่ำ ดังนั้น หากผู้รับการตรวจมีตกขาวผิดปกติจากการอักเสบของปากมดลูก ช่องคลอด หรือปากมดลูกมีการติดเชื้อ หรือมีเลือดประจำเดือนซึ่งทำให้มีการปนเปื้อนและบดบังเซลล์ผิดปกติ อาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้

และ แบบใช้ของเหลวเก็บเซลล์ ที่มีความไวของการตรวจร้อยละ 70-85 เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติด้วยของเหลวที่เรียกว่า Liquid based cytology ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของวิธีดั้งเดิมได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มความไวและความแม่นยำในการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้น

วิธีที่สอง คือ การตรวจหาเชื้อ HPV ที่มีความไวสูงถึงร้อยละ 95-100 เป็นการตรวจโดยใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุลเพื่อหา DNA ของเชื้อไวรัส HPV อันเป็นสาเหตุหลักของโรคโดยตรง ซึ่งถือว่ามีความไวและความแม่นยำในการตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกสูงที่สุด ด้วยนวัตกรรมใหม่ในการตรวจมะเร็งปากมดลูก Delphi Screener ซึ่งเป็นชุดเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเองที่สะดวก ใช้งานง่าย ปลอดภัย มีผลการศึกษา (Clinical Study) ที่รองรับถึงประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับจากสตรีทั่วโลก ทั้งยังได้รับรางวัลรางวัล If product design award 2012 และ Special award for ergonomic design award 2012 รวมถึงผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 และ CE Mark

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ Delphi Screener ในสตรีที่ไม่เคยผ่านการตรวจหรืออาจตรวจ Pap Smear ไม่สม่ำเสมอ ช่วยให้สามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าหลายหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ จะมีการรณรงค์ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหลายช่องทาง แต่ก็ยังมีสตรีอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ

ดังนั้น การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการคัดกรองผู้ป่วย ทั้งยังช่วยสนับสนุนในด้านการบริการให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่สะดวก รวดเร็ว ครบถ้วน และทั่วถึงมากขึ้น ตลอดจนเป็นช่องในการรณรงค์การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่ง

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 15 มกราคม 2556
.

Watch clip video how to use The Delphi Screener

คลิปวิดีโอแสดงการใช้อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อเอชพีวี เดลฟี่ สกรีนเนอร์

http://www.delphiscreener.asia/use/

.

Related Article:

.
New cervical cancer screening guidelines say no Pap tests for women under 21

(CBS News) The United States Preventive Services Task Force (USPSTF) released new cervical cancer screening guidelines today that recommend women ages 21 to 65 get a pap smear test every 3 years. For women under the age of 21, the task force does not recommend testing at all, even if they are sexually active.

Women ages 30 to 65 can prolong screening to every five years if they get a HPV test with it.

The guidelines, published online in the the March 14 issue of Annals of Internal Medicine, also say that women under 30 should not be screened for HPV. Many benign infections that would go away on their own are found and could potentially cause more harm than good if caught, the task force said.

“It is as effective in reducing cancer deaths as annual screening but we have substantially less false positive tests,” task force member Dr. Wanda Nicholson, associate professor of gynecology and obstetrics at the University of North Carolina, Chapel Hill School of Medicine, told CBS News.

Cervical cancer study shows Pap tests boost survival chances
HPV tests “better” than Pap smear at cervical cancer detection
However, not all doctors agree. “To blanketly say in these low risks patients 5 years is appropriate might be a stretch too far,” said Dr. Sharyn Lewin, an OB/GYN at NY Presbyterian-Columbia University Medical Center in New York City told CBS News. She doesn’t think women should skip the annual checkup because it also includes important conversations about sexual health.

Another set of guidelines from the American Cancer Society recommends that all women should begin cervical cancer testing three years after they become sexually active or after the age of 18 and no later than 21. A regular Pap test is recommended every year; a liquid-based Pap test only needs to be run every 2 years. Yearly testing is also recommended for women with more risk factors like a family history or weakened immune system.

If a woman over 30 had three normal Pap tests in a row or couples her test with a HPV DNA test , the American Cancer Society says the woman can get tested every 3 years. Women over 70 who have had 3 or more normal Pap tests in a row and no abnormal results for 10 years can opt not to get tested. Also, women who have had their cervix removed unless it was a result of cervical cancer or pre-cancer need not be tested.

More than 12,100 American women will be diagnosed with cervical cancer and another 4,220 will die from the disease this year, according to the National Cancer Institute.

The reason why screening is not recommended for women under 21, according to Otis Brawley, chief medical officer of the American Cancer Society, is because a positive HPV test can lead to treatment that may cause a condition caused cervical incompetence or miscarriage years later. He wrote on CNN that most HPV infections that are not treated go away within nine months without any effects. Cervical cancer is a slow growing disease, and can take more than a decade to turn from HPV to cervical cancer, he said.

Brawley points out that the majority of women who die from cervical cancer hadn’t been screened, and most of those who had been screened had done so 10 years before their diagnosis.

HealthPop reported this month that women are more likely to survive cervical cancer if diagnosed with a pap smear. Women whose cancer was found through the test had a 92 percent cure rate, while women who were diagnosed because of symptoms had a 66 percent cure rate.

That’s something that all organizations agree on, including the task force.

“We need to get the women who have not had a Pap smear in the past five years in,” Dr. Virginia Moyer, chair of the USPSTF and pediatrician at Baylor College of Medicine and Texas Children’s Hospital in Dallas, told Reuters Health. “The women who aren’t getting screened at all, that’s the tragedy.”

SOURCE : cbsnews.com

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

หากกล่าวถึงโรคติดเชื้อแล้ว ในปัจจุบันนี้สามารถพบโรคที่สามารถเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ สัมผัสกับเชื้อ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า..คงไม่มีใครอยากจะป่วย หรืออยากจะมีอาการเจ็บอันเกิดจากการติดเชื้อ

คอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพฉบับนี้ จะขอกล่าวถึงโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อที่ชื่อว่า “เอชพีวี” เชื้อเอชพีวี หรือ ฮิวแมน แพพพิโลม่า ไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย เชื้อเอชพีวีนี้มีมากมายมากกว่า 100 ชนิดที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นอันตราย เช่น ชนิดที่ทำให้เกิดหูดที่มือ และเท้า แต่เอชพีวีบางชนิดทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศและนำไปสู่มะเร็งปากมดลูก เซลล์ผิดปกติของปากมดลูก และหูดที่อวัยวะเพศ

“มะเร็งปากมดลูก” เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคุณผู้หญิง และเป็นกลุ่มโรคมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย รองจากอันดับ 1 คือ มะเร็งเต้านม ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก อย่างที่ทราบไปแล้วว่าคือเชื้อเอชพีวี ซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แต่มักพบว่า สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 เป็นสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในคนไทยมากที่สุดคำถามที่พบได้บ่อยก็คือ แล้วมีวิธีการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกอย่างไร หรือมีวิธีการป้องกันเชื้อชนิดนี้ได้อย่างไร

คำตอบคือ การไม่สัมผัสกับเชื้อโดยตรง ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นการสัมผัสกับเชื้อได้มาก การไม่รักษาความสะอาด เกิดการสะสม หมักหมม สกปรกของเชื้อ จะยิ่งทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในคุณผู้หญิงได้มาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก อนึ่ง การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยงของการสัมผัสเชื้อลงได้

แต่..ในปัจจุบัน ได้มีการคิดค้น “วัคซีนสำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูก” ออกมาและเป็นที่นิยมเสียด้วย

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คืออะไร

วัคซีนชนิดนี้ เป็นวัคซีนที่ผลิตขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเรียกว่า เอชพีวี วัคซีน ในประเทศไทยมีการใช้วัคซีนชนิดนี้กันอยู่ 2 ยี่ห้อ ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งยี่ห้อแรกประกอบไปด้วย วัคซีน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก และที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ อันเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง อีกยี่ห้อจะประกอบไปด้วย วัคซีน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 16 และ 18 ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

การฉีดวัคซีน ต้องฉีดเข้ากล้ามทั้งหมด 3 เข็ม ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีการฉีดแตกต่างกัน เช่น ฉีดทุก 0, 2 และ 6 เดือน และ ฉีดทุก 0, 1 และ 6 เดือน เนื่องจากเชื้อเอชพีวีติดได้จากเพศสัมพันธ์ จึงควรฉีดตั้งแต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อได้นานเกือบ10 ปี แต่เนื่องจากเพิ่งคิดค้นวัคซีนได้ประมาณ 10 ปี จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าหลังจากนั้นจะต้องมีการฉีดกระตุ้นหรือไม่ จึงต้องคอยติดตามข่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนชนิดนี้ สามารถป้องกันได้เพียง 2 สายพันธุ์ที่พบบ่อยเท่านั้น ซึ่งคาดว่าครอบคลุมการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 70-90% แต่ใช่ว่าจะไม่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะยังมีโอกาสที่สายพันธุ์อื่นจะมาสัมผัสจนก่อให้เกิดโรคได้ จึงต้องป้องกันโดยการตรวจภายใน ร่วมกับการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอทุก1-2 ปี

สิ่งสำคัญก็คือ การตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี..ย้ำ..คุณผู้หญิงหลังมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นจะได้รีบรักษาให้หายก่อนจะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกซึ่งรักษายาก

ทิ้งท้ายกันที่คำถามยอดฮิต… “ควรฉีดในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุ 9 ขวบ จริงหรือไม่

..คำตอบคือ..สิ่งสำคัญของการฉีดวัคซีนชนิดนี้ก็เพื่อการป้องกันในหญิงที่อยู่ในวัยก่อนมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้น การฉีดในเด็กตอนอายุน้อยดีตรงที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากกว่าแต่ในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็อาจฉีดได้เป็นการป้องกันการได้รับเชื้อใหม่หากยังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อนทำให้คิดว่าเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะกลายเป็นวัยรุ่นที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว ซึ่งข้อมูลในหลายประเทศได้มีการฉีดในเด็กที่มีอายุเพียง 10 ขวบ

…การฉีดวัคซีน เป็นเพียงหนทางหนึ่งในการป้องกัน แต่วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การระมัดระวังไม่ให้สัมผัสถูกเชื้อและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ…

ผศ.พญ.อาบอรุณ เลิศขจรสุข

 

ที่มา: เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2555

เรื่องที่ผู้หญิงต้องเคลียร์

สูติแพทย์ร่วมไขปริศนาท้าความเชื่อเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สาวๆ ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่จำเป็นต้องรู้ให้เท่าทันเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคร้ายนี้

“มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมแต่อย่างใด” พญ.เพชรรัตน์ ปิตะหงษ์นันท์ แพทย์ประจำแผนกสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เปิดประเด็นด้วยข้อเท็จจริงที่ค้านความเชื่อของหลายคน พร้อมทั้งมีคำตอบให้กับหลากหลายข้อสงสัย

Q พรหมจรรย์กับมะเร็งปากมดลูก ?

มะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แต่พบมากในกลุ่มอายุ 15-59 ปี ทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้หญิงทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก 1 คน ขณะที่แต่ละปี ไทยจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 10,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 27 คน ซึ่งกว่าครึ่งของผู้ป่วยเหล่านี้จะเสียชีวิต

สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก 70-80% มาจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปปิลโลมาไวรัส (HPV) ซึ่งติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น สาวพรหมจรรย์มีความเสี่ยงน้อยมาก อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยอีก 20-30% ที่อาจเป็นข้อยกเว้น หรือถูกปัจจัยบางอย่างกระตุ้น เช่น การสูบบุหรี่ เป็นต้น

Q หูดหงอนไก่จะกลายเป็นมะเร็ง ?

เอชพีวีคือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่พบได้โดยทั่วไปและมีกว่าร้อยชนิด โดยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ ชนิดที่ก่อมะเร็งและชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง

ชนิดที่ก่อมะเร็ง สายพันธุ์หลักคือ HPV ชนิด 16 และ 18 ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกถึง 70% และยังก่อให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้แก่ มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก และ อีกกลุ่มคือชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง สายพันธุ์หลักคือ เอช พี วี ชนิด 6 และ 11 ซึ่งเป็นชนิดที่ทำให้เกิดโรคหูดของอวัยวะเพศ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหูดหงอนไก่ถึง 90%

หูดหงอนไก่ไม่ก่อมะเร็ง แต่เป็นติ่งเนื้อที่เกิดจากติดเชื้อที่ผิว จนกลายเป็นติ่งที่มีลักษณะเหมือนหงอนไก่ ซึ่งผลกระทบของการเกิดหูดหงอนไก่นี้คือ ความไม่สวยงาม แต่ไม่สามารถกระจายไปเป็นเนื้อร้าย ทั้งยังรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษา เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

Q การตรวจคัดกรองป้องกันได้ 100% ?

ปัจจุบันการป้องกันมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เริ่มต้น คือการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี จะมีประสิทธิภาพสูงสุดคือช่วงก่อนมีเพศสัมพันธ์ หรือฉีดให้กับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 9 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเสมือนการล้อมรั้วบ้านของเราเอาไว้ สามารถป้องกันได้ 70-80% อย่างไรก็ดีแม้ผู้หญิงที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วก็สามารถฉีดวัคซีนได้ เนื่องจากวัคซีนจะสามารถป้องกันไวรัสเอชพีวีในสายพันธุ์ที่ไม่เคยติดมาก่อน ยังอาจมีบางส่วนที่หลุดรอดเข้าไปได้บ้าง

ฉะนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ไม่ว่าจะเป็น การตรวจภายใน แป๊บสเมียร์ คอลโปสโคป หรืออื่นๆ เป็นประจำทุกปี จึงทำหน้าที่เป็นตัดคัดกรองอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้การป้องกันโรคร้ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ทราบถึงความร้ายแรงของโรคเหล่านี้ แต่ผู้หญิงบางคนก็อายที่จะพบแพทย์และตรวจภายใน

วัคซีนตัวเดียวกันนี้ยังฉีดให้ผู้ชายได้ด้วยเพื่อป้องกันโรคมะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนักและโรคหูดหงอนไก่ โดยต้องฉีดให้ครบ 3 เข็มภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน เหมือนกันทั้งชายและหญิง

Q ถุงยางอนามัยป้องกันมะเร็งปากมดลูก ?

ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ จนหลายคนเข้าใจว่า น่าจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเชื้อเอชพีวีไม่ได้ติดต่อจากสารคัดหลั่ง แต่เชื้อจะอยู่ภายนอกหรือบริเวณพื้นผิวสัมผัส การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้โดยเพียงสัมผัสเท่านั้น แต่ที่สำคัญ คือ การรักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 มิถุนายน 2555

เตือนหญิงมี “กิ๊ก” เสี่ยงมะเร็งปากมดลูกถามหา

“กิ๊ก” ไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก ความสัมพันธ์ที่กลายเป็นค่านิยมของสังคมไทยทั้งชายและหญิง บางคนหมายถึงเพื่อนต่างเพศใกล้ชิด พูดคุยให้คำปรึกษาเพื่อความสบายใจ แต่บางคนหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กันด้วย ปัจจุบันผู้หญิงไทยนิยมมีกิ๊กมากขึ้น ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ คิดว่าเป็นแฟชั่นไว้อวด ตามค่านิยมปัจจุบันที่ใครมีกิ๊กรู้สึกเท่ รู้สึกได้ควบคุม และเป็นผู้เลือก, ความรู้สึกผิดทางศีลธรรมของคนน้อยลง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็น้อยลงด้วย การจะทำอะไรที่ผิดก็มักอ้างถึงเหตุผลเพื่อให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง, ต้องการได้รับความสนใจและปฏิบัติอย่างดีในฐานะคู่รักกัน มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระยะแรก ๆ ซึ่งผู้หญิงจะมองหาจากชายที่เป็นกิ๊ก, ต้องการแก้แค้นจากการที่ถูกหลอกลวงจากผู้ชายซึ่งเขาอาจไปมีกิ๊กเป็นผู้หญิงคนอื่นเช่นกัน, ต้องการค้นหาประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น , รู้สึกว่าแฟนคนปัจจุบันไม่ใช่หรือไม่ดีพอ ฯลฯ

นอกจากการมีกิ๊กก่อให้เกิดปัญหาครอบครัว ยังส่งผลให้เกิดโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย ผู้หญิงมีกิ๊กหลายคนและเกินเลยถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์  นพ.ก้องศาสด์  ดีนิรันทร์  สูตินรีแพทย์  คลินิกเครือรพ.กล้วยน้ำไท เผยว่า เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก  ยิ่งมีกิ๊กมากยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อมากขึ้น คนส่วนใหญ่คิดว่าถุงยางอนามัยป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกโรค  ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ที่เป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1  เชื้อเอชพีวีมีอยู่กว่าร้อยสายพันธุ์ ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมี 15 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลือร้อยละ 30 เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่น ซึ่งเชื้อนี้อาศัยอยู่ทั่วไปบนร่างกาย  ผิวหนัง เสื้อผ้า ขน ฯลฯ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง  สามารถทนความร้อนและอยู่ในที่แห้งได้ แต่ไม่ก่อให้เกิดโรคในผู้ชาย

“การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ดี เพราะสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส  เวลามีเพศสัมพันธ์ เชื้อที่อาศัยอยู่บนอวัยวะ ผิวหนัง และขนของทั้งชายและหญิงอาจติดเข้าไปกับอวัยวะเพศชายหรือหญิง การมีเพศสัมพันธ์เป็นการนำเชื้อเอชพีวีจากด้านนอกเข้าไปสู่บริเวณปากมดลูก และเกิดการติดเชื้อขึ้นในบริเวณดังกล่าว ทำให้เริ่มมีการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ  กรณีมีแผลถลอกบริเวณเยื่อบุภายในสามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน”

สูตินรีแพทย์ คลินิกเครือ รพ.กล้วยน้ำไท แนะนำว่า มะเร็งปากมดลูกลดความเสี่ยงได้ โดยการรักเดียวใจเดียว หรือไม่ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนที่มีคู่นอนหลายคน ถ้าไม่แน่ใจควรรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์ตรวจภายในเพื่อหาเซลล์มะเร็ง หากตรวจพบก่อนในระยะที่เซลล์เริ่มมีการผิดปกติ ก็สามารถรักษาได้ ในกรณีที่เคยมีกิ๊ก กำลังมีกิ๊กถึงขึ้นมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน  ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก และฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวี 16 และ 18 ได้ร้อยละ 70  หากมีการติดเชื้อก่อนหน้าการฉีดก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายแล้วได้  แต่เป็นการป้องกันเชื้อใหม่ที่อาจได้รับหลังการฉีด การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ได้ผลดีคือ ฉีดเมื่ออายุประมาณ 9 ปี.

 

ที่มา: เดลินิวส์  21 มีนาคม 2555

HER2 ตรวจชิ้นเนื้อร้าย ความหวังใหม่ รักษามะเร็งหายขาด

ยังคงเป็นโรคร้ายที่กำจัดไม่ได้เด็ดขาดเสียที สำหรับมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ถือว่ามีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคนี้สูงที่สุด เป็นอันดับ 1 แต่ส่วนใหญ่การรักษาที่ผ่านมา จะเกิดปัญหาเรื่องการให้ยาที่ยังไม่ถูกต้องกับชนิดของมะเร็งที่เป็น  จึงมีการศึกษา และพัฒนาให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างล่าสุด ก็มีการคิดค้นเครื่องตรวจชิ้นเนื้อแบบใหม่ โดยตรวจที่ผลของ ‘HER2’  ซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษาอย่างมาก

HER2 (Human Epidermal Growth Receptor 2) เป็นโปรตีนที่พบได้บนพื้นผิวเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอัตราการเติบโตของเซลล์ และการแบ่งเซลล์ เมื่อร่างกายเกิดการผลิต HER2 มากเกินไป ก็จะทำให้การเติบโตของเนื้องอกรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งตัวเครื่องตรวจจะทำหน้าที่ในการประมวลผลบอกว่า ชิ้นเนื้อที่ตรวจเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ อีกทั้งยังบอกลักษณะของเซลล์ได้ด้วย เพราะแต่ละคนที่เป็นโรคนี้ มีสาเหตุของการเกิดโรคที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องตามแต่ละบุคคล อีกทั้งเครื่องนี้ยังสามารถตรวจโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องตรวจยีนส์ หรือโครโมโซมได้ด้วย  ไม่เฉพาะว่าต้องเป็นโรคมะเร็งอย่างเดียว โดยการตรวจรูปแบบนี้เรียกว่า ISH  คือการตรวจแบบระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบตัวแรก ที่เรียกว่า Dual-in-Situhybridization (DISH)

ทั้งนี้ข้อจำกัดก็มีอยู่บ้าง เพราะมะเร็งบางชนิดก็ยังไม่สามารถใช้การตรวจด้วยวิธีนี้ได้ ส่วนมะเร็งที่เกิดขึ้นทั่วไป อาทิ มะเร็งเต้านม ต่อมน้ำเหลือง  ปอด ลำไส้ ปากมดลูก ฯลฯ นั้นสามารถตรวจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจจะอยู่ที่ 10,000 บาท ต่อเคส ใช้เวลาในการตรวจไม่เกิน 6 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันกว่าจะรู้ผล

สำหรับการตรวจแบบ Auto ด้วยเครื่องนี้ มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าผู้หญิงประมาณ 800,000 คน/ปี จะได้รับการวินิจฉัยที่ดีมากขึ้น อีกทั้ง ในประเทศไทยเอง ก็มีการนำเข้าเครื่องตรวจชิ้นเนื้ออัตโนมัตินี้มาหลายโรงพยาบาลแล้ว ถือว่าเป็นอีก 1 ความหวังที่ช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนจะรักษาได้หายขาดทุกคนหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ระยะการเป็นของเนื้อร้าย รวมถึงการให้ยาในการรักษาที่ถูกต้องด้วย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กุมภาพันธ์ 2555

“ศิริราช”เจ๋งผ่าตัดส่องกล้องรักษามะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซีย ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

ที่ รพ.ศิริราช วันนี้ ( 12 ม.ค.)  เวลา 09.30 น. ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร  คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าว “สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซียอาคเนย์ ศิริราชรักษามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีผ่าตัดส่องกล้อง ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้” โดยศ.คลินิก นพ.ชาญชัย  วันทนาศิริ หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เป็นผู้เปิดเผยถึงสถานการณ์มะเร็งปากมดลูกว่า เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 6,000  ราย  และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ  8 ราย  สำหรับ รพ.ศิริราช พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละประมาณ 500 ราย  นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ที่น่ากังวลคือ ขณะนี้พบผู้ป่วยในช่วงอายุที่น้อยลงและผู้ป่วยยังคงต้องการมีบุตรอยู่

ศ.คลินิก นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส หรือเรียกย่อว่า “เอชพีวี” เชื้อนี้ส่วนใหญ่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก มักไม่มีอาการ อาจพบจากการตรวจภายใน ในรายที่มีเลือดออกหรือตกขาวผิดปกติ มักพบว่ามะเร็งลุกลามไปมากแล้ว  อย่างไรก็ตามการรักษาแบบมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก จะใช้การผ่าตัดมดลูกทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอัตราการหายหลังผ่าตัดมีถึง 90 %  แม้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ  แต่ผู้ป่วยจะสูญเสียความเป็นเพศหญิงนั่นคือ การมีประจำเดือน และยิ่งกว่านั้นไม่สามารถตั้งครรภ์มีบุตรได้อีกต่อไป
ด้าน รศ.นพ.พีรพงศ์  อินทศร แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด  ประจำสาขาวิชามะเร็งนรีเวช  ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา  กล่าวว่า  ในระยะหลายปีที่ผ่านมา วิทยาการทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก   สำหรับการรักษาแบบใหม่นี้  จะผ่าตัดผ่านกล้องพร้อมเครื่องมือพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร โดยแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ 5 แผล ขนาด 5 มิลลิเมตร แล้วสอดกล้องผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง ทำการผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกและช่องคลอดส่วนบนทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีพยาธิแพทย์ตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดทิ้งทันทีขณะที่ผู้ป่วยยังอยู่ใน ห้องผ่าตัดว่ายังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หรือไม่ โดยขบวนการในการผ่าตัดจะเก็บรักษาตัวมดลูก เก็บรักษาเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก รวมถึงเก็บรักษารังไข่และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่ จากนั้นจะเย็บปากมดลูกติดกับช่องคลอดที่เหลือ   ซึ่งทีมแพทย์จะใช้เวลาประมาณ  5 ชั่วโมง  โดยที่การผ่าตัดแบบใหม่นี้  มีบาดแผลเล็ก  เจ็บตัวน้อย   ฟื้นตัวเร็ว  เสียเลือดน้อยกว่า ทั้งมีความแม่นยำสูง สามารถกลับไปทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 7-10 วัน  ที่สำคัญสามารถเก็บมดลูกไว้สำหรับการมีบุตรในโอกาสต่อไป และยังคงมีประจำเดือนแสดงถึงความเป็นเพศหญิงอย่างสมบูรณ์ด้วย

แพทย์ผู้นี้ ยังระบุว่าจากการศึกษาในต่างประเทศ  พบว่า อัตราการหายจากมะเร็งปากมดลูกมีสูงถึง 90% เช่นเดียวกับการรักษาแบบมาตรฐาน  โดยการรักษาแบบใหม่นี้เป็นที่นิยมและยอมรับในต่างประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับราคาในการผ่าตัดประมาณ 5 หมื่นบาท โดยครอบคลุมระบบการรักษาพยาบาลทุกระบบ โดยใช้ทีมแพทย์ประมาณ 7 คน ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ 4 คน วิสัญญีแพทย์ 1 คน วิสัญญีพยาบาล 2 คน  ทั้งนี้ระหว่างผ่าตัดจะส่งชิ้นเนื้อให้พยาธิแพทย์ไปตรวจทันทีว่าชิ้นเนื้อที่ตัดนั้นครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นมะเร็งหรือไม่  ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หากมะเร็งมีการกระจายมากกว่านั้น่จะได้ตัดสินใจตัดมดลูกทิ้งไปเลย  สำหรับข้อจำกัดในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ คือ เวลาคนไข้เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วน่ใหญ่ไม่อยากเก็บมดลูกเอาไว้ เพราะกลัวแพร่กระจาย ดังนั้นก่อนที่จะรักษาคนไข้ทาง รพ.ก็จะเสนอทางเลือกให้กับคนไข้ จึงขอเรียนว่าการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีนี้โอกาสหายประมาณ 90-95% ส่วนโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยพอ ๆ กับการตัดมดลูกทิ้ง

“จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ทั่วโลกมีการทำในคนไข้ประมาณ 50 รายเท่านั้น โดยที่ รพ.ศิริราชถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียอาคเนย์ โดยคนไข้อายุ 30 กว่าปีได้รับการผ่าตัดเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้คนไข้แข็งแรงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังไม่พร้อมมีบุตรเนื่องจากตั้งการคุมกำเนิดอยู่ ทั้งนี้หลังการผ่าตัด ควรทิ้งช่วงประมาณ 1 ปีขึ้นไปคนไข้จึงสามารถมีบุตรได้ โดยโอกาสมีบุตรจะต่ำกว่า 70 %  สำหรับวิธีการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะทำในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 ซึ่งยังไม่แพร่กระจาย โดยใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 5 ชม.” รศ.นพ.พีรพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ผศ.นพ.ชัยรัตน์ ลีลาพัฒนดิษฐ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังคงพบมะเร็งปากมดลูกในสตรีวัยเจริญพันธุ์อยู่เสมอ เนื่องจากความละเลยและความเข้าใจผิดว่าตัวเองมิใช่กลุ่มเสี่ยง  ซึ่งโดยธรรมชาติของมะเร็งปากมดลูก  ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการอะไร  จึงทำให้ผู้ป่วยมากกว่า 80%   มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว โดยที่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งใช้เวลาเป็น 10 ปี  ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณๆ ผู้หญิงควรใส่ใจอยู่เสมอ ด้วยวิธีง่ายๆ และประหยัด นั่นคือ การตรวจภายในเป็นประจำทุกปี  เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  หากพบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกหรือมะเร็งระยะเริ่มแรก  จะสามารถรักษาหายขาดได้  และแม้ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว  ไม่พบความผิดปกติ  ก็ควรรับการตรวจเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ  โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง  ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2555