เตือนภัย ‘สารโดสเร่งผิวขาว’ สวยใส เสี่ยงมะเร็ง-ตาบอดได้ในอนาคต

dailynews131008_001aปัจจุบัน “สารโดสเร่งขาว” กำลังเป็นกระแสนิยมสำหรับกลุ่มคนที่อยากมีผิวขาว ซึ่งหากมองในแง่ของผลลัพท์ที่ได้ แน่นอนว่าผู้ใช้มีผิวขาวใสขึ้นสมใจ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเกิดผลเสียในระยะยาวได้ เพราะเป็นสารตัวใหม่ที่เพิ่งเป็นที่รู้จัก และยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าถึงผลดีผลเสียอย่างจริงจัง โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างระบุว่าอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังและตาบอดได้ในอนาคต..!!

dailynews131008_001dรศ.ดร.ภญ.วิไล เทียนรุ่งโรจน์ หนุนภักดี เภสัชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (นักเรียนทุนรัฐบาลไทย) เปิดเผยว่า สารโดสเร่งขาวน่าจะเป็นชื่อที่ตั้งกันขึ้นมาเองเพื่อสื่อความหมายว่าใช้แล้วทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อนำไปโฆษณาขายออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต หรือขายกันแบบขายตรง สารออกฤทธิ์ดังกล่าวคาดว่าจะเป็น กรดผลไม้ที่เรียกว่า “Alpha Hydroxy Acid” หรือชื่อย่อ ๆ คือ เอเอชเอ (AHA) แต่ก็ไม่การันตีว่าสารตัวนี้ใช่หรือไม่ แต่เท่าที่ดูจากการโฆษณาส่วนใหญ่แล้วน่าจะเป็นสารตัวนี้ เพราะผลิตภัณฑ์และวิธีการใช้เป็นการทำให้ผิวขาวขึ้น ใบหน้าดูสดใส อ่อนกว่าวัย

dailynews131008_001bสารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด มีการใช้อยู่ในวงการแพทย์ผิวหนังมาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีคุณสมบัติช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ดูขาวขึ้น ลดรอยเหี่ยวย่น นอกจากนี้ยังทำให้ผิวสีดูสดใส ขาวขึ้นรูขุมขนดูตื้นขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรอยสิวจะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนทำให้ลดการเกิดสิวได้ กรดผลไม้ที่นิยมใช้ คือกรดแลคติค  (lactic acid) สกัดจากนมเปรี้ยวและกรดไกลโคลิค (Glycolic acid) สกัดมาจากอ้อย ซึ่งกรด 2 ตัวนี้จะใช้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีกรดมาลิค (Malic acid) สกัดมาจากแอปเปิล กรดซิตริก (Citric acid) สกัดจากมะนาว ส้ม ฯลฯ อันที่จริงผลไม้เปรี้ยว ๆ สามารถใช้ได้หมด หรือบางทีคนไทยใช้มะขามในการล้างหน้า เพราะมะขามก็จะมีกรดแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด เช่นกัน

วิธีการสกัดกรดผลไม้ให้บริสุทธิ์ต้องผ่านกรรมวิธีและจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพ และอาจมีหลายราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของสาร ซึ่งสารพวกนี้ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหรือยาที่แพทย์ผิวหนังใช้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว  โดยกลไกของสารมีฤทธิ์เป็นกรดเมื่อทากรดนี้จะทำให้ผิวชั้นนอกสุดเกิดการระคายเคืองและทำให้หลุดง่ายขึ้น เมื่อเซลล์ผิวชั้นนอกหลุดออกไปแล้วก็จะทำให้เซลล์ชั้นถัดไปโผล่ขึ้นมาใหม่ทำให้ดูเรียบเนียน เพราะผิวชั้นนอกที่แก่ ๆ นั้นเป็นผิวขรุขระใกล้จะหลุดเมื่อหลุดไปแล้วจึงทำให้เห็นผิวชั้นในที่เรียบเนียนขึ้น และยังทำให้รอยเหี่ยวย่นบางลง ร่องรอยลึกดูจางลง เพราะเซลล์แก่ ๆ ที่ไปสะสมหลุดออกไป แต่ที่สำคัญสารนี้อาจมีผลทำให้เซลล์สร้างสีถูกทำร้ายจากกรดจึงหยุดการทำงานไม่ได้ผลิตสารเมลานิน ออกมา ทำให้ผิวดูขาวขึ้นแต่ถ้าหยุดใช้เมื่อใดผิวอาจจะคล้ำขึ้นได้

dailynews131008_001cกรดผลไม้ที่ใช้กันในเครื่องสำอางทั่วไปจะมีประมาณ 4-10 เปอร์เซ็นต์โดยผสมลงไปในครีม ส่วนใหญ่เป็นครีมให้ความชุ่มชื้น ต้องทาทุกวันอย่างน้อยประมาณ 1-2 เดือนกว่าผิวจะดูดีขึ้น ต่อมามีการใช้กรดความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็น 12-30 เปอร์เซ็นต์ในกรณีที่ใบหน้ามีปัญหามาก และยังมีการใช้เพิ่มเป็น 50-70 เปอร์เซ็นต์โดยแพทย์ผิวหนังเพื่อสรรพคุณดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช้ในรูปครีมแต่เป็นสารละลายหรือน้ำยา โดยนำไปทากับผิวหน้าทำให้รู้สึกแสบและทิ้งไว้ประมาณ 1-3 นาที จากนั้นล้างออกเพื่อให้ผิวเกิดความระคายเคือง แต่ไม่ทำร้ายผิวมากเกินไป ซึ่งเป็นเทคนิคความรู้และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผิวหนังที่เข้าใจสภาพผิวของผู้มารักษา แต่ถ้าไม่ใช่แพทย์และซื้อใช้กันเองโดยขาดความรู้ อาจเกิดอันตรายได้โดยเฉพาะตามร้านเสริมสวยที่นำมาใช้ให้บริการลูกค้า เพราะมีขายทั่วไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

dailynews131008_001eสารโดสเร่งขาวที่เป็นกระแสนิยมอยู่ขณะนี้เป็นกรดผลไม้เข้มข้นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า และไม่แน่ชัดว่าเป็นกรดผลไม้จริง เป็นกรดที่มีความเข้มข้นมากทำให้ผู้ใช้อาจเกิดอาการแสบ บวม แดงทั้งหน้า เพราะสารไม่บริสุทธิ์ หรือทามากเกินไปทิ้งไว้นานเกินไป บางครั้งเกิดอาการคัน ผิวไหม้เกรียม เพราะเป็นกรด หรือบางทีเปลี่ยนสีผิวหน้าเป็นสีแดง คล้ายกับโดนแดดมาก ๆ บางทีจะปวดและบวมมาก หรือบางคนกลายเป็นหน้าดำไปเลยต้องใช้การรักษานานมาก ด้วยวิธีลอกหน้าใหม่ ปลูกเซลล์ผิว สร้างสีใหม่ขึ้นมา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือบางคนอาจจะกลายเป็นด่างขาว เพราะผิวใบหน้าเราไม่สม่ำเสมอ อาจมีร่องหรือรอยบางแห่งได้รับสารมากเกินไปทำให้เซลล์สร้างสีถูกทำลายมากจนไม่ทำงาน เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานและกลับมาสร้างสีใหม่ก็ทำให้ผิวมีสีผิวไม่เรียบและแก้ไขลำบาก

เทรนด์ปัจจุบันมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต้องการให้ใบหน้าขาว จึงมีเครื่องสำอางที่ช่วยให้หน้าขาวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโฟมล้างหน้า ครีมทาผิวหน้าที่มีการผสมไวเทนนิ่ง ซึ่งอาจจะมีส่วนประกอบของกรดแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด อย่างน้อยประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ และเนื่องจากมีการใช้กันมากขึ้นทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐจึงแนะนำให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตต้องระบุคำเตือนในการใช้สารตัวนี้ว่า ’โปรดระวังแสงแดด“ เพราะสารนี้ทำให้ผิวไวต่อแดดมาก และถูกทำลายโดย ยูวีได้ง่าย อาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เพราะผลที่ตามมาหลังจากใช้แล้วเมื่อผิวข้างนอกลอกออกไปหมดผิวข้างในโผล่ขึ้นมาเวลาถูกแสงแดดจะถูกทำลายมากขึ้นเพราะแสงแดดจะเข้าไปลึกถึงเซลล์ข้างใน ดังนั้นควรใช้อย่างระมัดระวัง เช่น ไม่ควรถูกแดดและต้องทาครีมกันแดด เอสพีเอฟ 15 ขึ้นไปให้มากขึ้น หรือพยายามใส่เสื้อผ้าปกคลุมผิวให้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแสงแดดแรงมาก ต้องระวังให้มากขึ้น เพราะแสงยูวี จะทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนังที่อยู่ข้างใต้ได้มากขึ้น และหากทาไม่ดีสารอาจจะเข้าตาเสี่ยงต่อการทำให้ตาบอดได้ เนื่องจากเป็นสารที่เป็นกรดเข้มข้นสูงจะทำลายเยื่อต่าง ๆ ในดวงตาได้ โดยภาพรวมการใช้สารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิดหรือสารไวเทนนิ่งในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมากทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพราะอยากขาวเหมือนคนญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งคนไทยมีเซลล์สร้างสีที่มากกว่าคนญี่ปุ่นและเกาหลี จึงทำให้มีผิวคล้ำกว่า แต่การคล้ำนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี คือ ไม่แก่ก่อนวัย มีรอยเหี่ยวย่นจากแสงแดดน้อยกว่าคนที่ผิวขาว

นอกจากนี้บางคนต้องการขาวทั้งตัวไม่ใช่เฉพาะแค่หน้า จึงนำสารโดสเร่งขาวทาทั้งตัว ทำให้การดูดซึมกรดพวกนี้ซึ่งเป็นสารเคมีดูดซึมเข้าไปในร่างกายทั้งหมดอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพตามมาในอนาคตได้ ดังนั้นจึงไม่ควรทำ ปัจจุบันได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยในประเทศไทยที่ใช้สารทำให้ขาวจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยเป็นมะเร็งผิวหนังจากสารดังกล่าว หรือรายงานถึงผลเสียระยะยาว เพราะยังไม่มีการศึกษาเท่าที่ควร คนจึงใช้ประโยชน์ตรงนี้เป็นส่วนใหญ่มาอ้างอิงว่าไม่พบผู้ใช้สารโดสเป็นมะเร็ง

ที่สำคัญสารพวกนี้ไม่ใช่สารควบคุม เพราะฉะนั้นผู้ผลิตไม่ต้องรายงานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่ง อย. มีเครื่องสำอางที่ควบคุมแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เช่น น้ำยาดัดผม น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรท์ น้ำยาเปลี่ยนสีผม 2. เครื่องสำอางควบคุม ไม่เข้มงวดเท่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ได้แก่ ผ้าอนามัย ผ้าเย็น แป้งฝุ่นโรยตัว และ 3. เครื่องสำอางที่มีสารควบคุม ซึ่งสารควบคุมที่สำคัญมาก และใช้เป็นประจำ คือ สารป้องกันแสงแดด ฉะนั้นบริษัทใดที่มีเครื่องสำอางที่ใส่สารป้องกันแดด จะเป็นเครื่องสำอางที่มีสารควบคุมต้องไปแจ้งให้ทราบ และแชมพูที่มีสารขจัดรังแค ที่เหลือเป็นเครื่องสำอางทั่วไปรวมทั้งสารแอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด ด้วย เวลาผลิตในประเทศไม่ต้องแจ้งแต่ถ้านำเข้าต้องแจ้ง จึงเป็นช่องทางที่ง่ายขึ้นเพราะไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและพบว่าสารโดสเร่งขาวไม่มีฉลากว่าโรงงานผลิตอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร ถือว่าเป็นเครื่องสำอางปลอมสามารถจับกุมได้

ถึงแม้ว่าจะมีคนใช้กันจำนวนมากแต่ อย. ยังไม่มีการประกาศเป็นสารควบคุมหรือกำหนดให้ระบุว่ามีปริมาณเท่าใด เพราะตัวสารนี้ยังไม่จัดเป็นสารควบคุมหรือต้องระบุปริมาณเลยทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถ้าประเทศไทยทำประเทศเดียวก็อาจไม่เป็นสากลเพราะอาจทำให้การนำเข้าเครื่องสำอางในประเทศไทยจะยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากเครื่องสำอางส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของกรดผลไม้นี้แต่ปริมาณต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศสหรัฐ อเมริกาถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ถ้าเรากำหนดให้ระบุปริมาณคงกระทบเครื่องสำอางทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราควรเลือกเครื่องสำอางที่มีมาตรฐาน มีโรงงานที่ผลิตแน่ชัดและเป็นที่รู้จัก อย่าใช้อะไรตามปากต่อปาก โดยที่ไม่มีสถานที่ผลิตระบุแน่ชัด และอย่าไปซื้อเครื่องสำอางที่ใส่ในขวดไม่มีฉลาก เพราะกรดที่ใช้อาจจะไม่ใช่ แอลฟา ไฮดรอคซี แอสซิด เราต้องเซฟตัวเองว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า เพราะเมื่อเกิดอันตรายขึ้นมาก็จะตามหาตัวคนทำไม่ได้ ซึ่งเครื่องสำอางในประเทศไทยมีมาตรฐานหลายยี่ห้อที่ใช้แล้วปลอดภัย หรือถ้าใครต้องการทำอะไรเป็นพิเศษ เช่น ลอกหน้า ควรจะใช้บริการคลินิกผิวหนังที่มีแพทย์ประจำและให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้รักษา และสุดท้ายจงภูมิใจในผิวสีของเชื้อชาติไทยเราจะดีกว่า.

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์  8 ตุลาคม 2556

Advertisements

ครีมกันแดดช่วยให้ผิวพรรณอ่อนกว่าวัย

thairath130607_001การศึกษาใหม่ล่าสุดพบว่าหากว่าหมั่นทาครีมกันแดดป้องกันไว้ทุกวัน จะช่วยถนอมผิวพรรณไว้ไม่ให้แก่ชราก่อนวัยลงได้

นักวิจัยออสเตรเลียได้พบว่ารังสีอัลตราไวโอเลตเป็นตัวการทำให้ผิวหนังเกิดรอยเหี่ยวย่นและริ้วรอยของความชราขึ้นอย่างเงียบ และยิ่งทรุดลงเรื่อยๆไปเมื่อโดนแดด ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินเล่นเวลากลางวันตอนพักเรียน เดินจูงน้องหมาเที่ยว และกระทั่งส่องลอดหน้าต่างรถยนต์เข้ามา

พวกเขาได้ศึกษากับผู้คนที่อยู่ในวัยไม่เกิน 55 ปี จำนวน 900 คน โดยเปรียบเทียบผลของการทาครีมกันแดดประจำวันกับผู้ที่ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น หลังจากที่เวลาผ่านไป 4 ปีครึ่ง ได้พบว่าผิวพรรณของผู้ที่ทาครีมทุกวัน จะยังคงเป็นหนุ่มสาวกว่าผู้ที่ใช้นานๆครั้ง มากกว่าถึงร้อยละ 24

ดร.เอเดล กรีน ศูนย์วิจัยการแพทย์รัฐควีนส์แลนด์ กล่าวแจ้งว่า นอกจากการทาครีมจะช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งผิวหนังในระยะยาวอีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 7 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

A study has found that daily use of a broad spectrum sunscreen slows down the ageing process. Source: AFP

A study has found that daily use of a broad spectrum sunscreen slows down the ageing process. Source: AFP

It’s official: using sun block slows ageing

BY:SEAN PARNELL, HEALTH EDITOR
From:The Australian 
June 07, 2013 12:00AM

SOME people try to tan up to look their best. Others take extraordinary steps to look paler, believing it to be more attractive.

Whatever your preference, and natural skin colour, maybe the common desire to avoid wrinkles will keep you out of the harsh sun in future.

The evidence is now in: daily use of a broad spectrum sunscreen not only prevents skin cancer, but slows down the ageing process, effectively keeping your youthful good looks under seal.

The Queensland Institute of Medical Research conducted a world-first study of 900 young and middle-aged men and women and published their results in the latest edition of the respected journal Annals of Internal Medicine.

Their research revealed that after 4 1/2 years, those people who applied sunscreen most days had no detectable ageing of the skin – their SPF15+ was truly an age-defying lotion – and 24 per cent less skin ageing than people who used sunscreen only some of the time or not at all.

Adele Green, who worked on the research with the University of Queensland’s School of Population Health, was named Queensland Australian of the Year for work of this kind.

“This has been one of those beauty tips you often hear quoted, but for the first time we can back it with science: protecting yourself from skin cancer by using sunscreen regularly has the added bonus of keeping you looking young,” Green says. “And the study has shown that up to middle age, it’s not too late to make a difference.”

The study also tested the idea that beta-carotene supplements can prevent skin ageing.

“Our findings suggest that beta-carotene supplements do not influence skin ageing, although we can’t rule out the possibility of a small difference for better or worse,” says Green, who is calling for additional research on the issue.

While public health messages such as “slip, slop, slap,” have made Australians more sunsmart, there is a need for continued vigilance and the Victorian government is pushing for a national ban on commercial sunbeds.

Younger looking skin aside, there were an estimated 12,510 diagnoses of melanoma last year – the fourth most common cancer in Australia – and 1452 deaths from the disease. The QIMR has previously warned that one in 10 Queenslanders are still getting sunburnt, despite the obvious risks, and some schools are not doing enough to protect children from early skin damage.

The rate of deaths from skin cancer is also on the rise. This is attributable to the ageing of a generation that didn’t know as much about the dangers of over-exposure to the sun.

Although concerns are sometimes raised about people not getting enough vitamin D if they avoid the sun, that has probably been over-hyped to the point where too many people are being tested for such deficiencies.

The Royal College of Pathologists of Australia last month called for an end to routine screening for healthy adults, infants and pregnant women, and also warned that high dose annual replacement of vitamin D was harmful.

“As the main source of vitamin D is UVB sunlight exposure, vitamin D levels are correlated with time spent outdoors, exercise and other aspects of a healthy lifestyle including bodyweight,” says college president Kee Khong.

“The quality of evidence for the health benefits of an adequate vitamin D status is highly variable and trials to improve this evidence are still underway. Vitamin D testing should be used to detect cases where treatment is likely to be of benefit such as in osteoporosis or other medical conditions or severe and chronic lack of UVB sunlight exposure through dark skin pigmentation or being confined indoors.”

So keep enjoying life outside, but remember to apply sunscreen to ensure you not only live longer but look younger.

SOURCE : The Australian

อาบแดดรับวิตามินดี

image : sun-protection-and-you.comแม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อน มากไปด้วยแสงแดดเจิดจ้า แต่คนไทยก็ยังเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น

คนไทยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่ตื่นเช้าเดินทางไปทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น และกลับบ้านเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว จึงมีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดน้อยมากในแต่ละวัน

“จากการสำรวจประชากรไทย น่าตกใจที่กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีได้มากสุดคือ วัยหนุ่มสาวที่ทำงานในตึกและผู้สูงอายุวัยปลดเกษียณที่อยู่แต่ในบ้าน เพราะนอกจากสัมผัสกับแสงแดดน้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านยังนิยมทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแดด SPF 8 ขึ้นไป ก็มีผลทำให้ร่างกายไม่สังเคราะห์วิตามินดี” ศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าว

หลายคนคงสงสัยอีกว่า แล้วอยู่ใต้แสงไฟในที่ทำงานทั้งวัน ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้หรือไม่ คุณหมอ อธิบายว่า ร่างกายคนเราจะรับวิตามินดีได้ 3 วิธี ได้แก่ การออกแดดโดยให้แขนและใบหน้าสัมผัสกับแสงแดด โดยไม่ทาโลชั่นกันแดดช่วงเวลา 10.00-14.00 น.ซึ่งมีรังสียูวีบีอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน

แต่ในอีกด้านหนึ่งการสัมผัสแสงแดดมากเกินไป ก็มีผลเสียคือทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น และทำให้ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่นหรือแก่เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรฐานว่าควรอาบแดดนานเท่าใดจึงจะพอดีได้ประโยชน์จากการได้รับวิตามินดี โดยไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

คนที่ทำงานอยู่แต่ในอาคารซึ่งมีแต่แสงจากหลอดไฟ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดี เพราะแสงจากหลอดไฟไม่มีรังสียูวีบีเหมือนอย่างที่แสงแดดมี อีกทั้งรังสียูวีบีก็ไม่สามารถผ่านกระจก จึงทำให้คนที่ออกจากบ้านแต่เช้ามืดกลับบ้านจนดึก รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่แต่ในบ้านมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีมากกว่าเพื่อน

ทั้งนี้ ร่างกายคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เองจากแสงแดด รังสีชนิดยูวีบีจากแสงแดดจะทำให้มีการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง หลังจากนั้นจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างที่ตับและไต และพัฒนาเป็นฮอร์โมนที่สมบูรณ์สำหรับร่างกายนำไปใช้ประโยชน์

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีได้นอกจากแสงแดด เช่น การบริโภคเห็ดหอมแห้ง ซึ่งจากการวิจัยพบว่ามีวิตามินดีสูงกว่าเห็ดหอมสดกว่า 10 เท่า ปลาแซลมอนธรรมชาติเพราะมีปริมาณวิตามินดีมากกว่าปลาแซลมอนแบบเลี้ยง 6-10 เท่า วิธีการสุดท้ายคือ การพึ่งพาเม็ดวิตามินดีเสริมซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ภาวะขาดวิตามินดีที่เกิดขึ้น อาการไม่แสดงออกมารุนแรง แต่ระยะยาวมีผลทำให้มวลกระดูกลดลง กระดูกเปราะบาง และหักง่าย ซึ่งในคนที่ร่างกายขาดวิตามินดีมานาน จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการยืนและเดินลำบากในกรณีถ้าเกิดกับเด็กเล็ก และเกิดการหกล้มได้ง่ายหากเป็นในผู้ใหญ่

สาเหตุที่วิตามินดีมีผลต่อมวลกระดูก เพราะวิตามินดีมีส่วนเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ลำไส้เล็ก รวมถึงลดการขับแคลเซียมและฟอสฟอรัสออกมาทางปัสสาวะ เป็นผลให้ร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพียงพอในการเสริมสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงนั่นเอง

“ในสิ้นปีนี้ คนไทยจะมีข้อมูลที่ใช้อ้างอิงเป็นของตัวเอง เรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับแสงแดดเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี รวมถึงจะมีองค์ความรู้ด้านวิตามินดีเสริมที่เหมาะสมกับคนไทยเพิ่มขึ้น เช่น การบริโภคปลาจากแหล่งน้ำของไทยมีวิตามินดีมากแค่ไหน กินแทนปลาแซลมอนได้หรือไม่” คุณหมอกล่าวและว่า ขณะนี้ทีมแพทย์จากสถานพยาบาลหลายแห่ง กำลังช่วยกันเก็บข้อมูลโดยมีคนไทยเป็นฐานข้อมูลหลัก เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และรองรับปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 พฤษภาคม 2555