มะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ถ่ายทอดในสายเลือด

dailynew140601_1เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงได้ยินข่าวครึกโครมว่า ดาราสาวชื่อดังในฮอลลีวูด“แองเจลินา โจลี” ได้ทำการผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้ง 2 ข้าง ในช่วงอายุไม่ถึง 40 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอได้ไปตรวจยีนมะเร็งเต้านม ชื่อBRCA1 และผลเป็นบวก ทำให้โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิตนี้สูงถึง 87% และเธอตั้งปณิธานว่า อีกไม่นานนี้ เธอจะผ่าตัดรังไข่ทิ้ง เนื่องจากยีนที่ผิดปกติดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่ ชนิดที่มีความรุนแรงสูง ได้อีก 50% ในตลอดชีวิตนี้

หลายท่านได้ยินเรื่องราวนี้ ต่างตระหนกกันมากว่า คนที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมไปสู่ลูกหลานได้เป็นศูนย์จริงหรือ และจำเป็นต้องตรวจยีน และผ่าตัดเต้านมและรังไข่ทิ้งจริงหรือ เราจะมาไขข้อข้องใจกันครับ

มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ จัดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรี โรคมะเร็งทุกโรคจัดว่ามีความผิดปกติในระดับยีนในเซลล์ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ยีนผิดปกติเหล่านั้นสามารถถ่ายทอดทางสายเลือดจากแม่ไปสู่ลูก ในกรณีของมะเร็งเต้านมและรังไข่ ก็มีเพียง 5-8%

เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นมะเร็งดังกล่าว เราไม่สามารถทราบได้ว่า ใครจัดเป็นกลุ่มที่มีโอกาสถ่ายทอดยีนทางสายเลือดได้ เนื่องจากมะเร็งสตรีดังกล่าว มีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลัก เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศหญิงจากรูปของยาคุมกำเนิด ความอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์และยังมีปัจจัยที่อาจไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่นการรับสารพิษ สารเคมี เป็นต้น นอกจากนั้นความเสื่อมตามวัยก็เป็นปัจจัยที่ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นไปได้ ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นเพียงปัจจัย

หนึ่ง ที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น ดังนั้น จึงมีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ครอบครัวใดก็ตามที่มีผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม หรือรังไข่ ญาติสายตรง ได้แก่ บุตรสาว น้องสาว พี่สาว จำเป็นต้องรับทราบโอกาสที่ตนเองอาจจะได้รับการ

ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของมะเร็งนั้น เพราะไม่มีใครทำนายได้ว่า เราจะตกอยู่ในกลุ่ม 5-8%นั้นหรือไม่ การคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านม จึงมีประโยชน์มาก ที่จะค้นหาโรคก่อนที่จะเกิด

อาการ และรับการรักษาได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องสูญเสียเวลา และคุณภาพชีวิต ในการไปผ่าตัดใหญ่ ฉายแสง หรือรับเคมีบำบัด ส่วนมะเร็งรังไข่ก็รับการคัดกรองด้วยการตรวจภายในประจำปีโดยสตินรีแพทย์ เช่นกัน

เพราะฉะนั้น วิธีดูคร่าว ๆ หญิงคนใดมีโอกาสที่จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ที่ถ่ายทอดทางยีนมาในสายเลือด เพียงแค่ดูจากประวัติคนที่เป็นโรคในครอบครัวคร่าว ๆ โดยการวาดแผนภูมิครอบครัวก็พอจะบอกได้

จากรูปที่ให้มา คือลักษณะของแผนภูมิครอบครัว หรือเรียกเป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะว่าพงศาวลี (pedigree) สี่เหลี่ยมคือผู้ชาย วงกลมคือผู้หญิง สีดำคือเป็นโรค ขีดคาดคือเสียชีวิตแล้ว ลูกศรคือคนที่มารับคำปรึกษา ดังนั้น ใน

กรณีรูปนี้ หญิงที่มารับคำปรึกษา สมมุติว่าอายุ30 ปี ตนเองไม่เคยมีอาการใด ๆ แต่มีมารดายาย ป้า น้าสาว ลูกสาวของป้า ล้วนแต่เป็นมะเร็งเต้านมกันหมด เพียงเท่านี้ก็ประเมินเบื้องต้นได้ว่า ครอบครัวนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการถ่ายทอดของยีนมะเร็งจากรุ่นสู่รุ่น ก็คืออาจจะตกอยู่ในกลุ่ม 5-8% กลุ่มนั้นนั่นเอง ซึ่งกลุ่มนี้ควรมาพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยละเอียด ซึ่งกลุ่มต้องสงสัยประกอบไปด้วยมีคนเป็นมะเร็งเต้านม รังไข่ หรือมะเร็งที่อาจเกี่ยวข้องในกลุ่มยีนเดียวกัน เช่น มะเร็งตับอ่อน หรือมะเร็งต่อมลูกหมากในญาติฝ่ายชาย โดยเมื่อซักย้อนขึ้นไป 3 รุ่น มีคนเป็นทุกรุ่น และถ้ามีคนที่เป็นมะเร็งดังกล่าวอายุน้อยกว่าปกติ เช่น ช่วงอายุ 18-40 ปี มีผู้ชายเป็นมะเร็ง หรือมีคนเป็นมะเร็งกลุ่มดังกล่าวหลายมะเร็งในคนเดียวกัน ยิ่งต้องสงสัยความเสี่ยงสูงที่จะถ่ายทอดมะเร็งทางสายเลือดมากขึ้นไปอีก ญาติผู้หญิงสายตรงของคนกลุ่มนี้ยิ่งต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อที่จะคัดกรอง

มะเร็งตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และจะไม่รอไปจนถึงอายุ 40 ปี เหมือนผู้หญิงทั่วไป ในบางครอบครัวที่มีความรุนแรงสูงมาก อาจต้องคัดกรองกันตั้งแต่อายุ 18 ปีด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าต้องสงสัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะรับการถ่ายทอดยีน ก็จะมีคำถามว่า จะต้องมาตัดเต้านมทิ้งเหมือนดาราสาวโจลีหรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่” ความเสี่ยงสูงแค่ไหน ก็ยังไม่เกิดโรค จนกว่าจะมีการพิสูจน์ระดับยีน ซึ่งยีนที่ทราบว่า ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ในปัจจุบัน ได้แก่ ยีน BRCA1 และ BRCA2การตรวจสามารถกระทำได้ด้วยการเจาะเลือด และดึงสายดีเอ็นเอออกจากเม็ดเลือดขาว เพื่อไปทำการถอดรหัสพันธุกรรม แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ถึงระดับครึ่งแสนบาท คนที่จะรับการตรวจ ก็ต้องมีความเสี่ยงสูงจริง ๆไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่เป็นมะเร็งจะต้องไปตรวจหมด การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และรับคำปรึกษาแนะนำทางพันธุกรรมที่ถูกต้อง จึงจำเป็นที่สุดครับ

ทีนี้ ถ้าตรวจมาแล้ว มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนในระดับยีนแบบโจลี จะทำอย่างไร การมียีนผิดปกติไม่ได้บอกว่าคุณผู้หญิงผู้นั้นจะต้องเป็นมะเร็ง 100% เพียงแต่ว่าความเสี่ยงในช่วงชีวิตนี้ก็จะสูงขึ้นมาก และไม่สามารถบอกได้ว่า

จะเกิดเมื่อไหร่ วิธีการดูแลก็มี 2 อย่าง

1. ตรวจคัดกรองเต้านม รังไข่ ทุก 6เดือน และกำจัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง ได้แก่ไม่รับฮอร์โมน ลดความอ้วน ไม่ดื่มเหล้า

2. จะตัดเต้านมและรังไข่ทิ้ง เพื่อป้องกันการเกิดเป็นโรคในอนาคต อย่างที่โจลีทำก็ได้ เพียงแต่คนที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องมีหลักฐานระดับยีนสนับสนุนเท่านั้น

สรุปคือ ไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ทุกคนจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่ทุกคนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะต้องตรวจยีน และไม่ใช่ทุกคนที่ตรวจยีนจะต้องตัดเต้านมทิ้ง เพียงแต่ว่าไม่มีใครทราบเองหรอกครับว่าเราเป็นกลุ่มไหน การปรึกษาแแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู อายุรแพทย์

และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาโมเลกุล

การแพทย์ / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2557

Advertisements

มะเร็งภัยใกล้ตัวสตรี

bangkokbiznews140508_01เกิดเป็นผู้หญิง แท้จริงแสนลำบาก ยิ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับภายในของผู้หญิงแล้วยิ่งลำบากเป็นทวีคูณ แต่ถ้าได้ข้อมูลและได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางก็สามารถช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง หากรู้ก่อน รักษาเร็ว โอกาสกลับมาเป็นปกติก็มีมาก

พญ.ศิริมาศ อิงคนารถ แพทย์เฉพาะทางสูติ-นรีเวชวิทยา และอนุสาขามะเร็งนรีเวชวิทยา โรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพผู้หญิงนั้นมีลักษณะเฉพาะและเริ่มปรากฎให้เห็นตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดให้บริการดูแลสุขภาพสตรีอย่างครบวงจร โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวช เป็นสาขาการบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย หรือปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง และให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสุภาพสตรี

ซึ่งในปัจจุบันมีผู้หญิงที่เข้ามารักษาด้วยโรคเฉพาะสตรีที่ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดประจำเดือน ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ปรึกษาและดูแลการตั้งครรภ์ การทำคลอด ภาวะมีบุตรยาก วัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และโรคทั่วไปทางสูติ-นรีเวช รวมไปถึงการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจหามะเร็งในผู้หญิงระยะแรกเริ่มอีกด้วย

หากกล่าวถึงมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนมากมาย มะเร็งเต้านมในผู้หญิง ยังคงมาเป็นอันดับ 1 แต่ถ้าจะดูเฉพาะเจาะจงมะเร็งที่เป็นในอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงแล้ว พญ.ศิริมาศ บอกว่า “มะเร็งปากมดลูกยังคงมาเป็นอันดับ 1 แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากมีการรณรงค์ให้ความรู้ มีการตรวจคัดกรองเพื่อหารอยโรค ก่อนที่จะลุกลามไปเป็นมะเร็ง และในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย

ส่วนอันดับสองเป็นมะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นภัยเงียบที่อยู่ในตัวผู้หญิง เพราะกว่ามะเร็งจะแสดงอาการก็มักจะเกินกว่าการรักษาให้หายแล้ว ปัจจุบันอุบัติการณ์ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งรังไข่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมะเร็งรังไข่ ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากอะไร

มะเร็งรังไข่มีข้อเสียคือ เมื่อก้อนเนื้อเริ่มโตน้อยๆ จะไม่มีทางรู้เลย จะรู้ก็ต่อเมื่อโตเป็นก้อนใหญ่ แล้วส่งผลไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ เมื่อก้อนใหญ่ขึ้นก็ทำให้รู้สึกอึดอัด บางคนรู้สึกอ้วนขึ้นเร็วมาก หรือท้องอืด แน่นท้อง

คนไข้จะมาด้วยอาการที่ไม่จำเพาะเลย บางทีไปอยู่ตามอายุรกรรม หาเรื่องลำไส้ เรื่องกระเพาะ วนเวียนกันไป บางคนไปออกกำลังกายลดความอ้วนอยู่ พอก้อนเนื้อโตมักจะมีการลามไปทั่วช่องท้อง เมื่อมาพบแพทย์ก็จะลุกลามกลายเป็นระยะที่ 3 ระยะที่ 4 แล้ว แพทย์ก็จะแนะนำให้ทำการผ่าตัด ตามด้วยการให้ยาเคมี และโอกาสการกลับไปเป็นซ้ำก็สูง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งคงต้องยอมรับว่ากรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่ง ที่เหลือเกิดจากการใช้ชีวิต ทั้งการรับประทานอาหารของทอด มัน ปิ้ง ย่าง การพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเช่นเดียวกัน

การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งทางโรงพยาบาลวิภาวดีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจอัลตร้าซาวน์ภายในเพื่อตรวจดูความผิดปกติของรังไข่ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถดูรังไข่ได้อย่างใกล้ชิด และหากพบสิ่งผิดปกติแพทย์จะทำการเจาะเลือดช่วย เพื่อที่จะได้วางแผนการรักษาต่อไป

นอกจากเรื่องมะเร็งทางนรีเวชแล้ว ทางคลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี ยังได้ปรับโฉมใหม่ให้บริการด้านสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร ตั้งแต่การฝากครรภ์และการคลอดโดยทีมสูติ-นรีเวชแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง การวินิจฉัย การรักษาทางสูติ-นรีเวช การรักษาภาวะการมีบุตรยาก การผ่าตัดเฉพาะสำหรับสุภาพสตรี การรักษาทางมะเร็งนรีเวช การรักษาวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยแพทย์ พยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งจะทำการเปิดคลินิกรูปโฉมใหม่อย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมอัพเดทสุขภาพกับเสวนาเรื่อง “ภัยร้ายในผู้หญิงทุกช่วงวัย” ณ คลินิกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 โรงพยาบาลวิภาวดี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤษภาคม 2557

“ผ่าตัดอนุรักษ์เต้า” รักษามะเร็ง! เติมความสวยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004fมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย  โดยพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่พบในผู้หญิง แต่ถึงกระนั้นหากตรวจพบก่อนสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องตัดเต้านมทิ้ง เพราะปัจจุบันมีเทคนิคการรักษามากมายที่สามารถอนุรักษ์เต้าเอาไว้ได้ และยังเพิ่มความสวยงามให้เต้านมกระชับมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้หญิง

dailynews130707_004a

ทั้งนี้นายแพทย์วรเทพ กิจทวี ศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวให้ความรู้เรื่องนี้ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมพบได้มากขึ้นในผู้หญิง เนื่องจากความตื่นตัวของผู้หญิงที่เพิ่มการตรวจคัดกรองถี่ขึ้นร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น จึงทำให้ตรวจพบว่าเยอะขึ้น สำหรับสถิติในกรุงเทพฯ พบประมาณ 30 คนต่อ 100,000 ประชากร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 4-5 ปีซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 24-25 คน ต่อ 100,000 ประชากร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ประกอบไปด้วย อายุที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามากกว่า 40 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ประการต่อมาคือการใช้ชีวิตที่สัมผัสต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นประจำเดือนมาเร็ว ประจำเดือนหมดช้า การตั้งครรภ์ช้าหรือเป็นหญิงโสด โดยในช่วงที่ตั้งครรภ์และให้นมลูกฮอร์โมนเอสโตรเจนจะไม่มี ทำให้เราพักฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ประมาณปีครึ่งต่อครั้งที่ตั้งครรภ์ ฉะนั้นยิ่งตั้งครรภ์ช้าเท่าไหร่ช่วงที่เราใช้ชีวิตตอนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนแรงๆ ในสมัยสาวๆ ก็จะนานกว่าคนอื่น อีกปัจจัยคือ การใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนเพศหญิงต่างๆ เป็นระยะเวลานานๆ ปัจจัยสุดท้ายคือ พันธุกรรม ที่แองเจลิน่า โจลี่ ดาราดังเป็นจนต้องตัดเต้าทิ้ง ซึ่งตัวที่เป็นยีนที่เราเรียกว่ายีน BRCA1 กับ BRCA 2 ซึ่ง 2 ตัวนี้จะสัมพันธ์กับภาวะที่เกิดมะเร็งรังไข่ร่วมด้วย แต่ยีนตัวนี้พบแค่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมถือว่าน้อยมาก ส่วนอีก 95 เปอร์เซ็นต์เกิดโดยธรรมชาติ

dailynews130707_004b

อาการที่พบบ่อย คือ การคลำได้ก้อน อาจจะมีเรื่องของการเจ็บผิดปกติ มีน้ำหนอง เลือดออกจากหัวนม มีแผลที่หัวนมหรือเต้านม เป็นอาการที่บ่งบอกว่าผิดปกติอาจจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจ ซึ่งการตรวจหลักๆ เพื่อคัดกรองยังคงเป็นการตรวจร่างกายด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้งในผู้หญิงทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่ใช่รอให้อายุมากหรือเป็นก่อน ส่วนในผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรพบแพทย์และทำเมมโมแกรมหรืออัลตราซาวน์ปีละ 1 ครั้ง หรือในกลุ่มคนที่ญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านมต้องลบ 5 ปี เช่น คุณแม่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี เราต้องมาตรวจตอนอายุ 35 ปี

dailynews130707_004d

เมื่อตรวจเจอต้องเจาะเอาก้อนขนาดความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ประมาณ 4-5 ชิ้นสุ่มออกมาตรวจเพื่อนำมาวางแผนการรักษา การเจาะจะอยู่ภายใต้การนำด้วยภาพทางรังสี อาจจะนำด้วยอัลตราซาวน์หรือเครื่องเมมโมแกรม ถือเป็นเทคนิคที่ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ถ้าเจาะมาตรวจแล้วผลเป็นเซลล์มะเร็งจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยว่าจะเลือกรับการผ่าตัดแบบใด ซึ่งการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายขั้นตอนและหลายวิธีการ คือ ต้องมีการผ่าตัดเอาก้อนออก หลังผ่าตัดแล้วอาจจะให้ยาเคมีบำบัด อาจจะฉายแสง และอาจจะมียากินต่อ

dailynews130707_004c

การผ่าตัดแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ ผ่าตัดอนุรักษ์เต้าและผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเสริมทันทีหลังผ่าตัด วิธีที่ 2 นี้เรามองว่าต้องการรักษาภาพลักษณ์ให้ผู้หญิงทุกคน ซึ่ง ณ ตอนที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งจะคิดอย่างเดียวว่าต้องตัดเต้าออกไป แต่เมื่อผ่านไป 2-3 ปีจึงเริ่มรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป ทำให้ต้องมาแก้ภายหลังเป็นอะไรที่ยากกว่าและความสวยงามจะได้ไม่เท่ากับการวางแผนตั้งแต่แรก ฉะนั้นแพทย์ต้องแนะนำตั้งแต่แรกว่าคนไข้ควรเลือกผ่าตัดอนุรักษ์เต้าก่อน แต่ถ้ากรณีที่ทำไม่ได้ต้องตัดทิ้งเราก็มีทางเลือกให้คือจะเสริมให้ทันทีหลังตัดเต้าทิ้ง ด้วยวิธีการใช้เนื้อเยื่อของตัวเอง ได้แก่ ไขมันหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลัง ไขมันและกล้ามเนื้อต้นขา หรือในกลุ่มที่ไม่อยากใช้เนื้อเยื่อของตัวเองก็ใช้สิลิโคลนในการเสริมเต้า

dailynews130707_004e

ส่วนการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือการที่ผ่าตัดเอาเฉพาะเซลล์หรือก้อนมะเร็งนั้นๆ ออก ร่วมกับการตกแต่งเนื้อเยื่อส่วนหน้าอกที่เหลืออยู่ให้สมดุลระหว่าง 2 ข้าง โดยใช้เทคนิคของศัลยกรรมตกแต่งเข้ามาช่วย เพื่อลดปัญหาต่างๆ เช่น หน้าอกบุ๋ม หน้าอกเอียง ร่วมกับบางครั้งแก้ไขอีกข้างหนึ่ง เช่น ในผู้สูอายุเต้านมหย่อนคล้อยจะผ่าตัดกระชับให้เป็นเทคนิคทางศัลยกรรมตกแต่งเพื่อให้ 2 ข้างบาลานซ์กัน ทำให้ได้ทั้งความสวยงามและรักษาโรค เราจึงเรียกว่าเทคนิคนี้ว่า การผ่าตัดอนุรักษ์เต้า แต่หลังผ่าตัดแล้วต้องฉายแสงในขณะที่วิธีผ่าตัดเต้านมทิ้งแล้วจะไม่ต้องฉายแสงหลังผ่าตัด ซึ่งทฤษฎีระบุว่าถ้าไม่ฉายแสงจะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงมาก แต่ถ้าฉายแสงแล้วจะลดโอกาสกลับเป็นซ้ำลงมาให้เทียบเท่ากันกับการตัดนมทิ้ง

ข้อห้ามของการผ่าตัดอนุรักษ์เต้า คือ ก้อนมีขนาดใหญ่เกินไปกว่าขนาดหน้าอก หลังจากให้ยาแล้วก็ไม่เล็กลง ต่อมาคือ เป็นหินปูนไม่ดี ซึ่งกระจายทั่วๆ หน้าอก อายุน้อยเกินไป เพราะชีวิตที่เหลือของคนไข้ยังอยู่อีกนานโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำขึ้นมาใหม่สูงกว่าคนที่เป็นตอนอายุ 40 ปี แพทย์จะแนะนำให้ตัดทิ้งร่วมกับการเสริมทันที นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด คือการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด ส่งผลให้ในอนาคตน้ำเหลืองไม่สามารถเดินกลับได้ดี จึงทำให้แขนบวม โดยจะเกิดประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่ผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง จึงมีภาวะทนทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตในอนาคตและไม่สามารถรักษาได้

แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการรักษาไปแล้ว คือสุ่มเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ต่อมแรกที่รับเซลล์มะเร็งจากหน้าเต้านมมาตรวจว่ามีการกระจายไปหรือไม่ ถ้าต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกไม่มีการกระจาย เชื่อว่าต่อมอื่นก็ไม่กระจาย เพราะต่อมน้ำเหลืองจะวิ่งเป็นเส้นตรงไป ในเมื่อประตูแรกยังไม่กระจายมา ประตูต่อไปก็คงกระจายไปไม่ถึง ทำให้ลดโอกาสที่จะเกิดแขนบวมลงได้ วิธีนี้เราเรียกว่า Sentinel Lymph Node Biopsy ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

dailynews130707_004g

สุดท้ายนอกจากเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วการดูแลตัวเองก็สำคัญ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมแล้วควรพักผ่อนทำจิตใจให้แจ่มใสไม่ต้องเครียดกับโรค หลีกเลี่ยงบุหรี่ ชา กาแฟ เนื้อสัตว์เนื้อแดง และอาหารในกลุ่มคลอเรสตรอรอลสูง เพราะจะไปเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเพศกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นมาอีก และมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่ยังไม่เป็นแต่หากมีอายุ 35 ปีขึ้นไปแนะนำให้พบแพทย์ และทำเมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวน์โดยจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์  เพราะมะเร็งเต้านมพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่จำเป็นต้องตัดเต้าทิ้งเสมอไป การตรวจร่างกายด้วยตนเองและหมั่นพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอถือเป็นการเฝ้าระวังและคัดกรองโรคร้ายในระดับหนึ่งเพื่อให้ผู้หญิงสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้โดยมีความภูมิใจในความเป็นผู้หญิง

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

ศิริราชถอดบทเรียน ‘แองเจลินา โจลี’

dailynews130601_002กลุ่มมะเร็งเต้านม สถานวิทยามะเร็งศิริราช ร่วมกับ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนา “การตรวจเพื่อทำนายมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ แนวทางการดูแลรักษา: บทเรียนจาก แองเจลินา โจลี” มีข้อมูลน่าสนใจจากอาจารย์หลายท่านจึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

เริ่มจาก ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งในหญิงไทย ในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 1 หมื่นราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำให้ทราบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งเกิดจากโรคมะเร็งพันธุกรรม ที่สามารถถ่ายทอดได้จากพ่อแม่สู่รุ่นลูก คาดการณ์ว่าผู้ป่วย 5-10% เกิดจากโรคพันธุกรรม ซึ่งมีประวัติหลายอย่างที่ช่วยให้แพทย์นึกถึง และมองหาโรคเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้แก่การพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่าคนทั่วไป เช่น เกิดมะเร็งเต้านมเมื่ออายุน้อยกว่า 50 ปี การพบมะเร็งเต้านม 2 ข้าง การพบมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน การพบมะเร็งเต้านมในเพศชาย การมีประวัติเป็นมะเร็งดังกล่าวหลายคนในครอบครัว ทั้งนี้มิได้หมายความว่าผู้ป่วยที่มีประวัติเช่นนี้จะต้องเป็นโรคพันธุกรรมเสมอไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมองหา การวินิจฉัย และรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัว

โรคมะเร็งพันธุกรรม มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ชื่อ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 ผู้ที่ตรวจพบการ กลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น ประมาณการว่าผู้หญิงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนดังกล่าวจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 80% และโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ 50%

ผศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร กล่าวว่า แองเจลินา โจลี มีประวัติมารดาป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมและเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 56 ปี ยายเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่ออายุ 45 ปี ทั้งนี้ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนบีอาร์ซีเอ 1 เธอจึงตัดสินใจทำการตัดเต้านมออกทั้ง 2 ข้าง ทั้งนี้โรคมะเร็งพันธุกรรม เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไปมาก และสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่รุ่นลูก มีแบบแผนการถ่ายทอดชัดเจน

บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมและรังไข่พันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุด ข้อมูลจากต่างประเทศพบการกลายพันธุ์ได้ประมาณ 1 ใน 500-1,000 ของประชากรทั่วไป บางเชื้อชาติพบได้บ่อย เช่น ชาวยิว ชาวไอซ์แลนด์

ทั้งนี้สามารถตรวจการกลายพันธุ์ของยีนด้วยการตรวจเลือด โดยมีค่าใช้จ่ายสูงประมาณ 5 หมื่นบาท ใช้เวลาตรวจ 3-4 เดือน ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องไปตรวจ บีอาร์ซีเอ 1 และบีอาร์ซีเอ 2 แต่ควรตรวจในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อย เป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่หลายคน ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม

รศ.พญ.พรพิมพ์ กอแพร่พงศ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ 2-3 เซนติเมตรผู้ป่วยอาจคลำได้เอง ก้อนขนาด 1-2 เซนติเมตรคลำได้โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่ก้อนเล็กกว่านั้นตรวจพบโดยการตรวจคัดกรองปกติโดยแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ หรือตรวจคัดกรองแบบพิเศษด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ)

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา กล่าวถึงการป้องกันมะเร็งเต้านมด้วยยา ทาม๊อกซิเฟน ว่า เป็นยาฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษาเนื้อร้ายของเต้านมที่มีการแสดงออกของเซลล์เป็นชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมน รับประทานวันละหนึ่งครั้งขนาด 20 มก. เพื่อป้องกันเนื้อร้ายของเต้านมในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แต่ยาอาจมีผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ซึมเศร้า สับสน บวมตามแขนและขา ช่องคลอดแห้ง ตกขาวมากกว่าปกติ น้ำหนักลด มีอาการคลื่นไส้ ประจำเดือนผิดปกติ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมดลูก และเพิ่มโอกาสของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด

ผู้หญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อควรปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 25 ปีทุก 6-12 เดือน ตรวจแมมโมแกรมและเอ็มอาร์ไอตั้งแต่อายุ 25 ปีทุกปี หรือเริ่มที่อายุน้อยที่สุดของญาติพี่น้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้อร้ายของเต้านม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แนะนำเรื่องการลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมด้วยการตัดเต้านมทั้ง 2 ข้าง ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินและวางแผนเรื่องคุณภาพชีวิตทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ด้วยการตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง โดยแนะนำผ่าตัดภายหลังคลอดบุตรแล้วหรืออายุ 35-40 ปี สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ทำการผ่าตัดรังไข่ออก พิจารณาทำการอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดร่วมกับตรวจค่าเนื้อร้ายในเลือดทุก 6 เดือนตั้งแต่อายุ 30 ปี

ส่วนผู้ชายที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในระดับยีน มีข้อปฏิบัติ คือ ฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 35 ปี พบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมตั้งแต่อายุ 35 ปีทุก 6-12 เดือน ในผู้ชายที่มีฐานเต้านมแนะตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีทุกปี แนะนำการตรวจหาเนื้อร้ายของต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุ 40 ปี

ดร.นพ.สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตัดเต้านมออกทั้งหมดสามารถทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่างคือ 1. เพื่อการรักษาคือตัดเต้านมออกเพื่อรักษามะเร็งเต้านมและ 2. เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม คือ ตัดออกตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตามการผ่าตัดเต้านมออกแล้ว ไม่สามารถรับประกันได้จะไม่เป็นมะเร็งเต้านมอีก เพราะเป็นแค่การลดความเสี่ยงได้ประมาณ 90% เท่านั้น

ข้อเสียของการตัดเต้านมระยะสั้น คือ เสียเลือด เลือดออก เกิดการอักเสบติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด เกิดแผลเป็นและรอยเย็บ ข้อเสียระยะยาว คือ การสูญเสียเต้านมอย่างถาวร ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจ ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ทั้งนี้มีการผ่าตัดเพื่อเสริมเต้านมโดยเก็บผิวหนังบริเวณเต้านมส่วนนอกเอาไว้เอาแต่ตัดเนื้อเต้านมข้างในออก แล้วใช้ถุงเต้านมเทียม หรือเนื้อเยื่อจากร่างกายส่วนอื่น ซึ่งอาจทำทันทีพร้อมการตัดเต้านมหรือทำหลังการตัดเต้านมแล้ว

ผศ.พญ.สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา กล่าวว่า ข้อมูลที่ควรทำความเข้าใจก่อนการพิจารณาตัดสินใจผ่าตัดรังไข่เพื่อป้องกันมะเร็ง คือ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ การประเมินประโยชน์ที่จะได้รับภายหลังตัดรังไข่และท่อนำไข่ ภายหลังการตัดรังไข่ควรได้รับการดูแลป้องกันและเฝ้าระวังภาวะที่เกิดจากการพร่องฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ ภาวะกระดูกบาง ภาวะไขมันในเลือดสูง อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ ท่อนำไข่ของผู้ที่เป็นพาหะของยีนบีอาร์ซีเอ พบได้ประมาณ 10 เท่าของคนทั่วไป ซึ่งมะเร็งรังไข่ไม่มีวิธีการตรวจคัดกรอง โดยประโยชน์ที่ได้จากการตัดรังไข่ และท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง คือ ลดการเกิดมะเร็งรังไข่และท่อนำไข่ แต่ยังอาจเกิดมะเร็งเยื่อบุผิวช่องท้องที่มีอาการคล้ายมะเร็งรังไข่ได้ ไม่เกิดโรคที่มีเหตุจากรังไข่ เช่น ซีสต์ หรือถุงน้ำรังไข่อื่น ๆ ไม่มีระดู การผ่าตัดทำได้ง่ายด้วยการส่องกล้อง แผลผ่าตัดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว

พญ.พูลพิศ ธงไชย กล่าวว่า เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองโดยเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป และตรวจเป็นประจำสม่ำเสมอตลอดชีวิต ส่วนการตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมควรทำทุก 3 ปีในสตรีอายุ 20-39 ปี และทำทุกปีในสตรีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม แนะนำให้ทำเป็นพื้นฐานเมื่ออายุ 35 ปี หากผลการตรวจปกติแนะนำตรวจอีกครั้งระหว่าง 35-40 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจปีละครั้ง และอาจใช้อัลตราซาวด์ร่วมด้วย อายุ 70 ปีขึ้นไป ให้พิจารณาเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของประโยชน์จากการตรวจและการมีชีวิตอยู่ต่อไป หากคาดว่าจะมีอายุต่อไปไม่เกิน 5 ปีก็สามารถหยุดตรวจได้ สำหรับผู้มีอาการผิดปกติที่เต้านมไม่ว่าช่วงอายุใดควรรีบไปพบแพทย์ทันที.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2556

ทางเลือกของผู้มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านม กับกรณีการผ่าตัดเต้านมของ Angelina Jolie

voathai130517_001ดารานักแสดง Angelina Jolie เป็นข่าวหลังจากที่เปิดเผยว่า เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง แม้ว่าในขณะนี้เธอจะยังปลอดจากโรคร้ายนี้อยู่

สาเหตุของการตัดสินในดังกล่าวคืออะไร และมีทางเลือกอย่างอื่นๆหรือไม่

มารดาของนักแสดงผู้นี้เสียชีวิตโดยมะเร็งที่รังไข่เมื่อมีอายุเพียง 56 ปี และการตรวจเชื้อพันธุ์ (Gene Testing) ระบุว่า Angelina Jolie มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 87% และ 50% สำหรับมะเร็งรังไข่

การศึกษาของแพทย์พบว่า การกลายพันธุ์ของ Gene โดยเฉพาะ BRCA 1 และ 2 ซึ่งเป็นเชื้อพันธุ์สำคัญสำหรับมะเร็งเต้านมและรังไข่ เพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายทั้งสองนี้

นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า ถ้าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งที่สืบเนื่องกับ BRCA 1 และ 2 ตั้งแต่อายุยังน้อย ลูกสาวอาจเป็นมะเร็งนั้นๆในอายุที่น้อยกว่าเมื่อมารดาเป็น ถ้ารับถ่ายทอดเชื้อพันธุ์นั้นมาจากมารดา

และแม้ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเพราะเชื้อพันธุ์ BRCA จะมีอัตราการอยู่รอดเท่ากับผู้หญิงอื่นๆที่เป็นโรคเดียวกัน นายแพทย์ Marc Boisvert ของโรงพยาบาล Medstar Washington บอกว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากในหมู่ผู้หญิงเหล่านี้

นายแพทย์ผู้นี้บอกว่า มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า และว่าจะเป็นมะเร็งที่ลุกลามรวดเร็ว โดยที่ผู้หญิงจะไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ผู้หญิงในวัย 20 ถึง 30 ก็มักจะไม่ไปรับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วย

สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้ผู้หญิงไปรับการตรวจเชื้อพันธุ์ ปัญหาคือค่าตรวจมีราคาหลายพันดอลล่าร์

และในขณะที่ Angelina Jolie เขียนในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ. New York Times ว่าตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเต้านม เป็นการป้องกันโรคมะเร็ง นายแพทย์ Marc Boisvert ชี้แนะว่า การให้การศึกษาและให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งได้

17.05.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

thairath130518_001a

Doctors Say Not All Women with Jolie Condition Need Preventive Mastectomies

Carol Pearson

May 15, 2013

WASHINGTON — Actress and U.N. goodwill ambassador Angelina Jolie is in the spotlight for her decision to undergo a double mastectomy to reduce her chances of getting breast cancer, even though she is cancer free.  The actress announced her decision, and her surgery, in an article she wrote for The New York Times. Jolie’s decision was based on a genetic test she had — and other options available to women facing a breast cancer risk.She’s beautiful, glamorous, and known for being outspoken whether it’s about refugees or women’s rights. Angelina Jolie’s decision to have both breasts surgically removed when she doesn’t have cancer, has put the spotlight on preventive surgery.

Jolie’s mother died of cancer when she was 56 years old. The actress said her children wanted to know if she would, too.  Jolie said genetic tests put her chances of getting breast cancer at 87 percent and at 50 percent for ovarian cancer.

Doctors have found that certain genetic mutations can increase the odds of developing breast and ovarian cancer. The two major genes associated with hereditary breast and ovarian cancer are BRCA1 and BRCA2.

One study found that if a woman develops BRCA-related cancer early in life, her daughter may get cancer even earlier than she did — if she inherited the genetic mutation.

Women with BRCA-related breast cancer have the same rate of survival as other breast cancer patients at the same stage. But Dr. Marc Boisvert of Medstar Washington Hospital says there’s a significant difference.

“The problem is that these cancers frequently appear in younger women, and younger women tend to have more aggressive cancers, and they’re not suspecting them,” Boisvert said.

Women in their 20s and 30s are not likely to be screened for breast cancer.  Those most likely to have the BRCA mutations are of east European Jewish descent. But “you can have it if you’re black, white, Hispanic, Chinese, Asian, any ethnic group can have it,” Boisvert  said.

The National Cancer Institute recommends genetic testing if close relatives have had breast or ovarian cancer. But not having the BRCA1 or 2 mutations is not an all-clear sign. And having the genetic marker doesn’t mean getting the disease is a given. But geneticists can come up with the likely odds — which is why Jolie said her chance of getting breast cancer was 87 percent.

The cost for genetic testing can run into the thousands of dollars.

The preventive surgery can lower the odds to less than five percent, but Boisvert says surgery isn’t the only choice.

“I think education is important here because you can get peace of mind knowing that you are being monitored very carefully and knowing what the numbers are, what the chances of recurrence are,” Boisvert  said.

Boisvert says in the end, the patient needs to be comfortable with her care, whether it involves careful monitoring or surgery.

SOURCE : www.voanews.com

ภัยเงียบ… จากแป้งฝุ่นทาตัว

matichon130409_001ทุกครั้งหลังจากอาบน้ำให้ลูกน้อย คุณแม่ยุคก่อนจะประแป้งให้ลูก เวลาลูกมีผดผื่นเปียกชื้นก็จะประแป้ง แต่คุณแม่ยุคใหม่ปัจจุบันดูจะลดความสำคัญกับแป้งฝุ่นลงไป เพราะแพทย์ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “แป้งทาตัวเด็กส่วนใหญ่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกวัย”

รศ.ดร.ไสยวิชญ์ วรวินิต ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีแป้ง (Starch Technology) และนักเทคโนโลยีดีเด่นของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2549 เผยว่า “แป้งฝุ่นโดยทั่วไปทำจากสารทัลคัม ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Magnesium Silicate Hydroxide เนื่องจากหินแร่ทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายเองได้ด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ

“หากสูดเข้าไปทีละเล็กละน้อยเป็นเวลานานๆ เกิดการสะสมในปอด โดยที่เซลล์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน ทำให้มีปัญหากับการหายใจ ถ้าเป็นเด็กทารกก็อาจทำให้ปอดอักเสบ เกิดเป็นโรคเนื้องอกในปอด (Talcosis) และเสียชีวิตได้”

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น ภัยร้ายของทัลคัมคือ เมื่อสูดดมทัลคัมเข้าไปในปอดปริมาณมาก มีผลต่อปอดทำให้เกิดอาการไอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของภูมิแพ้ เนื่องจากแป้งทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายได้

“นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้หญิงที่ใช้แป้งกับอวัยวะเพศเพื่อลดการอับชื้น มีอัตราเสี่ยงจากการจะเป็นมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้น โดยอาจเป็นไปได้ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอด มดลูก และท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง”

รศ.ดร.ไสยวิชญ์บอกอีกว่า เนื่องจากความไม่ปลอดภัยในการใช้แป้งทัลคัม แพทย์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้แป้งทาตัวเด็กที่มีส่วนผสมของทัลคัม และเลือกใช้แป้งที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด รวมทั้งแป้งข้าวเจ้าบริสุทธิ์ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ไทยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งเด็กภายใต้ชื่อแบรนด์ “ไรซ์แคร์” ซึ่งมีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้า

“เนื่องจากปลอดภัยมากกว่าแป้งทัลคัม เพราะเป็นสารอินทรีย์ย่อยสลายได้ ไม่เกิดการสะสมในปอดหรือใต้ร่มผ้า ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และลดความเสี่ยงเกิดมะเร็งรังไข่” รศ.ดร.ไสยวิชญ์ทิ้งท้าย

ต่อไป เวลาซื้อแป้งคงต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อมากขึ้น

ที่มา : มติชน 9 เมษายน 2556

มะเร็งรังไข่

กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่นี่ หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ ฉบับนี้ผมจะกล่าวถึงเรื่องมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีอีกสักเรื่อง นั่นก็คือ “มะเร็งรังไข่”

มะเร็งรังไข่ เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่มีปัญหาในด้านการรักษาค่อนข้างยากทีเดียว เนื่องจากว่าผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการของโรคอยู่ในระยะมาก ๆ แล้ว นั่นก็ทำให้ผลการรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งตัวผู้ป่วยเองก็จะเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก และผู้ป่วยก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตได้มาก

มะเร็งรังไข่มีหลายชนิดขึ้นอยู่กับเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็ง ในที่นี้จะเน้นถึงมะเร็งรังไข่ที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุผิว ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ถึงกระนั้น ในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ แต่ภาวะปัจจัยเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้อง หรือมารดา มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ สตรีไม่มีบุตรหรือมีบุตรยาก สตรีสูงอายุ สตรีที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยหรือหมดประจำเดือนช้า ก็อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่ได้

หากถามถึงอาการของโรคแล้ว ในระยะแรก ๆ มักไม่ค่อยมีอาการหรืออาจมีอาการเพียงแน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้องน้อย แต่เมื่อเป็นมากขึ้น มักจะเริ่มมีท้องโตขึ้น ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยสุดของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ และอาจมีเลือดออกทางช่องคลอดหรือประจำเดือนมาผิดปกติ อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย เนื่องจากมะเร็งกระจายไปยังปอด อาจคลำก้อนได้บริเวณ ต่าง ๆ ที่มะเร็งกระจายไป เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ

ในทางการแพทย์สามารถทำการวินิจฉัยได้เมื่อมีอาการมากแล้ว เนื่องจากในระยะแรกของโรคผู้ป่วยมักไม่ค่อยมีอาการใด ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่องท้องก็มีไม่มาก แพทย์จึงอาจตรวจพบเพียงรังไข่โตขึ้นเล็กน้อย การซักประวัติถึงปัจจัยเสี่ยง ต่าง ๆ รวมถึงการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์ในอุ้งเชิงกราน และการตรวจเลือดหาค่า CA 125 ซึ่งเป็นสารในเลือดที่อาจจะมีค่าสูงผิดปกติหากเป็นมะเร็งรังไข่ (โดยทั่วไปค่าปกติจะไม่เกิน 35 ยูนิตต่อมิลลิลิตร) คงช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น  ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระยะท้าย ๆ ของโรค แพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วยมีท้องบวมโต  มีน้ำในท้องปริมาณมาก รังไข่โตชัดเจน ตรวจพบมีน้ำในช่องปอด ขาบวม เป็นต้น การวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่อาจทำได้โดยเจาะน้ำในท้องหรือช่องปอดแล้วพบเซลล์มะเร็ง แต่การวินิจฉัยโรคตามมาตรฐานคือ การผ่าตัดเข้าไปในช่องท้องแล้วนำเนื้อเยื่อรังไข่มาตรวจหาเซลล์มะเร็งทางพยาธิวิทยา และประเมินระยะของโรคจากการผ่าตัด

ด้านการรักษาโดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่แข็งแรงเพียงพอ และแพทย์ประเมินแล้วว่า สามารถผ่าตัดเอาเนื้อมะเร็งออกได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ตรวจอวัยวะภายในช่องท้อง ผ่าตัดมดลูก รังไข่ทั้ง 2 ข้าง เลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานร่วมกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณเส้นเลือดใหญ่ เอออร์ต้า (Aorta) เลาะไขมันที่ต่อกับลำไส้ใหญ่ ตรวจน้ำในช่องท้อง และบางครั้งอาจต้องตัดอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่มีมะเร็งกระจายไปด้วย เช่น ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และท่อไต

การรักษาอาจจะดูยุ่งยาก แต่เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาให้ได้ผลดีที่สุด จึงจำเป็นต้องเข้าถึงตัวรังไข่ให้มากที่สุด รวมทั้งต้องตรวจบริเวณอวัยวะอื่น ๆ ที่มีโอกาสเสี่ยงของการกระจายของมะเร็งได้มาก

หลังจากผ่าตัดแล้วแพทย์จะนำข้อมูลที่ได้จากการผ่าตัดมาประเมินระยะของโรค หากเป็นมะเร็งระยะต้น ๆ การรักษาโดยการผ่าตัดก็จะถือว่าเพียงพอ แต่หากเป็นในระยะที่มากขึ้น แพทย์ก็จะทำการรักษาต่อด้วยยาเคมีบำบัด โดยให้ประมาณ 4-6 ครั้ง (ประมาณ      6 เดือน) แล้วจึงประเมินผู้ป่วยว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามต่อมาคือ ผลการรักษาโรคจะเป็นอย่างไร โดยทั่วไปมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาของโรค เช่น ระยะของโรค การกระจายของโรค รวมทั้งการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด

แต่ปัจจัยที่สำคัญมากคือ การผ่าตัดครั้งแรก หากสามารถผ่าตัดเอาเนื้อมะเร็งออกได้มากจนเกือบหมดหรือทั้งหมด การรักษาจะได้ผลค่อนข้างดีมาก ดังนั้น หากตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ   แล้วแพทย์สามารถผ่าตัดได้หมดก็จะเป็นผลดีกับผู้ป่วยมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีอาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ

บทสรุปในเรื่องมะเร็งรังไข่ ส่วนมากจะเป็นเรื่องการป้องกัน   ว่ามีหลากหลายวิธี แต่ในทางการแพทย์แล้วต้องบอกว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งรังไข่ นอกจากการตัดรังไข่ก่อนเป็นโรคในราย  ที่มีญาติสายตรง ส่วนผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคมะเร็งรังไข่หลายคน จากข้อมูลสามารถบ่งชี้ได้ว่า พันธุกรรมสามารถส่งต่อ   กันได้

อีกทั้งแพทย์อาจตรวจพบโรคได้ในระยะเริ่มแรก หากผู้ป่วย  ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจภายใน รวมทั้งกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติควรตรวจพิเศษเพิ่มเติม ดังนั้น คุณผู้หญิงควรได้รับการตรวจร่างกายและตรวจภายในเป็นระยะ ๆ บ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

..เพื่อเป็นการป้องกันตนเองที่ดีที่สุด..

อย่าพลาด..คุณผู้หญิงที่สนใจ หรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งส่วนใดของอวัยวะสืบพันธุ์หรือไม่ มาพบคุณหมอได้ในงาน “มะเร็งอวัยวะ    สืบพันธุ์สตรี รู้ทัน ป้องกันได้” ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมอรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์  ชั้น 5 โรงพยาบาลรามาธิบดี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โทรศัพท์ 0-2201-2521.

นพ.ภุชงค์  ลิขิตธนสมบัติ
หน่วยมะเร็งนรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา
คณะพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์     12 ธันวาคม 2552