รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

Advertisements

โครงการค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่น่าสนใจ

dailynews140928_01โรค 3 โรคที่สถิติมากสุดทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตทุกวันนี้ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและโรคมะเร็ง โรคอันไหนจะนำเด่นต่างสลับกันไปมา และปัจจุบันมะเร็งดูจะนำขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะคนเริ่มกลัวรักษาตัวดีขึ้น ทำให้พบแต่เริ่มแรก มะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากขึ้นเป็นอันดับ 4, เสียชีวิตเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทั้ง หมดของไทย

ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนล่างของทางเดินอาหาร ยาวราว 7 ฟุต มีหน้าที่คอยกักอาหารที่ดูดซึมแล้ว เตรียมที่จะขับถ่ายออก ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง มักพบในผู้สูงอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป คนในครอบครัวมักเป็นร่วมกันได้ เป็นเรื่องของพันธุกรรม ที่มีโอกาสจะติดต่อถึงกันได้ ผู้ที่กินอาหารไขมันสูง ปิ้งย่างประจำ อาหารมีกากน้อย บุหรี่ แอลกอฮอล์ ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดง่ายขึ้น

อาการ อุจจาระเหลวสลับแข็ง อุจจาระปนเลือด ท้องอืดบ่อย น้ำหนักลด ฯลฯ การวินิจฉัยโรคปัจจุบันที่แน่นอนคือ การส่องกล้องเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจดูภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หากพบแผลก็จะตัดชิ้นเนื้อมาตรวจและวางแผนการรักษาต่อไป

มะเร็งลำไส้ใหญ่พบในบ้านเรามากน้อยเพียงใด : ปี 2011-12 นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ อดีต ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติและคณะ ได้ลงชุมชนลำปาง คัดกรองคนไข้ 27,301 ราย อายุ 50 ปีขึ้นไป หญิงมากกว่าชาย จากสตรี 67.8% เอามาตรวจหาเลือดในอุจจาระพบ 627 ราย หรือ 72% แล้วเอาไปส่องกล้องทางทวารหนักค้นหามะเร็งลำไส้ ใหญ่พบมะเร็ง 3.7% ก้อนติ่งเนื้องอก 30.6% สถิติที่ได้เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งของจังหวัดหนึ่ง ก็ต้องขอชมในความอุตสาหะของนักวิจัยชุดนี้อย่างมาก

โครงการค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นของคณะแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารของประเทศไทย นพ.ทวี รัตนชูเอก เป็นหัวหน้าโครงการ ระยะเวลา 2 ปี ปี พ.ศ. 2557-2558 โดยความร่วมมือของ 6 โรงพยาบาลได้แก่ รพ.ศิริราช, จุฬาฯ, ราชวิถี, เชียงใหม่, ขอนแก่น และสงขลา จะคัดเลือกเอาคนที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ครอบครัวไม่มีประวัติเคยเป็นมะเร็งมาก่อน ไม่มีประวัติถ่ายเป็นเลือด และไม่เคยส่องกล้องมาก่อนในระยะ 5 ปี จะเอาบุคคลเหล่านี้มาตรวจส่องกล้องทางทวารหนักดู เพื่อจะวิจัยค้นคว้าว่าจะพบมะเร็งลำไส้ใหญ่มากน้อยเพียงใดในผู้ที่ยังไม่มีอาการ และ อยากรู้ว่าการตรวจหาเลือดในอุจจาระจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด เราจะส่องกล้องตรวจทุกราย มีเป็นจำนวนมากคงทำไม่ได้หมด

การเตรียมตัวเพื่อเข้าโครงการ : ผมเป็นผู้สูงวัยคนหนึ่ง ไม่เคยมีประวัติพี่น้องเป็นมะเร็งหรือป่วยเรื่องนี้มาก่อน จึงได้ขอเริ่มเข้าโครงการนี้ด้วย การเตรียมตัวจะต้องล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดเพื่อจะได้ส่องกล้องดูเห็นชัดเจน เริ่มด้วยงดกินยาละลายลิ่มเลือด 5 วันก่อนทำ หากพบแผลในลำไส้ต้องตัดเนื้อเพื่อเอาไปดูทางพยาธิว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่เลือดจะได้ไม่ออก 2 วันก่อนทำจะกินอาหารอ่อนทั้งวัน ก่อนทำ 1 วันกินอาหารเหลวทั้งวันเช่นกัน คืนวันก่อนทำจึงกินยาถ่ายพร้อมน้ำดื่มราว 5 ลิตร เพื่อขับล้างลำไส้ใหญ่ยาวทั้งหมดให้สะอาด จะได้เห็นแผลชัดเจน

การสวนอุจจาระ เป็นการล้างลำไส้เช่นกัน แต่มักจะได้ความสะอาดไม่หมด ลำไส้ใหญ่ยาวมีทั้งซีกซ้ายขวา การสวนอุจจาระมักจะได้ผลเพียงด้านเดียว ไม่สะอาดไปถึงอีกด้านหนึ่ง จะดูว่าลำไส้สะอาดมากน้อยเพียงใด ให้ดูความใสและสีของอุจจาระที่ถ่ายออกมา ถ้าจางสีเหลืองแสดงถึงสะอาดดี

การส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก (colonoscopy) แพทย์จะให้ยานอนหลับอ่อน ๆ หลับเพียง 10 นาที ตรวจถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติก็จะเสร็จเรียบร้อย ถ้าพบแผลหรือก้อนติ่งเนื้อก็จะตัดมาตรวจ ดูทางพยาธิว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป โครงการนี้นอกจากจะให้รู้ว่าตัวเราเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ ยังทำให้รู้ว่าคนสูงวัยมีโอกาสพบมะเร็งได้มากน้อยเพียงใดด้วย

โครงการตรวจค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ จัดโดยคณะแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารของไทย ตรวจคนผู้สูงวัยที่ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน โดยการตรวจส่องกล้องทางทวารหนักปี 2557-58 ใน รพ.ศิริราช จุฬาฯ ราชวิถี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ผู้สนใจกรุณาติดต่อทำได้.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

ปรับสมดุลลำไส้ พิชิตมะเร็งลำไส้ใหญ่

dailynews140716_01มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยว่า คนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้น จะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางตั้งแต่ใส่เข้าปากจนออกมาเป็นอุจจาระถึง 2-3 วันทีเดียว ถ้ามีกากอาหารตกค้างและบูดเน่า อาจมีอาการแสดงเช่น ท้องอืด แน่น เหม็นเปรี้ยว ถ่ายไม่ปกติ ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มาก ๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 13-17 ออนซ์ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางออกมาเพียงประมาณ 20-30 ชั่วโมง

ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่สะสมกากอาหารและช่วยดูดซึมน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่จากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้น และในที่สุด ลำไส้จะขยับรัดตัวไล่ให้กากอาหารให้เคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกาย หากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ให้ระคายเคือง ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากอาหารเดินผ่านแคบลง และทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออก เกิดการหมักหมม กลายเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

อีกข้อควรระวังคือ ปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล เช่น อายุที่มากขึ้น ทำให้สภาวะในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลงไป การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ จนร่างกายสร้างใหม่ไม่ทัน การรับประทานยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของลำไส้และทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล จนอาจเกิดปัญหาสุขภาพมากมาย นักวิจัยพบว่าหนึ่งในอาหารหลายประเภทที่สามารถสร้างสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ คือ พรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร

พรีไบโอติก เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานเข้าไป แต่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย ที่จะสามารถทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ได้ จึงเกิดประโยชน์ในการหมักและย่อยอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเป็นใยอาหารของพรีไบโอติก ช่วยดูดซับสารพิษและสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และยังทำให้อุจจาระมีกากใยและนิ่ม สะดวกต่อการขับถ่าย และใยอาหารยังช่วย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย นอกจากนั้น ใยอาหารยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆด้วย ดังนี้

1. ป้องกันอาการท้องเสีย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ จะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรค ลดโอกาสการติดเชื้อ

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พรีไบโอติก ช่วยจับกับไขมันและน้ำตาลในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้ช้าลง และเพิ่มการขับออกของโคเลสเตอรอล

3. เสริมสร้างการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม แบคทีเรียในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่มีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

4. ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ใยอาหารจากพรีไบโอติก จะถูกหมักด้วยแบคทีเรียในลำไส้เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทิเรท ซึ่งจะกระตุ้นการหลั่ง GLP-1 (Glucagons like peptide) ไปในกระแสเลือด ทำให้สมองรับรู้ความรู้สึกอิ่มและสบายท้อง

ดังนั้นการดูแลลำไส้ใหญ่ของเราให้มีสุขภาพดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งด้วยการใส่ใจในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเคี้ยว อาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เลือกอาหารที่รับประทาน ไม่รับประทานอาหารย่อยยาก ไขมันสูง เราจะเห็นว่าคนสมัยใหม่นี้ท้องผูก กันมากขึ้น เพราะรับประทานแต่แป้งขัดขาวกับน้ำตาล และไขมัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น เช่น กล้วย มะเขือยาว ผักกาด เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องดูแลเรื่องการขับถ่ายในชีวิตประจำวันให้สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการขับถ่ายของเราเป็นอย่างไร ที่ออกมานั้นสุขภาพดีไหม นุ่มนวล สีสวย ไม่แข็งและไม่กะปริดกะปรอย หรือเป็นเม็ดขนุน และหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่นถั่วแดง 100 กรัม มีกากใย 26.9 กรัมมะระขี้นก 100 กรัม มีกากใย 4 กรัมข้าวกล้อง 100 กรัม มีกากใย 3.4 กรัมมะเขือเปราะ 100 กรัม มีกากใย 2.96 กรัมแครอท 100 กรัม มีกากใย 2.8 กรัม

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 16 กรกฎาคม 2557

ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในผู้สูงอายุ โดย ศ.คลินิก นพ.วิรุณ บุญนุช

manager140528_01มะเร็งของลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทย ยิ่งอายุมากขึ้น อุบัติการณ์ก็มากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุเข้าใจว่าเกิดจากการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์มากเกินไป การมีติ่งเนื้องอกชนิดธรรมดาที่ผนังลำไส้ ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นมะเร็งของลำไส้ได้ หรือการมีประวัติของมะเร็งลำไส้ในครอบครัว จะมีแนวโน้มเป็นโรคนี้สูงกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
อาการของผู้ป่วยมะเร็งทวารหนัก คือ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ปวดทวารหนักเวลาถ่ายอุจจาระ ลำอุจจาระเล็กลง ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการสำคัญ คือ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเดิน ถ้าก้อนมะเร็งโตขึ้นจนอุดตันลำไส้ จะมีอาการของลำไส้อุดตัน คือปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ผายลม บางรายผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีก้อนในท้อง
การตรวจทางทวารหนักจะบอกว่ามีเนื้องอกในทวารหนักได้ การตรวจอุจจาระหาเม็ดเลือดแดง การส่องกล้องตรวจทวารหนักและลำไส้ใหญ่ จะบอกถึงพยาธิสภาพที่มีอยู่ได้ จากนั้นแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจด้วยการเอกซเรย์สวนแป้งทางทวารหนัก ก็สามารถบอกถึงพยาธิสภาพในลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้
เมื่อได้ผลการตรวจว่าเป็นมะเร็งของทวารหนัก-ลำไส้ใหญ่ ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเปิดช่องท้อง แล้วตัดเนื้อมะเร็งของลำไส้และทวารหนักออก จากนั้นจะทำการต่อลำไส้ใหม่ ในกรณีที่มะเร็งใกล้ปากรูทวารหนัก จะผ่าตัดมะเร็งและทวารหนักออกทิ้งไป แล้วนำลำไส้ส่วนที่เหลือมาไว้ที่ผนังหน้าท้อง โดยที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องขับถ่ายอุจจาระทางหน้าท้องตลอดไป
ภายหลังการผ่าตัดรักษาเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องมารับการรักษาต่อด้วยเคมีบำบัด มีบางรายต้องมารับการรักษาด้วยการฉายแสงต่ออีก เพื่อหวังผลการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด ในผู้ป่วยที่โรคลุกลามไปมากแล้ว ก็จะให้การรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มะเร็งของทวารหนักและลำไส้ใหญ่สามารถตรวจได้ด้วยการตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระและการส่องกล้องตรวจทางทวารหนัก หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็สามารถให้การรักษาได้ผลดีจนโรคหายขาดได้

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการ 28 พฤษภาคม 2557

หญิงนักสูบเสียสุขภาพมากกว่าชาย

dailynews130513_003ยังค้นพบผลร้ายที่มีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องสำหรับบุหรี่ ล่าสุด มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  เปิดเผยรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยทรอมโซ  ประเทศนอร์เวย์ ที่พบว่า หญิงนักสูบบุหรี่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าชายที่สูบบุหรี่ถึงสองเท่า

การศึกษาดังกล่าว ทีมวิจัยวิเคราะห์จากเวชระเบียนของผู้ป่วยหกแสนราย  พบว่า ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหญิงที่สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ส่วนเพศชายที่สูบบุหรี่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9  นอกจากนี้ยังพบความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นชัดเจนในหญิงที่เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 16 ปี หรือสูบมาก่อนนั้นและสูบอย่างต่อเนื่อง

ทาง ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าผู้ชายที่สูบบุหรี่  ทั้งยังมีงานวิจัยพบว่า หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงจะเกิดโรคหัวใจวายจากเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่าชายที่สูบบุหรี่  ขณะที่วัยรุ่นหญิงที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่มือสอง มักมีระดับไขมันชนิดดีลดต่ำลงกว่าปกติ โดยไม่พบความผิดปกติลักษณะเดียวกันในวัยรุ่นชายที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง

นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ.2552 มีการสำรวจการสูบบุหรี่ในผู้ใหญ่ระดับโลก พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ของหญิงไทยอายุมากกว่า 15 ปี  เท่ากับร้อยละ 3.1  คิดเป็นจำนวนหญิงไทยที่สูบบุหรี่ทั้งสิ้น 8.4 แสนคน และมีหญิงไทย 8.8 ล้านคนได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน และ 1 ล้านคนในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการสูบบุหรี่ของหญิงไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำ  แต่ผลการสำรวจก็พบว่าแนวโน้มการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิงไทยมีอัตราเพิ่มขึ้น  เนื่องจากบริษัทบุหรี่มีการผลิตบุหรี่ตราใหม่ๆ สำหรับผู้หญิงเรื่อยมา ศ.นพ.ประกิต จึงหวังให้ทุกฝ่ายในสังคมไทย ช่วยกันรักษาค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่ของหญิงไทยไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์  13 พฤษภาคม 2556

นักวิจัยชี้ว่าผู้ที่ลิ้นไวต่อรสชาติต่างๆ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่มีโอกาสเป็นไซนัสน้อยกว่า

voathai130320_001มีคนราว 25 % โดยเฉพาะชาวเอเซียและคนผิวดำที่ลิ้นไวต่อรส ในขณะที่คนลิ้นด้านรสมีอยู่ประมาณ 30 %

นักวิจัยของศูนย์เรื่องการได้กลิ่นและการรับรสของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริด้า ซึ่งบุกเบิกด้านการศึกษาเกี่ยวกับผู้ที่มีความไวต่อการรับรสหรือ supertasters กล่าวว่า มีผู้คนในโลกราว 25 % ที่ไวต่อการรับรสอาหารต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักเป็นชาวเอเซียและคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว ในขณะที่คนที่ลิ้นค่อนข้างด้านรสนั้นมีอยู่ประมาณ 30 % การไวต่อการรับรสชาติต่างๆ นี้เป็นผลจากจำนวนและความหนาแน่นของปุ่มรับรสที่ลิ้น รวมทั้งจากปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ด้วย และผู้ที่ลิ้นไวต่อการรับรสมักมีน้ำหนักตัวน้อยและมีรูปร่างผอมกว่าคนทั่วไป เนื่องจากความไวของประสาทสัมผัสเรื่องรสนี้ทำให้ไม่ชอบรสชาติของไขมัน แต่ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็มักเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าเนื่องจากไม่ค่อยชอบรสขมของผักใบเขียวสีเข้ม นักวิจัยชี้ว่านอกจากปุ่มรับรสที่ลิ้นแล้ว ร่างกายของคนเรายังมีปลายประสาทรับรสอยู่ที่ส่วนอื่นๆ เช่นในลำไส้ ในจมูก ในสมอง และเชื่อว่ามีอยู่ในปอดด้วย นักวิจัยเชื่อว่าการมีปลายประสาทที่ไวเป็นพิเศษต่อการรับรสขมในจมูกช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย และทำให้บุคคลนั้นมีโอกาสติดเชื้อโรคโพรงจมูกอักเสบหรือไซนัสน้อยกว่าคนทั่วไป

ที่มา : www.voathai.com  20.03.2013

.

Related Article :

.

yahoo130319_001

People Who Taste Too Much

Genetically Wired Supertasters Find Unusual Health Benefits

By Sumathi Reddy | The Wall Street Journal – Tue, Mar 19, 2013 12:22 PM EDT

There is a good reason why kale evokes such strong feelings in different people.

What is harshly bitter to some 25% of the world—often classified as “supertasters”—is barely bitter to about another third. The rest of us fall somewhere in between. Such stark differences in how we perceive taste are programmed into our DNA.

“Supertasters in general get everything more intense,” says Linda Bartoshuk, a professor with the University of Florida Center for Smell and Taste and a pioneer in the study of supertasting. “When you put it all together we say that supertasters live in a neon food world compared to the pastel food world” everyone else lives in, she says.

A relatively high proportion of professional chefs are supertasters, Dr. Bartoshuk says. Also, supertasting abilities are more common in women than men, and in Asians and African-Americans than Caucasians. In the U.S., roughly 15% of people are supertasters, she estimates.

Recent research has uncovered some surprising health consequences of being a supertaster. People who are supertasters have a heightened risk for developing colon cancer, possibly because they tend to avoid eating vegetables, one study found. Another found they have a tendency to like salty food, which may block bitter tastes.

On the positive side, supertasters tend to be leaner than the general population, possibly because they often find fatty foods distasteful. And a study last year showed that supertasters were better able to fend off some bacterial sinus infections than people who have normal tasting abilities, perhaps because of a protective ability afforded by the supertaster gene.

Supertasters typically have a higher density of fungiform papillae, mushroom-shaped projections on the tongue that contain taste buds. Some experts say one way to tell if a person is a supertaster is to count the number of papillae in a small area after dying the tongue with food coloring, a test that can be done at home. Another common test, which can be purchased online, is to give people a particularly bitter chemical such as PROP or PTC, which are similar to a compound found in many dark-green vegetables. Most people find PROP and PTC bitter, but not unbearable, while others don’t taste it at all. For supertasters, the experience is often nauseating.

“It was the most disgusting taste I’ve ever experienced,” says Rachel Antenucci, a 22-year-old food science graduate student at Pennsylvania State University who was diagnosed as a supertaster this summer. Foods that turn her off include Starbucks dark roast coffee, radishes and most hard liquors, she says. But she loves ice cream and dark chocolate, unlike many supertasters who usually avoid such foods.

Scientists have identified some of the genes associated with tasting ability. For example, some two dozen genes are linked with different types of bitterness. One theory is that sensitivity to bitter flavor could have evolved as a protective mechanism against poisonous plants.

Taste buds on the tongue have receptors that tell us if a food is sweet or sour or some other taste. Recent research is finding that taste receptors are found all over the body, including in the gut, nose, and brain, says Danielle Reed, a member at Monell Chemical Senses Center in Philadelphia. It isn’t clear what role these receptors play in the body, but scientists suggest they might have a protective function, as they do in the mouth.

For example, a recent study by researchers at the University of Pennsylvania and the Monell Center showed that supertasters were better able to fend off bacterial sinus infections because of a particular bitter-taste receptor in their nose. The study, published last year in the Journal of Clinical Investigation, involved laboratory work with sinus tissue samples from 56 people.

“Even in the preliminary data we’ve generated…it looks like the ability to taste or not taste this [bitter compound] is going to be fairly instrumental in upper respiratory disease,” says Noam Cohen, an associate professor at the University of Pennsylvania and a surgeon at Philadelphia VA Medical Center, who co-authored the study with Dr. Reed.

Dr. Cohen says he is currently investigating the role of taste receptors found in the lungs. “We think the bitter receptors over time were developed to protect us against bacteria,” he says. “We may find them anywhere the body is working to protect us from bacteria.”

Supertasters may face some increased health risks because they often eat fewer dark-green vegetables, which can be bitter. A 2005 study in the journal Digestive Diseases and Sciences found that the risk for developing colon cancer—measured by number of polyps—was directly proportional to the ability to taste bitter, particularly PROP, the chemical compound similar to that found in cabbage. The study tested the association between PROP and the number of colonic polyps, a measure of colon cancer risk, in 251 men.

Beverly Tepper, a professor of food science at Rutgers University, in New Brunswick, N.J., found in a study that women who don’t taste PROP tend to be heavier than those who are supertasters. The 2011 study, published in the journal Appetite, found that among 14 nontasters and 18 supertasters—all lean, young women—the nontaster women consumed more calories in a buffet setting. In a similar study presented at a conference last year, 75 lean women ate buffet meals for several days in a lab. Women classified as medium tasters or nontasters consumed more calories, less protein and marginally more fat than the supertasters.

“Some people may be considered fussy eaters and to a certain extent…it reflects their genetics,” says Dr. Tepper.

Supertasters sometimes get intense pleasure from foods. Karen Manning, 58, of Cincinnati, didn’t know she was a supertaster. But when she worked in marketing for Jimmy Dean, the sausage and breakfast-sandwich maker, the food scientists were constantly asking her to participate in tastings. “You can taste things in products that nobody else can,” she recalls being told.

Ms. Manning, who now owns an advertising-and-consulting firm, says she can distinguish between different types of pepper burn—black versus red—and different seasonings. She dislikes really sweet or bitter foods and the slimy texture of fat on meat. And she’s learned to work around some tastes: She will roast Brussels sprouts, for example, and sprinkle sugar on them to make them palatable.

Scientists say research to identify more taste receptors and their associated genes could help dietitians tailor advice to different palates. “I think we’re close to the point where, instead of a dietitian saying, ‘Eat less fat, eat more fruits and vegetables,’ they could figure out what foods you do or don’t like with a survey or genetic test,” says John Hayes, a professor of food science at Penn State and lead author of a 2010 study showing supertasters’ preference for salt. “They could say, ‘You know, I want you to eat more fruits and vegetables but you’re going to find it hard to eat kale or Brussels sprouts. Maybe you should try sweet potatoes and squash instead.'”

SOURCE : finance.yahoo.com

รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่แบบใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้ดี

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคร้ายที่ทำให้การทำงานของอวัยวะดังกล่าวแปรปรวน เนื่องจากเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในลำไส้นั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ทางเดินลำไส้แคบลง จนผู้ป่วยมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง เกิดแก๊สในท้องทำให้ท้องขยายและแน่นขึ้น มีเลือดออกปนมากับอุจจาระเพราะการเสียดสีของก้อนอุจจาระกับเนื้อมะเร็ง อีกทั้งคลื่นไส้อาเจียน เหตุจากก้อนมะเร็งขยายขนาดจนเกิดการอุดตันของอุจจาระ เมื่อเป็นเช่นนี้อาหารที่ถูกย่อยแล้วและยังสะสมอยู่ที่ท้องก็ไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ ผู้ป่วยจึงต้องอาเจียนออกมา

ในทางการแพทย์แบ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่ออกเป็นระยะๆ ประกอบด้วย 0 คืออยู่ในระยะเริ่มต้น มะเร็งอยู่เฉพาะผิวของลำไส้, ระยะ 1 มะเร็งอยู่เฉพาะผนังลำไส้ ยังไม่แพร่ออกนอกลำไส้, ระยะ 2 มะเร็งแพร่ออกนอกลำไส้ แต่ยังแพร่ไม่ถึงต่อมน้ำเหลือง, ระยะ 3 มะเร็งแพร่ไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง แต่ยังไม่แพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ, ระยะ 4 มะเร็งแพร่ไปอวัยวะอื่นโดยมากไปยังตับและปอด, และ รีเคอร์เร้นท์ เป็นมะเร็งซ้ำหลังจากการรักษา

สำหรับการรักษา มีทั้งการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก การให้เคมีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่เหลือหลังผ่าตัด และการใช้รังสีรักษา ทว่าก่อนแพทย์ชี้ว่าควรใช้วิธีใดรักษา ต้องพิจารณาจากตำแหน่งและขนาดของเนื้อร้าย และที่สำคัญคือระยะของโรค

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยในระยะ 4 ที่มีการแพร่กระจายไปยังตับ มีหลายรายที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้เคมีบำบัด ทางเลือกในการรักษาจึงถูกจำกัดแคบลงไป มีผลถึงระยะเวลาการมีชีวิตรอดด้วย

ล่าสุด ศาสตราจารย์เจนส์ ริคเก ผู้อำนวยการแผนกรังสีวิทยาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยมักเดอเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เผยวิวัฒนาการทางการแพทย์ใหม่แกะกล่องว่า ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ในระยะดังกล่าว ซึ่งไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดและผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกไม่ได้ ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นานขึ้น หากได้รับการรักษาด้วยวิธีอุดเส้นเลือดด้วยรังสี SIR-Spheres เป็นการรักษาแบบใหม่ในโรคมะเร็งตับ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีแพร่กระจายไปยังตับ

วิธีคร่าวๆ เกี่ยวกับการอุดเส้นเลือดด้วยรังสี SIR-Spheres นี้ เป็นการบำบัดที่นำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (Selective Internal Radiation Therapy: SIRT) โดยใช้ไมโครสเฟียร์ (microspheres) หรืออนุภาคขนาดเล็กที่กักเก็บสารกัมมันตรังสี yttrium-90 (90Y) ให้แพทย์รังสีวิทยาฝังไมโครสเฟียร์เข้าไปในร่างกายตรงจุดที่เกิดมะเร็ง จากนั้นไมโครสเฟียร์จะแผ่รังสีไปที่มะเร็งโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อตับที่ดีที่ยังเหลืออยู่ ตลอดจนอุดเส้นเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงก่อนมะเร็ง เมื่อเส้นเลือดแดงถูกทำให้อุดตัน ก้อนมะเร็งก็จะขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดยผลข้างเคียงจากการรักษามีเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย-ปานกลาง แบบชั่วคราวและสามารถหายไปได้เอง

ทั้งนี้ ศ.ริคเก ยืนยันว่า การอุดเส้นเลือดเพื่อทำลายมะเร็งด้วยวิธีดังกล่าว ได้ผลในการยืดระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยจริง โดยเฉลี่ยยืดอายุออกไปเป็น 8.3 เดือน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มิได้เข้ารับการรักษาด้วยการอุดเส้นเลือดจากรังสีนี้ พวกเขาอยู่รอดไปได้เพียง 3.5 เดือนเท่านั้น

แม้วิธีการรักษาแบบที่ว่านี้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ขณะนี้ทางการแพทย์กำลังทดลองเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่า จะสามารถนำการรักษามะเร็งด้วยวิธีนี้ไปใช้รักษาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกเริ่มได้หรือไม่ หากเป็นไปได้ก็เท่ากับว่า คนเราจะมีวิธีการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับเพิ่มขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 8 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Sirtex Medical promotes colorectal cancer study results

By Cynthia E. Keen, AuntMinnieEurope.com staff writer
October 23, 2012

Australian company Sirtex Medical is promoting the outcomes of a clinical trial in which patients with inoperable metastatic colorectal cancer predominantly affecting the liver who received radioembolization with SIR-Spheres survived twice as long as patients who only received best supportive care alone.

The study, published in the October issue of Cardiovascular and Interventional Radiology, showed the median overall survival was 8.3 months following radioembolization treatment versus 3.5 months for patients who did not. The study compared the overall survival of 58 patients who were unsuitable for all other treatment options.

Twenty-nine patients received radioembolization treatment using SIR-Spheres (Y-90-labeled resin microspheres) performed at the Universitätsklinikum Magdeburg in Magdeburg, Germany. They were matched retrospectively for prior treatments and tumor burden with a contemporary cohort of more than 500 patients who received best supportive care from three hospitals in Germany to identify 29 consecutive patients with at least two of four specific matching criteria. In addition to Universitätsklinikum Magdeburg, participating hospitals included Klinikum Magdeburg and Universitätsmedizin Berlin.

Lead author Dr. Jens Ricke, a professor and director of radiology and nuclear medicine at Universitätsklinikum Magdeburg, and colleagues reported that of the patients who received radioembolization treatment, 41.4% of the patients had a partial response and 17.2% had stable disease. Progression-free survival was 5.5 months for this group compared with 2.1 months for patients who did not receive this treatment.

SIR-Spheres have received CE Mark approval for the treatment of unresectable liver tumors, and have also been approved for this use in Australia, New Zealand, Switzerland, and Turkey. In the U.S., they have received Food and Drug Administration clearance for the treatment of nonresectable metastatic liver tumors from primary colorectal cancer in combination with intrahepatic artery chemotherapy using floxuridine.

SOURCE: auntminnieeurope.com

.

———————————————————————————–

Study Demonstrates Radioembolization Using SIR-Spheres Significantly Improves Overall Survival for Patients With Inoperable Colorectal Cancer

AGDEBURG, Germany, October 21, 2012 /PRNewswire/ —

Survival of patients treated with SIR-Spheres more than double that of patients who received best supportive care, benefit rivals that found with new biological agents, authors note

The results of a matched-pair comparison of patients with metastatic colorectal cancer predominately affecting the liver, for whom all chemotherapy options had been exhausted, showed that the addition of radioembolization using SIR-Spheres significantly prolonged survival compared with best supportive care (BSC) alone.[1]

(Logo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20121019/568108 )

The study, published in October’s edition of Cardiovascular and Interventional Radiology, showed that median overall survival was more than doubled in patients receiving radioembolization plus BSC versus BSC alone: 8.3 months vs. 3.5 months (hazard ratio [HR] 0.26; 95% confidence interval 0.15-0.48; P<0.001).  A multivariate analysis confirmed that radioembolization was the only significant predictor for prolonged survival among all the baseline parameters investigated (HR 0.30; 95% CI 0.16-0.55; P<0.001).

“Radioembolization significantly prolonged overall survival compared with supportive care alone in a well-matched cohort of patients with extensive, liver-dominant chemotherapy refractory disease for whom there are limited treatment options,” said Prof. Jens Ricke, Director of Radiology and Nuclear Medicine at the University Hospital of Magdeburg, Germany, and senior author of the study.  “The evidence suggests that radioembolization should be considered as a treatment option for patients with liver-only or liver-dominant colorectal metastases who have failed or are intolerant of chemotherapy.”

About the Study

The study compared the overall survival of 58 patients with colorectal cancer metastases that were either limited to or predominately affected the liver, who were refractory to all recommended chemotherapy or had refused further chemotherapy, and were unsuitable for other treatment options such as surgical resection, local ablation or other forms of radiotherapy.  Twenty-nine patients received radioembolization using SIR-Spheres (90Y-labeled resin microspheres; Sirtex Medical Limited,Sydney, Australia) and were followed prospectively.  These patients were matched retrospectively for prior treatments and tumour burden with a contemporary cohort of >500 patients who received BSC from 3 centres in Germany to identify 29 consecutive patients with at least 2 of 4 specific matching criteria (the presence of synchronous or metachronous metastases, tumour burden, increased alkaline phosphatase, and/or carcinoembryonic antigen [CEA] >200 U/mL).  The primary endpoint of the study was overall survival.

Following radioembolization, 12 patients (41.4%) had a partial response and a further 5 (17.2%) had stable disease, giving a disease control rate of 58.6%.  The progression-free survival was 5.5 months in the radioembolization cohort compared to 2.1 months in those receiving BSC.  The adverse events following radioembolization were generally mild-to-moderate in nature, predominately transient, self-limiting and manageable.

“The results of this study are consistent with those from similar cohorts of chemotherapy-refractory patients with colorectal liver metastases treated using radioembolization,” said Dr Ricarda Seidensticker, consultant interventional radiologist and lead author of the study.  “This was the first comparative study of radioembolization to use overall survival as the primary endpoint, in an ethical design that avoided the crossover of patients to active therapy, which usually blunts the ability of trials to show a difference in survival.  These results also compare favourably with recent studies using new biological agents to treat metastatic colorectal cancer.  In one randomized controlled trial of cetuximab, for example, the median overall survival was 6.1 months versus 4.6 months with best supportive care. In a similar trial with panitumumab, median overall survival was 6.4 months versus similar survival with best supportive care followed by crossover to panitumumab at progression.”

Large international randomised controlled trials are currently evaluating the effectiveness of radioembolization using SIR-Spheres combined with first-line chemotherapy in the treatment of patients with colorectal cancer liver metastases compared to chemotherapy alone in order to assess whether this treatment should be used as an early intervention.

About Colorectal Cancer

In 2008, 153,000 people in the United States of Americans and 333,000 in the European Union were diagnosed with colorectal cancer.[2]  Around half of these patients will develop metastases that have spread from the original site of the disease, predominately to the liver.  Up to 90% of these patients ultimately die from liver failure due to the spread of the disease.  Radioembolization (also called Selective Internal Radiation Therapy or SIRT) is a novel approach to treating liver tumours using microspheres labelled with radioactive yttrium-90 (90Y).  The microspheres are implanted by interventional radiologists to selectively target the tumours with radiation while sparing the remaining healthy liver tissue.

The 3 centres involved in the study (and the numbers of control patients screened) were:

  • University Hospital of Magdeburg, Germany / Universitätsklinikum Magdeburg (n = 348);
  • Charité Campus, University Hospital of Berlin, Germany / Universitätsmedizin Berlin (n = 120);
  • Magdeburg Hospital, Germany / Klinikum Magdeburg (n = 86).

 

SIR-Spheres are approved for use in Australia, the European Union (CE Mark), New Zealand, Switzerland, Turkey and several other countries for the treatment of unresectable liver tumours.

SIR-Spheres are also fully FDA-approved and are indicated in the U.S. for the treatment of non-resectable metastatic liver tumours from primary colorectal cancer in combination with intra-hepatic artery chemotherapy using floxuridine.

References:

  1. Seidensticker R, Denecke T, Kraus P et al.  Matched-pair comparison of radioembolization plus best supportive care versus best supportive care alone for chemotherapy refractory liver-dominant colorectal metastases. Cardiovascular and Interventional Radiology 2012; 35(5): 1066-1073.
  2. International Agency for Research on Cancer.  GLOBOCAN 2008: Colorectal Cancer Incidence and Mortality Worldwide in 2008. http://globocan.iarc.fr/factsheets/cancers/colorectal.asp accessed 12/8/2011.

 

SOURCE University of Magdeburg

SOURCE: prnewswire.co.uk

ตรวจ-รักษาอย่างไร เมื่อเลือดออกทางเดินอาหาร

เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อย และเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด อาหาร การขับถ่าย โดยอาการเลือดออกที่ปรากฏนั้นสามารถบอกตำแหน่งของทางเดินอาหารที่มีเลือดออกได้ด้วย เรื่องนี้ นายแพทย์รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ขยายความกระจ่างไว้ในนิตยสารประจำโรงพยาบาลเวชธานีว่า

อาการเลือดออกในทางเดินอาหารขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดออก คือ เลือดออกที่ทางเดินอาหารส่วนต้น อาจทำให้อาเจียนเป็นเลือดหรือสีน้ำกาแฟ ส่วนใหญ่มักเกิดจากมีแผลในกระเพาะอาหาร รองลงมาอาจมีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หรือไม่ก็เส้นเลือดดำที่หลอดอาหารโป่งพองแตกออก แต่นอกจากอาการอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ยังอาจทำให้ถ่ายดำและเหลวเหมือนยางมะตอย กลิ่นเหม็นผิดปกติได้ด้วย

ถ้าหากมีเลือดออกบริเวณทางเดินอาหารส่วนล่างหรือลำไส้ใหญ่ จะทำให้ถ่ายท้องเป็นเลือดสีสดๆ ขณะที่คนไข้บางรายกลับไม่มีอาการดังกล่าวชัดเจน แต่มาพบแพทย์ด้วยอาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยง่าย อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนไข้ที่มีเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ มักเป็นผู้สูงวัยแล้วมักมีภาวะถุงลำไส้โป่งพอง ทำให้เลือดออกได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เป็นได้

การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะเริ่มพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย ถ้าเข้าข่ายเลือดออดจากทางเดินอาหารส่วนล่าง จะต้องทำการตรวจอุจจาระ ยิ่งถ้าคนไข้อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจอุจจาระเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องทางเดินอาหาร หากอยู่ในข่ายเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน จะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางปาก เพื่อเช็คหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น แต่ถ้าอาการบ่งบอกว่าเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่าง จะส่องกล้องเข้าไปทางทวารหนัก

ส่วนการรักษา หากพบรอยโรคมีแนวโน้มเลือดออกอีก แพทย์สามารถให้การรักษาทันทีผ่านการส่องกล้อง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา ใช้ความร้อนจี้ หรือใช้คลิปหนีบบริเวณที่อาจมีเลือดออก ขณะที่การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นวิธีสุดท้าย

ควรทำอย่างไร เพื่อลดโอกาสเสี่ยงมีเลือดออกในทางเดินอาหาร นพ.รัชวิชญ์ แนะไว้ 4 หลักสำคัญ
1. เริ่มจากอย่าซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เพราะยาเหล่านี้หากใช้ไม่เหมาะสม อาจทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
2. และหลักต่อมา แนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับการส่องกล้องตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
3. หลักที่สาม ควรดื่มน้ำให้ได้ 1-1.5 ลิตรต่อวัน ป้องกันท้องผูก ช่วยขับถ่ายอุจจาระง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงน้ำจากอุจจาระกลับเข้าสู่ร่างกาย เป็นเหตุให้อุจจาระแข็ง ถ่ายลำบาก
4. และหลักสุดท้าย กินอาหารกากใยสูง และฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกเช้า เคล็ดลับขับถ่ายทุกเช้าควรกินอาหารเช้าหรืออาหารรองท้องเล็กน้อย ก่อนเข้าห้องน้ำสัก 5-10 นาที จะเป็นตัวช่วยทำให้การบีบตัวของลำไส้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ขับถ่ายง่ายเป็นปกติ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กันยายน 2555

 

เลือดออกในทางเดินอาหาร

เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นภาวะที่พบบ่อย ต้นตอของอาการมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด อาหาร การขับถ่าย ที่สำคัญอาการเลือดออกในทางเดินอาหารอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายได้

นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี เผยถึงอาการของเลือดออกในทางเดินอาหารว่า มีอาการแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดออก ดังนี้

เลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้น อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือสีน้ำกาแฟ กลุ่มที่อาเจียนออกมาเป็นเลือด สาเหตุสำคัญที่พบบ่อยมักมาจากแผลในกระเพาะอาหาร รองลงมาคือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น และอาจพบว่าหลอดอาหารมีความผิดปกติ เช่น เส้นเลือดดำที่หลอดอาหารโป่งพองแตกออก จึงทำให้มีเลือดออกได้ ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจพบได้และบ่งบอกว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น ถ่ายดำ ลักษณะเหลวเหมือนยางมะตอย มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น

เลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง มีอาการถ่ายเป็นเลือดสดๆ หรืออาจไม่มีอาการชัดเจน แต่มาพบแพทย์ด้วยอาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยง่าย ซึ่งทางเดินอาหารส่วนล่างคือส่วนที่เป็นลำไส้ใหญ่ มักเกิดกับกลุ่มคนที่อายุมาก สาเหตุอาจมาจากภาวะของถุงลำไส้โป่งพอง ทำให้เกิดเลือดออกได้ง่าย และสิ่งที่อันตรายคืออาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การตรวจวินิจฉัย
– พิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย
– การตรวจอุจจาระ ทำในกรณีเลือดออก หรือสงสัยว่าอาจมีเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนล่าง ตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดออกในลำไส้จริงหรือไม่ ซึ่งการตรวจอุจจาระส่วนใหญ่จะแนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพื่อหาความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
– การส่องกล้องทางเดินอาหาร กรณีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน จะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางปาก สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น หากมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง จะส่องกล้องเข้าไปทางทวารหนัก ตรวจสอบลำไส้ใหญ่ เพื่อดูว่ามีรอยโรคที่ทำให้เลือดออกหรือไม่ ตรงจุดใด สามารถรักษาได้ทันทีหรือไม่

การรักษา
หากพบว่ารอยโรคมีแนวโน้มว่าจะทำให้เลือดออกอีก สามารถให้การรักษาได้ทันที ผ่านการส่องกล้อง ซึ่งมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับรอยโรคที่เป็น ถ้าเป็นแผลและมีลักษณะเป็นเส้นเลือด อาจเริ่มตั้งแต่ฉีดยา ใช้ความร้อนจี้ หรือใช้คลิปหนีบบริเวณที่อาจมีเลือดออกได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสส่องกล้องไม่สำเร็จมีได้บ้าง แต่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งก็มีทางเลือกอื่นคือใช้วิธีเอกซเรย์ดูตำแหน่ง เพื่อเข้าไปทำการอุดรอยที่ทำให้เลือดออก ส่วนการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้าย กรณีที่ให้การรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล และโรคเป็นรุนแรงมาก

ทำอย่างไรไม่ให้มีเลือดออกในลำไส้
1. การกินยาแก้ปวด เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อย่าซื้อยามากินเอง เพราะอาจส่งผลไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
2. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แนะนำให้ส่องกล้องมะเร็งลำไส้ใหญ่
3. ควรดื่มน้ำให้ได้ 1-1.5 ลิตรต่อวัน จะช่วยไม่ให้ท้องผูก ถ่ายอุจจาระได้ง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงน้ำจากอุจจาระกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อุจจาระแข็ง
4. กินอาหารที่มีกากใยสูง และฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกเช้า ควรกินอาหารเช้าหรืออาหารรองท้องเล็กน้อย ก่อนเข้าห้องน้ำสัก 5-10 นาที จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้การบีบตัวของลำไส้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายและเป็นปกติ

นพ.รัชวิชญ์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักกับการตรวจทางเดินอาหาร โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งแพทย์แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้รู้ทันแต่เนิ่นๆ เมื่อมีอาการผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้เท่าทันได้ว่า มีอาการผิดปกติกับทางเดินอาหารหรือไม่ นั่นคือการสังเกตสีของอุจจาระ สีอึบอกสุขภาพ

สีเหลืองอมเขียว ผู้มีสุขภาพปกติส่วนใหญ่ควรเป็นสีนี้ ซึ่งเป็นสีของกากอาหารและน้ำดี อย่างไรก็ตาม สีของอุจจาระ ก็อาจจะเปลี่ยนไปตามอาหารที่กินเข้าไปได้เช่นกัน เช่น หากกินอะไรที่มีสีดำ เช่น โคล่า เป๊ปซี่ หรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ รวมถึงเลือดสัตว์ที่อยู่ในเนื้อสัตว์ มักจะส่งผลให้สีของอุจจาระคล้ำขึ้นได้เช่นกัน

สีเขียวกว่าปกติ สันนิษฐานได้ว่าอาจมีภาวะท้องเสีย เมื่อท้องเสียลำไส้จะบีบตัวมากกว่าปกติ อาหารจะไหลลงสู่ลำไส้ใหญ่เร็ว น้ำดีผลิตไม่ทัน อาหารเหล่านั้นไหลเร็วกว่าน้ำดี ทำให้การย่อยไม่สมบูรณ์ อาหารจำพวกไฟเบอร์ เส้นใย ที่ไหลผ่านลำไส้อย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านการย่อยจากน้ำดี จะทำให้อุจจาระมีสีเขียวกว่าปกติ

สีดำ เหลว คล้ายยางมะตอย และมีกลิ่นคาว สันนิษฐานได้ว่าอาจมีแผลในกระเพาะอาหารส่วนต้น และอาจพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและมีภาวะเลือดออกที่กระเพาะอาหาร รวมถึงผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารก็มีโอกาสที่จะถ่ายออกมาเป็นอุจจาระในลักษณะนี้ได้  สีดำของอุจจาระประเภทนี้มักเกิดจากมีเลือดออกและถูกย่อยก่อนที่จะถ่ายออกมา ทำให้มีสีดำ

สีดำแดง สันนิษฐานว่ามีบาดแผล หรือมีเลือดออกที่บริเวณทางเดินอาหารส่วนล่าง เลือดจึงยังไม่ถูกย่อยและมีสีแดงปนมาในอุจจาระ

สีซีด เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดี มักพบในผู้ที่เป็นมะเร็งตับอ่อน หรือมะเร็งท่อน้ำดี วิธีสังเกตความซีดคือต้องซีดจนสีคล้ายสีของ “เผือก”.

 

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 20 มิถุนายน 2555

กินปลาประจำลดเสี่ยงมะเร็ง 2 ชนิด

ข่าวดีสำหรับคนชอบกินปลา ข้อมูลหลายประเทศพบ หากกินเป็นประจำช่วยลดเสี่ยงป่วยด้วยโรคมะเร็ง

หลายคนชอบกินปลาเพราะย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ โดยล่าสุดยังมีผลวิจัยออกมาสนับสนุนให้กินปลา เนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้

ทาง จี เหลียง ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารจากซีอานในประเทศจีน เผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก 41 ประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เกี่ยวกับการวัดปริมาณการกินปลาและการติดตามโรคมะเร็ง พบว่า การกินปลาเป็นประจำ โดยภาพรวมช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งทวารหนัก ได้ร้อยละ 12 แต่คนที่เน้นกินปลาเยอะกว่าเนื้อสัตว์อื่น พบว่า มีส่วนช่วยลดการเกิดมะเร็งทวารหนักได้ร้อยละ 21 ส่วนมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดได้ร้อยละ 4

แต่ทั้งนี้ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย อย่าง อายุ, พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์, ปริมาณการกินเนื้อสัตว์เนื้อแดง, และประวัติการป่วยมะเร็งของคนในครอบครัว

ด้านศาสตราจารย์ไมเคิล กอชฟิลด์ จากโรงเรียนแพทย์นิวเจอร์ซีย์ โรเบิร์ต วูด จอห์นสัน มีความเห็นเช่นเดียวกัน แถมระบุเพิ่มว่า คนที่นานๆ จะกินปลาสักครั้ง ยังเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของคุณเหลียงจากแดนมังกรนี้ เป็นการวิจัยเบื้องต้นจากการกินเนื้อปลา ที่มิใช่ปลาแปรรูป น้ำมันปลา หรืออาหารเสริมจากปลา ทั้งยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดว่า ต้องกินปลาชนิดใดเป็นพิเศษหรือไม่ และปลาลดความเสี่ยงมะเร็งดังกล่าวได้เพราะเหตุใด แต่ข้อสงสัยสำคัญนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาต่อไปอีก

ถึงตอนนี้จะส่งเสริมให้กินปลา แต่วิธีปรุงอาหารก็ไม่ควรทำให้ผ่านความร้อนนาน หรืออุณหภูมิสูง เช่น ปิ้ง ย่าง เผา เพราะเชื่อว่าวิธีดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงป่วยมะเร็งได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 พฤษภาคม 2555