‘กินยาคุมนานๆ’ เสี่ยงมะเร็งเต้านมจริงหรือ ?

thairath150130การกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันนานๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้จริง แต่มีผลน้อยมาก โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นในรายที่เริ่มใช้ตั้งแต่วัยรุ่น แต่จะลดลงเรื่อยๆ หลังหยุดกินยา และจะมีความเสี่ยงเท่ากับคนปกติเมื่อหยุดกินยานานกว่า 10 ปี

สำหรับผู้ที่กินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำ ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบก้อนเนื้อหรือถุงน้ำควรรีบปรึกษาแพทย์ หากเป็นถุงน้ำหรือเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็ง ก็ยังสามารถใช้ยาเม็ดคุม กำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนต่ำได้ แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

นอกจากประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดแล้ว ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง ได้แก่ ลดอาการปวดประจำเดือน ลดปริมาณประจำเดือน ลดอาการก่อนมีรอบเดือน และทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ บางชนิดยังช่วยต้านสิวฝ้าได้ด้วย นอกจากนี้ เมื่อหยุดยาคุมแล้ว เดือนต่อไปก็มีโอกาสตั้งครรภ์เท่ากับคนปกติ ไม่ต้องรอยาหมดฤทธิ์แบบยาฉีด

แพทย์หญิงอาบอรุณ เลิศขจรสุข
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 30 มกราคม 2558

รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

วิปัสสนาได้กุศลส่ง คนไข้มะเร็งเต้านม

thairath141010_02ผู้อำนวยการวิจัยแผนกวิทยาสังคม ของศูนย์โรคมะเร็งทอม เบเกอร์ เปิดเผยว่า ผู้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งเต้านม ที่นั่งกรรมฐาน จะได้รับกุศลผลบุญสนองกับตนเอง

คณะนักวิจัยได้พบว่า เทโลเมียร์ อันเป็นส่วนปลายของโครโมโซมของคนเหล่านี้ จะยังคงรักษาความยาวไว้ได้ ส่วนปลายนี้มีผลต่อการกำหนดอายุขัยของเซลล์

ผู้อำนวยการลินดา อี. คาร์ลสัน กล่าวว่า “เรารู้ว่าการนั่งสมาธิอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ไม่แต่เพียงทางกายเท่านั้น หากยังพบหลักฐานเป็นครั้งแรกว่า ยังมีอิทธิพลอย่างสำคัญทางด้านชีววิทยาด้วย”

เขาได้ให้ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่ง ฝึกนั่งวิปัสสนา ครั้งละ 90 นาที เป็นเวลา 2 เดือน และแนะนำให้ไปปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน วันละ 45 นาทีอีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 10 พฤศจิกายน 2557

 

Related article:

Meditation, support groups: Clear new evidence for mind-body connection demonstrated in study, researchers show

Date: November 3, 2014
Source: Alberta Health Services
Summary: For the first time, researchers have shown that practicing mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.
For  the first time, researchers have shown that practising mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.

A group working out of Alberta Health Services’ Tom Baker Cancer Centre and the University of Calgary Department of Oncology has demonstrated that telomeres — protein complexes at the end of chromosomes — maintain their length in breast cancer survivors who practise meditation or are involved in support groups, while they shorten in a comparison group without any intervention.

Although the disease-regulating properties of telomeres aren’t fully understood, shortened telomeres are associated with several disease states, as well as cell aging, while longer telomeres are thought to be protective against disease.

“We already know that psychosocial interventions like mindfulness meditation will help you feel better mentally, but now for the first time we have evidence that they can also influence key aspects of your biology,” says Dr. Linda E. Carlson, PhD, principal investigator and director of research in the Psychosocial Resources Department at the Tom Baker Cancer Centre.

“It was surprising that we could see any difference in telomere length at all over the three-month period studied,” says Dr. Carlson, who is also a U of C professor in the Faculty of Arts and the Cumming School of Medicine, and a member of the Southern Alberta Cancer Institute. “Further research is needed to better quantify these potential health benefits, but this is an exciting discovery that provides encouraging news.”

The study was published online in the journal Cancer.

A total of 88 breast cancer survivors who had completed their treatments for at least three months were involved for the duration of the study. The average age was 55 and most participants had ended treatment two years prior. To be eligible, they also had to be experiencing significant levels of emotional distress.

In the Mindfulness-Based Cancer Recovery group, participants attended eight weekly, 90-minute group sessions that provided instruction on mindfulness meditation and gentle Hatha yoga, with the goal of cultivating non-judgmental awareness of the present moment. Participants were also asked to practise meditation and yoga at home for 45 minutes daily.

In the Supportive Expressive Therapy group, participants met for 90 minutes weekly for 12 weeks and were encouraged to talk openly about their concerns and their feelings. The objectives were to build mutual support and to guide women in expressing a wide range of both difficult and positive emotions, rather than suppressing or repressing them.

The participants randomly placed in the control group attended one, six-hour stress management seminar.

All study participants had their blood analysed and telomere length measured before and after the interventions.

Scientists have shown a short-term effect of these interventions on telomere length compared to a control group, but it’s not known if the effects are lasting. Dr. Carlson says another avenue for further research is to see if the psychosocial interventions have a positive impact beyond the three months of the study period.

Allison McPherson was first diagnosed with breast cancer in 2008. When she joined the study, she was placed in the mindfulness-based cancer recovery group. Today, she says that experience has been life-changing.

“I was skeptical at first and thought it was a bunch of hocus-pocus,” says McPherson, who underwent a full year of chemotherapy and numerous surgeries. “But I now practise mindfulness throughout the day and it’s reminded me to become less reactive and kinder toward myself and others.”

Study participant Deanne David was also placed in the mindfulness group.

“Being part of this made a huge difference to me,” she says. “I think people involved in their own cancer journey would benefit from learning more about mindfulness and connecting with others who are going through the same things.”

Story Source:

The above story is based on materials provided by Alberta Health Services. Note: Materials may be edited for content and length.

Journal Reference:

  1. Linda E. Carlson, Tara L. Beattie, Janine Giese-Davis, Peter Faris, Rie Tamagawa, Laura J. Fick, Erin S. Degelman, Michael Speca. Mindfulness-based cancer recovery and supportive-expressive therapy maintain telomere length relative to controls in distressed breast cancer survivors. Cancer, 2014; DOI:10.1002/cncr.29063

SOURCE : www.sciencedaily.com

การใช้ ‘ออนโคเทอร์เมีย’ รักษามะเร็ง

dailynews141012_01สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนานวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยวิธีใช้ความร้อนด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมียเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เสริมประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย พบว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชาย และมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิใบไม้ในตับ สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้จะทำได้โดยการผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยมะเร็งตับที่สามารถทำการผ่าตัดได้เพียง 10 – 15% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การฉีดยาเคมีบำบัดร่วมกับการอุดเส้น เลือดแดงที่จะไปเลี้ยงมะเร็ง ซึ่งยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากมีจำนวนมะเร็งหลายก้อน มีการอุดตันของเส้นเลือดดำใหญ่ที่ไปเลี้ยงตับจากมะเร็ง หรือ มีเนื้อตับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสตับวายจากการรักษาได้ หรือมะเร็งมีการกระจายออกนอกตับ การรักษาที่เหลือจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถอยู่ได้อีกประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น

สำหรับมะเร็งเต้านม แม้ว่าการรักษามะเร็งในระยะต้นจะได้ผลดี โดยมีอัตราการมีชีวิตรอดอยู่ที่ 5 ปี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สูงถึงเกือบ 100 % แต่อัตราการอยู่รอดจะลดลงเหลือเพียง 30-50% เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 3 และ 4 ดังนั้นเพื่อเพิ่มสัดส่วน และยกระดับผลการรักษาให้ดีขึ้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงมีนโยบายอยู่ 2 ด้าน คือ ทำการส่งเสริมสุขภาพ และมีการตรวจคัดกรองเพื่อเพิ่มสัดส่วนของผู้ป่วยในระยะแรกให้มากขึ้น และสนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัย พัฒนานวัตกรรมการรักษาพยาบาลวิธีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดในผู้ป่วย มองหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานที่มีข้อจำกัดอยู่ในปัจจุบัน และทำการประเมินประสิทธิผลของกระบวนการรักษาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการทำการวิจัยในครั้งนี้

ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใช้ความร้อนเพื่อเป็นการรักษาทางเลือก หรือร่วมรักษาในโรคมะเร็ง ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

1.การใช้ความร้อนระดับต่ำ อยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส เป็นวิธีที่ทำให้เกิดความร้อนทั้งตัว โดยคาดหวังว่าความร้อนนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถต่อสู้กับมะเร็งได้

2.การใช้ความร้อนระดับปานกลาง โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 42-43 องศาเซลเซียส เฉพาะที่กับตัวมะเร็ง โดยคาดหวังว่าจะทำให้เกิดกระบวนการตายของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ เครื่องออนโคเทอร์เมีย

3.การใช้ความร้อนระดับสูง ประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส ซึ่งการใช้ความร้อนระดับนี้จำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการทำลายเซลล์มะเร็งไปยังตำแหน่งเฉพาะที่ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ เช่น เครื่องไฮฟู

วิธีการรักษาแต่ละวิธี จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เช่น วิธีที่ 1 อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เหมือนภาวะฮีทสโตรก เช่นเดียวกับเวลาที่ตากแดดนาน ๆ และอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่มีสุขภาพอ่อนแอ ดังนั้นวิธีที่ 2 และ 3 จึงได้รับความนิยมมากกว่าวิธีที่ 1

เครื่องออนโคเทอร์เมียให้ความร้อนระดับปานกลางมีการนำมาใช้งานจำนวนมากในต่างประเทศ ทั้งประเทศในแถบทวีปยุโรป และเอเชีย แต่สำหรับในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย มีการนำมาใช้ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นแห่งแรก โดยได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชน ตั้งแต่ปี 2555 และเนื่องจากการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งโดยการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียในประเทศไทย ยังไม่เคยมีการทำการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบมาก่อน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบนโยบายให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติทำการศึกษา วิจัย การทำงานของเครื่องนี้ เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และหากผลการศึกษาพบว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ได้ผลดี และมีความคุ้มค่าเพียงพอ ประกอบกับเครื่องมือนี้มีราคาไม่แพงมากนัก กรมการแพทย์จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมีเครื่องออนโคเทอร์เมียไว้ใช้เพื่อให้บริการผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต

ขณะที่ นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ทีมวิจัยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555 โดยออกแบบงานวิจัยเป็น 2 โครงการย่อยเพื่อเปรียบเทียบผลการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย คือ
1. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบอัตราการยุบของก้อนมะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย ร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด จำนวน 30 ราย
2. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบเวลาการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยมะเร็งตับระยะท้าย ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมีย เทียบกับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ให้การรักษาแบบประคับประคอง จำนวน 22 ราย

ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า อายุเฉลี่ย ชนิดของมะเร็งขนาดก้อนมะเร็งก่อนการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ 22% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ในกลุ่มทดลองที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียร่วมรักษา มีการตอบสนองจนก้อนมะเร็งยุบหายหมด ในขณะที่ไม่มีผู้ป่วยรายใดในกลุ่มการรักษาแบบปกติ ที่มะเร็งยุบหมด ส่วนมะเร็งตับระยะสุดท้าย พบว่า 25% ของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองมีการตอบสนองต่อการรักษา ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา 15.3 เดือน ส่วนระยะเวลาการอยู่รอดของผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอยู่ที่ 2.7 เดือน เทียบกับกลุ่มควบคุม 2.2 เดือน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม การทดลองไม่พบผู้ป่วยรายใดมีผลแทรกซ้อนจากการรักษาเพิ่มเติม ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียรักษามะเร็งด้วยความร้อน มีศักยภาพที่จะใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมร่วมกับยาเคมีบำบัด และอาจใช้เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2557

เนื้อแดงอันตราย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

posttoday140628_02คงต้องฝากเตือนถึงผู้รักเนื้อแดง โดยเฉพาะสาวๆ สักเล็กน้อยว่าอาจตกเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อ “มะเร็งเต้านม” ในอนาคตได้หากสวาปามเนื้อแดงมากเกินไป

เพราะแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีผลวิจัยยืนยันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เนื้อแดงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการกลายเป็นมะเร็งเต้านม แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐ ได้แนะนำให้สาวๆ หันมารับประทานถั่ว เนื้อสัตว์ปีก

ทั้งนี้ ศ.ทิม คีย์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด อังกฤษ ระบุว่า ถึงจะพบความเชื่อมโยงระหว่างการรับประทานเนื้อแดงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมที่น้อยมาก แต่ผู้หญิงก็ควรลดความเสี่ยงด้วยการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้าน ศ.วาเลอรี บีเลอ ผู้อำนวยการด้านการระบาดของโรคมะเร็งจากออกซฟอร์ด เผยอีกว่า ผลวิจัยจำนวนมากพบคนที่มักป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจะเกิดขึ้นกับคนที่ชอบอดอาหารบ่อยๆ

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยง สาวๆ ทั้งหลายอย่าลืมดูแลสุขภาพและรับประทานของที่มีประโยชน์

ที่มา : โพสต์ทูเดย์  28 มิถุนายน 2557

 

มะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ถ่ายทอดในสายเลือด

dailynew140601_1เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงได้ยินข่าวครึกโครมว่า ดาราสาวชื่อดังในฮอลลีวูด“แองเจลินา โจลี” ได้ทำการผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้ง 2 ข้าง ในช่วงอายุไม่ถึง 40 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอได้ไปตรวจยีนมะเร็งเต้านม ชื่อBRCA1 และผลเป็นบวก ทำให้โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิตนี้สูงถึง 87% และเธอตั้งปณิธานว่า อีกไม่นานนี้ เธอจะผ่าตัดรังไข่ทิ้ง เนื่องจากยีนที่ผิดปกติดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่ ชนิดที่มีความรุนแรงสูง ได้อีก 50% ในตลอดชีวิตนี้

หลายท่านได้ยินเรื่องราวนี้ ต่างตระหนกกันมากว่า คนที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมไปสู่ลูกหลานได้เป็นศูนย์จริงหรือ และจำเป็นต้องตรวจยีน และผ่าตัดเต้านมและรังไข่ทิ้งจริงหรือ เราจะมาไขข้อข้องใจกันครับ

มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ จัดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรี โรคมะเร็งทุกโรคจัดว่ามีความผิดปกติในระดับยีนในเซลล์ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ยีนผิดปกติเหล่านั้นสามารถถ่ายทอดทางสายเลือดจากแม่ไปสู่ลูก ในกรณีของมะเร็งเต้านมและรังไข่ ก็มีเพียง 5-8%

เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นมะเร็งดังกล่าว เราไม่สามารถทราบได้ว่า ใครจัดเป็นกลุ่มที่มีโอกาสถ่ายทอดยีนทางสายเลือดได้ เนื่องจากมะเร็งสตรีดังกล่าว มีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลัก เช่น การได้รับฮอร์โมนเพศหญิงจากรูปของยาคุมกำเนิด ความอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์และยังมีปัจจัยที่อาจไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่นการรับสารพิษ สารเคมี เป็นต้น นอกจากนั้นความเสื่อมตามวัยก็เป็นปัจจัยที่ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นไปได้ ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นเพียงปัจจัย

หนึ่ง ที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้เร็วขึ้น ดังนั้น จึงมีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ครอบครัวใดก็ตามที่มีผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม หรือรังไข่ ญาติสายตรง ได้แก่ บุตรสาว น้องสาว พี่สาว จำเป็นต้องรับทราบโอกาสที่ตนเองอาจจะได้รับการ

ถ่ายทอดทางพันธุกรรมของมะเร็งนั้น เพราะไม่มีใครทำนายได้ว่า เราจะตกอยู่ในกลุ่ม 5-8%นั้นหรือไม่ การคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยการทำแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านม จึงมีประโยชน์มาก ที่จะค้นหาโรคก่อนที่จะเกิด

อาการ และรับการรักษาได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องสูญเสียเวลา และคุณภาพชีวิต ในการไปผ่าตัดใหญ่ ฉายแสง หรือรับเคมีบำบัด ส่วนมะเร็งรังไข่ก็รับการคัดกรองด้วยการตรวจภายในประจำปีโดยสตินรีแพทย์ เช่นกัน

เพราะฉะนั้น วิธีดูคร่าว ๆ หญิงคนใดมีโอกาสที่จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ที่ถ่ายทอดทางยีนมาในสายเลือด เพียงแค่ดูจากประวัติคนที่เป็นโรคในครอบครัวคร่าว ๆ โดยการวาดแผนภูมิครอบครัวก็พอจะบอกได้

จากรูปที่ให้มา คือลักษณะของแผนภูมิครอบครัว หรือเรียกเป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะว่าพงศาวลี (pedigree) สี่เหลี่ยมคือผู้ชาย วงกลมคือผู้หญิง สีดำคือเป็นโรค ขีดคาดคือเสียชีวิตแล้ว ลูกศรคือคนที่มารับคำปรึกษา ดังนั้น ใน

กรณีรูปนี้ หญิงที่มารับคำปรึกษา สมมุติว่าอายุ30 ปี ตนเองไม่เคยมีอาการใด ๆ แต่มีมารดายาย ป้า น้าสาว ลูกสาวของป้า ล้วนแต่เป็นมะเร็งเต้านมกันหมด เพียงเท่านี้ก็ประเมินเบื้องต้นได้ว่า ครอบครัวนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการถ่ายทอดของยีนมะเร็งจากรุ่นสู่รุ่น ก็คืออาจจะตกอยู่ในกลุ่ม 5-8% กลุ่มนั้นนั่นเอง ซึ่งกลุ่มนี้ควรมาพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยละเอียด ซึ่งกลุ่มต้องสงสัยประกอบไปด้วยมีคนเป็นมะเร็งเต้านม รังไข่ หรือมะเร็งที่อาจเกี่ยวข้องในกลุ่มยีนเดียวกัน เช่น มะเร็งตับอ่อน หรือมะเร็งต่อมลูกหมากในญาติฝ่ายชาย โดยเมื่อซักย้อนขึ้นไป 3 รุ่น มีคนเป็นทุกรุ่น และถ้ามีคนที่เป็นมะเร็งดังกล่าวอายุน้อยกว่าปกติ เช่น ช่วงอายุ 18-40 ปี มีผู้ชายเป็นมะเร็ง หรือมีคนเป็นมะเร็งกลุ่มดังกล่าวหลายมะเร็งในคนเดียวกัน ยิ่งต้องสงสัยความเสี่ยงสูงที่จะถ่ายทอดมะเร็งทางสายเลือดมากขึ้นไปอีก ญาติผู้หญิงสายตรงของคนกลุ่มนี้ยิ่งต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อที่จะคัดกรอง

มะเร็งตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และจะไม่รอไปจนถึงอายุ 40 ปี เหมือนผู้หญิงทั่วไป ในบางครอบครัวที่มีความรุนแรงสูงมาก อาจต้องคัดกรองกันตั้งแต่อายุ 18 ปีด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าต้องสงสัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะรับการถ่ายทอดยีน ก็จะมีคำถามว่า จะต้องมาตัดเต้านมทิ้งเหมือนดาราสาวโจลีหรือไม่ คำตอบก็คือ “ไม่” ความเสี่ยงสูงแค่ไหน ก็ยังไม่เกิดโรค จนกว่าจะมีการพิสูจน์ระดับยีน ซึ่งยีนที่ทราบว่า ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ในปัจจุบัน ได้แก่ ยีน BRCA1 และ BRCA2การตรวจสามารถกระทำได้ด้วยการเจาะเลือด และดึงสายดีเอ็นเอออกจากเม็ดเลือดขาว เพื่อไปทำการถอดรหัสพันธุกรรม แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ถึงระดับครึ่งแสนบาท คนที่จะรับการตรวจ ก็ต้องมีความเสี่ยงสูงจริง ๆไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่เป็นมะเร็งจะต้องไปตรวจหมด การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และรับคำปรึกษาแนะนำทางพันธุกรรมที่ถูกต้อง จึงจำเป็นที่สุดครับ

ทีนี้ ถ้าตรวจมาแล้ว มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนในระดับยีนแบบโจลี จะทำอย่างไร การมียีนผิดปกติไม่ได้บอกว่าคุณผู้หญิงผู้นั้นจะต้องเป็นมะเร็ง 100% เพียงแต่ว่าความเสี่ยงในช่วงชีวิตนี้ก็จะสูงขึ้นมาก และไม่สามารถบอกได้ว่า

จะเกิดเมื่อไหร่ วิธีการดูแลก็มี 2 อย่าง

1. ตรวจคัดกรองเต้านม รังไข่ ทุก 6เดือน และกำจัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง ได้แก่ไม่รับฮอร์โมน ลดความอ้วน ไม่ดื่มเหล้า

2. จะตัดเต้านมและรังไข่ทิ้ง เพื่อป้องกันการเกิดเป็นโรคในอนาคต อย่างที่โจลีทำก็ได้ เพียงแต่คนที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องมีหลักฐานระดับยีนสนับสนุนเท่านั้น

สรุปคือ ไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ทุกคนจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่ทุกคนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะต้องตรวจยีน และไม่ใช่ทุกคนที่ตรวจยีนจะต้องตัดเต้านมทิ้ง เพียงแต่ว่าไม่มีใครทราบเองหรอกครับว่าเราเป็นกลุ่มไหน การปรึกษาแแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู อายุรแพทย์

และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาโมเลกุล

การแพทย์ / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2557

นวัตกรรมรักษามะเร็งเต้านมชนิด “เฮอร์ทู” ช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้นานขึ้น

dailynew140504_02_1โรคมะเร็งเต้านม นับเป็นมหันตภัยร้ายแรงสำหรับผู้หญิงทั่วโลก โดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลกพบว่าทุก 1 ใน 8 คนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ จากสถิติทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมประมาณ 6,255,000 คน และทุก 1 นาทีมีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 คน ดังนั้นถ้า 1 ชั่วโมงก็เสียชีวิตถึง 60 คน สำหรับสถิติในประเทศ ไทยใน 1วัน พบผู้ป่วย 37 คน และเสียชีวิตวันละ 14 คน เฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงเสียชีวิต 1 คน จึงถือเป็นภัยเงียบของผู้หญิงที่น่ากลัวมาก

dailynew140504_02_4

รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเต้านม หน่วยมะเร็ง วิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า สาเหตุของโรคมะเร็งนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าพันธุกรรมมีส่วนสำคัญ พบว่าคนที่มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงคนกว่าทั่วไปและควรได้รับการตรวจมะเร็งเต้านมทุกปี ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ และการใช้ฮอร์โมนเสริม เป็นต้น

มะเร็งเต้านมที่ตรวจพบโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ คือ สายพันธุ์ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุด สายพันธุ์เฮอร์ทู (HER2) พบได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้า

นมทั้งหมด และชนิดไตรโลปะที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน พบได้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งทั้งหมด อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมและได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว ยังคงมีโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมได้อีก

จากหลักฐานที่มีพบว่าการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมเกี่ยวข้องกับยีนบางอย่างในร่างกาย หรือสาเหตุบางประการ เช่น การหลงเหลือของเซลล์มะเร็งต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ในร่างกาย รวมถึงการดื้อยาที่แพทย์สั่ง การได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ล่าช้า และภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ โดยการกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำหลังจากรักษา มีระยะเวลาเฝ้าระวังประมาณ 12 ปี มี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือการเป็นซ้ำในบริเวณเดิมและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นการกำเริบเฉพาะที่ ส่วนการกำเริบในต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ เรียกว่า การกำเริบบริเวณใกล้เคียง และถ้ามีการกำเริบในบริเวณอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายจะเรียกว่า การกำเริบแบบมีการแพร่กระจาย

dailynew140504_02_2

การรักษามะเร็งกำเริบเฉพาะที่แม้ว่าจะทำได้ยากกว่าการรักษาครั้งแรกแต่ก็ไม่จัดเป็นมะเร็งระยะแพร่กระจาย ซึ่งการรักษาระยะนี้มักหวังผลเพื่อยืดชีวิตผู้ป่วย รักษาคุณภาพชีวิตและบำบัดอาการของโรคเป็นหลัก ปัจจุบันการรักษามะเร็งเต้านมในระยะแพร่กระจายให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องตรวจคัดเลือกผู้ป่วยเพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งยาที่ได้รับจะสามารถต่อต้านเซลล์มะเร็งได้อย่างเจาะจงที่เรียกว่ารักษาตามเป้าหมายที่ช่วยเสริมประสิทธิ ภาพให้การรักษา ลดผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย

มะเร็งเต้านมสายพันธุ์เฮอร์ทูเป็นมะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์เพิ่มปริมาณของยีนก่อมะเร็งเฮอร์ทูและมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วหากรักษาไม่ถูกต้องตรงตามกลไกการเกิดโรคอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสายพันธุ์เฮอร์ทูในระยะแพร่กระจายนั้นการรักษามาตรฐานทั่วไป อันดับแรกนั้นมักใช้ยาฉีดกลุ่มยาต้านเฮอร์ทูควบคู่ยาเคมีบำบัด ซึ่งพบว่ามากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่รักษามาตรฐานนี้ยังคงมีการพัฒนาของโรครุนแรงมากขึ้นในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากการดื้อยา

dailynew140504_02_3

ล่าสุดนักวิจัยได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่เป็นยาฉีดเพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมสายพันธุ์เฮอร์ทูที่นำมาใช้ร่วมกับยาต้านเฮอร์ทูตัวเดิมและยาเคมีบำบัดเพื่อป้องกันการดื้อยา โดยยาตัวใหม่นี้มีประสิทธิภาพยับยั้งและขัดขวางการรวมตัวกันของโปรตีนเออร์ทูกับโปรตีนเฮอร์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการดื้อยาตัวเดิม ช่วยลดการลุกลามของโรคและช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วย

ปัจจุบันยาต้านเฮอร์ทูรุ่นใหม่นี้ผ่านการรับรองจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สวิต เซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ รวมกว่า 40 ประเทศ สำหรับประเทศไทยได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงนับเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ที่นำนวัตกรรมล่าสุดในการใช้รักษามะเร็งเต้านมเข้ามาใช้เพื่อความหวังใหม่และกำลังใจของผู้ป่วยระยะแพร่กระจายหรือระยะสุดท้ายให้มีชีวิตอยู่เพื่อครอบครัวและคนที่รักได้ยาว นานยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้าช่วยผู้ป่วยมะเร็งเต้านมให้มีชีวิตยืนยาวมากขึ้นก็ตาม การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองตลอดจนกำลังใจจากคนใกล้ชิดก็ยังมีส่วนสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ควรมาพบแพทย์ตามนัดและรับประทานยาตามแพทย์สั่ง รักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง เพื่อการได้อยู่กับคนที่รักให้นานที่สุด.

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

มะเร็งภัยใกล้ตัวสตรี

bangkokbiznews140508_01เกิดเป็นผู้หญิง แท้จริงแสนลำบาก ยิ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับภายในของผู้หญิงแล้วยิ่งลำบากเป็นทวีคูณ แต่ถ้าได้ข้อมูลและได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางก็สามารถช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง หากรู้ก่อน รักษาเร็ว โอกาสกลับมาเป็นปกติก็มีมาก

พญ.ศิริมาศ อิงคนารถ แพทย์เฉพาะทางสูติ-นรีเวชวิทยา และอนุสาขามะเร็งนรีเวชวิทยา โรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพผู้หญิงนั้นมีลักษณะเฉพาะและเริ่มปรากฎให้เห็นตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดให้บริการดูแลสุขภาพสตรีอย่างครบวงจร โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวช เป็นสาขาการบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย หรือปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง และให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสุภาพสตรี

ซึ่งในปัจจุบันมีผู้หญิงที่เข้ามารักษาด้วยโรคเฉพาะสตรีที่ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดประจำเดือน ภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ปรึกษาและดูแลการตั้งครรภ์ การทำคลอด ภาวะมีบุตรยาก วัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และโรคทั่วไปทางสูติ-นรีเวช รวมไปถึงการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจหามะเร็งในผู้หญิงระยะแรกเริ่มอีกด้วย

หากกล่าวถึงมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนมากมาย มะเร็งเต้านมในผู้หญิง ยังคงมาเป็นอันดับ 1 แต่ถ้าจะดูเฉพาะเจาะจงมะเร็งที่เป็นในอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิงแล้ว พญ.ศิริมาศ บอกว่า “มะเร็งปากมดลูกยังคงมาเป็นอันดับ 1 แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากมีการรณรงค์ให้ความรู้ มีการตรวจคัดกรองเพื่อหารอยโรค ก่อนที่จะลุกลามไปเป็นมะเร็ง และในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย

ส่วนอันดับสองเป็นมะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นภัยเงียบที่อยู่ในตัวผู้หญิง เพราะกว่ามะเร็งจะแสดงอาการก็มักจะเกินกว่าการรักษาให้หายแล้ว ปัจจุบันอุบัติการณ์ในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งรังไข่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมะเร็งรังไข่ ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากอะไร

มะเร็งรังไข่มีข้อเสียคือ เมื่อก้อนเนื้อเริ่มโตน้อยๆ จะไม่มีทางรู้เลย จะรู้ก็ต่อเมื่อโตเป็นก้อนใหญ่ แล้วส่งผลไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ เมื่อก้อนใหญ่ขึ้นก็ทำให้รู้สึกอึดอัด บางคนรู้สึกอ้วนขึ้นเร็วมาก หรือท้องอืด แน่นท้อง

คนไข้จะมาด้วยอาการที่ไม่จำเพาะเลย บางทีไปอยู่ตามอายุรกรรม หาเรื่องลำไส้ เรื่องกระเพาะ วนเวียนกันไป บางคนไปออกกำลังกายลดความอ้วนอยู่ พอก้อนเนื้อโตมักจะมีการลามไปทั่วช่องท้อง เมื่อมาพบแพทย์ก็จะลุกลามกลายเป็นระยะที่ 3 ระยะที่ 4 แล้ว แพทย์ก็จะแนะนำให้ทำการผ่าตัด ตามด้วยการให้ยาเคมี และโอกาสการกลับไปเป็นซ้ำก็สูง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งคงต้องยอมรับว่ากรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่ง ที่เหลือเกิดจากการใช้ชีวิต ทั้งการรับประทานอาหารของทอด มัน ปิ้ง ย่าง การพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเช่นเดียวกัน

การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งทางโรงพยาบาลวิภาวดีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจอัลตร้าซาวน์ภายในเพื่อตรวจดูความผิดปกติของรังไข่ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถดูรังไข่ได้อย่างใกล้ชิด และหากพบสิ่งผิดปกติแพทย์จะทำการเจาะเลือดช่วย เพื่อที่จะได้วางแผนการรักษาต่อไป

นอกจากเรื่องมะเร็งทางนรีเวชแล้ว ทางคลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี ยังได้ปรับโฉมใหม่ให้บริการด้านสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร ตั้งแต่การฝากครรภ์และการคลอดโดยทีมสูติ-นรีเวชแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง การวินิจฉัย การรักษาทางสูติ-นรีเวช การรักษาภาวะการมีบุตรยาก การผ่าตัดเฉพาะสำหรับสุภาพสตรี การรักษาทางมะเร็งนรีเวช การรักษาวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยแพทย์ พยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งจะทำการเปิดคลินิกรูปโฉมใหม่อย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 14 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมอัพเดทสุขภาพกับเสวนาเรื่อง “ภัยร้ายในผู้หญิงทุกช่วงวัย” ณ คลินิกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 โรงพยาบาลวิภาวดี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤษภาคม 2557

ขอเพียง 1 วันในเดือนตุลาคม ให้กับมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

dailynews131006_003มะเร็งเต้านม เป็นปัญหาสาธารณสุขของโลก รวมทั้งประเทศไทย หลายคนยังไม่ทราบว่า มะเร็งเต้านมพบในผู้ชายด้วย ดังนั้นจึงเขียนบทความนี้ สำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย อาจถือเป็นบทความแรกที่เขียนถึงมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ที่ออกเผยแพร่ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นเดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งเต้านม (Breast Cancer Awareness Month) เรารู้จักกันดีกับ “สัญลักษณ์โบสีชมพู” ในเดือนนี้แคมเปญเกือบทั้งหมดจะเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพของเต้านมด้วยตนเอง การตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรก และยังมีคำขวัญว่า “มะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสหาย (ขาด) ได้”

ในฐานะเป็นหมอที่รักษาดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีข้อสังเกตว่า มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม (เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ) โดยเฉพาะกรณีที่แพทย์สามารถผ่าตัดเอามะเร็งที่กระจายออกหมด มีโอกาสหายได้เช่นกัน เพียงแต่กระบวนการรักษาจะมีความซับซ้อนกว่า ใช้เวลานานกว่าเท่านั้นเอง จากข้อมูลทางวิชาการ ร้อยละ 30 ของมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม แต่ปัจจุบันการรักษามะเร็งเต้านมระยะลุกลาม มีความก้าวหน้าขึ้นมากจนนึกไม่ถึง ผู้ป่วยมะเร็งลุกลาม มีโอกาสหายได้ หรือควบคุมโรคได้หลายครั้ง ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ เป็นผลทำให้บนโลกใบนี้ มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต

ปัจจุบัน การรณรงค์เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ควรจะมีเนื้อหาสาระของมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม รวมอยู่ด้วย จะได้เป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย เพราะปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีมากมาย และลงลึกถึงระดับโมเลกุล (DNA) มีผลทำให้การรักษาโรคมะเร็ง พัฒนาไปไกลมาก เช่น เราสามารถจัดผู้ป่วยมะเร็ง     เต้านมออกเป็นกลุ่มตามลักษณะการแสดงของยีน (DNA) ว่าแต่ละกลุ่มควรจะรักษาอย่างไร เป็นการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) คือผู้ป่วยมะเร็งแต่ละคน จะมีแผนการรักษาเฉพาะตน เอง อาจใช้ยาเคมีบำบัดหรือไม่ใช้ก็ได้ มีทางเลือกมากมาย แม้แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่โรคกลับมาเป็นซ้ำ ครั้งที่ 1, 2 หรือ 3  อาจมีการแสดงออกของยีนแตกต่างไปจากโรคมะเร็งเต้านมต้นกำเนิด ซึ่งแผนการรักษาอาจเปลี่ยนไป ที่สำคัญการพัฒนาการรักษาและยา เพื่อเอาชนะการดื้อยาของเซลล์มะเร็ง อาจออกมาในรูปของยาขนานใหม่ หรือนำยาเดิมมาใช้ร่วมกับสูตรยาขนานใหม่ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ในกลุ่มที่มีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นบวก (ER+) แม้ว่าจะมีการกระจายของโรคไปที่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว แต่ผู้ป่วยยังอยู่ในสภาพร่างกายที่ดี ก็สามารถรักษาได้ โดยหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ที่ประชาชนหรือแม้แต่แพทย์บางท่านยังมีความกลัวอยู่เป็นนิรันดร์ ดังนั้นจะเห็นว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและไม่ดี จะว่าไปแล้ว วงการแพทย์ทุกสาขาโดยเฉพาะมะเร็ง มีแต่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตลอดเวลา ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวได้ (Cancer Survival)

ฤดูร้อนปี ค.ศ. 2009 ในสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม 9 คน ได้รวมพลังกันขอเข้าพบกับสมาชิกรัฐสภา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ให้เข้าใจเรื่องราวชีวิต มุมต่าง ๆ ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม และผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคปัจจุบัน ในที่สุดคณะรัฐสภามีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งเต้านมระยะลุกลาม และการเข้าถึงการรักษา เพื่อให้ประชาชนทราบความจริง พร้อมทั้งประกาศให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ต่อต้านและช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม (Metastatic Breast Cancer Awareness Day)

ดังนั้นเพียง 1 วันในเดือนตุลาคม ควรจะเป็นวันที่พวกเราทุกคน ทุกฝ่าย ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน จงร่วมมือร่วมใจกัน ช่วยกระจายความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ได้รับการรักษาแบบเฉพาะบุคคล รวมทั้งชี้แนะให้เห็นความสำคัญของการติดตามผลการรักษาของแพทย์ที่ดูแลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ร่วมกับการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เฝ้าระวังการกลับมาของโรค เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งกลุ่มนี้อยู่กับโรคมะเร็งได้อย่างปกติสุข และแสดงให้เห็นว่ามะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ไม่ใช่ระยะสุดท้ายของชีวิตอีกต่อไป.

นพ.อาคม เชียรศิลป์
ที่ปรึกษาชมรม Thai Breast Friends แห่งประเทศไทย
ผู้ได้รับรางวัล Eminent Scientist of the Year 2007 ASIA
สาขาการศึกษาและวิจัยทางคลินิก ด้านมะเร็งวิทยา

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

เทคนิคใหม่”ศิริราช” พิชิต”มะเร็งเต้านม”

matichon130825_001ทําไม !? ดาราฮอลลีวู้ดอย่าง “แองเจลินา โจลี” จึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออก เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

คำตอบคือ ปัจจุบัน ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า มีผู้ป่วยปีละ 13,000 คน เสียชีวิตปีละ 4,600 คน เฉลี่ยเสียชีวิต 12 คนต่อวัน

นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับ

โรคดังกล่าวส่วนใหญ่จะพบในหญิง อายุ 40-45 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มอุบัติการณ์ของโรค 20 ต่อแสนประชากร

ความเสี่ยงจะเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง หรือฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากกินฮอร์โมนมากเกิน กินยาคุมกำเนิดตั้งแต่เด็ก มีประจำเดือนอายุน้อยกว่า 12 ปี และหมดก่อน 50 ปี ส่วนสาเหตุจากพันธุกรรมในคนไทยพบต่ำกว่าในประเทศตะวันตก

โดยทั่วไปการรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีที่สุดคือ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่า…ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลัวที่สุด

แต่นับจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้นสามารถผ่าตัดเนื้อร้ายออกได้โดยไม่จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้ง ที่สำคัญผู้ป่วยยังไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงจากกระบวนการรักษาด้วยวิธีฉายรังสีบ่อยครั้งอีกด้วย

เทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแนวใหม่ ได้รับการยืนยันจาก “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งเพิ่งจะมีการแถลงข่าวถึงการพัฒนาเทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแนวใหม่ด้วยการผ่าตัดเก็บเต้านมพร้อมฉายแสงในครั้งเดียว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม

รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์” อาจารย์แพทย์ประจำสาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ และเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ ในฐานะผู้ริเริ่มการรักษามะเร็งเต้านมแนวใหม่ในศิริราช ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การรักษามะเร็งเต้านมด้วยการผ่าตัดแบบเก็บเต้านมเป็นที่นิยมมากขึ้น

หลักการคือ ผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนมะเร็งออก โดยเก็บผิวหนังบริเวณเต้านม หัวนม และลานนมไว้ ช่วยให้ผู้ป่วยไม่สูญเสียเต้านม

แต่ปัญหาที่ผ่านมา จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การผ่าตัดดังกล่าวจะทำให้อัตราการเกิดซ้ำของมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการฉายรังสีรักษาภายนอกหลังการผ่าตัดเป็นจำนวน 25-30 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5-6 สัปดาห์ติดต่อกัน

ซึ่งการรักษานี้ สร้างความลำบากให้ผู้ป่วย นอกจากเรื่องการเดินทางไปกลับโรงพยาบาลบ่อยๆ แล้ว โอกาสที่บางรายจะเกิดผลข้างเคียงก็มี และยังทำให้การบริการทางรังสีรักษาแก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวนานขึ้น

ผศ.นพ.สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ อาจารย์แพทย์ประจำสาขาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอและเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะแพทย์ศิริราชจึงได้มีการพัฒนาเทคนิคการรักษามะเร็งเต้านมแนวใหม่เพื่อลดอุปสรรคต่างๆ ได้มีการอบรมพัฒนาเทคนิคต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะจากอิตาลีและอังกฤษ กระทั่ง รพ.ศิริราช สามารถพัฒนาเทคนิคการรักษารูปแบบเฉพาะของศิริราชขึ้น

“เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการรักษา ในปี 2555 ได้จัดประชุมวิชาการเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฉายรังสีรักษาในห้องผ่าตัด คือ โปรเฟสเซอร์ R. Orrecchia และโปรเฟซเซอร์ Y .Petit จาก European Institute of Oncology ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสถาบันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมด้วยวิธีนี้ และมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามาแล้วมากกว่า 2,000 ราย ทำการประเมินและให้ข้อชี้แนะแก่ทีมแพทย์ศิริราช ทำให้มีการปรับปรุงคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัด จนสามารถรักษาผู้ป่วยได้สำเร็จ” ผศ.นพ.สืบวงศ์กล่าว

รพ.ศิริราช เริ่มทำการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแนวใหม่ผสมกับการฉายรังสีในคราวเดียว ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ให้บริการผู้ป่วยแล้ว 50 ราย โดยทำการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ หรือต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล (ตัดต่อมน้ำเหลืองบางส่วนแทนการตัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด) จากนั้นผ่าตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออก

ตามด้วยการฉายรังสีครั้งเดียวในห้องผ่าตัดด้วยการวางท่อนำรังสีโดยตรงในบริเวณที่ต้องการจะฉาย ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที หลังการผ่าตัดได้ติดตามผู้ป่วยเป็นเวลาหนึ่ง พบว่าได้ผลดีเยี่ยม มีอัตราการเกิดโรคซ้ำเพียงร้อยละ 2 หรือพบเพียง 1 รายเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม การรักษาแนวนี้ช่วยให้ผู้ป่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องฉายรังสีหลายครั้ง แถมยังลดงานบริการผู้ป่วยให้กับบุคลากรในโรงพยาบาลด้วย

อาจสงสัยว่าการฉายรังสีเพียงครั้งเดียว จะช่วยลดการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำได้อย่างไร เรื่องนี้ “นพ.กุลธร เทพมงคล” อาจารย์แพทย์ประจำสาขารังสีรักษา ภาควิชารังสีวิทยา ในฐานะผู้ฉายรังสีรักษา อธิบายว่า แต่เดิมการฉายรังสีสำหรับมะเร็งเต้านม เป็นการป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำ ซึ่งต้องมีการฉายรังสี 25-30 ครั้ง ประมาณ 5 สัปดาห์

แต่ปัญหาคือ
1.ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการฉายรังสีรักษาครบตามระยะเวลาที่กำหนด
2.มีการศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากหลายๆ ประเทศ พบว่า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งกลับมาเป็นซ้ำเฉพาะบริเวณใกล้ก้อนมะเร็งเดิมเท่านั้น ดังนั้นจึงมีการพัฒนาฉายรังสีเฉพาะที่บริเวณก้อนมะเร็งเดิมเท่านั้น

“รูปแบบการรักษานี้ ทางรังสีมีหลายวิธี สำหรับการฉายแสงในห้องผ่าตัด ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งลดระยะเวลาการรักษาให้สั้นที่สุดและเร็วที่สุด ผลก็คือ เนื่องจากบริเวณฉายรังสีเล็กลง ผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ปอด หัวใจ เนื้อเยื่อเต้านมบริเวณอื่นและผิวหนังจึงลดลงด้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาด้านรังสีชีววิทยาเบื้องต้น พบว่า การฉายรังสีครั้งเดียวในบริเวณเล็กๆ ที่เต้านมไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง และต่อมามีการทดสอบทางคลินิกนอกเหนือจากในอิตาลี คือ ข้อมูลการศึกษาระยะที่ 3 แบบสุ่มจากหลายสถาบันในอังกฤษ พบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสมตามเกณฑ์จะมีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำที่ 4 ปี ประมาณร้อยละ 1 ซึ่งตัวเลขเท่ากันกับการฉายรังสีทั้งเต้านม” นพ.กุลธรกล่าว และว่า วิธีการรักษาแนวใหม่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหลังการฉายรังสีดีขึ้น ผลการศึกษาในอังกฤษ คุณภาพชีวิตตามแบบวัดของยุโรป (EORTC) โดยวัดสุขภาพร่างกายทั่วไป ความรู้สึกเรื่องภาพลักษณ์ อาการต่างๆ ที่เต้านมและที่แขน พบว่ามีผลคุณภาพชีวิตที่ 3 ปี ดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการฉายแสงแบบเดิม

แต่สำหรับผู้ป่วยที่ รพ.ศิริราช ขณะนี้ยังเป็นการติดตามผลเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งพบว่าคุณภาพชีวิตมีแนวโน้มสูงพอๆ กับการศึกษาในต่างประเทศ และผู้ป่วยส่วนใหญ่พอใจกับการรักษาแนวนี้

การรักษาด้วยการฉายรังสีในห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม แต่ต้องย้ำว่า…ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะทำการรักษาวิธีนี้ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่ที่การประเมินของคณะแพทย์ อาทิ ผู้ป่วยต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งขนาดก้อนน้อยกว่า 2 เซนติเมตร ไม่มีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง และมีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเซลล์มะเร็ง ส่วนค่ารักษากรณีการผ่าตัดนั้น ยังคงเป็นไปตามสิทธิผู้ป่วย แต่การฉายรังสีซึ่งไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์ เบื้องต้นอยู่ที่ 38,000 บาท

แต่ล่าสุดทีมแพทย์ศิริราช ได้ทำหนังสือไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อขอบรรจุกรณีฉายรังสีไว้ในสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแล้ว

งานนี้หากทำได้ ก็หวังว่าสิทธิประกันสังคม และ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ควรต้องได้อย่างเท่าเทียมด้วยเช่นกัน…

ที่มา: มติชน  25 สิงหาคม 2556