ออกกำลังไม่ลบ ภัยการนั่งนาน

thairath150127นักวิจัยของสถาบันพักฟื้นของแคนาดา อ้างว่า ทราบผลจากการศึกษาว่า การนั่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะยิ่งเสี่ยงกับโรคเบาหวาน หัวใจ มะเร็ง และการเสียชีวิตหนักขึ้น ถึงแม้จะเป็นผู้ออกกำลังประจำอยู่ก็ตาม ค้านกับความเชื่อที่เป็นมานานแล้วที่ว่า แค่ได้ออกกำลังนาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถล้างโทษของการนั่งๆนอนๆนานๆออกได้หมด

นักวิจัยกล่าวว่า ได้ศึกษาด้วยการเอาผลการศึกษาที่แล้วๆมา 47 เรื่องด้วยกัน มาตรวจทบทวนดูอีกหนหนึ่ง

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยเปิดเผยว่า “เราได้พบว่า การนั่งๆนอนๆนานๆ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคร้ายเหล่านี้อยู่อย่างแน่นหนา โดยชี้ให้เห็นว่า “เมื่อตอนเรายืน กล้ามเนื้อบางมัดในตัวเราจะต้องทำงานหนักมาก ในการที่จะทำให้เรายืนได้ตรง” แล้วบอกต่อไปว่า “แต่เมื่อเรานั่งนานๆการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของเราจะหยุดชะงักลง การประพฤติเช่นนี้จะทำให้เกิดโทษหลายประการ”

เขายังได้แนะนำวิธีบรรเทาความเสียหายจากการนั่งจุมปุ๊กนานว่า หากนั่งนานทุกๆครึ่งชั่วโมงก็ควรจะลุกขึ้นพัก หรือเดินระหว่าง 1-3 นาที ถ้าหากนั่งดูทีวี ก็ควรจะลดเวลาดูให้น้อยลง ระหว่าง 15-20 นาที

ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบปีละ 3.2 ล้านคน เพราะขาดการออกกำลัง องค์การอนามัยโลกได้กล่าวโทษการไม่ยอมออกกำลังเป็นมัจจุราชชั้นนำอันดับ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก.

ที่มา : ไทยรัฐ  27 มกราคม 2558

Advertisements

สิงห์อมควันฟัง! ผลวิจัยใหม่ในคนสูบบุหรี่ เป็นเหตุให้′โครโมโซม′หาย

matichon141211_01ทีมศึกษาวิจัยที่นำโดยนายแพทย์ลาร์ส ฟอร์สเบิร์ก จากภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยา, พันธุกรรมและพยาธิวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอัพพ์ซาลาในประเทศสวีเดน เปิดเผยผลการศึกษาที่พบว่า บุหรี่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในทางลบต่อระบบโครโมโซมของเซลล์เม็ดเลือดในร่างกายของผู้ชายที่สูบบุหรี่ ส่งผลให้โครโมโซมวายซึ่งเป็นหนึ่งในโครโมโซมบ่งชี้เพศขาดหายไป

โดยผลการศึกษาพบด้วยว่า ยิ่งผู้ชายสูบบุหรี่หนักมากขึ้นเท่าใด ปริมาณโครโมโซมวายของบุคคลนั้นก็จะหลงเหลือน้อยลงมากเท่านั้น

นายแพทย์ฟอร์สเบิร์กระบุว่า เซลล์ที่ขาดโครโมโซมวายไม่ถึงกับตายลง แต่เชื่อว่าการขาดหายไปของโครโมโซมวายดังกล่าวนั้นกลายเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ต่างๆ ของเซลล์ให้ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด ผู้ชาย (ทั้งที่สูบบุหรี่และโดยทั่วไป) จึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่าผู้หญิง

ทั้งนี้ เนื่องจากโครโมโซมวายนั้นหายไปเองโดยธรรมชาติเมื่อสูงอายุขึ้นด้วย แต่จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสที่จะสูญเสียโครโมโซมวายนี้มากกว่าผู้ชายทั่วไประหว่าง 2.4-4.3 เท่าตัว

ฟอร์สเบิร์กระบุว่า โครโมโซมวายทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัยของระบบภูมิคุ้มกันว่าเซลล์กำลังถูกทำลายและมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงาน การขาดหายไปจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งซึ่งเกิดจากเซลล์แบ่งตัวผิดปกตินั่นเอง

ที่มา: มติชน 11 ธันวาคม 2557

เป็นสันนิบาตลูกนก แล้วเป็นมะเร็งยาก

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

สถานีเทคโนโลยีชีวเวชของสภาวิจัยแห่งชาติเมืองมักกะโรนี ศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุคนที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนก จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งซ้ำอีกโรคหนึ่ง และในทำนองเดียวกัน คนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคสันนิบาตลูกนก

นักวิจัยอ้างว่า สาเหตุของความสัมพันธ์ของโรคทั้งสองเชิงกลับกันอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองโรค มียีนที่เกี่ยวเนื่องทางประสาทวิทยาและการเติบโตของมะเร็งร่วมกันอยู่จำนวนหนึึ่่ง และเส้นทางเดินของโรคทั้งคู่ก็มีเส้นทางเดินร่วมกันอยู่ด้วย

ดร.มัสสิโม มิวสิกโค หัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า “แม้ว่านักวิจัยจะเห็นว่าโรคทั้งสองไม่เกี่ยวกันเลย แต่ความรู้บางอย่างของโรคมะเร็งบางอย่าง อาจใช้ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ในผู้ที่เป็นโรคสันนิบาตลูกนกได้ดีขึ้น”

ขณะเดียวกันหมอเจน ไดรเวอร์ ซึ่งศึกษาเรื่องของความแก่ชรา อยู่ที่โรงพยาบาลบริกแฮมและผู้หญิง ในกรุงบอสตัน ที่สหรัฐฯ ก็กล่าวว่า “มีข้อมูลที่น่าเชื่อว่าโรคสันนิบาตลูกนก มีส่วนทำให้ความเสี่ยงกับโรคมะเร็งต่ำอยู่ด้วย

หมอมัสสิโมกับคณะได้แจ้งว่าพบผู้ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคสันนิบาตลูกนก ไม่ว่าก่อนป่วยและหลังป่วยแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นมะเร็งยาก และในทางกลับกัน มันก็เป็นแบบเดียวกันด้วย

ตัวหมอมัสสิโมกับคณะได้เคยติดตามดูอาการของคนไข้อายุ 60 ปี ที่ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็ง หรือโรคสันนิบาตลูกนก ที่อยู่อาศัยในภาคเหนือของอิตาลี จำนวน 204,000 รายมาแล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Alzheimer’s tied to less cancer, and vice versa

By Genevra Pittman

NEW YORK | Wed Jul 10, 2013

(Reuters Health) – People with Alzheimer’s disease have a lower risk of cancer than other elderly adults, a new Italian study suggests.

Additionally, researchers found that seniors who were diagnosed with cancer were less likely to develop Alzheimer’s.

Researchers said there are a number of genes that affect both neurology and cancer growth – and pathways by which the two are connected – that could explain the “unexpected” inverse link between the diseases.

“Cancer and Alzheimer’s have been viewed by researchers as completely separate,” said Dr. Massimo Musicco, who led the study at the National Research Council of Italy’s Institute of Biomedical Technologies in Milan.

“Some of the knowledge that we have on cancer can be used for a better understanding of what happens when a person has Alzheimer’s disease, and vice versa,” he said.

There are convincing data that Parkinson’s disease is tied to a lower risk of cancer, said Dr. Jane Driver, who studies aging at Brigham and Women’s Hospital in Boston.

More recently, the same pattern has been showing up for other neurological disorders, including schizophrenia and Alzheimer’s, she noted.

But earlier studies haven’t been able to rule out whether Alzheimer’s disease might be keeping cancer symptoms from being noticed – or vice versa – or if people who die from one disease just have less time to be diagnosed with the other.

In their study, Musicco and his colleagues found people who ultimately were diagnosed with Alzheimer’s had a lower risk of cancer both leading up to and after their diagnosis.

Likewise those with cancer were less likely to get Alzheimer’s both before and after the cancer was caught.

“I’m hoping this will then convince all the doubters that there is a true inverse association between Alzheimer’s, Parkinson’s and probably some other neurologic diseases and cancer,” Driver told Reuters Health.

Musicco and his team tracked new cancer and Alzheimer’s diagnoses among 204,000 people age 60 and older living in Northern Italy.

Between 2004 and 2009, just over 21,000 of them were diagnosed with cancer and close to 3,000 with Alzheimer’s disease. There were 161 people diagnosed with both diseases.

The researchers calculated that 246 cases of Alzheimer’s disease would be expected in members of the cancer group, based on their age and gender balance, and 281 cancers would be predicted among those with Alzheimer’s.

The lower rates meant that people with cancer were 35 percent less likely to develop Alzheimer’s disease than other adults, the researchers wrote in the journal Neurology. And those with Alzheimer’s had a 43 percent lower risk of cancer.

The link held up when they looked at most cancers individually.

“These two diseases seem intrinsically related to human aging,” Musicco told Reuters Health.

“Cancer may be conceptualized as a high tendency of cells to reproduce, which is so high that it is no (longer) controlled,” he said. “Alzheimer’s disease is exactly the reverse. It’s a sort of incapacity of neuron cells to reproduce.”

The study doesn’t prove one disease is protective against the other. It also doesn’t mean people with Alzheimer’s or cancer never have to worry about getting the other condition, Driver said.

The researchers noted that they couldn’t take into account people’s lifestyle and whether some habits might affect the risk of cancer and Alzheimer’s differently.

Driver said the inverse link has “prompted thinking outside the box” regarding ways to treat Alzheimer’s disease – for which good treatment options are scarce.

“By further investigating this decreased risk, there’s a good chance we’ll be able to find completely new therapies,” Driver said.

“Any new lead or any new avenue to go down, we really need to take it.”

SOURCE: bit.ly/153xezv Neurology, online July 10, 2013.

SOURCE : www.reuters.com

เตือนคนไข้มะเร็ง เนื้อสัตว์ทำให้อายุสั้น

thairath130704_002หมอของแพทยสมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน กล่าวเตือนว่าผู้ที่เพิ่งถูกตรวจวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่เคยชอบกินเนื้อวัว หรือเนื้อลูกแกะที่มีสีค่อนข้างคล้ำ และอาหารเนื้อสำเร็จรูปมากๆ  ควรจะระวังเอาไว้ว่า อาจจะอยู่ต่อไปอีกได้ไม่เกิน 8 ปี

หมอแมจอรี แมคคัลเลาดห์ กำชับว่า “คนไข้ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่อง ให้จำกัดการกินเนื้อสัตว์เหล่านั้นอย่างเคร่งครัด อาหารพวกนั้น ได้แก่ เนื้อวัว ฮอตด็อก และไส้กรอก เป็นต้น” ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการศึกษาพบมาก่อนแล้วว่า การกินเนื้อสัตว์เหล่านี้มากเกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังหาหลักฐานที่แสดงว่า คนไข้ที่ยังขืนกินอาหารพวกนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกนานสักเท่าไหร่ได้น้อย

สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติอเมริกันได้คาดประมาณว่า ในปีนี้จะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากประมาณ 143,000 ราย และอาจมีผู้เสียชีวิตลงสัก 51,000 ราย.

ที่มา : ไทยรัฐ  4 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Credit : indianapublicmedia.org

Credit : indianapublicmedia.org

Red meat tied to worse colon cancer outcomes: study

By Andrew M. Seaman

NEW YORK | Mon Jul 1, 2013 4:03pm EDT

(Reuters Health) – People who report eating the most red and processed meat before being diagnosed with colon cancer are more likely to die during the next eight years, according to a new study.

“It’s another important reason to follow the guidelines to limit the intake of red and processed meat,” said Marjorie McCullough, the study’s lead author from the American Cancer Society in Atlanta.

While the new study can’t prove eating red or processed meats – such as beef, hot dogs and sausages – causes colon cancer deaths, previous studies have found that eating the meats is tied to an increased risk of developing the cancer.

There’s less evidence, however, on how people’s diets after colon cancer diagnoses affect their chances of survival.

The U.S. National Institutes of Health estimates that about 143,000 Americans will be diagnosed with colon and rectal cancers in 2013, and about 51,000 people will die from them.

For the new research, McCullough and her colleagues used data from a different study on 184,000 Americans who didn’t have cancer between 1992 and 1993, and who were periodically asked about what they ate.

After excluding people, who had – among other things – multiple types of cancer, unverified diagnoses and missing information, the researchers had data on 2,315 men and women who were diagnosed with colon or rectal cancer between the start of the study and June 30, 2009.

Overall, 966 of them died between the start of the study and December 31, 2010.

The researchers found no link between how much red or processed meat a person ate after their diagnosis and their risk of death, but the amount of meat a person ate before their diagnosis was tied with their risk of dying during the study.

About 43 percent of the 580 people who ate about 10 servings of red or processed meat per week at the start of the study died during the follow up period. That compared to about 37 percent of the 576 people who ate about two servings per week.

The researchers also found that people who consistently ate more red or processed meat before and after their colon cancer diagnosis were more likely to die from that cancer during the study, compared to those who at the least before and after diagnosis.

‘THREE OR FOUR TIMES PER WEEK’

Dr. Jeffrey Meyerhardt, who wrote an editorial accompanying the new study in the Journal of Clinical Oncology, said it’s possible that the link between red and processed meats and colon cancer comes from cancer-causing compounds found in cooked meat or preservatives.

“The primary message is a confirmation that increased intake of red or processed meat can have detrimental effects on the development of colon cancer, the type of cancer and other health effects of patients in the long term,” Meyerhardt, a gastrointestinal oncologist at the Dana-Farber Cancer Institute in Boston, said.

McCullough said about three or four servings of red or processed meats per week is a good target for people.

“We’re not saying people need to be vegetarians. It’s really just limiting intake and making it more the exception than the rule,” she said.

Dr. Elisa Bandera, associate professor of epidemiology at Rutgers Cancer Institute of New Jersey in New Brunswick, said in an email to Reuters Health that maintaining a healthy weight, healthy diet and regular exercise likely has benefits for cancer prevention and survival.

But she cautioned that these are only findings from one study.

“We need more studies evaluating the impact of meat and other dietary factors on cancer survival before any recommendations can be made to cancer survivors,” wrote Bandera, who was not involved with the new study.

SOURCE: bit.ly/W1OrcD Journal of Clinical Oncology, online July 1, 2013.

SOURCE : www.reuters.com

บุหรี่ทำร้ายสตรี หนักยิ่งกว่าบุรุษ

thairath130506_002วารสาร “มะเร็งโรคระบาดวิทยาตัววัดความเสี่ยงและการป้องกัน” เปิดเผยว่า บุหรี่เป็นอันตรายกับผู้หญิงเสียยิ่งกว่าผู้ชาย มันทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับโรคมากขึ้นอีกร้อยละ 19 ในขณะที่ผู้ชายเสี่ยงร้อยละ 9

มหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา ได้ศึกษาจากสถิติทางการแพทย์ของคนไข้ 600,000 คน พบว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่เสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้สูงกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า “ผลการศึกษาส่อให้รู้ว่าบุหรี่เป็นพิษแก่ร่างกาย ผู้หญิงหนักกว่าของผู้ชาย”

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญเคยพบมาบ้างแล้วว่าสตรีจะต้องเสี่ยงกับโรคหัวใจวายมาตั้งแต่เริ่มสูบ มากกว่าผู้ชายที่ติดบุหรี่โดยไม่อาจทราบสาเหตุได้
ทางหน่วยวิจัยโรคมะเร็งของอังกฤษเคยบอกไว้ว่า “เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งได้อย่างต่ำถึง 14 ชนิด รวมทั้งมะเร็งลำไส้”.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

One in five UK women is a smoker

One in five UK women is a smoker

Smoking ‘poses bigger risk to women’

By Michelle Roberts
Health editor, BBC News online
1 May 2013

Smoking may pose a bigger health threat to women than men, say researchers.

Women who smoke have a higher risk of cancer than men, Norwegian investigators found.

They looked at the medical records of 600,000 patients and discovered the bowel cancer risk linked to smoking was twice as high in women than men.

Female smokers had a 19% increased risk of the disease while male smokers had a 9% increased risk, Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention reports.

For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses”

Sarah Williams of Cancer Research UK

In the study, nearly 4,000 of the participants developed bowel cancer. Women who started smoking when they were 16 or younger and those who had smoked for decades were at substantially increased risk of bowel cancer.

Biologically vulnerable?

The University of Tromso team who carried out the research say it is the first study to show women who smoke less than men still get more colon cancer.

But they were unable to take into account other factors that might affect the risk of this type of cancer, such as alcohol and diet.

The findings suggest that women may be biologically more vulnerable to the toxic effects of tobacco smoke.

Experts already know that women who start smoking increase their risk of a heart attack by more than men who take up the habit, although it is not clear why.

A new piece of research published in the Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism suggests a possible explanation.

A team from the University of Western Australia found teenaged girls exposed to passive smoking had lower levels of the “good” form of cholesterol that reduces heart disease risk.

Second-hand smoke

Second-hand smoke did not appear to have the same impact on teenage boys, however.

The study looked at more than 1,000 adolescents living in Perth, Australia.

Lead researcher Chi Le-Ha said: “Considering cardiovascular disease is the leading cause of death in women in the Western world, this is a serious concern.”

Around one in every five men and women in the UK is a smoker.

Although smoking rates have been falling among both sexes, the decline has been less rapid in women.

In England in 2010, more than a quarter of secondary school pupils had tried smoking at least once and 5% were regular smokers. Girls were more likely to smoke than boys – 9% of girls had smoked in the last week compared with 6% of boys.

Quitting smoking cuts your risk of many diseases, including cancer.

According to research in more than one million women, those who give up smoking by the age of 30 will almost completely avoid the risks of dying early from tobacco-related diseases.

Sarah Williams of Cancer Research UK said: “It’s well established that smoking causes at least 14 different types of cancer, including bowel cancer.

“For men and women, the evidence is clear – being a non-smoker means you’re less likely to develop cancer, heart disease, lung disease and many other serious illnesses.”

June Davison, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, said more research was needed to understand the effects of second-hand smoke.

SOURCE : www.bbc.co.uk

 

 

เซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจกลายเป็นแนวทางบำบัดโรคแบบใหม่ในอนาคต

voathai130428_001ทีมนักวิจัยในสหรัฐเปิดเผยว่าในอนาคต แพทย์จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ด้วยเซลล์ที่ผ่านการทำพันธุวิศวกรรม สร้างความหวังว่าการรักษาโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจจะกลายเป็นการรักษาโรคทั่วไปแทนการรักษาด้วยยา

ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโกชี้ว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์เป็นแนวทางการรักษาโรคแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการบำบัดโรคร้ายแรงหลายๆโรค รวมทั้งเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ศาสตราจารย์เวนเดล ลิม หัวหน้าทีมวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์ Systems and Synthetic Biology ที่มหาวิยาลัยกล่าาว่าเราสามารถกระตุ้นให้ระบบการต่อต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติในร่างกายคนเราทำงานได้มากกว่าที่ทำอยู่

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าร่างกายคนเราสร้างขึ้นจากเซลล์และภายในร่างกายคนเรา มีเซลล์หลายประเภท  อาทิ เซลล์ภูมิต้านทานที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ร่างกายคนเรามีระบบบำบัดที่ซับซ้อนหลายอย่างอยู่ในตัว เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าจะใช้เซลล์เหล่านี้ให้ทำหน้าที่เหมือนยาที่สามารถบำบัดโรคได้ในตัวได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าทีมนักวิจัยได้เริ่มต้นพัฒนายุทธวิธีบำบัดโรคด้วยเซลล์ที่ซับซ้อนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำงานของพันธุกรรมในการกำหนดพัฒนาการและการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

เขายกตัวอย่างว่าเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตามธรรมชาติที่ต่อสู่กับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมักจะอ่อนแอ ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการตกแต่งพันธุกรรมเซลล์ภูมิต้านทานให้เพิ่มจำนวนขึ้นและยังกำหนดให้ทำหน้าที่กำจัดโมเลกุลที่พบในเซลล์มะเร็งเป็นการเฉพาะ เขากล่าวว่าจาการทดลองบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรม ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างน่าพอใจ

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทีมงานพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมนี้สามารถทำได้และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ ในการทดลอง ทีมงานได้นำเซลล์จากร่างกายผู้ป่วยมะเร็ง และนำเซลล์ไปทำพันธุวิศวกรรมเพื่อให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ปรากฏว่าการบำบัดได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งในระบบเซลล์ภูมิคุ้มกัน (lymphoma) หลายคน

อย่างไรก็ดี ก่อนจะสามารถนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยได้ทั่วไป การบำบัดโรคด้วยเซลล์ภูมิต้านทานตกแต่งพันธุกรรมนี้จะต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีกมากมายหลายครั้งโดยทีมนักวิจัยเอกเทศและโดยหน่วยงานควบคุมของรัฐบาลเสียก่อน

แต่ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้ที่จะนำวิธีบำบัดโรคแบบนี้ไปใช้และยังจะมีบทบาทช่วยในการพัฒนาให้การบำบัดแนวใหม่นี้ดีขึ้น

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่ายารักษาโรคมากมายที่เราใช้บำบัดอาการเจ็บป่วยล้วนเริ่มต้นมาจากสารธรรมชาติในพืชหรือในต้นไม้ ที่เรานำมากลั่นกรองจนมีความบริสุทธิ์และเพิ่มประสิทธิิผลในการรักษา ตลอดจนลดความเป็นพิษ การบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมก็จะต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันนี้เพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาสตราจารย์ลิมและทีมงานได้จัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งวันกับบรรดานักวิจัยทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ระดับชั้นนำของสหรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่การบำบัดด้วยเซลล์ตัดแต่งพันธุกรรมจะกลายเป็นวิธีหลักในการรักษาโรคในอนาคต

24.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Engineered Immune Cells May Yield Novel Disease Therapies

Rick Pantaleo

April 10, 2013

Researchers in California say that someday, doctors will be able to treat serious illnesses with modified cells, adding that the technique could become as common as it is now to treat the sick with drugs.

Researchers at the University of California, San Francisco say novel cell therapies have the potential to address critical needs in the treatment of some of the deadliest illnesses, including diabetes, cancer and inflammatory bowel diseases.

These possibilities are described in an article published in the online journal Science Translational Medicine, co-authored by Professor Wendell Lim, who is also director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology. Lim says our body’s natural disease-fighting systems could be harnessed to do much more.

“Our bodies are made of cells and we have in our bodies cells, like immune cells, that go around and protect us,” said Lim. “So, they actually carry out complex therapeutic functions.  What we just haven’t really found a lot about is the idea that we can actually use these cells, these living sort of entities, as the actual medicine.”

Lim says researchers have been developing complex new cell therapy strategies that build on our growing knowledge of how genes program the development and inner workings of cells.

For example, because the body’s natural immune response to spreading cancer cells is often weak, scientists are engineering and growing populations of immune cells that target specific molecules found on cancer cells.   Lim said that there have already been some remarkable cancer recoveries that can be credited to these experimental cell therapy treatments.

“In the last year or two, there have been some other really exciting findings that have shown that the idea of using cells as therapies maybe have some real legs [can exist and be successful],” he said. “One of them is that people have started taking out immune cells from patients who have cancer and actually engineering them to now attack and kill that cancer.  And, that’s turned out to be remarkably effective for a handful of patients with leukemia and lymphoma that have been treated with this kind of engineered immune cell.”

As with any proposed new medical treatment, the cell therapies that are currently being developed will face lengthy and rigorous testing by independent laboratories and regulatory agencies before they can be put to regular use.

But Lim says the testing will not only protect any of those who may use the therapies, but may also play an important role in further developing and refining the therapies themselves.

“You know a lot of drugs that we use as therapeutics started out as some natural product within the bark of some tree,” he said. “And really that’s not a very controlled way of treating a disease. You have to know how to purify that compound, how to make variants of it that optimize the efficiency, but also minimize toxicity.  These are the type of things that we need to be able to do to cells to make this viable.”

Lim and his colleagues are conducting a daylong symposium on April 12 to discuss the future of cell therapy.  The meeting will feature talks by some of the nation’s leading researchers and biomedical scientists to see if cell-based therapies can someday become a viable pillar of medicine.

SOURCE : www.voanews.com

ฝึกสุนัขให้ “ดม”มะเร็ง

matichon130328_001

ความสามารถของสุนัขในการใช้จมูกดมกลิ่น “มะเร็ง” แล้วเตือนผู้เป็นเจ้าของได้ในขณะที่มะเร็งยังไม่แสดงอาการนั้น มีรายงานกันอย่างเป็นทางการในนิตยสารการแพทย์แลนเซท ย้อนหลังไปในเดือนเมษายน 2532 โน่น หลังจากนั้นก็มีรายงานตามมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง นพ.จอห์น เชิร์ช ชาวอังกฤษลงมือศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นงานเป็นการ แล้วเผยแพร่ผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 2547 ยืนยันหลักการที่ว่า สุนัขมีความสามารถในการ “ดม” กลิ่นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ พบได้ในระยะก่อตัวแรกๆ ด้วย

หลังจากนั้นมีการเผยแพร่ผลศึกษาหลายต่อหลายชิ้นที่ยืนยันในทำนองเดียวกัน แต่เพิ่มเติมมะเร็งอีกหลายชนิดเข้าไป นั่นคือ พวกมันสามารถดมกลิ่นมะเร็งปอด, และมะเร็งในช่องท้องได้อีกด้วย

พญ.แคลร์ เกสท์ ประมวลผลการศึกษาเหล่านั้นขึ้นมาแล้วพยายามสร้างความก้าวหน้าให้กับกรณีดังกล่าว ด้วยการริเริ่มโครงการที่เรียกว่า “สุนัขดมกลิ่นทางการแพทย์” หรือ “เมดิคอล ดีเทคชั่น ด็อกส์” ขึ้น เป้าหมายก็เพื่อฝึกสุนัขขึ้นมาให้มีความสามารถในการ “ดม” กลิ่นมะเร็งจาก “ลมหายใจ” ของคนเราเพื่อตรวจหาอาการมะเร็งตั้งแต่แรกเริ่มของผู้ป่วย ที่จะช่วยให้อัตราการรอดชีวิตหรือการหายขาดจากมะเร็งมีสูงมากขึ้น

และเชื่อว่ายังจะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนา “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” สำหรับตรวจหามะเร็งขั้นต้นจากลมหายใจต่อไปในอนาคต โดยโครงการศึกษาวิจัยดังกล่าวนี้ ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งกองทุนเพื่อการศึกษาวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษอีกด้วย

ในเบื้องต้น สุนัขที่เข้าร่วมโครงการอย่างเช่น เจ้าโจบี สีดำสนิท ซึ่งเป็นสุนัขตัวแรกที่ถูกคัดเลือกเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ หรือเดซี่ สุนัขของ พญ.เกสท์

เจ้าของโครงการเอง จะถูกฝึกให้ดมกลิ่นมะเร็งตัวอย่างจากหลอดเก็บกลิ่น เพื่อให้แสดงท่าทีว่าอากาศจากหลอดไหนที่เป็นอากาศที่มีกลิ่นของตัวอย่างมะเร็งอยู่ หลังจากนั้นจะมีการทดสอบดูว่าสุนัขที่ผ่านการฝึกนั้น มีความสามารถอยู่ในระดับที่เชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจก็จะเริ่มการทดสอบในขั้นต่อไป โดยจะเป็นการทดสอบกับตัวอย่างมะเร็งจริงๆ จากโรงพยาบาลต่างๆ ในท้องถิ่น

นอกเหนือจากการทดสอบความเชื่อถือได้ ว่าสุนัขแต่ละตัวดมกลิ่นมะเร็งออกมาถูกต้องหรือไม่แล้ว ยังต้องพิจารณาดูในเชิงสถิติด้วยว่า พวกมันสามารถดมกลิ่นมะเร็งขั้นเริ่มต้นได้หรือไม่ และได้ดีแค่ไหน เนื่องจากตามสถิติแล้วอาการของโรคมะเร็งยิ่งตรวจสอบพบได้เร็วเท่าใดยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ สถิติล่าสุดของศูนย์มะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่าในจำนวนผู้ป่วยเกือบ 50,000 ราย ที่ตรวจสอบพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมก่อนในแต่ละปีในสหราชอาณาจักรนั้น มีผู้เสียชีวิตลงไม่ถึง 12,000 คน ดังนั้น การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้มากเท่าใด ยิ่งสามารถช่วยชีวิตของผู้คนได้มากนับเป็นพันๆ หรือหมื่นๆ คนได้เลยทีเดียว

ที่น่าสนใจก็คือระหว่างการฝึกตามโครงการนี้ เจ้าเดซี่ สามารถดมกลิ่นแล้วบอกเจ้าของโครงการคือ พญ.เกสท์ว่าพบมะเร็งในตัวเธอ เมื่อไปตรวจวิเคราะห์ในเวลาต่อมา ก็พบว่า พญ.เกสท์มีอาการมะเร็งทรวงอกในขั้นเริ่มต้นจริงๆ

ถือเป็นของขวัญทรงคุณค่าโดยไม่ได้คาดหมายของ พญ.เกสท์จากเจ้าเดซี่เลยทีเดียว

 

ที่มา : มติชนรายวัน 28 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Daisy was being trained to detect prostate cancer when she "discovered" Dr Guest's disease

Daisy was being trained to detect prostate cancer when she “discovered” Dr Guest’s disease

Medical Detection Dogs train animals to ‘sniff out’ breast cancer

14 March 2013

A Buckinghamshire scientist whose dog apparently “sniffed out” her breast cancer is leading research to see if a breath test for its detection is possible.

Medical Detection Dogs chief executive Dr Claire Guest was training dogs to detect other cancers, when she said one of them “started to warn her”.

She was subsequently found to have an early stage breast tumour.

Now in remission, Dr Guest is training dogs to recognise the cancer from a breath sample, in the hope an electronic nose can be developed.

Medical Detection Dogs is a charity that works with researchers, NHS Trusts and universities to train specialist dogs to detect the odour of human disease.

The charity was started in 2004 after a letter from Dr John Church to medical journal The Lancet claimed dogs could detect bladder cancer.

Dr Guest said stories of dogs finding their owners’ cancer had been reported for a while.

“We started to wonder that if dogs were finding it by chance then perhaps we could actually train dogs to do this reliably,” said Dr Guest.

‘Specialist bi-sensor’

The charity started to work with dogs, and they can now pick out cancer samples from control samples, but research has been mainly limited to bladder and prostate cancer.

Dogs are now being taught to detect breast cancer from a breath tube, after an animal Dr Guest was training to detect other cancers started to warn her.

“I was a bit bemused as to what she was doing, but I was subsequently found to have a very early stage breast tumour,” she said.

“It was very deep and had my dog Daisy not warned me, I was told it could have been very serious and life-threatening because by the time I felt the lump it would have been very advanced.”

Now in remission, the scientist has joined forces with her surgeon and other cancer specialists to search for the clinical proof that breast cancer can be “sniffed out”.

In particular, they are looking to see if dogs can recognise it reliably from a breath test.

“There is a huge amount of potential for this work, not only in finding out where cancer is present but also in the development of an electronic nose in the future,” said Dr Guest.

“A dog is in fact a very, very specialist pattern recognition bi-sensor – but he has got a waggy tail.

“He can tell us when something is there and when it’s not and how quickly it disappears [when a sample is in contact with the air] and they can tell us how difficult it is to find.

“If we can find out how the dog is doing it then we can make machines in the future that could screen our breath and our urine for cancer volatiles.”

Early stage

This research is at a very early stage and the next step will be a clinical trial with samples from local hospitals.

“We need to find out how reliably dogs can indicate this and also if they can reliably indicate early grade and stage, because that would be the key for survival,” said Dr Guest.

Latest figures from Cancer Research UK show nearly 50,000 people are diagnosed with breast cancer each year in the UK and just under 12,000 die.

The hope is this research “has the potential to save thousands of lives”.

“All our work with cancer is incredibly exciting,” added Dr Guest.

“Everybody has a personal story [about cancer] and we know that anything that can assist in our fight against cancer is worthwhile, we know we can make a difference.”

SOURCE : bbc.co.uk

ใช้โทรศัพท์มือถือหนัก พูดมาก ๆ เป็นมะเร็ง

thairath130304_001วารสารวิชาการ “โรคระบาดวิทยา” ของอเมริการายงานว่า มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ที่ประเทศอิสราเอล ศึกษาพบว่า การพูดโทรศัพท์มือถืออย่างหนัก จะทำให้เสี่ยงสูงกับการเกิดเป็นเนื้องอกที่ไม่เป็นพิษและเนื้อร้ายขึ้นที่ต่อมน้ำลายได้

รายงานผลการวิจัยของ ดร.ซีเกซ ซาเดตสกี้ ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือพูดอย่างหนัก เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ จะเกิดอันตรายของการเป็นเนื้องอกที่ต่อมน้ำลายใหญ่สูงกว่าถึงร้อยละ 50

เขายังกล่าวด้วยว่า ให้พึงสังเกตด้วยว่า การศึกษานี้ได้ทำกับชาวอิสราเอล “คนอิสราเอลต่างกับคนชาติอื่น เป็นคนที่เอาเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือมาใช้เร็วกว่าเพื่อน และยังใช้กันมาอย่างหนักอยู่เป็นพิเศษ ด้วยเหตุนั้น จึงเผชิญกับรังสีของคลื่นความถี่วิทยุ มากกว่าการศึกษาการใช้โทรศัพท์มือถือที่ทำกันมาหนก่อนๆ การศึกษากับผู้คนที่เฉพาะเจาะจงนี้ ทำให้เราพบเครื่องส่อว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนัก อาจเกี่ยวโยงกับมะเร็งได้”.

ที่มา:  ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Israeli Scientists Find Possible Link Between Cellphone Use, Thyroid Cancer

by Dan Even, Haaretz.com, 6 March 2013

Findings are ‘first evidence of changes in thyroid cells in response to electromagnetic radiation’ says researcher, ‘but drawing sweeping conclusions … is still far off.’ 

Israeli scientists have reported preliminary findings of a possible link between the radiation from cellphones and thyroid cancer. There has been a steep rise in rates of thyroid cancer in recent years in Western countries.

The Israeli research, conducted at Beilinson Hospital in Petah Tikva and at Tel Aviv University, identified evidence for the first time of the possible connection between the rise in thyroid cancer cases to the increased exposure to radiation emitted by cellphones.

In one experiment, human thyroid cells collected from healthy patients were subjected to radiation with a device, designed for the study, that simulates the electromagnetic radiation emitted by cellphones. The irradiated thyroid cells proliferated at a much higher, statistically significant rate than non-irradiated cells in the control group

A second experiment, using different methods and materials, gave similar results.

The research was conducted in the Felsenstein Medical Research Center, part of the Sackler Faculty of Medicine at Tel Aviv University and the Rabin Medical Center. Prof. Raphael Feinmesser, head of Beilinson’s Ear, Nose and Throat Department was the lead researcher.

The findings will be presented for the first time this weekend at the annual conference of the Israeli Society of Otolaryngology, Head and Neck Surgery, in Eilat.

“The findings are the first evidence of changes in thyroid cells in response to electromagnetic radiation,” said Feinmesser. “But drawing sweeping conclusions as to a connection between cellphone radiation and thyroid cancer is still far off.”

The scientific community is divided as to the connection between cellular radiation and cancer. One opinion is that because cellular radiation is non-ionizing and incapable of causing changes in cellular DNA, it cannot cause cancer. But in recent years evidence has mounted from epidemiological studies indicating a relationship between increased exposure to cellular radiation and cancerous growths, especially in the brain and the salivary glands.

“The thyroid gland is located in the neck, but the area is located the same distance from the ear as the regions of the brain where [cancerous] growths have been diagnosed as being related to the use of the [cellular] devices. This is a region that is not far from the center of the device’s radiation,” said Feinmesser.

The incidence of thyroid cancer has been on the rise in Israel for more than a decade, which matches the rise in the use of cellphones.

Thyroid cancer is three times more common in women than men. It is the fourth most common form of cancer among Jewish women in Israel, at 16.6 cases per 100,000 people. The three most common forms of cancer for women are cancer of the breast, colon and cervix.

Among Israeli Arab women the rate of thyroid cancer is 11.6 cases per 100,000, and it is the third most common cancer.

From 1990 to 2007 there was a 67-percent rise in thyroid cancer rates among Jewish women, and a 250 percent increase among Arab women, Health Ministry figures show. For men, the rise from 2000 is more moderate, but still shows a 41 percent increase in thyroid cancer rates for Jewish men.

“One of the explanations is that the rise is related to better technical methods of early detection of these growths, which have been developed in recent years. But other research shows that even after neutralizing this influence a rise in these growths still remains,” said Feinmesser.

Just this week it was reported that mobile operator Partner Communications (Orange ) reached a settlement with a customer who claims he contracted cancer after using the company’s cellphones. The customer, who is in his 50s, sued Partner in May, claiming that intensive use of the device resulted in an aggressive lymphoma near his left ear. Partner agreed to pay NIS 400,000 in an out-of-court settlement.

SOURCE : haaretz.com

ความเชื่อเรื่องโรคมะเร็ง

dailynews130209_001โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องกันมายาวนานหลายปี และมีแนวโน้มอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเรื่องโรคมะเร็ง ดังนั้นในวันมะเร็งโลก 4 ก.พ.  ที่ผ่านมา สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากลได้กำหนดหัวข้อรณรงค์ว่า “Cancer-Did you know?” หรือ “มะเร็ง-คุณรู้แค่ไหน?” เพื่อเป็นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ความเชื่อที่ว่าโรคมะเร็งเป็นแค่ปัญหาสุขภาพ แต่ความจริงโรคมะเร็งยังเป็นสาเหตุของปัญหาสังคม และเศรษฐกิจ อีกทั้งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีฐานะร่ำรวยหรือยากจน โดย 70% ของมะเร็งทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่ประเทศตะวันตก หรือสิ่งที่คนไทยมีความเชื่อไม่ถูกต้องว่า มะเร็งเป็นโรคเคราะห์กรรมหรือโชคชะตา แต่สิ่งที่ทุกคนควรทราบ คือ มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ มะเร็งไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยทุกคนเสียชีวิตอย่างที่เคยเข้าใจ

ความเชื่อที่ว่ามะเร็งเป็นโรคของผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่ เพราะคนอายุน้อยก็มีสิทธิเป็นโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างมะเร็งเต้านม คนอายุน้อยกว่า 40 ปีพบถึง 30% ดังนั้นสถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงเน้น “5 ทำ 5 ไม่”  5 ทำ คือ ออกกำลังกายเป็นนิจ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้ อาหารหลากหลาย ตรวจร่างกายเป็นประจำ 5 ไม่ คือ ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีเซ็กซ์มั่ว ไม่มัวเมาสุรา ไม่ตากแดดจ้า ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การปฏิบัติเช่นนี้จะป้องกันมะเร็งได้

ด้าน นพ.ภัทรพงศ์ พรโสภณ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนที่เป็นโรคมะเร็งแล้วและไม่เป็นโรคมะเร็ง มีความเชื่อเรื่องโรคมะเร็งที่ผิด ๆ หลายอย่าง เช่น เชื่อว่าโรคมะเร็งป้องกันไม่ได้ เชื่อว่าจะต้องกินอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายอย่าง เชื่อว่าห้ามกินเนื้อสัตว์ เชื่อว่ารักษาแล้วจะเสียชีวิต ความจริง คือ มะเร็งป้องกันได้ ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ควรเน้นผักและผลไม้ และกินอาหารให้หลากหลาย กินได้ทุกอย่าง ส่วนที่เชื่อว่าการรักษาโรคมะเร็ง  จะทำให้เสียชีวิตนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการรักษาในระยะเริ่มแรกสามารถทำให้หายขาดได้

ทุกคนคิดว่ายาที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็งจะต้องมาจากสารเคมีเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าสมุนไพรหลายตัวถูกนำมาใช้เป็นเคมีบำบัด เพียงแต่ต้องมาแยกสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิด และต้องดูว่าใช้ส่วนไหนของสมุนไพร เพราะสมุนไพรบางตัวใช้ไปแล้วมีปัญหากดเม็ดเลือดขาวให้ต่ำและทำให้เกิดการติดเชื้อได้

สำหรับการใช้ยาแผนปัจจุบันควบคู่กับยาสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็งนั้น จากข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า สมุนไพรหลายอย่างเมื่อใช้แล้วไม่ได้ลดผลข้างเคียง แต่ไปลดประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษา ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า การใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันดีเสมอไป อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน ต้องให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งสื่อมวลชนมีส่วนอย่างมาก.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2556

ตรวจหามะเร็งลำไส้จากลมหายใจของเรา ผู้ป่วยจะมีกลิ่นผิดปกติเกิดจากสารเคมี

Credit : healthland.time.com

Credit : healthland.time.com

นักวิทยาศาสตร์คิดวิธีตรวจสอบโรคมะเร็งลำไส้ จากลมหายใจของเรา ด้วยความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 76

นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาวิธีตรวจสอบลมหายใจ เพื่อหาโรคต่างๆ ตั้งแต่มะเร็ง วัณโรค และเบาหวาน โรคเหล่านี้ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไร โอกาสที่จะหยุดยั้งโรคอย่างมะเร็งก็จะสูง แต่ตามความเป็นจริงแล้ว มักจะหาร่องรอยของโรคยาก จนกว่าจะเป็นกันมากแล้ว

เทคโนโลยีชีววิทยาของมะเร็งนี้ เกิดจากความคิดที่ว่า “สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้” ประกอบด้วยสารเคมี ที่ไม่ค่อยมีอยู่ในคนปกติ ซึ่งอาจจะปนอยู่ในลมหายใจคนไข้เพียงเล็กน้อย เคยมีการศึกษาพบว่า สุนัขที่ผ่านการฝึก สามารถดมได้กลิ่น แต่มาในระยะหลังๆ หันไปอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการวิเคราะห์ก๊าซจากลมหายใจคนแทน

นักวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลบาริของอิตาลีหยิบเรื่องนี้มาศึกษาอีก โดยศึกษาลมหายใจของคนไข้โรคมะเร็งลำไส้ เปรียบเทียบกับของคนปกติ ในการทดสอบขั้นแรก พบว่าแม่นยำถึงร้อยละ 85 แต่เมื่อทดสอบซ้ำอีก ผลโดยรวมลดมาเหลือแค่ร้อยละ 76.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  10 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Breath Test Could Possibly Diagnose Colorectal Cancer

Dec. 5, 2012 — A new study published in the British Journal of Surgery (BJS) has demonstrated for the first time that a simple breath analysis could be used for colorectal cancer screening.

The study is part of the “Improving Outcomes in Gastrointestinal Cancer” supplement.

Cancer tissue has different metabolism compared to normal healthy cells and produces some substances which can be detected in the breath of these patients. Analysis of the volatile organic compounds (VOCs) linked to cancer is a new frontier in cancer screening.

Led by Donato F. Altomare, MD, of the Department of Emergency and Organ Transplantation at the University Aldo Moro of Bari, researchers collected exhaled breath from 37 patients with colorectal cancer and 41 healthy controls which was processed offline to evaluate the VOC profile. VOCs of interest had been identified and selected, and VOC patterns able to discriminate patients from controls set up.

A probabilistic neural network (PNN) was used to identify the pattern of VOCs that better discriminated between the two groups.

Results showed that patients with colorectal cancer have a different selective VOC pattern compared with healthy controls, based on analysis of 15 of 58 specific compounds in exhaled breath samples.

The PNN in this study was able to discriminate patients with colorectal cancer with an accuracy of over 75%, with the model correctly assigning 19 patients.

“The technique of breath sampling is very easy and non-invasive, although the method is still in the early phase of development,” Altomare notes. “Our study’s findings provide further support for the value of breath testing as a screening tool.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byWiley.

Journal Reference:

  1. D. F. Altomare, M. Di Lena, F. Porcelli, L. Trizio, E. Travaglio, M. Tutino, S. Dragonieri, V. Memeo, G. De Gennaro. Exhaled volatile organic compounds identify patients with colorectal cancerBritish Journal of Surgery, 2012; DOI: 10.1002/bjs.8942

SOURCE : sciencedaily.com