ชายไทยหลายใจ! อะไรคือแรงจูงใจ?

เราเสนอแง่มุมแรงผลักดันการนอกใจของผู้หญิงไปแล้ว ในส่วนของผู้ชายจะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ประเด็นเดียวกันจากเมื่อวาน ถุงยางอนามัยดูเร็กซ์ยังเผยผลสำรวจพบว่า ชายไทย มีพฤติกรรมนอกใจคนรักมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในโลก ด้วยสถิติ 54 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าเคยนอกใจคนรัก

นี่คนไทยทั้งหญิง-ชาย หากจะทำอะไรก็ไม่คิดจะแพ้ชาติใดในโลกเลยรึไงคะ!!


ชายไทยขี้อวด จิตใจไม่พัฒนา – คุมอารมณ์ไม่ได้

“ผมว่าผู้ชายทางประเทศตะวันตกเขาจะซื่อสัตย์กว่าคนเอเชีย เพราะว่าผู้ชายตะวันตกมีการพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่า สามารถควบคุมตนเองได้ดีกว่า” นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช ให้เหตุผลต่อประเด็นที่ทำไมชายไทยถึงครองอันดับการนอกใจมากสุดในโลก

“เพราะว่าสังคมทางบ้านเรา หรือสังคมเอเชีย เหมือนจะมีช่องที่ทำให้ผู้ชายได้เปรียบผู้หญิง และนอกใจได้มากกว่า

จึงทำให้ถูกปลูกฝังมาว่า ผู้ชายไทยถ้ามีภรรยาเยอะได้ จะรู้สึกว่าตนเองมี Power ยิ่งใหญ่ เพราะค่านิยม หรือการมีแฟนเยอะจะทำให้นำไปคุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนได้ มีภรรยาเยอะดูเป็นคนเก่ง มีอำนาจ มีเสน่ห์ ผู้ชายเอเชียส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตามในเพศชายนั้นสังคมไทยมีการปลูกฝัง การมีหลายคู่มาแต่โบราณ ตั้งแต่การมีวรรณคดี ที่ตัวเอกมีภรรยาหลายคน แล้วก็ได้รับการยกย่อง

ในขณะที่ทางตะวันตกเรื่องนี้พวกนี้เขาจะเข้มงวดมาก และถ้ามีการนอกใจเกิดขึ้น ผมว่าอาจจะโดนเพื่อนๆ ประณามมากกว่าที่จะรู้สึกชื่นชมกันซะด้วยซ้ำ

อีกทั้งสถิติการหย่าร้างของชาติตะตกจึงน้อยกว่าเอเชีย สาเหตุหลักคือ เรื่องศาสนา ถึงขนาดที่บางประเทศทางตะวันตกเขาห้ามหย่าร้างกันเลยนะ เช่นศาสนาคริสต์บางนิกาย

และในบางประเทศออกเป็นกฎหมายแล้วว่า การจะหย่าร้างนั้น สามีภรรยาต้องแยกกันอยู่แล้วกี่เดือน ๆ ถึงจะหย่าได้ ถ้าไม่มีข้อมูลการแยกกันอยู่มาก่อนก็ห้ามหย่ากัน”

แจงจูงใจ->เหล้า เพื่อน สถานการณ์เสี่ยง!

“ส่วนการจะป้องกันการนอกใจของผู้ชายนั้น จริง ๆ แล้ว อย่างแรก-เราต้องรู้ผลลัพธ์ของการกระทำก่อนคือ ต้องมีสติ ว่าการที่เรานอกใจจะมีผลเสียผลร้ายอย่างไร เราจะยับยั้งได้ส่วนหนึ่ง อันนี้คือในส่วนของผู้ชายให้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา ความเข้าใจ เห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรายังได้เสมอ เมื่อเรารู้ว่าทำไปแล้วคนรักเราจะเสียใจ ก็อาจจะยับยั้งชั่งใจได้บ้าง

สอง-การที่เรารู้จักเอาใจเขามาใส่เราจะดีที่สุด เรื่องบางเรื่องบางทีมันไม่มีใครผิดใครถูก มันมีเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้สึกว่าเข้าใจการแก้ปัญหาโดยใช้ความเข้าใจ ผมว่ามันน่าจะดีกว่า ต่อให้คนไปนอกใจมากคงกลับมาอยู่ดี

สาม-การมีเวลาให้กันมากขึ้น ลดโอกาสที่จะไปนอกใจ ในสถานการณ์เสี่ยงอาจเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก เพราะไม่มีโอกาส คนก็จะทำผิดลดลง

สี่-ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เช่น ไปเที่ยวกลางคืน คนมีคู่แล้วก็ไปกับเพศตรงข้ามสองต่อสอง เพราะมนุษย์เรามีสัญชาตญาณดิบอยู่แล้ว ทั้งสองเพศเลยครับ มีทั้งฮอร์โมน และฟีโรโมน (Pheromone) ที่จะทำให้การอยู่ด้วยกันสองต่อสองมีแนวโน้มที่จะผิดพลาดได้ง่าย

บางคนไม่ได้ตั้งใจจะนอกใจมาก่อนแต่ไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เช่น มีแอลกอฮอล์ผสมกับบรรยากาศยั่วยวนก็อาจทำให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย แม้จะเป็นคนดี หรือคนที่เคยทำดีมาตลอดก็ตาม

นอกจากไม่นำตัวเองไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงแล้ว เรื่องยาเสพติดก็ต้องระวัง และการเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีแนวโน้มจะนอกใจ

แต่หากเราห้ามเขาแล้วไม่ฟัง เขาเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนเขาเป็นส่วนใหญ่มากกว่าเรา ก็สามารถพอบ่งบอก อ่านได้ว่า เขาให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากัน ถ้ายังไม่รักมากก็รีบชิ่งดีกว่า ถ้าเราเห็นอะไรตั้งแต่ต้น ดังนั้นเมื่อเราจะคบใครสักคนอย่าพยายามปิดหูปิดตนตนเอง อย่าหลอกตัวเอง

ส่วนเรื่องการเช็กโทรศัพท์ผมว่าคงไม่ต้องถึงขนาดนั้น แค่เราดู Sign อย่างอื่นประกอบกัน เพราะผู้หญิงมักมีความสามารถพิเศษในการหยั่งรู้มากกว่าผู้ชาย ดังนั้นไม่ต้องเช็กโทรศัพท์เขาหรอก ดูสัญญาณอย่างอื่นก็ได้ เช่น เวลาคุยโทรศัพท์ก็ไปยืนคุยห่างเรา หรือปิดเสียง ปิดเครื่อง ในขณะอยู่กับเรา หรือโทรไปถ้าไม่ใช่เวลางานก็ไม่รับบ่อย ๆ แบบนี้ก็น่าสงสัยอยู่ ให้มีการระวังไว้แต่ไม่ใช่ระแวง”

อย่าปิดหูปิดตา โดนแฟนนอกใจซ้ำซาก หาใหม่เถอะ!

“ปัญหาคือ หากเราจับได้ว่าแฟนนอกใจเราหลายครั้งแล้ว เราควรจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยการ ”เลิก” แต่ก็มีผู้หญิงอีกประเภทที่โดนแฟนนอกใจแล้วก็บอกว่าชั้นยอมได้ แต่หากทน และยอมให้เขามีคนใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเขาไปมีลูกกับคนอื่นจะทำอย่างไร อาจจะคิดว่า ถึงจะนอกใจ ยังไงเดี๋ยวก็กลับมาหาชั้นอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ไม่หยุดหรอก จนเรื่องราวบานปลาย

ดังนั้นการที่บอกว่าแฟนนอกใจแล้วรับได้ มันรับได้ไม่ตลอดหรอก เขาอาจจะพยายามพูดปลอบใจตนเองอยู่

แต่ถ้าเป็นการนอกใจครั้งแรก เราก็ต้องดูระดับของการนอกใจด้วยว่าร้ายแรงระดับไหน เหตุการณ์องค์ประกอบโดยรอบ ถ้าไม่มีอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นเช่นบรรยากาศพาไป เหล้า สารเสพติด แล้วพลาดครั้งเดียว ผมว่าน่าจะพิจารณาดูดี ๆ ถ้าแฟนคุณไม่ได้เป็นคนนิสัย หรือบุคลิกเจ้าชู้ก็ให้อภัย แต่ถ้าครั้งที่สอง สาม ยังเหมือนเดิมก็อย่าทนเลยครับ

ทว่าบางคนจะติดเรื่องอื่น เช่น ถึงเขาจะเจ้าชู้แต่เขามีข้อดีอย่างอื่นนะ หน้าตาดี เอาใจเก่ง รวย แต่เจ้าชู้ ถ้าเจ้าชู้ในระดับที่ก่อปัญหาให้ชีวิตคุณ เช่น ถ้าแค่แอบมองสาว ๆ ถือเป็นเจ้าชู้ไหม อันนี้ก็เจ้าชู้เหมือนกันแต่ระดับความรุนแรงจะไม่มาก

แต่ถ้าไปจีบ นัดเจอกันจนเป็นกิ๊ก อันนี้ก็ระดับสูงขึ้นมากหน่อย แต่ถ้ามีเซ็กซ์กับทุกคนเลยอันนี้ก็ระดับสูงมาก เราจึงควรแยกระดับความเจ้าชู้ของแฟนเราด้วยว่าอยู่ในระดับที่เรารับได้หรือไม่

นอกจากจะทำให้เราช้ำใจแล้วยังจะทำให้เราเสียสุขภาพกายอาจจะติดโรคได้ ดังนั้นการนอกใจมันมีระดับขั้นของความร้ายแรงอยู่ครับ ถ้าถามว่านอกใจหนักครั้งเดียวอาจจะพิจารณาเหตุผลโดยรวมได้ แต่ถ้านอกใจหนักๆ แต่หลายครั้ง นอกจากเสียความรู้สึกอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคร้ายด้วย

สุดท้าย ผมแนะนำให้ผู้หญิงจงรู้จักเลือกคู่ครอง โดยมองความเป็นตัวตน และ บุคลิก ของเขา รวมถึงลักษณะนิสัยของครอบครัวของเขาด้วย ไม่เพียงแต่ฐานะการงาน และหน้าตาเท่านั้น”

.
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2555

Advertisements

หญิงไทยนอกใจ! ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก อะไรคือแรงผลักดัน?

เป็นที่ฮือฮาและน่าตกใจอย่างยิ่งกับโพลดูเร็กซ์ระบุ ผู้หญิงไทยถูกจัดอันดับว่ามีความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองคนรักสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีอัตราการนอกใจสูงที่สุดในเอเชีย

หญิงไทยส่วนใหญ่อยู่ในกรอบสังคมศีลธรรม ประเพณี และมีความละอายต่อเรื่องเพศมิใช่เหรอ

“มนุษย์เรามีแรงผลักดันในการมีคู่มากกว่า 1 อยู่แล้วครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะต่างกันไปทั้ง แรงผลักดันทางเพศ ได้แก่ ฮอร์โมน สัญชาติญาณการขยายพันธุ์ การหาคู่” นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช กล่าว

ค่ะ เราไม่นำเสนอถกถามกับคุณหมอในประเด็นวัฒนธรรมประเพณีความเป็นหญิงไทยที่นักจัดระเบียบครอบครัวออกมาเถียงแทนแล้ว หรือระหว่างความตรงไปตรงกับความเห็นแก่ได้ทางการตลาดของเจ้าภาพโพลนี้หรอกนะคะ

เราสนใจประเด็นความเป็นมนุษย์ที่มีแรงขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณทางเพศ ทว่าก็ผกผันตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป..มากกว่า

“แรงผลักดันในชีวิต ได้แก่ การอยากได้อยากดี อยากเด่นดัง อยากรวย อยากเหนือกว่าคนอื่น จากมีแฟนอยู่แล้วรู้สึกว่ายังไม่ดี ก็หาใหม่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในสังคมของตน

และสุดท้ายแรงผลักดันในการแก้แค้น การเอาชนะ เช่น เคยถูกกระทำนอกใจ ก็เอาคืน”

ผู้หญิงยุคใหม่ทำมาหากินเอง ไม่ง้อสามี

“ความไม่ซื่อสัตย์ของผู้หญิงต่อคู่ของตัวเองนั้นมีมาเรื่อยๆ อยู่แล้วในสังคมปัจจุบัน และในสังคมโบราณ เพียงแต่การได้รับการยอมรับนั้นจะเป็นไปตามแต่ละยุคสมัย

สมัยโบราณอย่างคลีโอพัตรา นางก็มีคู่หลายคน ผู้หญิงในประวัติศาสตร์ก็มีมากมายที่นอกใจสามี เพียงแต่ระยะหลังจะมีแนวโน้มมากขึ้น

อย่างที่เราทราบกันว่า เพราะช่องทางในการเจอ พบปะกันง่ายขึ้น ผิดกับผู้หญิง ผู้ชายในยุคอดีตที่กว่าจะเจอ จะรักกันนั้นยากเหลือเกิน

อีกทั้งผู้หญิงปัจจุบันอาจจะไม่ต้องง้อผู้ชายมากเหมือนในอดีต เพราะสามารถทำงานหาเงิน เลี้ยงตนเองได้จึงไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายหากชีวิตคู่ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ผู้หญิงจึงพร้อมหาผู้ชายอื่นมาทดแทนที่ได้เสมอ

หากเป็นสมัยก่อนผู้หญิงต้องยอมทนให้สามีกดขี่ข่มเหง บางครั้งลามปามไปถึงการทำร้ายร่างกายเพียงเพื่อให้เขายังเลี้ยงดู ให้เงินใช้ เพราะผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก จึงไม่มีอาชีพที่จะหาเลี้ยงดู หรือยืนด้วยลำแข้งตนเองได้

ผู้หญิงสมัยนี้จึงได้เปรียบผู้หญิงยุคเก่า เพราะมีการศึกษาทัดเทียมผู้หญิง บางครั้งหน้าที่การงานจะดีกว่าซะด้วยซ้ำ ทะเลาะกันก็เลิก ไม่มีการปรับความเข้าใจ หรืออดทน ให้อภัยกันเหมือนอดีต”

ความไม่เข้าใจกันบ่อเกิดการมีกิ๊ก

“ทว่า การที่ผู้หญิงจะไปมีชู้ในขณะที่ตนเองมีสามี หรือแฟนแล้วนั้นอาจจะมีหลายปัจจัย ถ้าถามว่าอะไรเป็นสาเหตุเดียวคงจะไม่ใช่

แต่ที่ปัจจุบันการนอกใจนั้นมีมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันว่า Social Network เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เป็นอีกช่องทางทำให้นอกใจมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้คนนอกใจกัน แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนนอกใจกัน

สาเหตุใหญ่ คือ การที่คนสองคนไม่มีความเข้าใจกันแล้ว ไม่ได้รักกันแล้ว อันนี้เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งมากกว่า เพราะบางคนมีช่องทางให้นอกใจมากมายแต่เขาไม่ทำ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุทางด้านจิตใจมากกว่า เป็นแนวคิด บุคลิกภาพส่วนตัวของเขา

ส่วนพวกสาวพวกล่าแต้มอาจใช้ได้ในบางสังคมเท่านั้น นั่นคือเรื่องที่พวกเขาอาจจะชอบความท้าทาย เป็นการส่วนตัว เป็นความคิดความเชื่อ บุคลิกภาพของเขามีถูกปลูกฝังมา ว่าถ้าแย่งคนอื่น หรือมีแฟนหลายคนจะเป็นเรื่องที่ดี

ส่วนคู่ที่รักกัน เข้าใจกัน ถามว่าจะมีโอกาสที่เขาจะนอกใจกันมั้ยก็มีนะ แต่เปอร์เซ็นต์จะน้อยกว่า ส่วนใหญ่ที่เราเห็นว่าคนจะนอกใจกันนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันมากกว่า

ถ้าเอา 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน โอกาสนอกใจ มีชู้ แต่น้อย ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เข้าใจกัน โอกาสที่จะนอกใจ มีชู้ จะมากกว่า”

“อยู่ก่อนแต่ง”ทำหญิงไทยเปลี่ยนคู่ง่ายขึ้น

“ผมไม่แน่ใจในโพลว่าที่บอกว่าผู้หญิงไทยไม่ซื่อสัตย์กับคู่ตัวเอง คนเหล่านี้ไม่ซื่อสัตย์ต่อการตอบคำถามด้วยหรือเปล่า

ปัจจุบันเรายอมรับการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งค่อนข้างสูง บางทีพอสังคมยอมรับอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้การจะทำอะไรก็ดูง่ายไปเสียหมด

เช่นเดียวกับกับการเปลี่ยนคู่ที่ง่ายดายเหลือเกิน โดยที่ไม่ต้องมีพิธีการเช่นสมัยก่อน ก่อนจะอยู่ด้วยกัน จะต้องทำพิธีแต่งงานให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายรับทราบจึงจะอยู่ด้วยกันได้

ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยากในสมัยนี้ เพราะการอยู่ก่อนแต่งในสังคมไทยเริ่มมีมากมายหลายคู่ ส่วนใหญ่จะมักเลือกอยู่ก่อนแต่ง จึงทำให้หญิง ชาย อยู่กันง่ายขึ้นในการจะไปอยู่ด้วยกัน ดังนั้นพอการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งมากขึ้น จึงทำให้การเปลี่ยนคู่ง่ายกว่าสมัยก่อน เอาแต่ใจตนเองมากขึ้น ไม่มีความอดทน ไม่มีความให้อภัยกัน”

ศีลธรรมเสื่อม ให้ค่าความรักน้อยกว่าวัตถุ

“แต่สิ่งที่ทำให้แรงผลักดันหรือการนอกใจไม่ได้ออกมาในสังคม คือ ความรัก และ เข้าใจ คู่ของตน ถ้ารักก็ไม่อยากให้แฟนเสียใจ

รวมถึงกรอบค่านิยม ของสังคม เช่น สังคมบางที่ไม่สนับสนุนการนอกใจ และ ประณามอย่างรุนแรง
ศีลธรรม ประจำใจ ของคนนั้น เช่นความรู้สึกดี ถูกผิด

เรื่องความสามารถในการคาดการณ์ ผลลัพธ์ ของการนอกใจ ว่าอาจเกิดผลร้ายพวกเธอจึงไม่นอกใจสามีตนเอง และการมีโอกาสที่จะนอกใจ เช่น สถานการณ์ หรือเพื่อนพาไปเจอผู้ชายคนใหม่ หากสถานการณ์ไม่ได้ โอกาสก็ไม่มี

ทว่า เมื่อพบว่า สถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ก็ย่อมมีผลทำให้การนอกใจมากขึ้น เช่น การมีโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น ในการพบปะผู้คน เช่น Social Network หรือ การออกจากบ้านทำงาน ของเพศหญิง ที่มากกว่าแต่ก่อน ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก

การเปลี่ยนไปของค่านิยมในสังคม ที่ให้การยอมรับกับการนอกใจมากขึ้น และการปลูกฝังด้านศีลธรรมลดลง พ่อแม่ไม่มีเวลาสอน หรือเป็นตัวอย่างไม่ดีให้ลูก ให้กิเลสบังตา จนมองไม่เห็นผลร้ายตามมา

สิ่งสำคัญคือ การเอาใจใส่กันทางจิตใจที่น้อยลง ให้ความรักกันด้านวัตถุมากขึ้น เช่นให้เงิน ให้ของ แต่ไม่ได้ให้ใจ จึงอาจเป็นไปได้ที่จะมีการนอกใจมากขึ้นในปัจจุบัน และ ในสังคมไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทางด้านจิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ รับการยอมรับในสิ่งที่ผิดมากขึ้น และ เข้าข้างตนเองมากขึ้น”

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2555

เตือนหญิงมี “กิ๊ก” เสี่ยงมะเร็งปากมดลูกถามหา

“กิ๊ก” ไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก ความสัมพันธ์ที่กลายเป็นค่านิยมของสังคมไทยทั้งชายและหญิง บางคนหมายถึงเพื่อนต่างเพศใกล้ชิด พูดคุยให้คำปรึกษาเพื่อความสบายใจ แต่บางคนหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กันด้วย ปัจจุบันผู้หญิงไทยนิยมมีกิ๊กมากขึ้น ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ คิดว่าเป็นแฟชั่นไว้อวด ตามค่านิยมปัจจุบันที่ใครมีกิ๊กรู้สึกเท่ รู้สึกได้ควบคุม และเป็นผู้เลือก, ความรู้สึกผิดทางศีลธรรมของคนน้อยลง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็น้อยลงด้วย การจะทำอะไรที่ผิดก็มักอ้างถึงเหตุผลเพื่อให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง, ต้องการได้รับความสนใจและปฏิบัติอย่างดีในฐานะคู่รักกัน มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระยะแรก ๆ ซึ่งผู้หญิงจะมองหาจากชายที่เป็นกิ๊ก, ต้องการแก้แค้นจากการที่ถูกหลอกลวงจากผู้ชายซึ่งเขาอาจไปมีกิ๊กเป็นผู้หญิงคนอื่นเช่นกัน, ต้องการค้นหาประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น , รู้สึกว่าแฟนคนปัจจุบันไม่ใช่หรือไม่ดีพอ ฯลฯ

นอกจากการมีกิ๊กก่อให้เกิดปัญหาครอบครัว ยังส่งผลให้เกิดโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย ผู้หญิงมีกิ๊กหลายคนและเกินเลยถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์  นพ.ก้องศาสด์  ดีนิรันทร์  สูตินรีแพทย์  คลินิกเครือรพ.กล้วยน้ำไท เผยว่า เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก  ยิ่งมีกิ๊กมากยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อมากขึ้น คนส่วนใหญ่คิดว่าถุงยางอนามัยป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกโรค  ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ที่เป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1  เชื้อเอชพีวีมีอยู่กว่าร้อยสายพันธุ์ ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมี 15 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลือร้อยละ 30 เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่น ซึ่งเชื้อนี้อาศัยอยู่ทั่วไปบนร่างกาย  ผิวหนัง เสื้อผ้า ขน ฯลฯ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง  สามารถทนความร้อนและอยู่ในที่แห้งได้ แต่ไม่ก่อให้เกิดโรคในผู้ชาย

“การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ดี เพราะสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส  เวลามีเพศสัมพันธ์ เชื้อที่อาศัยอยู่บนอวัยวะ ผิวหนัง และขนของทั้งชายและหญิงอาจติดเข้าไปกับอวัยวะเพศชายหรือหญิง การมีเพศสัมพันธ์เป็นการนำเชื้อเอชพีวีจากด้านนอกเข้าไปสู่บริเวณปากมดลูก และเกิดการติดเชื้อขึ้นในบริเวณดังกล่าว ทำให้เริ่มมีการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ  กรณีมีแผลถลอกบริเวณเยื่อบุภายในสามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน”

สูตินรีแพทย์ คลินิกเครือ รพ.กล้วยน้ำไท แนะนำว่า มะเร็งปากมดลูกลดความเสี่ยงได้ โดยการรักเดียวใจเดียว หรือไม่ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนที่มีคู่นอนหลายคน ถ้าไม่แน่ใจควรรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์ตรวจภายในเพื่อหาเซลล์มะเร็ง หากตรวจพบก่อนในระยะที่เซลล์เริ่มมีการผิดปกติ ก็สามารถรักษาได้ ในกรณีที่เคยมีกิ๊ก กำลังมีกิ๊กถึงขึ้นมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีหรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน  ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก และฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวี 16 และ 18 ได้ร้อยละ 70  หากมีการติดเชื้อก่อนหน้าการฉีดก็ไม่สามารถป้องกันเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายแล้วได้  แต่เป็นการป้องกันเชื้อใหม่ที่อาจได้รับหลังการฉีด การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ได้ผลดีคือ ฉีดเมื่ออายุประมาณ 9 ปี.

 

ที่มา: เดลินิวส์  21 มีนาคม 2555