รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

thairath140214_001สัปดาห์แห่งความรัก หรือเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นช่วงที่อารมณ์ หรือฮอร์โมนพลุ่งพล่าน หลายคู่รักมักวางแผนทำกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่ไปทานข้าวสังสรรค์ จนถึงขั้นมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรา แต่จะเป็นกิจกรรมประเภทไหน ก็พึงกระทำอย่างมีสติ วันนี้ทีมคณะแพทย์ศาสตร์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์มาฝาก แม้จะดูน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดบ่อยครั้ง หากนึกสนุกมีความสัมพันธ์โดยไม่ดูแลตัวเองให้ดี ฉะนั้น เรื่องน่ารู้และคำแนะนำเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณๆ ทั้งหลายควรรู้ไว้ โดยในวันนี้จะนำเสนอเป็นตอนแรก และนำเสนอตอนจบในสัปดาห์ถัดไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “กามโรค” เกิดจากการร่วมเพศกับผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันร่วมกัน การใช้ห้องสุขา หรือสระว่ายน้ำร่วมกัน ยกเว้นอุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรมทางเพศ เช่น อวัยวะเพศชายเทียมที่ใช้ในการร่วมเพศครั้งเดียวกัน

กิจกรรมทางเพศมีหลายรูปแบบ มีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อย ขึ้นกับลักษณะของกิจกรรม กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคต่ำ ได้แก่ การกอดจูบลูบคลำภายนอก การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน กิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอด และทางทวารหนัก โดยเฉพาะการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น มีการเสี่ยงต่อการติดโรคมากที่สุด เพราะมักมีการถลอกของอวัยวะเพศชายและผิวทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อกามโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันกามโรคได้ดี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สม่ำเสมอทุกครั้งที่ร่วมเพศ สวมใส่ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง มีการหล่อลื่นดีเพื่อป้องกันถุงฉีกขาด แต่สิ่งที่ควรรู้ คือ ถุงยางอนามัยป้องกันกามโรคบางชนิดได้ไม่ดีนัก เช่น หูดหงอนไก่ โรคเริม เพราะอาจติดต่อโดยบริเวณถุงยางคลุมไม่ถึง ถุงยางอนามัยสตรีป้องกันกามโรคได้ดีกว่าถุงยางชาย เพราะมีบริเวณครอบคลุมมากกว่าและฉีกขาดยากกว่า การใส่ถุงยางชายหลายชั้นอาจทำให้การแตกรั่วฉีกขาดยากขึ้น แต่ทำให้ความรู้สึกในการร่วมเพศลดลง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการได้หลายระดับ มีความรุนแรงตั้งแต่น้อยถึงมาก จนทำให้เสียชีวิต โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้

ประเภทแรกคือ “ไม่มีอาการ” ได้แก่ โรคเอดส์ระยะแรก หรือที่เรียกว่า เอชไอวี โรคตับอักเสบจากไวรัสบีและโรคซิฟิลิส ทั้งสามโรคตรวจพบได้จากการเจาะเลือด ถ้าเลือดบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และอาจอยู่ในระยะแฝง หรือฟักตัว

“โรคเอดส์” อาจใช้เวลาถึงสามเดือนจึงจะทำให้เลือดเป็นผลบวก ในกรณีที่สงสัยจึงต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำหลายครั้ง โรคเอดส์และโรคตับอักเสบจากไวรัสบีในระยะสุดท้าย จะทำให้มีอาการต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมาก และผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตในที่สุด ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด ยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงและไม่รับเชื้อเพิ่ม ก็อาจมีสุขภาพเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้ ในปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่ใช้ร่วมกันหลายขนาน สามารถควบคุมการติดเชื้อไม่ให้กำเริบจนมีอาการได้ แต่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หายขาด

ซิฟิลิส” เป็นกามโรคที่สำคัญในอดีต ก่อนจะมีโรคเอดส์ แต่ในปัจจุบันมียาปฏิชีวนะสามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ควบคุมยับยั้งการกำเริบของโรคนี้ได้ จึงไม่แสดงอาการรุนแรงเหมือนในอดีต และมักตรวจพบในสตรีที่มาเจาะเลือดขณะฝากครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เจาะเลือดก่อนรับการผ่าตัดกลุ่มที่มีติ่งเนื้อ หรือตุ่มนูนที่อวัยวะเพศ โรคที่สำคัญ คือ หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก

กลุ่มต่อมา ได้แก่ “หนองแท้และหนองในเทียม” กลุ่มนี้มีอาการเด่น คือ มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ หรือช่องทางร่วมเพศ ในเพศหญิงพบว่าไหลออกจากช่องคลอด หรือช่องปัสสาวะและมีอาการแสบเวลาปัสสาวะ ในเพศชายจะมีอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะและมีปัสสาวะแสบขัดลำกล้องมากกว่าในฝ่ายหญิง เนื่องจากท่อปัสสาวะยาวกว่า ในรายที่ร่วมเพศทางปากอาจพบมีการอักเสบและมีหนองในช่องปากและต่อมทอนซิล ในรายที่มีการร่วมเพศทางทวารหนักอาจพบมีหนองปนกับอุจจาระ โดยทั่วไปมักเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร่วมเพศที่ติดเชื้อ ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

หูดหงอนไก่” เป็นกามโรคที่พบบ่อยในปัจจุบันและมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกัน ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องได้ แต่วัคซีนมีราคาแพงและควรฉีดก่อนการร่วมเพศครั้งแรกเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งสองโรคจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ มักมีหลายตุ่ม ขนาดเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ไม่เจ็บ ยกเว้นจะมีการอักเสบจากการเกา หูดหงอนไก่มีผิวขรุขระเป็นหนาม คล้ายกับหงอนไก่ หรือดอกกะหล่ำ

หูดข้าวสุก” มีผิวเรียบ แต่ละตุ่มมีรูตรงกลาง ซึ่งเมื่อสุกดีจะบีบของเหลวข้นๆ ออกจากรูได้คล้ายข้าวสุก ในบางรายติ่งเนื้อ หรือตุ่มมีขนาดเล็ก สามารถหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก หรือกระจายเป็นวงกว้าง การใช้ยารักษาหูดจี้สัปดาห์ละหนึ่ง หรือสองครั้งจะได้ผลดี ถ้าใช้ยาเกินหนึ่งเดือนแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีทางศัลยกรรม เช่น การตัดออก การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็น

จะเห็นได้ว่าอาการของกลุ่มกามโรคที่กล่าวมานี้มีอาการค่อนข้างรุนแรงและต้องใช้เวลาในการรักษา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกโรคมีวิธีป้องกันหลายวิธี ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ในสัปดาห์หน้า เราจะนำเสนออาการในกลุ่มกามโรคอื่นๆ อีก สำหรับสัปดาห์นี้ ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงเทศกาลแห่งความรัก ที่สำคัญนอกเหนือไปกว่าส่งความรักให้คนอื่น ก็อย่าลืมรักตัวเอง ป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักจากโรคทางเพศสัมพันธ์ให้ดีด้วย.

นพ.สัญญา ภัทราชัย
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 กุมภาพันธ์ 2557

thairath140221_001

รู้จักรัก รู้จักป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (2)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มอาการของกามโรคไปแล้วบางส่วน ในสัปดาห์นี้จะขอเพิ่มเติมกลุ่มอาการอื่นๆ เพื่อเป็นความรู้และข้อเสนอแนะสำหรับดูแลตัวเองและคนที่เรารักต่อไป

กลุ่มถัดมาคืออาการ “มีแผลที่อวัยวะเพศ” โรคสำคัญคือเริมและแผลริมอ่อน ทั้งสองโรคมักเกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อ

โรคเริม” มักมีอาการเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสๆ ประมาณกลุ่มละ 4-6 ตุ่ม กระจายตามบริเวณผิวหนังที่สัมผัสเชื้อในการร่วมเพศ มีอาการเจ็บและแสบร้อนมากภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มน้ำจะแตกและกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งแสบร้อนมาก ในบางรายอาจทำให้อวัยวะเพศบวม บางรายปัสสาวะไม่ออก ในรายที่มีอาการครั้งแรกมักมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต กรณีที่มีอาการอ่อนเพลียมากหรือปัสสาวะไม่ออก ควรนอนรักษาในโรงพยาบาลพร้อมให้ยาและน้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ โดยอาการมักหายเป็นปกติภายในสองสามสัปดาห์ แผลหายสนิทโดยไม่มีแผลเป็น (ถ้าไม่มีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียซ้ำเติม) โรคเริมอาจกลับมาเป็นซ้ำได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ขณะมีประจำเดือน เครียดจัด นอนไม่หลับ ตุ่มน้ำของเริมมักขึ้นบริเวณเดิม โดยอาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีแต่ยาที่ทำให้อาการทุเลาและหายเร็วขึ้น

แผลริมอ่อน” ต่างจากเริมเพราะเป็นแผลเดี่ยวขนาดใหญ่ แผลมีก้นลึกและมีหนองที่ก้นแผล ขอบแผลดูเว้าแหว่งเหมือนถูกสัตว์กัดแทะ มีอาการเจ็บมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษามักหายเองภายในสองสามสัปดาห์ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดยาครั้งเดียว

กลุ่มอาการ “ฝีมะม่วง” คือการอักเสบของกลุ่มต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตและเจ็บ บางรายมีร่องตรงกลางดูคล้ายผลมะม่วงอกร่อง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในกรณีที่ฝีสุกและมีหนองภายในมาก ฝีอาจแตกได้ ซึ่งภายหลังฝีแตก แผลมักหายช้า บางรายอาจกินเวลาเป็นเดือน ฉะนั้นจึงควรรักษาก่อนฝีจะแตกและไม่ควรผ่าฝี การรักษาที่ถูกต้องคือ แพทย์จะใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังปกติเข้าไปในฝีและดูดหนองออกเพื่อให้ฝียุบตัวลง หลังจากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่ออีกสองสัปดาห์ ฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อตัวเดียวกับโรคหนองในเทียมและใช้ยารักษาในกลุ่มยาเดียวกัน

กลุ่มอาการ “ตกขาวกลิ่นเหม็นคาวปลา” ซึ่งมีอาการคันหรือตกขาวเป็นก้อน กลุ่มนี้ประกอบด้วยโรคสามโรคคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา การติดเชื้อราในช่องคลอดและการติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ทั้งสามโรคเป็นโรคที่ไม่รุนแรง ไม่ทำอันตรายร้ายแรงต่อผู้ติดเชื้อ แต่สร้างความรำคาญโดยเฉพาะในการร่วมเพศ ทั้งสามโรคเกิดจากการเสียสมดุลของสภาวะในช่องคลอด ซึ่งโดยปกติจะมีความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การสวนล้างช่องคลอด การใช้สิ่งแปลกปลอมสอดใส่ในช่องคลอด การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการติดเชื้อกามโรค

การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดทำให้เกิดกลิ่นคาวปลา” เกิดจากภาวะในช่องคลอดเป็นกรดน้อยลง ทำให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นเจริญผิดปกติ กลิ่นจะรุนแรงในขณะที่มีการหลั่งน้ำอสุจิในการร่วมเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ อาจใช้ร่วมกับยาเหน็บช่องคลอด และงดการสวนล้างช่องคลอด โรคนี้อาจเป็นซ้ำได้บ่อย และเพื่อให้เกิดผลดีทางการรักษาฝ่ายสามีจึงต้องมีการรักษาควบคู่กันไปด้วย

เชื้อราในช่องคลอด” พบได้บ่อยในคนปกติ บางรายพบจากการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกประจำปี โดยทั่วไปมักไม่มีอาการ ยกเว้นในรายที่เป็นมากอาจมีตกขาวปริมาณมากและมีอาการคัน ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนๆ เหมือนนมบูดหรือนมแหวะออกมาของทารก อาการอาจมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมดลูกและอวัยวะในช่องเชิงกรานมากขึ้น การรักษามียารับประทานทางปากหรือเหน็บทางช่องคลอด

เชื้อพยาธิในช่องคลอด” พบได้น้อยกว่าสองโรคข้างต้น พบได้บ้างในคนปกติ ในรายที่เป็นมากจะมีตกขาวคล้ายหนองเป็นฟองจำนวนมากและมีกลิ่นเหม็นคันช่องคลอด นำตกขาวมาส่องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวพยาธิรูปร่างเหมือนใบโพธิ์วิ่งไปมาจำนวนมาก สามีมักมีเชื้อพยาธิอยู่ด้วยแต่ไม่มีอาการ การรักษาต้องรักษาทั้งคู่จึงจะหายขาด การรักษาโดยให้ยาครั้งเดียวรับประทานจะให้ผลดีมาก

thairath140221_001a

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับการปฏิบัติตัวในกรณีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– ลด ละ เลิก พฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อกามโรค เช่น มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคน การสำส่อนทางเพศ การใช้วิธีร่วมเพศที่ไม่ปลอดภัย เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศร่วมกัน

– หากสงสัยว่าจะเป็นกามโรคให้มาพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

– ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าปลอดภัยหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือพึงพอใจเฉพาะคู่ของตน เพราะหากร่วมเพศกับผู้ที่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน

– ผู้ป่วยกามโรคควรพาคู่สมรสหรือคู่เพศสัมพันธ์มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อที่อาจแฝงอยู่ ในผู้ป่วยกามโรคบางรายอาจมีโรคมากกว่าหนึ่ง ดังนั้น คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงมีบริการเจาะเลือด ตรวจหาเลือดบวกและเพาะเชื้อจากหนองหรือตกขาวเพื่อค้นหาการติดเชื้อกามโรคในระยะแฝง การรักษาต้องให้การรักษาทั้งคู่จนหายจึงจะมีความปลอดภัยในการร่วมเพศ

นพ.สัญญา ภัทราชัย

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2557

Advertisements

เซ็กซ์ไม่ป้องกัน เสี่ยงกามโรค 80%

dailynews140221_001เรื่องเพศสัมพันธ์ หากมีการเปลี่ยนคู่นอนมากหน้าหลายตา นอกจากจะต้องป้องกันเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจแล้ว การป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ยังสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มิเช่นนั้น โรคร้ายๆ อาจคืบคลานเข้ามาจนทำให้เจ็บป่วย และอาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

อย่างเช่น กามโรค สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การมีกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์ (Latex condom) และการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ติดเชื้อ มีผลการศึกษาชี้ว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับผู้ชายที่มีเชื้อหนองในแท้โดยไม่สวมใส่ถุงยาง จะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 70-80%

ส่วนผู้ที่สวมถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี หรือมีพฤติกรรมใส่บ้างไม่ใส่บ้างนั้น ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรค ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนของคู่นอน และเมื่อเป็นโรคทางเพศชนิดหนึ่งแล้วก็จะทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ กามโรค/โรคซิฟิลิส หนองในแท้/โรคหนองใน หรือหนองในเทียม และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าติดโรคสามารถสังเกตได้จากมีอาการเจ็บ มีก้อนบวม (Lump) หรือแผลที่บริเวณปากและทวารหนัก ปัสสาวะแสบขัด มีน้ำ ตลอดจนมีหนองออกมาจากอวัยวะเพศชายและช่องคลอด มีอาการปวดที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะที่ขาหนีบ เป็นต้น โดยหลังจากที่มีการสัมผัสโรคจะใช้เวลาตั้งแต่ 2 วัน จนถึง 3 เดือน จึงจะปรากฎอาการหรือร่องรอยของโรค

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายสาเหตุ ทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเหล่านี้ได้ เช่น ไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบ บี และเมื่อติดเชื้อแล้ว ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ซึ่งวัยรุ่นผู้หญิงเซลล์บริเวณปากมดลูกยังเจริญไม่เต็มที่ จึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดเวลา เซลล์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะไวต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2557

‘เซ็กซ์’ ปลอดภัยวัยว้าวุ่น

dailynews130915_002วัยรุ่นที่รักสนุก ไม่ป้องกัน อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ หรือติดโรคจากคู่นอนเป็นของแถม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในบ้านเรายังพบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์ 100 คน พบว่า 14-15% เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อวัน หรือถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี คือ อายุ 14 ปีลงไป ตั้งครรภ์เฉลี่ย 10 คนต่อวัน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ ในฐานะคนทำงานด้านนี้มองว่าทำอย่างไรจะลดปัญหาลงได้

ปัญหาการมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ถ้าทำแท้งไม่ปลอดภัยก็นำไปสู่การติดเชื้อ เสียชีวิตของมารดาได้ ถ้าไม่ทำแท้ง เขาก็จะไม่ค่อยดูแลครรภ์ การตั้งครรภ์นั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น คลอดออกมาทารกถูกทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเป็นปัญหาสังคมตามมา

เซ็กซ์ไม่ปลอดภัยยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่นสูงอยู่

นอกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ติดโรคแล้ว แม่อายุน้อยอาจจะมีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่ากำหนดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุปกติ หรืออาจจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ต้องผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชิงกรานยังไม่พร้อมที่จะคลอดลูกทางช่องคลอด มีโอกาสจะเจ็บท้องก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกนั้น เมื่อคลอดออกมาถ้าได้รับการดูแลดีก็จะมีพัฒนาการตามปกติได้ แต่วัยรุ่นบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ ตรงนี้จะเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้

การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ถ้าเป็นปัจจัยที่เกิดจากตัววัยรุ่นเอง ด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กผู้ชายเป็นหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์ทางเพศ เด็กผู้หญิงเป็นสาวมีเต้านม มีทรวดทรง

ส่วนด้านจิตใจ วัยรุ่นมีความสนใจในตัวเองและเพศตรงข้าม เริ่มไม่ฟังผู้ใหญ่ เชื่อเพื่อน เชื่อคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง มีพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อนมีแฟนตัวเองก็ต้องมีแฟนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายในตัววัยรุ่น

ด้านปัจจัยภายนอกมาจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาให้ลูก ครอบครัวแตกแยก มีแนวโน้มที่ลูกจะไปหาความอบอุ่นจากข้างนอก เพื่อนจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาออกนอกลู่นอกทางได้

ขณะเดียวกันการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนก็ยังทำได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เท่าที่เคยพูดคุยกับคุณครูที่ทำเรื่องนี้บอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ถือว่าไม่ใช่ภาระงานของครู ดังนั้นเขาก็ทำแบบขอไปที ไม่เต็มที่

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สื่อลามก ภาพยนตร์ ดารา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่านิยม ทัศนคติของวัยรุ่นเรื่องการมีเซ็กซ์ไม่ถูกต้อง คือ มีเซ็กซ์โดยไม่ต้องกลัวอะไร

คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหามี 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนเด็กได้ ให้เด็กกล้ามาปรึกษา หรือมาพูดคุยก่อนที่เขาจะไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ เช่น เด็กผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองต่อสอง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตัว ถ้าเขาได้รับการชักชวนแล้วพูดคุยกับพ่อแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปิดใจ ทำให้เด็กไว้ใจ เชื่อใจมาขอคำปรึกษา

ส่วนที่สอง เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แนวคิดของผู้ชาย “เซ็กซ์” สำคัญกว่า “ความรัก” ในขณะที่เด็กผู้หญิงความรักก่อน แล้วจึงยอมมีเซ็กซ์ด้วย คือ ยอมมีเซ็กซ์เพื่อความรัก

ดังนั้นกรณีเด็กผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง สอนเขาให้เกียรติผู้หญิง รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนเวลาอันสมควร ก็จะทำให้เขาไม่เอาเปรียบผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงต้องสอนให้รู้จักปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์

ผมมีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 19 ปีมาฝากท้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ แล้วติดเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า สามีคนปัจจุบันซึ่งเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน ผลเลือดเป็นลบ คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าน่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากแฟนคนแรก ซึ่งมีเซ็กซ์กันตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนอยู่ ม.3 ผมก็ถามว่า แล้วทำไมจึงมีเพศสัมพันธ์ เขาบอกว่า ช่วงปิดเทอมได้ไปเลี้ยงฉลองกัน พอถามว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่าทำให้ยินยอมมีเซ็กซ์ เขาบอกว่าไม่ใช่ ที่ยอมเพราะรักผู้ชายคนนั้น ในที่สุดความสัมพันธ์ก็ยุติ เมื่อผู้ชายมีเซ็กซ์ด้วยแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าผู้ชายถูกสอนไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงถูกสอนให้รู้จักปฏิเสธ รู้ว่า เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักยั่งยืน อาจจะช่วยให้เขาป้องกันปัญหาตรงนี้ได้

ถามว่า การทำโครงการนี้ไปส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ การไม่มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควรดีที่สุด แต่ในสหรัฐเคยมีการศึกษาว่า ถ้าทำให้เด็กไม่มีเซ็กซ์จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในเด็กวัยรุ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าโครงการนี้ล้มเหลว เพราะไม่สามารถไปห้ามเด็กมีเซ็กซ์ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะมีเซ็กซ์ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เขาติดโรค โดยเฉพาะติดเชื้อเอชไอวี คือ ไม่มีเซ็กซ์ดีที่สุด แต่ถ้ามีเซ็กซ์ต้องมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย

เรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ในทางกฎหมายการทำแท้งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการลักลอบการทำแท้งเกิดขึ้น ดังนั้นก็ต้องพยายามให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ ถ้าต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ส่งไปในสถานที่ปลอดภัย แต่ตรงนี้อาจลำบากในการสื่อออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ยังผิดกฎหมาย ถามว่ายังมีการให้บริการตรงนี้ไหม ยังมีอยู่

รพ.จุฬาลงกรณ์ มี “คลินิกดรุณรักษ์” ดูแลวัยรุ่นและเด็กที่มีปัญหาทางนรีเวช คลินิกนี้เป็นศูนย์รับส่งต่อคนไข้จากที่อื่น เป็นกรณีที่มีปัญหาเยอะ ๆ ไม่สามารถดูแลได้ในสถานบริการปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ หรือบางครั้งเด็กพุ่งตรงมาที่คลินิกเราก็ยินดีให้คำปรึกษา

ในบ้านเรามีองค์กรภาครัฐและเอกชนทำเรื่องตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเยอะ เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ประสานกัน อีกทั้งวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษา ขอคำแนะนำ และเข้าถึงบริการได้อย่างไร ก็เลยมีแนวคิดตั้งศูนย์ให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมโยงวัยรุ่น ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กศูนย์สุขใจวัยว้าวุ่น” เป็นตัวเชื่อม เด็กวัยรุ่นสามารถติดต่อผ่านทางช่องทางนี้ ถามคำถาม หรือ ในกรณีที่ต้องการบริการด้านนี้ เราจะสื่อสารให้เขาไปพบศูนย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า ที่ไหนมีศูนย์บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นบ้าง

ที่ผ่านมากระแสละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่นดัง เราก็เลยจะจัดเสวนา “เซ็กซ์ปลอดภัย วัยว้าวุ่น” ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ที่ห้องประชุมเฉลิม พรหมมาส อาคาร อปร. เวลา 13.00-15.30 น. มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ทีมงานซีรีส์ ฮอร์โมน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล คุณกรรณิกา ธรรมเกษร ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร พญ.ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร รวมทั้งตัวแทนวัยรุ่น ดังนั้นผู้สนใจสามารถไปร่วมรับฟังหรือแสดงความเห็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

เผยเหตุผลของคนมีเซ็กซ์

dailynews130116_001ทุกสิ่งที่กระทำ ล้วนมีเหตุผล อย่างเรื่องเซ็กซ์ก็เช่นกัน เชื่อว่าแต่ละคู่มีเหตุผลของการทำกิจกรรทางเพศแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ก็เพื่อมีบุตร หรือเกิดจากความพึงพอใจ บ้างก็เมคเลิฟเพื่อกระชับสัมพันธ์รัก

แล้วทั้งสามเหตุผลพื้นฐานข้างต้นนั้นตรงกับคุณผู้อ่านบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรงใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากสื่อออนไลน์ต่างแดน อาทิ เดอะ การ์เดียน, เว็บเอ็มดี, ไซโคโลจี ทูเดย์ ต่างเคยนำเสนอผลสำรวจจากงานวิจัยที่เสาะหาเหตุผลของการเสพสวาทมาเปิดเผย

อย่างเช่นผลสำรวจที่นักจิตวิทยาเคยสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง อายุ 17-52 ปี จำนวนราว 2,000 คน พบว่า คำตอบมีความหลากหลายมาก ซึ่งสามารถจัดกลุ่มคำตอบออกมาได้ 237 กลุ่มเหตุผล!!!

สำหรับเหตุผลยอดนิยมนั้นคือ มีเซ็กซ์เพราะเหตุผลทางกายภาพหรือสภาพแวดล้อมรอบตัว ต่อมาเป็นเพราะความพึงพอใจ ตามด้วยเพื่อผ่อนคลายแก้เครียด มีเซ็กซ์เพราะเชื่อว่าเป็นการออกกำลังกายทางหนึ่ง มีเพราะอยากรู้อยากลอง และเกิดจากความชื่นชอบกันและกัน

ส่วนที่ระบุเหตุผลแปลกๆ มีทั้งบอกว่า ทำเพราะหน้าที่ เพราะความกดดัน และเพื่อปกป้องคุ้มครองคนรัก อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาคาดว่า สาเหตุที่ทำให้คำตอบมีหลากหลายเป็นเพราะแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทว่าจะให้สรุปเหตุผลพื้นฐานที่ชายและหญิงส่วนใหญ่ตอบกันมากว่าทำไมถึงมีเซ็กซ์ นั่นก็คือ ความสนใจในกันและกัน และความพึงพอใจ

ไม่ว่าเซ็กซ์จะเกิดขึ้นเพราะเหตุผลใด ก็ควรต้องปลอดภัย สมวัย และถูกต้อง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 16 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Why Do People Have Sex?

By Stacy Lloyd
Mon, Jan 07, 2013

Researchers have generally assumed people have sex for one or more of three reasons: to have children, experience sexual pleasure, and cement relationships, according to PsychologyToday.com.

Well, wrote WebMD, today’s reasons why people have sex seem to vary much more.

A 2010 Sexuality & Culture review of sex motivation studies states people offer “far more reasons for engaging in sexual intercourse than in the past.”

These include a wide range of motivations, from pleasure and procreation, to insecurity, to inquisitiveness.

This aside, some sexologists still believe, at the most basic level, there is only one true reason people have sex. We’re wired for it, reported WebMD.

“Our brains are designed to motivate us toward that behavior,” Richard A. Carroll, PhD, sex therapist and associate professor in the psychiatry and behavioral sciences department at Northwestern University Feinberg School of Medicine, told WebMD.

Research from the University of Texas at Austin revealed hundreds of varied and complex motivations that range from the spiritual to the vengeful, wrote ScienceDaily.com.

After conducting comprehensive studies on why people have sex, psychology researchers David Buss and Cindy Meston uncovered 237 motivations, which appear in the Archives of Sexual Behavior.

The Guardian wrote the two psychologists canvassed 2,000 people to compile the list of the 237 most popular reasons. PsychologyToday.com added that they asked people aged 17 to 52, to list “all the reasons why you or those you know have engaged in sexual intercourse.”

The Texas psychologists used the research to identify four major factors and 13 sub-factors for why people have sex, wrote ScienceDaily.com.

One major factor is physical reasons. The sub-factors are pleasure, stress relief, exercise, sexual curiosity, or attraction to a person, wrote WebMD.

Dummies.com said that many people engage in sex for the sensory experience, the wide range of physical and emotional pleasures that a person can derive from sexual activity.

Another major factor is emotional reasons. These sub-factors are love, commitment and gratitude.

Part of the glue that holds longtime love together is sex, said Dummies.com.

WebMD said that a major factor of why people have sex is a variety of goal-based reasons. The sub-factors are procreation, improving social status (i.e. to become popular) or for revenge.

The fourth major factor is insecurity-based reasons. These sub-factors include self-esteem, a feeling of duty or pressure, and to guard a partner, wrote ScienceDaily.com.

PsychologyToday.com wrote, the myth is that men and women are emotionally very different. However, in the Meston-Buss survey, the top reasons why both men and women become sexual were based on attraction and pleasure.

Men and women gave the same priority to horniness and almost the same to expressing love, and feeling closeness/intimacy.

 

SOURCE: health.yahoo.net