เตือนหญิงโรคเบาหวานวัย 50 อัพ กลุ่มเสี่ยงเกิด “โรคข้อไหล่ติด”

ภายหลังการประชุม “1st Sports Orthopedic Conference by Samitivej” ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่ออัพเดตวิวัฒนาการความก้าวหน้า เกี่ยวกับเทคนิควิธีการผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องจากทีมแพทย์ของสมิติเวช ร่วมกับทีมศัลยแพทย์กระดูกจากประเทศเยอรมนีที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของโลก

นพ.วิเชียร จิระบุญศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬา รพ.สมิติเวช สุขุมวิท เผยว่า โรคที่เกิดขึ้นกับข้อไหล่มีหลายโรค แต่ที่พบบ่อยในคนไทยคือ เส้นเอ็นฉีกขาดหรือเปื่อยไปตามสภาพร่างกาย ไม่ก็เกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทว่าสำหรับโรคข้อไหล่ติดแล้ว มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนปกติ เนื่องจากสรีระของผู้หญิงบอบบางกว่า การยกของหนักมากเกินไป การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น เทนนิส แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อาจจะนำพาไปสู่การบาดเจ็บของข้อไหล่ได้ง่าย

“สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง การบาดเจ็บข้อไหล่แบบเล็กน้อยร่างกายจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามธรรมชาติ แต่สำหรับคนไข้โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากปล่อยละเลยทิ้งไว้จะทำให้กลายเป็นภาวะเรื้อรังในที่สุด อาการเบื้องต้นที่เตือนว่าควรจะรีบไปพบแพทย์คือ เริ่มมีอาการปวดข้อไหล่เวลานอน ยกแขนไม่ขึ้น ปวดไหล่เวลานอนตะแคง

ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาคนเดิมยังกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีคนไข้สูงอายุจำนวนมากเมื่อมีอาการมักปล่อยทิ้งไว้ จนร่างกายปรับสภาพและไม่มีอาการปวด ในที่สุดต้องสูญเสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไป เพราะการที่เส้นเอ็นเส้นใดเส้นหนึ่งเสื่อมหรือฉีกขาดแล้วเราไม่ทำการรักษา หัวไหล่จะเสียสมดุล จากนั้นอาการข้อเสื่อมขั้นรุนแรงก็จะตามมาจนกลายเป็นโรคข้อไหล่ติด

“เดิมทีแพทย์ทางกระดูกและข้อทั่วไปจะรักษาไปตามอาการเบื้องต้น คือให้ยาเพื่อระงับอาการปวด ทำกายภาพบำบัด แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นแพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการทำผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อทั่วโลกยืนยันว่าให้ผลทางด้านการรักษาดี บาดแผลที่เกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากแพทย์ใช้วิธีการเจาะรูทำให้เนื้อเยื่อด้านข้างเกิดการบอบช้ำน้อย ที่สำคัญคือคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็ว ดังนั้นหากเกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ เพื่อผลการรักษาที่ดีและแม่นยำ ควรเลือกรักษากับทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านข้อไหล่ ซึ่ง รพ.สมิตเวช สุขุมวิทเอง ก็มีศูนย์กระดูก-ข้อและแพทย์กีฬาไว้คอยดูแลคนไข้ พร้อมทั้งยินดีให้คำปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการปั้นลูกให้เป็นนักกีฬามือชีพ คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะที่ให้เหมาะสมกับกีฬาแต่ละชนิด เขาย่อมต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์มืออาชีพเช่นกัน” นพ.วิเชียรแจงเพิ่ม

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ นพ.วิเชียรให้คำแนะนำไว้ว่า ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง อาทิ เล่นกีฬาโดยขาดความรู้ความชำนาญ และทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ในส่วนของคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีกิจกรรมหนักๆ เป็นประจำควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่อยู่ใกล้ชิดและเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา หากรู้เท่าทัน หมั่นดูแลสุขภาพ ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิต เราก็จะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยครับ.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 22 สิงหาคม 2555

Advertisements

เตือนหญิง 50 อัพ เสี่ยงข้อไหล่ติด – หลุด เป็นแล้วแก้ได้ผ่าตัดผ่านกล้อง

ข้อไหล่ติด หัวไหล่หลุด เอ็นข้อไหล่ฉีกขาดจากการออกกำลังกาย หรือเสื่อมไปตามสภาพร่างกาย เป็นโรคข้ออย่างหนึ่ง หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้อย่างมาก เดิมทีแพทย์ทางกระดูกและข้อทั่วไปรักษาไปตามอาการเบื้องต้นคือ ให้ยาเพื่อระงับอาการปวด ทำกายภาพบำบัด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นแพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการทำผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อทั่วโลกยืนยันว่าให้ผลทางด้านการรักษาดี บาดแผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะแพทย์ใช้วิธีการเจาะรูทำให้เนื้อเยื่อข้างเกิดการบอบช้ำน้อย และที่สำคัญคือคนไข้ฟื้นตัวเร็วมาก

ภายหลังจากการประชุมวิชาการ หัวข้อ “สปอร์ต ออร์โธปิดิค คอนเฟอเรนซ์ บาย สมิติเวช ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้  เพื่อเปิดโอกาสให้แพทย์ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาและชมการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องจากทีมแพทย์ของสมิติเวช  สุขุมวิท และได้ร่วมอัพเดทวิวัฒนาการความก้าวหน้ากับเทคนิควิธีการผ่าตัดแนวใหม่ในการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อการรักษาจาก ศ.แอนเดรส บี. อิมฮอฟฟ์ ศัลยแพทย์กระดูกที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของโลก จากประเทศเยอรมนี โดย นพ.วิเชียร จิระบุญศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬา รพ.สมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า การประชุมทางวิชาการครั้งนี้มีการทำผ่าตัดไลฟ์ เซอร์เจอรี่  (live surgery) ควบคู่ไปกับการบรรยายภาคทฤษฎี ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแพทย์ที่เข้าร่วมประชุม  เพราะการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นวิทยาการทางด้านการแพทย์เฉพาะทางที่แพทย์กระดูกและข้อทั่วไปให้ความสนใจและยังมีความรู้ความชำนาญที่จำกัด

“โรคที่เกิดขึ้นกับข้อไหล่มีหลายโรค แต่ที่พบบ่อยในคนไทยคือ เส้นเอ็นฉีกขาดหรือเปื่อยไปตามสภาพร่างกาย เกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อไหล่ติดมักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานอายุ 50 ปีขึ้นไปมีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนปกติ และเกิดในผู้หญิงเนื่องจากสรีระของผู้หญิงบอบบางกว่า  การยกของหนักมากเกินไป การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น เทนนิส แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อาจนำพาไปสู่การบาดเจ็บของข้อไหล่ได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง การบาดเจ็บข้อไหล่แบบเล็กน้อย ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามธรรมชาติ แต่คนไข้ที่ปล่อยละเลยทิ้งไว้จนกลายเป็นภาวะเรื้อรังในที่สุด  อาการเบื้องต้นที่เตือนว่าควรจะรีบไปพบแพทย์คือ เริ่มมีอาการปวดข้อไหล่เวลานอน  ยกแขนไม่ขึ้น ปวดไหล่เวลานอนตะแคง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีคนไข้สูงอายุจำนวนมากเมื่อมีอาการมักปล่อยทิ้งไว้ จนร่างกายปรับสภาพและไม่มีอาการปวด และต้องสูญเสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไป  เพราะสังคมบ้านเราเล่นกีฬาน้อยพึ่งพาครอบครัวเสียมาก การที่เส้นเอ็นเส้นใดเส้นหนึ่งเสื่อมหรือฉีกขาด และไม่ทำการรักษาหัวไหล่จะเสียสมดุล อาการข้อเสื่อมขั้นรุนแรงก็จะตามมา” นพ.วิเชียรกล่าวถึงสาเหตุโรคข้อไหล่ติด

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ นพ.วิเชียร แนะนำว่า  หลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมเสี่ยงเล่นกีฬาโดยขาดความรู้ความชำนาญ ทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีกิจกรรมหนัก ๆ เป็นประจำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากรู้เท่าทัน หมั่นดูแลสุขภาพ ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ เพื่อผลการรักษาที่ดีและแม่นยำ ควรเลือกรักษากับทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านข้อไหล่ ซึ่งรพ.สมิติเวช สุขุมวิท มีศูนย์กระดูก-ข้อ และแพทย์กีฬา ไว้คอยดูแลคนไข้ และให้คำปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการปั้นลูกให้เป็นนักกีฬามืออาชีพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2555

โรคเอแอลเอส โดย ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ

โรคเอแอลเอส หรือโรค Amyotrophic lateral sclerosis (ALS/MND) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ พยาธิสภาพของโรคเอแอลเอสอยู่ที่บริเวณแกนสมอง และไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อแขนขา และลำตัวอ่อนแรง กลืนลำบาก และพูดไม่ชัด คำว่า “Amyotrophic” หมายถึง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบและเต้นพลิ้ว (fasciculation) ส่วนคำว่า “Lateral sclerosis” หมายถึงรอยโรคในทางเดินของกระแสประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในไขสันหลัง

โรคเอแอลเอสพบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี โดยมักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคเอแอลเอสเกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยราวร้อยละ 5 (โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อย) อาจมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว สิ่งแวดล้อมหรือสารพิษบางชนิด อาจมีผลกับการเกิดโรคนี้ เนื่องจากพบว่าในบางพื้นที่ของโลก เช่นที่เกาะกวม พบโรคนี้มากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า นักกีฬาบางประเภท โดยเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของโรคนี้อาจเกิดจาก กลไกภูมิคุ้มกันต่อตนเองผิดปกติ (Autoimmune attack) หรือเกิดจากกลไกอนุมูลอิสระ (Free radicals) ทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลังเกิดจากสารสื่อนำกระแสประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากลูตาเมต (glutamate) กระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์

อาการ

ผู้ป่วยโรคเอแอลเอส มักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งที่ต้นแขน , มือ หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้น หยิบจับของเล็กๆไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดโดยไม่พบสาเหตุ ก่อนหน้าจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มีลักษณะฝ่อลีบ และกล้ามเนื้อหลายตำแหน่งอาจเต้นพลิ้วเป็นระยะตลอดวัน ผู้ป่วยยังสามารถกลอกตาไปมา และควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ จึงกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการชา และมีสติสัมปชัญญะดีตลอดระยะเวลาที่เป็นโรคนี้

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ลำบากขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสำลัก กลืนอาหารและน้ำไม่ได้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ผู้ป่วยโรคเอแอลเอสจะเสียชีวิตจาก ระบบการหายใจล้มเหลว เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเสียชีวิต อาจกินเวลาตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วได้แก่ ผู้ป่วยเพศหญิง เริ่มเป็นโรคเมื่ออายุมาก หรือมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย และพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยโรคเอแอลเอส โดยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโดยละเอียด การตรวจร่างกายผู้ป่วย จะพบลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบ และเต้นพลิ้ว ซึ่งจำเพาะสำหรับโรคนี้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะต้องทำการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคให้แน่นอน และเพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกับโรคนี้ด้วย การสืบค้นเพิ่มเติมดังกล่าว ได้แก่ การตรวจกระแสไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography : EMG) การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กของสมองและไขสันหลัง (Magnetic resonance imaging : MRI of brain and spinal cord) เป็นต้น

การรักษา

ในปัจจุบัน มียาชื่อไรลูโซล (Riluzole) เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ใช้ได้สำหรับผู้ป่วยโรคเอแอลเอส ยาดังกล่าวออกฤทธิ์โดย ต่อต้านสารกลูตาเมต จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ประสาทในไขสันหลัง และสมอง ผลการวิจัยพบว่ายานี้ช่วยยืดอายุของผู้ป่วย ได้ราว 3-6 เดือน แต่ไม่ได้ ทำให้อาการอ่อนแรงดีขึ้น และไม่สามารถหยุดยั้งการดำเนินโรคได้

การรักษาอื่นๆได้แก่ การรักษาตามอาการเช่น การให้ยาลดน้ำลาย แก้ไขอาการท้องผูก การทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด ฝึกกลืน การใส่สายยางเพื่อให้อาหาร เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้อีกต่อไป และการให้ออกซิเจนช่วยหายใจเมื่อผู้ป่วยเหนื่อย เป็นต้น

หลังจากวินิจฉัยโรคเอแอลเอส แพทย์จะปรึกษาหารือกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยบอกการวินิจฉัยโรค อธิบายการพยากรณ์โรคให้เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวได้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เช่น การช่วยการหายใจของผู้ป่วยด้วยเครื่อง (Respirator) เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะติดตามดูแลผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ผู้ป่วย ปราศจากอาการทุกข์ทรมานต่าง ๆ รวมทั้งการประคับประคองจิตใจของผู้ป่วย และครอบครัวไปด้วยตลอดเวลา

ที่มา :  www.thonburihospital.com

 

image004

What Is ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) and Ice Bucket Challenge?

Unless you’ve been living under a rock for the past week, you’ll have certainly heard of the #icebucketchallenge. If not, it’s a chilly social media trend where participants film themselves throwing a bucket of ice-cold water over their head and post the video online, nominating others to do the same.

While some are just doing it just for kicks (yes, really), others are using the opportunity to raise money and awareness for worthy causes. And everyone’s getting involved from Facebook founder Mark Zuckerberg and Bill Gates to Justin Timberlake and Lady Gaga.

Imagine, if you will, the #nomakeupselfie… only a lot colder.

While some, such as 6-year-old Ianto, are completing the challenge for UK charityMacmillan Cancer Support, it started across the pond with US participants donating to the ALS Association, a charity that supports those with Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS).

ALS is the most common form of Motor Neurone Disease (MND), counting for about 80% of total cases. To confuse things, in the US Motor Neurone Disease is known as ALS, but in the UK we stick to the umbrella term, MND.

Belinda Cupid, director of research at UK-based Motor Neurone Disease Association(MND Association), was able to shed some light on the condition.

MND is a fatal, rapidly progressive disease that affects the brain and spinal cord. It affects the nerves that control the body’s movement, it can affect arms and legs, speech and swallowing, or ability to breathe.

“Normally, the trigger for movement begins in the brain’s motor cortex,” Belinda explains. “This transmits signals down the spine to the relevant area – whether to the nerves in the hands or the feet. The nerves carrying these messages are motor neurones and with MND these systems and nerve pathways become damaged.”

“Think of motor neurones like domestic wiring,” she adds. “Developing MND is like pulling the plug out of the wall – once the connection is lost, you can’t control the muscle anymore.”

There is currently no cure for MND.

The condition kills five people every day in the UK, half within 14 months of diagnosis, and can affect up to 5,000 adults at any one time.

The disease affects people from all communities, but most people are diagnosed over 40 and it tends to affect more men than women.

As mentioned, symptoms can manifest in a number of ways. Some will experience slurred speech while others will find they start to drag their feet.

Common symptoms and effects of MND include:

    • Pain and discomfort
    • Muscle cramps and spasms
    • Stiff joints
    • Incontinence
    • Bowel problems
    • Speech and communication issues
    • Eating and drinking difficulties
    • Saliva and mucous
    • Coughing and a feeling of choking
    • Breathing
    • Cognitive changes

 

 

For more detail visit the MND Association website

ALS has both upper and lower motor neurone involvement and is characterised by weakness and wasting in the limbs. Someone may notice they are tripping when walking or dropping things.

The average life expectancy for someone with ALS is from two to five years from onset of symptoms.

But while there may be no cure for MND or ALS, Belinda says that more could be done to help improve patients quality of life.

“Aside from there being no cure, there is also no diagnostic test for MND. This means that people may wait months to find out what is wrong with them. Due to the very rapid nature of MND this means it is vital that patients need care in a range of areas – they will need to see speech therapists, physiotherapists, respiratory experts,” she says. “At the moment patients are expected to travel from clinic to clinic – and their lives get overrun by MND.

“We need more co-ordinated care in multi-discplinary clinics. Studies have shown that this improves quality of life and life expectancy.”

For any further information on MND or ALS please visit the MNDA website and to support text ICED55 followed by an amount (such as £5) to 70070 or Call 01604 611860 referencing the ‘Ice Bucket Challenge’

 

SOURCE : www.huffingtonpost.co.uk

Clip

 

 

Amyotrophic Lateral Sclerosis

 

What is A.L.S. ? Teacher Wayne Lampe has this disease.

 

Lou Gehrig’s Disease (ALS)

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย  

ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมวิชาการไทย- เซี่ยงไฮ้ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 5 และการประชุมวิชาการการแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ไทย-จีน บังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับ อ.ประสพสุข อิงคะวะระ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือก  ซึ่งมาร่วมงานดังกล่าวเกี่ยวกับการนวดสัมผัสปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบสืบสานภูมิปัญญาไทย หรือ “ปรับ จัด กระดูก แบบไทย” จึงนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

อ.ประสพสุข บอกว่า การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมานาน ศาสตร์นี้ ไม่ใช่การรักษาให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ แต่เป็นการปรับสมดุลร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ จะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ  ซึ่งภูมิปัญญาไทยจะมีหลัก 3 อย่าง คือ “ตาดู หูฟัง มือสัมผัส”

เมื่อมีคนเดินเข้ามารับบริการจะเริ่มตรวจด้วยสายตาก่อน  ตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะ ดูการไหว้ทักทาย การเดิน ปลายเท้าแบะหรือไม่ แบะซ้ายหรือขวา หัวเข่าโก่งหรือไม่ ตัวบิดหรือไม่ ตะโพกโย้ซ้ายหรือโย้ขวา สูงหรือต่ำ ดูบริเวณหลังไปจนถึงสะบัก สูงต่ำเท่ากันหรือไม่ คอคดเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่  เมื่อดูโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจากนั้นจะตรวจวัดความดันโลหิตด้วยการสัมผัสหน้ามือ ถ้ามือมีลักษณะเย็นชื้นแสดงว่าความดันโลหิตต่ำก่อนการนวดจะต้องให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน ถ้าความดันโลหิตสูงมือจะร้อน ส่วนคนเป็นความดันโลหิตสูงแล้วกินยาคุมความดันเอาไว้มือจะเย็นแห้ง แต่ถ้าความดันโลหิตปกติมือจะอุ่นแห้ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรับ จัด กระดูก จะมีการนวดคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อน เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเป็นตัวยึดกระดูก ถ้าไม่คลาย แล้วมันเกร็ง รัด อยู่ การไปปรับ จัด กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับ จัด กระดูก บริเวณที่ปวด หรือผิดปกติ  โดยโครงกระดูกทั่วไปของร่างกายมีทั้งหมด 206 ท่อน  ภายหลังการนวดสัมผัส ปรับ จัด กระดูก ขา แขน หลัง คอ บ่า ศีรษะ แล้ว จะต้องให้ผู้มารับบริการเดินให้ดูอีกครั้ง ส่วนไหนยังไม่สมดุลก็มาปรับ จัด ให้สมดุล

การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวกับกระดูกเคลื่อนทั้งหมด 206 ท่อน หลักการ คือ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการบีบ เบียด กด ทับ โดยใช้นิ้ว มือ เท้า เข่า ศอก ร่างกายก็จะไม่ปวด โดยอาการเบื้องต้นที่เปิดสอนให้ลูกศิษย์เรียนรู้ คือ เจ็บหน้าแข้งร้อนหลังเท้า ข้อเท้าแพลง เจ็บตาตุ่มส้นเท้าด้านนอก ปวดหัวเข่า ขาไม่มีแรง แขนไม่มีแรง เจ็บขาด้านหลังร้าวขึ้นตะโพก  เจ็บน่องมัดนอก-มัดใน อาการเจ็บส้นเท้าหรือรอยช้ำ งอขาไม่ได้ พับขาไม่ได้ เจ็บหน้าเท้า เจ็บขาด้านใน ตะคริวน่องมัดใน เอี้ยวตัวไม่ได้ เสียดเสียวซี่โครงหายใจไม่ออก ยกแขนไม่ขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน ก้มเงยไม่ได้ เส้นเลือดหัวใจตีบโตหายใจไม่เข้า เจ็บขาชามือ เจ็บแขนท่อนบน-ด้านหน้า-หลัง-กลาง เจ็บคอ-ไอ  เจ็บแขนด้านในชาลงนิ้วมือ เจ็บสันมือเจ็บไปถึงนิ้วก้อยด้านนอก และอัมพฤกษ์ใบหน้า

สำหรับอาการปวดที่เป็นกันเยอะ คือ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดเข่า โดยเฉพาะอาการปวดหลัง มีทั้งที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกผิดรูป ข้อตะโพกเคลื่อน โดยต้นเหตุของอาการปวดเกิดจากอิริยาบถการลุกนั่งลุกนอนไม่เหมาะสม เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ปลายเท้าไม่ตรง ปลายเท้าแบะ ทำให้ปวดเข่าด้านใน ถ้าปวดข้อเท้าจะปวดใต้ตาตุ่มด้านนอกลามมาถึงข้อตะโพก เพราะกระดูก 30 ท่อนส่วนนี้จะสัมพันธ์กัน ลองขยับปลายเท้าดูจะมาถึงข้อตะโพก

ภายหลังการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูกแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จะต้องปรับอิริยาบถ พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย โดยเวลาลุกนั่งลุกนอนจะต้องไม่ตะแคง เพราะถ้าตะแคง ด้านใดด้านหนึ่งด้านที่อยู่ข้างล่างกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะนูน ด้านไหนอยู่ด้านบนจะเล็ก ร่างกายจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ในการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก บางคนอาจนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แค่ครั้งเดียว แต่บางคนอาจนวดประมาณ 3-5 ครั้ง

ท้ายนี้แนะนำว่าท่านั่งที่ดี คือ นั่งขัดสมาธิท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา ไม่ควรนั่งพับเพียบ เพราะการนั่งพับเพียบจะทำให้ข้อตะโพกมีปัญหา ถ้านั่งบนเก้าอี้ปลายเท้าต้องตรงก่อนลุก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจะมีการลุกจากเก้าอี้เพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ส่วนการนอนนั้น ก่อนจะลุกต้องหันให้ตัวตรงก่อน ถ้านอนหงายควรลุกแบบกุ้งดีดหรือตุ๊กตาล้มลุก ไม่ควรลุกท่าตะแคง.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

 

Related Link: