สมุนไพรไทย ‘ขมิ้นชัน’

dailynews140105_001ขมิ้นชัน เป็นชื่อค่อนข้างเป็นทางการของขมิ้นชนิดไทย ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่ในบ้านเราแต่โบราณ ทั้งใช้ในการใส่ปรุงอาหาร ยกตัวอย่างเช่น อาหารหลายอย่างในภาคใต้ เช่น แกงเหลือง และใช้เป็นสมุนไพรไทย ใช้ถูทาและรับประทาน ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ อาทิขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการจุกเสียด อาการปวดประจำเดือน แก้ท้องเสีย โดยเฉพาะในวัยเด็กและแก้ปวดข้อในช่วงสูงวัย ในหมู่ผู้สูงอายุไทยที่นิยมขมิ้นชันในต่างอำเภอ ต่างตำบล บางครั้งก็เรียกชื่อต่าง ๆ กันไป เช่น ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นยวก ขี้มิ้น ตายอ สะยอ  หมิ้น เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. ชื่อพ้อง Curcuma domestica Valeton วงศ์ตระกูล ZINGIBERACEAE ส่วนที่ใช้ คือ เหง้าสด หรือแห้ง

กรรมวิธีการผลิต

เก็บเหง้าหลังจากการปลูก 9-10 เดือน (ใบส่วนล่าง เปลี่ยนเป็นสีเหลือง) การเตรียมขมิ้นชันแห้งในทางการค้าเตรียมได้โดยนำเหง้ามาต้มกับนํ้าเติมมูลโคลงไปเล็กน้อย ต้มนาน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมงจนเหง้านิ่มและมีสีเข้มขึ้น นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำมาขัดเอาเปลือกออก หรือเก็บเหง้า แล้วทำความสะอาด แล้วฝานเป็นชิ้นหนา ตากแดดให้แห้ง

สารสำคัญของขมิ้นชันคือ สารกลุ่ม Curcuminoids: และ Curcumin, Cyclocurcumin, Flavonoid, Terpenoids นํ้ามันหอมระเหย ประมาณ 3-7.2% ประกอบด้วยสารกลุ่ม bisabolane, quaiane และ germacrane sesquiterpenes เป็นสารหลัก ส่วนสารอื่น ๆ มีบรรยายไว้ในตำรับ–ตำราต่าง ๆ กัน อาจไม่พบในขมิ้นชันไทยและอาจมีประโยชน์ไม่มากในการสร้างผลิตภัณฑ์

ข้อกำหนดในการผลิตสมุนไพรขมิ้นชันให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดนั้น แม้จะมีข้อกำหนดมากมายหลายประการ เช่น ข้อกำหนดทางกายภาพและเคมีของเภสัชตำรับไทย ตำรับอินเดีย ตำรับจีน ตำรับเยอรมัน และตำรับของ World Health Organization (WHO) ก็ตาม ขอแนะนำให้ใช้ตำรับไทยเพราะสามารถหาข้อและคำแนะนำจากผู้ชำนาญการหลายด้านของ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ เพราะสามารถทั้งตอบปัญหา ปรับปรุงวิธีการ ปรับแต่งวิธีการหรือหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรผสมใหม่ ๆ ที่แตกต่างและดีขึ้นได้ด้วย

จากการศึกษาอย่างมีระบบพบว่า มีประโยชน์ทางยาดังนี้

การใช้ที่มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกสนับสนุน ขับลม อาหารไม่ย่อย และลดกรด

การใช้ตามเภสัชตำรับและการแพทย์แผนเดิม บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ลดนํ้าหนัก ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการดีซ่าน ปวดไหล่และแขน บวมช้ำปวดบวม

การใช้ตามภูมิปัญญา ขมิ้นชันทั้งสดและแห้ง เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกเลือด แก้ท้องอืดเฟ้อ ขมิ้นสด ๆ แก้ท้องเสีย รักษาโรคทางเดินอาหาร แก้ปวดข้อ

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ขับลม นํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ขับลม

ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผล โดยกระตุ้นการหลั่งสารเมือกมาเคลือบ และยับยั้งการหลั่งของนํ้าย่อยต่าง ๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่โดยมีผลต่อกรดหลาย ๆ ชนิดทั้งในกระเพาะและในลำไส้ใหญ่ที่จะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ และเมื่อมีอาหารและนํ้าย่อยอาหารตามปกติก็อาจจะย่อยบริเวณที่อักเสบให้เกิดเป็นแผลได้ สารสำคัญของขมิ้นชันคือ curcumin ก็จะหลั่งมาเคลือบผิวกระเพาะทำให้บรรเทาไปได้ดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นสารสกัดขมิ้นชันยังมีผลต่อการหลั่งของกรด โดยยับยั้งที่ H2 histamine receptors และทำให้การหลั่งกรดบรรเทาลง ส่งผลให้ระคายกระเพาะหรือกัดกระเพาะได้น้อยลงเป็นแผลในกระเพาะได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ภายใต้ความเครียดหรือภายใต้ภูมิแพ้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดแอลกอฮอล์และสาร curcumin มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร และก่อเกิดมะเร็ง

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดแอลกอฮอล์ สารสกัดนํ้า นํ้าคั้น สาร curcuminoids (โดยเฉพาะสาร demethoxycurcumin) และนํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันและเรื้อรังในสัตว์ทดลอง ซึ่งฤทธิ์ต้านการอักเสบช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะอาหารได้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งสาร ประกอบของเกล็ดเลือดและกรด arachidonic acid และยับยั้งการสร้าง thromboxane และ Ca2 signaling และเปลี่ยนแปลงการเผาไหม้ของ eicosanoid สารอีกตัวหนึ่งในขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งกรด arachionic acid และตัวต้านการกระตุ้นเกล็ดเลือด

ฤทธิ์ขับนํ้าดี สารสำคัญที่มีฤทธิ์ขับนํ้าดีคือ สาร curcumin, sodium curcuminate และ cineolo

ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดขมิ้นชันมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ และมดลูก

ฤทธิ์ช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น การป้อนสาร curcumin ขนาด 15 และ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้หนูที่ทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าจะช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น

ฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งและต้านมะเร็ง สาร curcumin มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง ต้านมะเร็งและป้องกันการลุกลาม โดยยับยั้งเซลล์มะเร็งและเอนไซม์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สาร curcumin และ ar-turmerone มีผลทำให้เซลล์มะเร็งของคนหลายชนิดตายแบบ apoptosis

ฤทธิ์ปกป้องตับ สารสกัดขมิ้นชัน 1% มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของตับหนูจากสาร D-gatactosamine สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ปกป้องตับในหลอดทดลองได้ดีเทียบเท่าสารมาตรฐาน silybin และ silychristin สาร curcumin มีฤทธิ์ปกป้องตับ โดยมีผลต่อสารที่ก่อเกิดมะเร็งที่ตับ (N-nitrosodiethylamin (DENA)

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น โดยสาร curcumin มีฤทธิ์ดีที่สุด และมีฤทธิ์ดีกว่าวิตามินซี และ resveratrol

ฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม (Alzheimer disease) สาร calebin-A, curcumin, demethoxy-curcumin, bisdemethoxycurcumin และ 1.7-bis (4-hydroxyphenyl)–1-heptene-3.5-dione มีฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม โดยมีผลป้องกันการถูกทำลายของเซลล์สมอง

ฤทธิ์ต้านความซึมเศร้า สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านความซึมเศร้าเรื้อรังอย่างอ่อนในหนูขาว เช่นเดียวกับสารสกัดนํ้า ซึ่งมีกลไกการต้านการซึมเศร้าโดยยับยั้งการทำงานของ monoamione oxidase A (MAO)

กลไกการนำส่งยา สารกลุ่ม curcuminoids มีผลต่อการนำส่งยาโดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ P-glycoprotein

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cytochrome P450s: สารสกัดเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 สาร curcumin มีผลต่อเอนไซม์ CYPIA2, CYP3A4, CYP2D6, CYP2C9 และ CYP2B6 ซึ่งจะมีผลต่อการเผาผลาญสารต่าง ๆ ในร่างกาย แต่สารมีสลายตัวแล้วของ curcumin จะไม่มีผลดังกล่าว

 

ขมิ้นชันนี้ไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศไทย แต่สามารถปลูกได้แพร่หลายในเอเชียตอนใต้ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แถบคาบสมุทรอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศผู้ส่งออกได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐอินโดนีเชีย

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายสนับสนุนสมุนไพร 5 ประเภทเป็นผลิตภัณฑ์นำหน้า (Champion Product) สำหรับประเทศไทยให้สัมฤทธิผลภายในช่วง 2-3 ปีนี้ ได้แก่ ใบบัวบก ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำเสนอไปให้ผู้อ่านไปแล้ว 2 ตอน ตัวต่อมาก็คือ กวาวเครือ โดยเฉพาะกวาวเครือขาว ไพร สมุนไพรรวม ได้แก่ ลูกประคบและตัวสุดท้ายคือ ขมิ้นชัน ซึ่งนำเสนอให้กับท่านผู้อ่านวันนี้เพื่อเน้นคุณค่าของสมุนไพรไทย ซึ่งยังใช้ได้เป็นยาทาภาย นอกและการผลิตแบบเก่าซึ่งหลายวิธีใช้ดื่มกินได้เพื่อบรรเทาอาการ แต่ขอให้แน่ใจว่า ผลิตถูกต้องปราศจากสารพิษเจือปนหรือปราศจากเชื้อโดยขอคำแนะนำได้จาก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ รวมทั้งศึกษาหาวิธีผลิตให้เหมาะสมแบบสมุนไพรเดี่ยวหรือสมุนไพรรวมหลายประเภท ทั้งการผลิตที่เป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง และเป็นยาแผนโบราณที่ผลิตโดยกรรมวิธีสมัยใหม่

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์ เรืองวิเศษ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  5 มกราคม 2557

.

dailynews140112_001

สมุนไพรไทย ‘สมุนไพร’ ตอนที่ 2

ไม่เพียงฤทธิ์ต่าง ๆ ของสมุนไพรขมิ้นชันซึ่งดูวิเศษดังที่เสนอความรู้ไว้ในตอนที่ 1 เท่านั้น แต่ก็มีการศึกษาทางด้านพิษวิทยาด้วยพบว่า

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ขมิ้นชันและสาร  curcumin ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน ขนาดของสารสกัดเอทานอล 50% ที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD) มีค่ามากกว่า 15 กรัม/กิโลกรัม โดยการป้อนทางปาก ฉีดใต้ผิวหนัง และทางช่องท้อง

การศึกษาความเป็นพิษเรื้อรัง การให้สาร curcuminoids ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาว แต่สาร curcuminoids ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงานและโครงสร้างตับได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้

 

การศึกษาทางคลินิก

ประสิทธิผลในการรักษาอาการท้องเสีย รายงานจากอินโดนีเซียพบว่าขมิ้นชันใช้รักษาอาการท้องเสียได้

ประสิทธิผลในการรักษาอาการแน่นจุกเสียด การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน นาน 7 วัน มีผลการรักษาดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยาและที่ได้รับประทานยา flatulence

ประสิทธิผลในการรักษาแผลในทางเดินอาหาร  การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน จะบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลได้ และการให้ขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แผลหายในผู้ป่วย 19 ราย ใน 25 ราย (คิดเป็น 76%) อีกการทดลองในผู้ป่วย 45 คน รับประทานขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง พบว่าผู้ป่วยแผลหายภายใน 4 สัปดาห์ จำนวน 12 ราย หายภายใน 8 สัปดาห์ จำนวน 18 ราย หายภายใน 12 สัปดาห์ จำนวน 19 ราย  การศึกษาผลของสาร curcumin ในการยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ในผู้ป่วย 25 คน พบว่าสาร curcumin ขนาด 30 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 เวลา ไม่มีผลในการยับยั้งเชื้อ แต่อาการโรคกระเพาะดีขึ้น

ประสิทธิผลลดการบีบตัวของลำไส้  การรับประทานขมิ้นชัน วันละ 162 มิลลิกรัม พบว่ามีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ได้

ประสิทธิผลในการรักษา Irritable bowel syndrome (IBS) ในการทดลองแบบ partially blinded randomized trial ในอาสาสมัครจำนวน 500 คน รับประทานสารสกัดมาตรฐานขมิ้นชัน ขนาด 1 และ 2 เม็ด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดอาการดังกล่าวได้

ความเป็นพิษในคน  การศึกษา clinical trial Phase I พบว่าการรับประทานสาร curcumin ในปริมาณ 10 กรัมต่อวัน ไม่ก่อเกิดพิษ และการรับประทานน้ำมันหอมระเหยขมิ้นชันในปริมาณ 0.6 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 1 เดือน และ 3 เดือน ในอาสาสมัครจำนวน 9 คน พบว่ามีความปลอดภัย

 

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่ไวต่อขมิ้นชัน และผู้ป่วยโรคนิ่วควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

 

ข้อควรระวัง

ควรระมัดระวังการใช้ในหญิงมีครรภ์และเด็ก ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์  ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิต้านทาน

 

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs),antiplatelet agent (เนื่องจากขมิ้นมีผลทำให้เกล็ดเลือดไม่เกาะกลุ่ม) ยาที่มีผลต่อ cyto-chrome P450 (ขมิ้นมีผลยับยั้ง cytochrome P450, CYP1A1/1A2) ยาลดไขมันในเลือด (ขมิ้นมีผลในการลดระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL)

 

อาการไม่พึงประสงค์

ผิวหนังอักเสบจากการแพ้ ขมิ้นขนาดยาที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร

 

รูปแบบยาและขนาดการใช้

ยาแคปซูลที่มีผงเหง้าขมิ้นชันแห้ง 250 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 4 กรัม หลังอาหารและก่อนนอน หรือยาผง ขนาด 3-9 กรัมต่อวัน หรือยาชง ขนาดผงยา 0.5-1 กรัม วันละ 3 เวลา หรือยาทิงเจอร์ ขนาด 0.5-1 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง

ผลจากงานวิจัยสรุปว่าเครื่องยาขมิ้นชันจากงานวิจัย  มีคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับเยอรมัน แต่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับไทย อินเดีย จีน และองค์การอนามัยโลก เนื่องจากมีปริมาณเถ้าไม่ละลายในกรดมากกว่า 1% และมีปริมาณสารเคอร์คิวมินอยด์น้อยกว่า 5-8% เครื่องยาขมิ้นชันมีปริมาณสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยคือ ar-turmerone 38% curlone 16% และ tumerone 13% รวมทั้งหมดเท่ากับ 67% ซึ่งมากกว่าข้อมูลที่ได้สืบค้น (60%)

 

จะเห็นได้ว่าจากบทความและข้อมูลที่ผมนำมาเสนอนี้ ได้มีการสกัด ตรวจค้น ค้นหา และค้นคว้ามามากพอสมควร กระนั้นก็ตามยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปผลิตอะไรได้จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเฉพาะในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ เพื่อนำไปผลิตเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ยาประเภทสมุนไพรประเภทเครื่องดื่มบำรุง เครื่องดื่มเสริมสุขภาพ หรือยาก็ตาม ขั้นตอนการผลิตที่เหมาะสมยังเป็นอีกช่วงหนึ่ง แต่ขออย่าท้อถอยครับ ทุกอย่างไม่ยากเท่าที่คิด และเมื่อเป็นผลผลิต ผลิตภัณฑ์แล้ว ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ  สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์  เรืองวิเศษ

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  12 มกราคม 2557

 

เห็ดหลินจือยับยั้งมะเร็งแต่’ต้องห้าม’

bangkokbiznews130219_001กังขากันมานานกับ เห็ดหลินจือกับการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แม้ว่าผลการศึกษาจะออกมาในเชิงบวก แต่แพทย์ด้านเคมีบำบัดติดเบรกว่าไม่ควรใช้ขณะรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

นพ.สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ 11 ภาคีดำเนินการศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในประเทศไทยที่มีผลต่อการต้านมะเร็ง

ผลการศึกษา พบว่าเห็ดหลินจือมีสารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้จิตสงบ เป็นยาระบายอ่อนๆ และสารกลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนสปอร์ และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มหลายเท่า ทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง

ส่วนการศึกษาฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในหลอดทดลองทำให้เซลล์มะเร็งตายได้นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คาดว่าผลการวิจัยจะเสร็จสิ้นเร็วๆ นี้

นพ.สมชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เน้นด้านการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก เช่น การใช้เห็ดหลินจือต้มดื่มแทนน้ำ ประชาชนสามารถทำได้เอง โดยวิธีต้มง่ายๆ ใช้ดอกเห็ดหลินจือฝานบางๆประมาณ 2-3 ชิ้น ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา ให้มีรสขมบ้างเล็กน้อย สรรพคุณช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทาน ไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ผลิตภายในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงระบบขายตรง ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ ผู้บริโภคควรมีหลักการในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งการผลิตและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน เช่น มีฉลากกำกับและบอกถึงส่วนประกอบและปริมาณของผลิตภัณฑ์ รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสามารถกันความชื้นได้ดี ผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งสามารถดูข้อมูล ยาเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับอย. ได้ที่ www.fda.moph.go.th

นพ.ภัทรพงศ์ พรโสภณ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อในเรื่องของโรคมะเร็งที่ไม่ถูกต้อง เช่น บางคนเชื่อว่าการรับประทานผักเยอะๆ จะไม่ทำให้เซลล์มะเร็งโต ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหากไม่รับประทานเนื้อสัตว์เลยอาจจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางขึ้นมาด้วย

ขณะเดียวกันการรับประทานเนื้อสัตว์ก็ควรระวัง โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ประเภทปิ้งย่างจนดำเกรียม เพราะไขมันในสัตว์ที่ถูกไหม้จนเกรียมจะทำให้เกิดสารก่อมมะเร็งได้ และยิ่งรับประทานซ้ำบ่อยครั้ง โอกาสเสี่ยงต่อโรคก็จะสูงตามไปด้วย
“การใช้สมุนไพรรักษามะเร็ง หากผู้ป่วยรายใดจะใช้ อยากขอแนะนำให้ศึกษาอย่างละเอียด รวมถึงดูว่ามีงานวิจัยรองรับด้วยหรือไม่ เพราะสมุนไพรบางชนิดแม้ว่าจะมีสรรพคุณในการเพิ่มภูมิต้านทานโรค เช่น เห็ดหลินจือ หญ้าปักกิ่ง แต่เมื่อมีการนำไปใช้ร่วมกับการรักษาทางเคมีอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยได้ โดยจะทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยต่ำ และไม่สามารถให้ยาในการรักษา” นพ.ภัทรพงศ์กล่าว

เช่นเดียวกับยาสมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทานโรค ยังไปลดทอนประสิทธิภาพของยาเคมี ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควรจะเป็น รวมทั้งสมุนไพรรางจืดที่มีสรรพคุณล้างพิษหรือของเสียตกค้างในร่างกาย แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา

นอกจากนี้ สมุนไพรกับมะเร็งมีการโฆษณาชวนเชื่อในรูปแบบต่างๆ ซึ่งคนขายมักจะนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว ส่วนความจริงที่เหลือ ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาไตร่ตรองและตั้งข้อสังเกตด้วยตัวเอง ยกตัวอย่าง การอ้างอิงผลการวิจัยที่มักจะนำเสนอยาวหลายหน้าด้วยภาษาอังกฤษ มีการรับรองจากหน่วยงานน่าเชื่อถือมากมาย

“แต่มีจุดสังเกตเดียวคือ อย.ของไทยรับรองหรือไม่ ถ้า “ไม่” ก็จบ เชื่อถือไม่ได้ หรือในรายงานการวิจัยต้องดูว่า ศึกษากับอะไร ในคนกี่คน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะศึกษาในหนูและกระต่ายเท่านั้น ไม่มีผลการศึกษาที่ทำในคน ฉะนั้น ก่อนจะซื้อกินจะต้องถามหรือดูให้ละเอียด เพราะชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่สุด” คุณหมอให้แง่คิดทิ้งท้าย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 กุมภาพันธ์ 2556

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

มข.ปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

”ฟักข้าว”เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นพืชเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางสารอาหาร และมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง  โดยมีรายงานของต่างประเทศว่า ในเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวนั้น มีปริมาณเบต้าแคโรทีน มากกว่าแครอท 10 เท่า และมีสารไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สารไลโคพีนจากเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

สำหรับฟักข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยพบว่า มีปริมาณสารไลโคพีนมาก กว่ามะเขือเทศเพียง 12 เท่า

ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าวให้มีปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนในเยื่อหุ้มเมล็ดสูง และมีผลผลิตของเยื่อหุ้มเมล็ดสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้วัตถุดิบที่จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีคุณภาพสูง เนื่องจากฟักข้าวมีคุณค่าทางสารอาหารและมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยศาสตราจารย์ดีเด่น ศ.ดร.อารันต์ พัฒโนทัย ภายใต้การสนับสนุนจาก สกว. สกอ. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร.พัชริน เปิดเผยว่า ได้มีการดำเนินงานวิจัยนี้มาแล้วกว่า 3 ปี เบื้องต้นได้คัดเลือกต้นพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีความแตกต่างกันของแหล่งที่มาของสายพันธุ์ฟักข้าวทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100 สายพันธุ์ เพื่อสร้างลูกผสม เพื่อดูความแตกต่างทั้งทางสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกว่าสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้วจะมีปริมาณสานไลโคพีนและเบต้าแคโรทีน รวมทั้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้คาดว่าภายในอีก 2 ปี จะได้สายพันธุ์ฟักข้าวใหม่ตามที่ตั้งเป้าไว้

“เมื่อเสร็จงานวิจัยนี้แล้วจะได้พันธุ์ฟักข้าวที่มีผลผลิต และสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีนสูง รวมทั้งจะทำให้ทราบข้อมูลด้านการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ต่างกันต่อปริมาณสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีน รวมทั้งข้อมูลด้านพันธุกรรมการถ่ายทอดอันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฟักข้าวพันธุ์ดีสำหรับแนะนำเกษตรกรต่อไป” ดร.พัชริน กล่าว

ดร.พัชริน กล่าวว่า การพัฒนาพันธุ์ฟักข้าว จะเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปฟักข้าว เนื่องจากความคงที่ของปริมาณสาระสำคัญที่ควบคุมด้วยพันธุกรรมพืชนั้น จะทำให้การผลิตในปริมาณมากระดับอุตสาหกรรมมีความสม่ำเสมอในการผลิต และแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้ด้วย

ทางทีมผู้วิจัยยังได้ดำเนินการวิจัยแบบบูรณา การร่วมกับนักวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ เทคโนโลยีอาหารและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ในฟักข้าวอีกด้วย เบื้องต้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างง่าย อาทิ วุ้น น้ำผลไม้รวม ฯลฯ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟักข้าว สอบถามรายละเอียดได้ที่ ดร.พัชริน ส่งศรี อาจารย์ประจำภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น   อีเมล patcharinso@kku.ac.th

ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2554

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ฟักข้าว”ต้านชรา

หั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง อร่อยยกนิ้วให้แถมยังต้านอนุมูลอิสระ

“ฟักข้าว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Momordica cochinchinensis Sp. อยู่ในวงศ์แตงกวา และมะระ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยขึ้นเองตามธรรมชาติ ไต่ตามต้นไม้ รั้วบ้าน หรือห้างที่ทำไว้สำหรับปลูก ลักษณะผลพบหลายขนาด รูปร่างกลม หรือรี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีหนามเล็ก ๆ อยู่โดยรอบ ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกมีสีแดง หรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกเดี่ยวขนาดใหญ่คล้ายดอกตำลึง มีกลีบสีขาวแกมเหลือง ภายในมีก้านเกสร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวสด คล้ายรูปหัวใจ และใบกระทกรก

“ฟักข้าว” ชาวปัตตานีเรียก ขี้กาเครือ ภาคเหนือ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น จ.ตาก เรียก ผักข้าว จ.แพร่ เรียก มะข้าว (แพร่) และประเทศเวียดนามเรียก แก็ก (Gac fruit) สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด หรือแยกรากปลูกในพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งนี้ หลังปลูกประมาณ 2-3 เดือน จะเริ่มมีดอก ส่วนผลสุกใช้เวลาราว 20 วัน

มีรายงานการวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับระบุว่า ผลฟักข้าวมีสารไลโคพีน และแคโรทีน ทั้งยังมีสารอีกหลายชนิดที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุทำให้ เซลล์เสื่อมสภาพ ซึ่งคนสมัยก่อนนิยมนำผลอ่อนมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้น ต้มสุกรับประทานจิ้มน้ำพริก หรือใส่ผัด แกง รวมทั้งยอดอ่อนก็ใช้ประกอบอาหาร ให้รสชาติอร่อยนักเชียว.

ที่มา เดลินิวส์

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ฟักข้าว สมุนไพรมีคุณต่อร่างกาย

ฟักข้าว อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ ชาวปัตตานีเรียกขี้กาเครือ ภาคเหนือเช่นตากเรียกผักข้าว จังหวัดแพร่เรียกมะข้าว และที่ประเทศเวียดนามเรียกว่า แก็ก ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้าน โดยปลูกพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหารแต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด ซึ่งมีน้ำมันเป็นยา ฟักข้าว 1 ผลจะได้เยื่อสีแดงราว 200 กรัม

เป็นพืชโตเร็ว ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากมาย แต่หากต้องการปลูกเป็นพืชสวนครัวคงต้องเตรียมพื้นที่มากหน่อย เพราะทั้งเถาและใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากมีพื้นที่มากพอที่จะปลูกก็เพียงหากิ่งแก่ หรือจะเพาะเมล็ดก็ย่อมได้ รดน้ำให้ชุ่มชื้นสักพัก เมื่อออก รากจึงย้ายลงปลูกในที่ที่เตรียมไว้ ค้างสำหรับฟักข้าวควรจะเป็นค้างที่มีขนาดใหญ่นิดหนึ่ง

รศ.ดร.สุธาทิพย์ ภมรประวัติ ได้ เรียบเรียงไว้ในเอกสารวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของฟักข้าวไว้ว่า ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร ซึ่งรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามเชื่อว่าสีขาวเป็นสีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่าง ๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วย จึงถือว่าเป็นของแท้

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวล การกินเบตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกาย ได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว งานวิจัยในประเทศเวียดนาม ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้เป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ ประเทศจีนใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานาน กว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมัน หรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการและใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร

งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ จึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลาย กล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ในประเทศไทย มีงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว พบโปรตีน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญ ของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง จดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว ส่วนงานวิจัย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน-เอส และโคลซินิน-บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรด อะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็ง และชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มิถุนายน 2551

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข้อมูลจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง

รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ  
กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์  โครงการบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็ง


ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng.
อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์  Cucurbitaceae
ชื่อเรียกอื่นคือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac  เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochin-chin Gourd

ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน
ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยพัน  มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ ใบรูปหัวใจหรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ ๖-๑๕ เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ๓-๕ แฉก
ดอกเป็นดอกเดี่ยวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน
ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้อง ถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก

ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกรากปลูกประมาณ ๒ เดือน เริ่มผลิดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจน  ถึงราวเดือนสิงหาคม  ผลสุกใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน และใน ๑ ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ ๓๐-๖๐ ผล  โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลของฟักข้าวมี ๒ ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว ๖-๑๐ เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว ๔-๖ เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ ๐.๕-๒ กิโลกรัม

ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้ม ภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา ฟักข้าว ๑ ผลจะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม

ประโยชน์ทางโภชนาการ
ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร รสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือ ต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำ มาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค

ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็น   สีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อม เมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้  ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา

เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต ๑๐ เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่า  และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว

ความเชื่อที่ว่าฟักข้าวบำรุงสายตานั้นถูกต้อง แต่ต้องกินส่วนที่มาจากเยื่อเมล็ดไม่ใช่ส่วนอื่น  เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงานวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ

ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์  พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป  การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร  เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีน มากกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกชนิด  จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค

ประเทศจีน

ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง  ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง  เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

ประเทศเวียดนาม
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว  พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว งานวิจัยอื่นของไทยและต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลชิน-เอส  และโคลชินิน-บี  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนา เภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ประเพณีล้านนาของไทยใช้   ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง ยาสระผมŽ ประกอบด้วย ฝักส้มป่อยจี่ ผลมะกรูดเผา ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุก รากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบ ทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สัก    ระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย
ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจ ปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

 

ทีี่ีมา: http://www.doctor.or.th/node/1060

 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

งานวิจัยเรื่อง “ฟักข้าว” Spiny Bitter Gourd โดย หน่วยงานวิจัยและพัฒนาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 

ชื่อ :
ฟักข้าว
วงศ์ :
CUCURBITACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Momordica cochinchinensis Spreng.
ชื่อสามัญ :
Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, or Cochinchin GourdCochinchinensis Gac
ชื่อพื้นเมือง :
ฟักข้าว(ภาคกลาง) ผักข้าว(ภาคเหนือ) ขี้พร้าไฟ(ภาคใต้) ขี้กาเครือ(ปัตตานี) พุคู้เด๊าะ(กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ถิ่นกำเนิด :
ในประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และตอนบนของออสเตรเลีย
ลักษณะวิสัย :
เป็นไม้เถาเลื้อยพันอายุหลายปี ยาวได้กว่า 20 เมตร มีมือเกาะออกตามง่ามใบ เถาแก่มีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา และมีปมสีน้ำตาลแกมเทา เถากึ่งแก่กึ่งอ่อนมีลักษณะกลม เปลือกมีสีเทา มีปมสีน้ำตาลเข้มกระจายโดยทั่วไป เถาอ่อนจะมีลักษณะสี่เหลี่ยมเปลือกมีสีเขียว และไม่มีปม

Related link:
เภสัช มช.พัฒนา“ฟักข้าวนาโนลบริ้วรอย”