เล็งใช้”ไลโปโซม” แทนที่ยาปฏิชีวนะ

matichon141113_01ยาปฏิชีวนะกำลังสร้างปัญหาทางสุขอนามัยและทางการแพทย์ต่อทั้งโลกมากขึ้นตามลำดับ หลังจากที่มีการนำเสนอ “เพนนิซิลิน” ยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลกในทศวรรษ 1940 เนื่องจากยากลุ่มนี้ก่อให้เกิดอาการดื้อยาสูง ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ประมาณว่า แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตราว 23,000 ราย ที่มีสาเหตุโดยตรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะ

ในระดับโลก องค์การอนามัยโลกมองยาปฏิชีวนะในฐานะเป็นภัยคุกคามต่อทั้งโลก และระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า หากปราศจากการดำเนินงานสอดประสานกันจากทุกประเทศ โลกจะเดินเข้าสู่ยุคหลังยาปฏิชีวนะ เมื่อเชื้อโรคทุกอย่างดื้อยาประเภทนี้ที่มีทุกชนิด จนทำให้การติดเชื้อทั่วๆ ไป และอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ถึงตายได้ ทั้งๆ ที่เคยรักษามาได้ง่ายๆ ต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ

ด้วยเหตุนี้บรรดานักวิจัยทั้งหลาย จึงพยายามค้นหาตัวยาหรือวิธีการที่จะนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันตรายใหญ่หลวงดังกล่าว หนึ่งในจำนวนวิธีการใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ ไบโอเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ การใส่โครงสร้างไลโปโซม (liposomes) ขนาดเล็กเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย

โครงสร้างขนาดเล็กของไลโปโซม หรือถุงไขมันขนาดอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าระดับไมครอนซึ่งถูกส่งเข้าสู่ร่างกายดังกล่าวนั้นจะได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้มีลักษณะเลียนแบบเซลล์เมมเบรน หรือเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายคนเรา สำหรับใช้เป็นกับดักดึงดูดให้แบคทีเรียโจมตีมันแทนการโจมตีต่อเซลล์ในร่างกาย

ไลโปโซมพิเศษนี้ชวนดึงดูดเป็นพิเศษสำหรับสารที่หลั่งจากแบคทีเรีย ซึ่งมักเป็นพิษ เมื่อพิษดังกล่าวมาถึงไลโปโซม ก็จะถูกกักไว้ ไม่สามารถไปทำลายเซลล์หรือส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในของคนเราอีกต่อไป นายเอดูออาร์ด บาบีชุก หัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า เมื่อพิษจากแบคทีเรียถูกกักเก็บอยู่กับไลโปโซมก็ง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกายได้โดยไม่สามารถทำอันตรายผู้ป่วยในที่สุด

ความคาดหวังในการใช้ไลโปโซมทำนองนี้ก็คือ นอกจากมันจะช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายแล้ว ก็จะยังสามารถไปเสริมความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้น ทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้ไลโปโซมจะช่วยให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้ควบคู่กันไปมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวก็ยังมีนักวิชาการบางท่านโต้แย้ง แฟรงก์ มาร์ติน บลังฮอร์สต์ หัวหน้าแผนกการทดลองคลินิก ของโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจนนา ในประเทศเยอรมนี ระบุว่า ไม่แน่ใจนักว่ากรรมวิธีดังกล่าวนี้จะได้ผล และชี้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้พยายามใช้ไลโปโซมมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว

นอกจากนั้น ทีมวิจัยในเรื่องนี้ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้นในห้องทดลอง โดยใช้ไลโปโซมที่ดัดแปลงใหม่ในหนูเท่านั้น

ต้องถือว่าการทดลองในคนจริงๆ ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานมาก

ที่มา: มติชน 13 พฤศจิกายน 2557

 

.

Related Link:

.

Credit: scitechdaily

Credit: scitechdaily

Engineered Liposomes: A Possible Alternative to Antibiotics

November 5, 2014

By engineering artificial nanoparticles made of lipids, scientists have developed a treatment for bacterial infections without using antibiotics.

Scientists from the University of Bern have developed a novel substance for the treatment of severe bacterial infections without antibiotics, which would prevent the development of antibiotic resistance.

Ever since the development of penicillin almost 90 years ago, antibiotics have remained the gold standard in the treatment of bacterial infections. However, the WHO has repeatedly warned of a growing emergence of bacteria that develop antibiotic resistance. Once antibiotics do no longer protect from bacterial infection, a mere pneumonia might be fatal.

Alternative therapeutic concepts which lead to the elimination of bacteria, but do not promote resistance are still lacking.

A team of international scientists has tested a novel substance, which has been developed by Eduard Babiychuk and Annette Draeger from the Institute of Anatomy, University of Bern in Switzerland. This compound constitutes a novel approach for the treatment of bacterial infections: the scientists engineered artificial nanoparticles made of lipids, “liposomes” that closely resemble the membrane of host cells. These liposomes act as decoys for bacterial toxins and so are able to sequester and neutralize them. Without toxins, the bacteria are rendered defenseless and can be eliminated by the cells of the host’s own immune system. The study is published in Nature Biotechnology.

Artificial bait for bacterial toxins

In clinical medicine, liposomes are used to deliver specific medication into the body of patients. Here, the Bernese scientists have created liposomes which attract bacterial toxins and so protect host cells from a dangerous toxin attack.

“We have made an irresistible bait for bacterial toxins. The toxins are fatally attracted to the liposomes, and once they are attached, they can be eliminated easily without danger for the host cells”, says Eduard Babiychuk who directed the study.

“Since the bacteria are not targeted directly, the liposomes do not promote the development of bacterial resistance”, adds Annette Draeger. Mice which were treated with the liposomes after experimental, fatal septicemia survived without additional antibiotic therapy.

Publication: Brian D Henry, et al., “Engineered liposomes sequester bacterial exotoxins and protect from severe invasive infections in mice,” Nature Biotechnology, 2014; doi:10.1038/nbt.3037

Source: University of Bern

SOURCE : scitechdaily.com

Advertisements

ยาอมแก้เจ็บคอก่อเชื้อดื้อยา

dailynews141018_01คนจำนวนมากที่มีอาการเจ็บคอ แล้วไปซื้อยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอมารับประทานเอง ซึ่งยาอมบางชนิดอาจมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า อาการการเจ็บคอ ส่วนใหญ่ 70-90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะทุกรูปแบบ ทั้งตัวยาแบบเดี่ยว และแบบที่ผสมอยู่ในยาอม โดยการรักษาอาการเหล่านี้สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น
1. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ
2. ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง
3. ใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจร ซึ่งจัดเป็นยาในกลุ่มบรรเทาอาการกลุ่มทางเดินหายใจซึ่งมีการรับรองสรรพคุณอยู่แล้ว
4. การสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก อย่าสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ไอมากขึ้น

แต่ปัญหาที่พบขณะนี้คือคนไทยนิยมซื้อ “ยาอมแก้เจ็บคอ” มาใช้บรรเทาอาการ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะยาอมแก้เจ็บคอหลายยี่ห้อที่วางขายตามท้องตลาด มีส่วนผสมของนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสม

นีโอมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่แพทย์ใช้เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ระหว่างการผ่าตัดลำไส้ของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด

ส่วนเบซิทราซิน แม้จะไม่มีอันตรายกับร่างกายมากแต่ก็ถือเป็นยาปฏิชีวนะ โดยยาทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค ในทางกลับกันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ไปทั่วโลกที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้

สาเหตุที่ยาอมเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาเป็นเพราะนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ผสมอยู่ในปริมาณน้อยจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อให้หมดไปได้ แต่ก็เพียงพอที่จะก่อกวนเชื้อโรคให้เกิดการต่อต้าน และกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคดื้อยาทั้ง 2 ตัว และจะยิ่งก่อปัญหาร้ายแรงขึ้นไปอีก เพราะเชื้อโรคจะยิ่งพัฒนาตัวเองให้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเดียวกันอีกหลาย ๆ ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแพทย์กำลังเป็นห่วง และต้องการให้มีการถอนการจำหน่าย ออกไป

ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอซึ่งมียาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสมไม่ควรมีวางจำหน่ายในท้องตลาดอีกต่อไป เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค การอมยาปฏิชีวนะไม่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ และไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อในลำคอ แต่การกลืนยาปฏิชีวนะลงไปในท้องทีละน้อย ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา นี่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยและเป็นปัญหาของทั่วโลก จากการใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้

ในกรณีที่มีคนบอกว่าเมื่ออมยาอมแก้เจ็บคอเหล่านี้แล้วมีอาการดีขึ้นนั้น เป็นเพราะองค์ประกอบที่ 3 คือ มีตัวยาอะมัยโลเคน หรือยาชา เป็นส่วนผสม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บคอในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หายขาด ดังนั้นยาอมบรรเทาอาการแก้เจ็บคอมีเพียงยาชาเป็นส่วนผสมแค่ตัวเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมียาปฏิชีวนะร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเล็ก ๆ เพราะเมื่อรู้ว่านี่คือองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาใหญ่ ทำไมจึงไม่เร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอให้เกิดการสูญเสียเป็นตัวเลขออกมา เพราะเพียงแค่เกิดปัญหากับคน 1 คน ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียมหาศาลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้มีการขายยาอมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะต่อไป เข้าข่ายเป็นยาที่ไม่มีประโยชน์ที่ต้องตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่ยาอมนี้ออกฤทธิ์ดีจริงจึงยอมให้ขายได้.

ที่มา : เดลินิวส์ 18 ตุลาคม 2557

ควรรู้ ! ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะในชีวิตประจำวัน

dailynews140929_01ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) เป็นยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโดยทั่วไปแล้วหมายถึงเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือยาต้านจุลชีพ หรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัยหรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยา กลุ่มนี้เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เองได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) อ็อกเมนติน (augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (azithromycin) เป็นต้น

เหตุใดจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เนื่องจากยาทุกชนิด มีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรคและมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยาทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่
1. ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยาไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
2. โรคไม่หาย
3. อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
4. เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือ คาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่าก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์ และต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่มที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ แต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมากได้แก่ 1. ไข้หวัด เจ็บคอ 2.ท้องเสีย 3. แผลเลือดออก โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืดและการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาแก้ปฏิชีวนะเมื่อ อาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะเมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือ เบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมากอีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแล้วและผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้งหากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่
1. ต้องได้รับยานานเท่าไร
2. ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
3. มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
4. ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์ เป็นต้น
เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำหรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิมหากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเอง ข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดพร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยาซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปเพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลเพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
และแพทย์จากสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อนภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา : เดลินิวส์ 29 กันยายน 2557

เชื้อโรคดื้อยา ยึึดครองโลก

thairath130320_001เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชั้นผู้ใหญ่ของอังกฤษ เตือนบอกให้รู้ตัวว่า โลกการแพทย์กำลังถูกเชื้อโรคดื้อยาคุกคามอย่างน่ากลัว อีกนานไม่เกิน 20 ปีข้างหน้านี้ คนไข้อาจจะไม่กล้าไปผ่าตัดเล็กผ่าตัดน้อยตามโรงพยาบาลอีก เพราะกลัวแผลเกิดอักเสบถึงตายได้

เจ้าหน้าที่การแพทย์แซลลี เดวีส์ บอกว่า โลกจะต้องช่วยกันต่อสู้กับเชื้อดื้อยา ช่วยกันวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ ขึ้น เพื่อรักษาพวกโรคติดเชื้อกลายพันธุ์ ที่เพิ่งเกิดขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่า ในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการหายาปฏิชีวนะขนานใหม่ขึ้นได้เพียงไม่กี่ขนาน ซึ่งต้องพยายามแข่งกับเวลาหาให้ได้มากขึ้น เพราะ เชื้อที่ก่อการอักเสบได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็น เชื้อดื้อยากับยาที่ใช้อยู่กันมากขึ้น

“เชื้อโรคดื้อยา นับเป็นความหายนะ หากไม่ทำกันแต่เดี๋ยวนี้ ภายในเวลา 20  ปีนี้ จะคงไม่มีใครกล้าไปผ่าตัดเล็กผ่าตัดน้อยกันในโรงพยาบาลแน่ เพราะกลัวจะต้องจบชีวิต”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 20 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Dame Sally Davies said the threat posed by antibiotic resistance should be considered to be as dange

Dame Sally Davies said the threat posed by antibiotic resistance should be considered to be as danger

Antibiotic resistance ‘a time-bomb’

The threat posed by antibiotic resistance should be ranked alongside terrorism on a list of threats to the nation, the Government’s Chief Medical Officer has said.
Published: Mon, March 11, 2013

 

The problem is a “ticking time-bomb” and should be put on the Government’s National Risk Register – which also includes “catastrophic terrorist attacks” and other civil emergencies, Professor Dame Sally Davies said.

Routine operations such as hip replacements could become deadly in just 20 years time if we lose the ability to fight infection, she said. Dame Sally said the problem is “as important as climate change for the world” and urged the Government to raise the issue when meeting political leaders at the G8 summit in London next month.

In her latest report, Dame Sally sets out a call for action about how to tackle the “catastrophic threat”. She called for better protection of our current stock of antibiotics, better incentives for the pharmaceutical industry to develop new drugs and asked ministers to ensure the issue is placed on the register.

The register sets out an assessment of the likelihood and potential impact of a range of different risks that may affect the UK. It is also designed to increase awareness about the types of threats and help government, individuals and other organisations to think about their own preparedness.

Her report states: “There is a need for politicians in the UK to prioritise antimicrobial resistance as a major area of concern, including on the national risk register (specifically the National Security Risk Assessment) and pushing for action internationally as well as in local healthcare services.

“Antimicrobial resistance is a ticking time-bomb not only for the UK but also for the world. We need to work with everyone to ensure the apocalyptic scenario of widespread antimicrobial resistance does not become a reality. This threat is arguably as important as climate change for the world.”

Dame Sally said: “Antimicrobial resistance poses a catastrophic threat. If we don’t act now, any one of us could go into hospital in 20 years for minor surgery and die because of an ordinary infection that can’t be treated by antibiotics. And routine operations like hip replacements or organ transplants could be deadly because of the risk of infection.

“That’s why governments and organisations across the world, including the World Health Organisation and G8, need to take this seriously.

“This is not just about government action. We need to encourage more innovation in the development of antibiotics – over the past two decades there has been a discovery void around antibiotics, meaning diseases have evolved faster than the drugs to treat them.”

SOURCE : www.express.co.uk

เตือนกินยาปฏิชีวนะรักษาอาการไอ นอกจากไม่ได้ผลยังแถมให้โทษด้วย

thairath121221_001วารสารการแพทย์ “แลนเซต” ของอังกฤษ เปิดเผยว่า การใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่อาจจะรักษาอาการไอเรื้อรังเนื่องจากการติดเชื้อในทรวงอกอย่างอ่อนลงได้ เพราะพบจากการศึกษาว่า อาการของคนไข้ไม่ได้กระเตื้องขึ้น หรือดีกว่าพวกที่รักษาด้วยยาหลอกเลย

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ในรายที่สงสัยว่ามีอาการโรคปอดบวมมาเกี่ยวพันด้วยก็ควรจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สุดแต่ความรุนแรงของโรค

หัวหน้านักวิจัยมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันกล่าวแจ้งว่า “จากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่ไม่เป็นปอดบวม พบว่าไม่เป็นประโยชน์เอาเลย และอาจเป็นภัยด้วยซ้ำ” และเสริมว่า “การให้ยาปฏิชีวนะในช่วงการรักษาขั้นต้น ทั้งที่ไม่ได้ผลมากเกินไป อาจก่อให้เกิดการดื้อยาและอาการข้างเคียงอย่างเช่น ท้องร่วง ผื่นคัน และคลื่นเหียนอาเจียนได้ จากผลการทดลองพบว่า คนไข้ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นเอง”.

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Antibiotics ‘ineffective for coughs’

19 December 2012

Antibiotics are ineffective in treating patients with persistent coughs caused by mild chest infections, the Lancet journal reports.

About 2,000 patients across 12 European countries filled in an ‘illness’ diary.

The study found that the severity and duration of symptoms in patients treated with antibiotics were no different to those given a placebo.

But experts caution that if pneumonia is suspected, antibiotics should still be used due to the disease’s severity.

Prof Paul Little from the University of Southampton, who led the research, said: “Using the antibiotic amoxicillin to treat respiratory infections in patients not suspected of having pneumonia is not likely to help and could be harmful.


“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as mainly caused by viruses”

Dr Nick HopkinsonBritish Lung Foundatio

“Overuse of antibiotics, dominated by primary care prescribing, particularly when they are ineffective, can lead to the development of resistance and have side effects like diarrhoea, rash and vomiting.

“Our results show that people get better on their own. But given that a small number of patients will benefit from antibiotics the challenge remains to identify these individuals.”

Previous research into whether or not antibiotics are beneficial in the treatment of chest infections, where symptoms include shortness of breath, weakness, high fever, coughing and fatigue, have produced conflicting results- particularly in older people where chest infections can lead to further complications.

This study randomly divided patients into two groups – one received the antibiotic and the other was given a placebo, an inert treatment in the form of a sugar pill, three times a day for seven days.

The study found little difference in the severity and duration of symptoms reported between groups. This was also true for older patients – those aged 60 years or over – who made up nearly a third of the study.

And those taking antibiotics were reported to have more side effects including nausea, rash and diarrhoea than those given the placebo.

Drug resistance

Chest infections are one of the most common problems patients go to their GP about.

Dr Nick Hopkinson, a member of the British Lung Foundation, thought the study was helpful back-up when patients ask them for antibiotics.

He said: “Some patients with mild chest infections will ask for a prescription – this study can help GPs suggest it may not be the best thing for them.

“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as they are mainly caused by viruses. Those with mild infections are told to come back if symptoms don’t get better.

“This study is encouraging and supports what GPs are already doing.”

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial infection resistance.

Dr Michael Moore, from the Royal College of General Practitioners, who also co-authored the study, said: “It is important that GPs are clear when they should and should not prescribe antibiotics to patients to reduce the emergence of bacterial resistance in the community.

“This study backs the approach taken in the National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE) guidelines that patients who present with acute lower respiratory tract infection where pneumonia is not suspected can be reassured by their GP that they will recover without antibiotics and that the illness is likely to last about three weeks in total whether or not they have a prescription.”

The European study, which included Belgium, England, France and Germany, took place between November 2007 and April 2010.

It looked at 2,061 patients who had a persistent cough lasting more than 28 days and where a chest infection, like bronchitis, was suspected.

Those thought to have pneumonia were excluded from the study due to the severity of the disease if not treated promptly.

Participants completed a daily diary for the duration of their illness and rated the the severity of their symptoms including cough, shortness of breath, chest pain, and blocked or runny nose.

SOURCE : bbc.co.uk

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?”

dailynews121216_002

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 1 

ด้วยความเป็นแพทย์ ทำให้หลายต่อหลายครั้งมีคนไข้มาถามผมว่า ’เป็นไข้หวัด จะกินยาฆ่าเชื้อได้ไหม? หรือมีบาดแผลติดเชื้อ อักเสบ จะกินยาฆ่าเชื้อชนิดใด?“ บางท่านยังไม่ทันได้คำตอบ ก็ไปซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยามากินเองเสียแล้ว

เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับคนบางกลุ่ม แต่กำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทยเราครับ เพราะปัจจุบันพบว่าคนไทยมีการใช้ยากันอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือใช้ยากันอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตนเองเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุแล้ว ยังส่งผลเสียถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเราด้วยครับ

วันนี้ผมจึงหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ยามาบอกเล่าให้ฟัง เพื่อให้ทุกคนได้ทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราควรจะใช้ยากันอย่างไรจึงจะเรียกว่า สมเหตุสมผล และขอเน้นหนักไปที่เรื่องของยาฆ่าเชื้อครับ เพราะดูจะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของสังคมไทยในขณะนี้

ไม่ว่าจะเป็นคนในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด เมื่อมีการเจ็บไข้ไม่สบาย ประชาชนมักไปซื้อหายาใช้เอง ตามร้านขายยาใกล้บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ “นพ.กำธร มาลาธรรม” จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ตัวแทนจากโครงการพัฒนาระบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ให้ข้อมูลว่า “จริง ๆ แล้วยามีหลายประเภท แต่ยาที่ประชาชนสามารถจะใช้เองได้อย่างปลอดภัยนั้น สังเกตง่าย ๆ คือเป็นยาที่อยู่ในชุดยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด รวมถึงยาใช้ภายนอกทั้งหลาย เหล่านี้เป็นยาที่เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถซื้อหามาใช้เองได้อย่างปลอดภัยครับ ส่วนยาประเภทอื่น เช่น ยาฆ่าเชื้อ, ยาแก้อักเสบ ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วยาเหล่านี้มักจะมีข้อบ่งใช้และรายละเอียดระบุไว้ข้างขวดหรือข้างซองยา เช่น ถ้าระบุไว้ว่าเป็นยาอันตราย อันนี้ก็จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ความเจ็บป่วยของคนเราที่พบบ่อย ๆ ก็จะมีไข้หวัด หรือเป็นแผล ฝี หนอง รวมถึงท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้ สามารถใช้ยารักษาตามอาการในเบื้องต้นได้ก่อน เช่น ยาพาราเซตามอล แต่ก็ไม่ควรใช้มากเกินวันละ 8 เม็ด”

แต่ปัญหาในปัจจุบันดังที่เกริ่นไว้ในตอนต้นคือ คนมักจะสับสนกันว่า อะไรคือยาแก้อักเสบ อะไรคือยาฆ่าเชื้อ และยาประเภทไหนคือยาปฏิชีวนะ และยาเหล่านี้มีข้อบ่งใช้อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า จริง ๆ คำพวกนี้เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว บ้างก็สับสนเรียกสลับกันไปมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่คำที่คนใช้มากที่สุดเวลาพูดถึงยาฆ่าเชื้อก็มักจะเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว มันสามารถเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีกหลายอย่าง…ยาแก้อักเสบมีฤทธิ์แก้อักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ไปฆ่าเชื้ออะไรเลย เพราะฉะนั้นการเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วคือผิดความหมาย

อธิบายง่าย ๆคือ ถ้ามีการติดเชื้อที่อวัยวะหรือบริเวณใดของร่างกายก็มีจะมีการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน แต่ถ้าไม่ได้ติดเชื้อก็สามารถเกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการอักเสบโดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแล้วไปกินยาฆ่าเชื้อ ก็ไม่เกิดประโยชน์

การจะใช้ยาฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิ ภาพและคุ้มค่าที่สุดนั้น ก่อนอื่นเลย เราต้องมีความเข้าใจก่อนว่ามันคือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้มีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบทั่วไป และที่เราเข้าใจว่ายาฆ่าเชื้อมีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบก็เพราะว่า เมื่อติดเชื้อแล้วมันมีอาการบวมแดงอักเสบ พอกินยาฆ่าเชื้อเข้าไป ยาก็เข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียทำให้อาการอักเสบบวมแดงหายไป เราก็เลยเข้าใจว่ามันคือยาแก้อักเสบ จึงเป็นที่มาของการเรียกสลับสับสนระหว่างยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ และบางครั้งคนไข้เข้าใจว่าเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้ออักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

ส่วนคำว่า “ยาปฏิชีวนะ” กับ “ยาฆ่าเชื้อ” อันนี้คือยาชนิดเดียวกันครับ ซึ่งผมว่าเราน่าจะใช้คำว่ายาฆ่าเชื้อ ดูจะตรงและเข้าใจได้ง่ายกว่า

อีกกรณีหนึ่งคือ เวลาคนไข้ไปหาหมอและอธิบายอาการให้ฟังว่า มีไข้ น้ำมูกข้นเขียว และมีอาการเจ็บคอด้วย แต่เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อให้ คนไข้มักไม่สบายใจ และเข้าใจว่าตนเองไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม กรณีเช่นนี้เราพบได้บ่อย ซึ่งเป็นงานหนักที่แพทย์ต้องอธิบายและทำความเข้าใจกับคนไข้ให้ชัดเจน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาข้อสำคัญก็คือ “เชื้อดื้อยา” ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเชื้อโรคเจอยา มันก็จะปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอด ซึ่งการที่เชื้อปรับตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์ที่มียาอยู่นั้นเราเรียกว่า  เชื้อดื้อยา ดังนั้นถ้าเชื้อโรคเกิดการดื้อยาแล้ว ไม่ว่าเราจะรับประทานยาไปมากแค่ไหน เชื้อก็ยังคงสามารถเจริญเติบโตได้อยู่ โรคที่เราเป็นจึงไม่หาย หนัก ๆ เข้าถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการซื้อหายารับประทานเอง สามารถเกิดเชื้อดื้อยาได้ ซึ่งในวงการแพทย์กำลังเป็นห่วงถึงผลข้างเคียงข้อนี้มาก

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 16 ธันวาคม 2555

.

dailynews121223_003

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 2

 

ดร.ภญ.นิธิมา   สุ่มประดิษฐ์” ผู้จัดการโครงการ Antibiotics Smart Use (ASU) ให้ข้อมูลว่า จริง ๆ เชื้อโรคมีหลายชนิด หลัก ๆ คือเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหวัดนั้นไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่กินยาตามอาการ หรือแม้แต่ไม่กินยา ภูมิต้านทานในร่างกายของเราก็สามารถจะกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นและหายเองได้ภายใน 7 – 10 วันอยู่แล้ว…แต่ในส่วนของเชื้อแบคทีเรียนั้น เราก็จะมียาฆ่าเชื้อหรือที่เรียกกันว่ายาปฏิชีวนะ มาใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ และในส่วนของเชื้อรา ก็จะมียาฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นยาเฉพาะอีกกลุ่มหนึ่ง

การที่จะไปซื้อยากินเอง อันดับแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราป่วยเป็นโรคอะไร, ป่วยจากการติดเชื้อหรือไม่, การอักเสบที่เกิดขึ้นเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าการอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เราก็ไม่ต้องไปกินยาฆ่าเชื้อ ขณะเดียวกัน ถ้าการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อจริง เราก็ต้องปรึกษาเภสัชกรที่ประจำร้านยา ว่าเชื้อโรคดังกล่าวเป็นเชื้ออะไร เพื่อเราจะได้ซื้อและทานยาได้ถูกต้อง

อีกทั้งการไปซื้อหายาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทราบชื่อยา เพราะการจำแค่ว่าเม็ดยาหรือแคปซูลยาสีอะไร คงไม่ใช่เรื่องดีและถูกต้องนัก เนื่องจากปัจจุบันมียาหลากหลายชนิดที่บรรจุในแคปซูลสีเดียวกัน ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและผลเสียตามมาได้

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรหรือไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง เรื่องนี้คุณหมอกำธร แนะนำว่า สังเกตง่าย ๆ ก็คือ ถ้าท่านมีไข้หวัดแล้วไปส่องดูในคอ พบว่า ถ้าคอแดงทั่วกันทั้งหมด แสดงว่าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ บางคนถามว่า แล้วกินยาฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้หรือ? คำตอบคือไม่ได้ และไม่มียาฆ่าเชื้อชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ส่วนใหญ่ไข้หวัดแบบนี้จะหายเอง แต่ถ้าพบว่ามีตุ่มหนองในคอ ลักษณะนี้จำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียครับ

การใช้ยาฆ่าเชื้อไม่ให้พร่ำเพรื่อและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อันดับแรกคือ ให้มั่นใจก่อนว่าตนเองติดเชื้อแบคทีเรีย
2. เนื่องจากยาฆ่าเชื้อนั้นมีมากมายหลายสิบชนิด อีกทั้งแบคทีเรียก็มีมากมายหลายสิบตัวเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้ยาฆ่าเชื้อ เราก็จำเป็นต้องเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกกับชนิดเชื้อแบคทีเรียด้วย ซึ่งคนที่จะบอกเราได้ว่ายาชนิดใดถูกกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเป็น ก็คือแพทย์และเภสัชกรครับ
3. เมื่อได้รับยาฆ่าเชื้อจากแพทย์มาแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาดังกล่าวติดต่อกันจนหมดตามข้อบ่งใช้ที่ระบุข้างซองยา แม้อาการจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยากลางคัน เพราะเชื้อโรคยังถูกกำจัดไม่หมด และอาจส่งผลให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยาได้ครับ

ในการรับประทานยา ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อหรือยาอื่น ๆ อาจเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้เช่นกัน ทั้งผลข้างเคียงที่รุนแรงและไม่รุนแรง เช่น เกิดการแพ้ยาที่รุนแรงมาก มีลักษณะผิวหนังลอก ทางการแพทย์เรียกว่า สตีเวนส์จอห์นสันซินโดรม ซึ่งทำให้ร่างกายเราไม่มีผิวหนังที่เป็นปราการหรือเกราะป้องกันเชื้อโรค ก็จะเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งอาการแพ้ยานี้ เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้หรือไม่ หรือใครจะแพ้มากแพ้น้อย แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คนไข้มักจะโทษว่าเป็นความผิดของแพทย์ที่จ่ายยาแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แพทย์ก็ไม่ทราบหรอกครับว่าท่านจะมีอาการแพ้รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะการแพ้ยานั้นเป็นเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายของแต่ละคน คาดการณ์ไม่ได้ว่าใครจะแพ้ยาอะไร แม้แพทย์จะจ่ายยาที่ดีที่สุดแพงที่สุด เคยใช้กับคนไข้มาแล้วหลายราย แต่ถ้าภูมิคุ้มกันของคนไข้เองต้านทานยาชนิดนี้ ก็อาจเกิดการแพ้ดังกล่าวขึ้นได้

เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือ เวลาที่ท่านรับประทานยาชนิดใดก็ตาม (ไม่ใช่เฉพาะยาฆ่าเชื้อ) ถ้ามีอาการผิดสังเกต ต้องนำยานั้นไปพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจสอบว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือไม่ ซึ่งอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้คือ มีผื่นเกิดขึ้นทั้งตัว ยิ่งถ้าเป็นผื่นแดงร่วมกับมีอาการไข้ แบบนี้ควรหยุดรับประทานยาทันที แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม สำหรับใครที่เคยมีอาการแพ้ยามาก่อน ก็ต้องจำชื่อยาที่ตนเองแพ้ให้แม่น หรือจดชื่อยาติดตัวไว้ จะช่วยได้มากครับ

ผลข้างเคียงของการใช้ยาข้อต่อมาก็คือ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ เนื่องจากคนไข้ได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมากเกิน และทำให้เชื้อบางอย่างในลำไส้ใหญ่ซึ่งดื้อยา มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก่อให้เกิดการอักเสบที่มากขึ้นด้วย โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ค่อนข้างอันตราย ยิ่งได้รับยาเหล่านี้มาก ยิ่งมีโอกาสเกิดมาก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น

ปัญหาของการใช้ยาฆ่าเชื้อที่สำคัญมี 2 เรื่องครับ คือ
1. แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น
2. คนไข้ขอให้แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อ
ซึ่งทั้งสองปัญหานี้ต้องอาศัยการพูดคุยซักถาม ทำความเข้าใจกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ครับ เมื่อไปพบแพทย์แล้ว ถ้าไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นอะไรก็ต้องถามให้เข้าใจ นอกจากจะสร้างความเข้าใจแล้วยังนำมาซึ่งความสบายใจของทั้งสองฝ่ายด้วย

’ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ“ คือคำเรียกกว้าง ๆ แต่ไม่ใช่ว่ายาฆ่าเชื้อชนิดเดียวกัน จะสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ทุกโรค ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกและตรงกับเชื้อที่เป็น และยังช่วยลดผลข้างเคียงที่สำคัญอย่างการดื้อยาไปได้…ยาฆ่าเชื้อเปรียบเสมือนดาบสองคมครับ  ใช้ถูกต้องก็มีประโยชน์ ขณะเดียวกันใช้ผิดหรือใช้เมื่อไม่จำเป็นก็จะเกิดโทษ เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกให้ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลนะครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555