“ยาลดไขมัน” ประเด็นที่ซ่อนแอบ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

bangkokbiznews140506_01“ยาลดไขมัน” เป็นชื่อที่ใครหลายคนรู้จักดีเพราะถูกจ่ายมาเวลาเจาะเลือดแล้ว “ไขมันสูง” หลายท่านรู้สึกว่าปลอดภัย (เพราะหมอสั่งเอง) หลายท่านรู้สึกว่าสบายใจเพราะเหมือนได้กินเกราะป้องกันไขมันเอาไว้ดุจดั่งได้ Safety net กันภัยให้ชีวิต

มีรายงานผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากยาลดไขมันโผล่มานับตั้งแต่มีการผลิตยานี้ขึ้น จนคณะนักวิจัยอดรนทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาเก็บข้อมูลจากคนไข้ 83,880 คน แล้วตีพิมพ์ผลนี้ลงในวารสารการแพทย์ชื่อดังอย่าง European Journal of Preventive Cardiology ชี้ว่ายาลดไขมันเพิ่มความเสี่ยง “เบาหวาน” กำเริบได้ด้วยกลไกที่ทำให้น้ำตาลเพิ่มในเลือด หนำซ้ำยังมีรายงานอาการข้างเคียงอย่าง ปวดเนื้อตัว นอนไม่หลับ คลื่นไส้ มึนศีรษะ ฯลฯ จากผู้ใช้

ไม่ได้ห้ามรับประทานถ้ามีข้อบ่งชี้ แต่ปรารถนาให้ทราบว่ายาลดไขมันมี 2 ด้าน ดังนั้น ก่อนจะกินขอให้ได้รู้ข้อมูลต่อไปนี้สักนิดครับ

1) ยาลดไขมันไม่ใช่คำตอบเสมอไป ท่านสามารถลดไขมันด้วยวิธีธรรมชาติได้ในช่วงแรกที่ไขมันเริ่มสูง

2) ยาลดไขมันไม่จำเป็นต้องกิน “ตลอดชีวิต” เสมอไป ที่จริงแล้วแนวทางการคุมไขมันประการแรกคือดูแลการ “กิน” และ “อยู่” ให้ดีก่อน ปฏิวัติตัวเองให้ได้ (Substantial lifestyle change) จะช่วยให้ท่านไม่ต้องกินยาครับ

3) ยาลดไขมันมาพร้อมอาการเสี่ยง ได้แก่ ปวดหัว ปวดตามตัว นอนไม่หลับ ร้อนวูบวาบ คลื่นไส้ ท้องผูก ทั้งยังอาจส่งผลต่อความจำและทำให้สับสนได้

4) ยาลดไขมันมาพร้อมความเจ็บที่พบได้คือ “ปวดตามตัว” จากการออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ (Statin myopathy) ในรายที่รุนแรงมากถึงขั้น “กล้ามเนื้อสลาย” (Rhabdomyolysis) ซึ่งพบได้ครับ

5) ยาลดไขมันเสี่ยงทำร้ายตับ ทำให้ตับทำงานหนัก พบเอนไซม์ในตับสูงขึ้นได้ในหลายท่าน ดังนั้น จึงควร “ตรวจเลือด” ดูการทำงานตับเมื่อทานยาลดไขมันครับ

6) ยาลดไขมันมีผลลดวิตามินในร่างกาย โดยเฉพาะยาลดกลุ่มสแตตินส์ที่มีผลกดการสร้าง “โคคิวเท็น” ซึ่งเป็นวิตามินสำคัญสร้างจากตับ เพราะยาลดไขมันออกฤทธิ์ที่ตับโดยตรง เทคนิคคือท่านอาจหาโคคิวเท็นรับประทานเสริมได้ครับ

7) ยาลดไขมันกินเพื่อป้องกันโรค มีความเชื่อที่มาจากบางงานวิจัยว่า ยานี้สามารลดอัตราตายโดยรวมในโรคอย่างหัวใจ โรคตับและมะเร็งบางชนิดได้ แต่จริงๆ แล้วไม่เสมอไปครับ มีเทคนิคการนำเสนอที่ชวนให้ดูเหมือนป้องกันได้มากโดยใช้เปอร์เซนต์ที่ไม่ใช่แบบสมบูรณ์แท้ทางสถิติ (Absolute risk statistics)

8) เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน เพราะยาอาจไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ท่านที่มีความเสี่ยงเบาหวานหรือเป็นเบาหวานอยู่แล้วจึงต้องระวังให้ดี ในเรื่องนี้ FDA จึงให้บริษัทยาทำคำเตือนข้างฉลากไว้ด้วย

9) โรคหัวใจไม่ได้เกิดจากไขมันสูงเสมอไป มีข้อมูลที่น่าสนใจโดยผู้เชี่ยวชาญจาก UCLA ชี้ว่าคนที่หัวใจวายถึง 75% มีระดับไขมันปกติ ส่วนผู้สูงวัยที่เสียชีวิตนั้นก็มีจำนวนมากที่ “โคเลสเตอรอลต่ำ”

10) ยาลดไขมันขายดิบขายดีเพราะส่วนหนึ่งจาก Guideline ทางการแพทย์ที่ให้จ่ายยาลดไขมันใน “วงกว้าง” มากกว่าเดิม โดยให้คลุมไปถึงคนปกติที่ยังไม่มีโรคหัวใจด้วย พูดง่ายๆ คือให้คนที่ยังไม่ป่วยกินยาด้วย!

สรุปฝากไว้อีกนิดคือกินได้ถ้าจำเป็น ยาทุกชนิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าจำเป็นต้องแลกข้อดีให้กับข้อเสียจำนวนมากมายมหาศาลก็อาจไม่คุ้มกัน ควรตระหนักไว้ว่า “สุขภาพดีไม่ได้มาจากกินยาเสมอไป” หากแต่ใช้การปฏิวัติชีวิตใหม่ด้วยตัวท่าน ซึ่งนั่นคือพระเอกที่แท้จริง ไม่ใช่ยา

เป็นต้นว่า ถ้าปรับไลฟ์สไตล์ลดน้ำหนัก จนไขมันและความดันลงเป็นปกติแล้ว ยาลดไขมันก็ไม่จำเป็นเสมอไป ชีวิตจะได้ไม่ต้องผูกติดกับยาชั่วกัปกัลป์

บทความโดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine
drkrisda@gmail.com

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 พฤษภาคม 2557

หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556