โรคหอบหืด

thairath140801_02aโรคหอบหืด ตอนที่ 1 : หืดป้องกันได้ ก่อนจะสายเกินแก้

พบบ่อยแค่ไหน ?  

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเป็นโรคหืดถึงร้อยละ 12 หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 ต่อปี

สาเหตุของโรคคืออะไร ?  

โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เกิดการหดเกร็งของหลอดลม มีการหลั่งมูกเพิ่มขึ้น และผนังหลอดลมบวม เป็นผลให้มีอาการของหลอดลมตีบแคบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทุเลาได้เองหรือโดยการใช้ยา

สาเหตุสำคัญสุดคือ สารก่อภูมิแพ้ โดยพบว่าเด็กที่เป็นหอบหืดร้อยละ 80 เกิดจากภาวะภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาคาร/บ้านที่อยู่อาศัย ส่วนสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้พบได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากนี้ สารระคายเคืองทางเดินหายใจและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทเสริมการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารระคายเคืองที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย และก๊าซ

ส่วนปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบเฉียบพลันคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบหายใจ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนทำให้โรคหืดกำเริบได้

โรคหืดมีอาการอย่างไร ?      

อาการสำคัญคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ สลับกับช่วงไม่มีอาการ (เหมือนคนปกติ) โดยอาจเกิดอาการขณะออกกำลังกายหรือ ขณะนอนหลับกลางดึกก็ได้ จึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการรุนแรงและเกิดบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะกำลังมีอาการหอบหืด แพทย์อาจให้การวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากโดยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงหายใจผิดปกติในปอด และตรวจวัดสมรรถภาพปอด แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติมมาช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

โรคหืดรุนแรงถึงตาย…แต่ป้องกันได้        

ก่อนมีอาการรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสัญญาณอันตรายซึ่งตัวผู้ป่วยหรือญาติพึงสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการเป็นโรคหืดที่มีการจับหืดอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น เคยรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะหอบรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
  • มีประวัติการเข้าห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการหอบมากในปีที่ผ่านมา
  • มีประวัติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากหอบรุนแรง ต้องให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม
  • เป็นผู้ป่วยที่เคยใช้ยาพ่นสูดเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการของโรค หรือเพิ่งหยุดยาพ่นสูดมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานเป็นประจำ หรือเพิ่งหยุดยารับประทานมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยยอมไปพบแพทย์ ชอบใช้ยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และต้องใช้ยามากกว่า 1 หลอดต่อเดือน
  • เป็นผู้ป่วยหืดที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย หรือเป็นผู้ที่เสพติดยา
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ยอมใช้ยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ ชอบหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว
  • เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีปัญหาครอบครัว ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่

หากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดหมั่นสังเกตปัจจัยทั้ง 9 ข้อดังกล่าว ให้ความสนใจและถามไถ่ปัญหาจากผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตกับโรคหอบหืดได้อย่างมั่นใจ และจะได้ไม่มีใครเสียใจในภายหลัง.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2557

thairath140801_02b

โรคหอบหืด ตอนที่ 2 หอบหืด…รักษาได้

หลักการรักษาที่เหมาะสม คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาควบคุมอาการ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นเมื่อสังเกตว่าสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นใดทําให้เกิดอาการหอบ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้นๆ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยวิธีสะกิดหรือการตรวจเลือดหาระดับของ IgE อาจช่วยบอกชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

2. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

-ยาช่วยบรรเทาอาการ (Reliever) ได้แก่ ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ใช้เพื่อขยายหลอดลมในขณะที่มีอาการหอบหืด เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ ยาวนาน จึงสามารถใช้ควบคุมอาการได้ โดยใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์

– ยาควบคุมอาการ (Controller) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้ลดการอักเสบของหลอดลมเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบขึ้นอีก ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ภายใต้คําแนะนําของแพทย์ ยาประเภทนี้แบ่ง เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ คือ ยา Montelukast เป็นยารับประทานสําหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ และโรคภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงน้อยแต่ราคายาค่อนข้างสูง

2. ยาสเตียรอยด์ มีหลายรูปแบบ ทั้งยาพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด โดยยารับประทานและยาฉีดออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเมื่อต้องใช้บ่อยๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้แก่ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่าย และกระดูกพรุน จึงแนะนําให้ใช้ในระยะสั้น (ไม่เกิน 3–7 วัน) และใช้เมื่อ มีความจําเป็นเท่านั้น เช่น หอบหืดรุนแรง หอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง หอบหืดเฉียบพลันรุนแรง เป็นต้น

สําหรับการควบคุมอาการที่ต้องใช้ยาเป็นประจําและต่อเนื่อง แนะนําให้ใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบของยาพ่นสูดจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก รูปแบบของยาพ่นสูดที่นิยมใช้โดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ      

– ยาพ่นสูดชนิดที่ใช้แรงดันก๊าซ (Meter-DoseInhaler,MDI) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมานาน ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากการพ่นเข้าปากโดยตรง ต้องอาศัยจังหวะและความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธี จะมียาเข้า สู่ปอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยพ่นสูดด้วยวิธี MDI ได้ไม่ดี ก็สามารถเลือก วิธีการพ่นยาผ่านเครื่องพ่นฝอยละออง (Nebulizer) แทนได้ แต่มีข้อจํากัดคือต้องซื้อ เครื่องพ่นยา และยาชนิดที่ใช้กับเครื่องพ่นมีราคาค่อนข้างสูง

– ยาสูดแบบผง(DryPowderInhaler) เหมาะสําหรับเด็กโตอายุ 5–6 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้แรงสูดที่แรงและเร็ว เพื่อดูดเอาผงยาเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด

ข้อดีคือ เครื่องพ่นใช้ง่ายและพกพาสะดวก ไม่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ ราคายาสูงกว่ายาพ่นสูดแบบ MDI

3. วัคซีนภูมิแพ้ หากผู้ป่วยโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ได้ทําการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น รวมไปถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและใช้ยาเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ร่วมด้วย โดยการใช้สารละลายที่ผสมสารก่อภูมิแพ้ นํามาฉีดหรืออม ใต้ลิ้นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เริ่มจากขนาดยาน้อยๆ แล้วปรับความเข้มข้นให้มากขึ้น จนระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไป สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้ ระยะเวลา ในการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ประมาณ 3–5 ปี แต่มีข้อจํากัดคือ ในขณะที่ฉีดหรืออมใต้ลิ้นอาจก่อ ให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและความจําเป็นในการรักษาด้วยวิธีนี้ และต้องทําการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เท่านั้น

โรคหืดรักษาหายหรือไม่

โรคหืดมีธรรมชาติของโรคที่หลากหลาย ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 25 เป็นหอบหืดในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีอาการอีกเลย ส่วนเด็กที่มีอาการหอบหืดเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอีกร้อยละ 25 มีอาการตั้งแต่เด็กและป่วยต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่เนื่องจากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ยาก ที่เหลืออีกร้อยละ 50 จะมีอาการเป็นๆ หายๆ บางคนมีอาการปกติในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แต่พออายุมากขึ้น (ประมาณ 40 ปี) ก็กลับมามีอาการอีก

โรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กไทยและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตแย่ เป็นๆ หายๆ หรือต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง ควรมาพบแพทย์ ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา ปรับขนาดและชนิดของยาให้เหมาะสม จะทําให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 8 สิงหาคม 2557

 

 

Advertisements

ฉีดยาระงับอาการ “ปวดหลัง”

“ปวดหลัง” เป็นอาการที่เกิดขึ้นแล้วไม่ยอมหายขาดสักที หากมีอาการแล้วมักจะเป็นเรื้อรัง บางคนเมื่อมีอาการปวดก็หาทางออกด้วยการนวด ดัด ประคบ หรือแม้แต่ฝังเข็ม ซึ่งก็ช่วยบรรเทาอาการไปได้บ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นอีก สาเหตุมีทั้ง อายุ พฤติกรรมการใช้หลังแบบผิดๆ ระดับและลักษณะอาการเจ็บปวดมากน้อยแตกต่างกันแล้วแต่ความรุนแรงของโรค

นายแพทย์สรยุทธ ชำนาญเวช ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า กลุ่มอาการปวดหลังสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มตามสาเหตุของอาการปวด ได้แก่

ปวดหลังร่วมกับอาการปวดขา ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ สาเหตุมาจากช่องไขสันหลังแคบ การรักษาโดยผ่าตัดโดยการเข้าไปขยายช่องที่แคบจะได้ผลดี

ปวดหลังอย่างเดียว ไม่มีอาการปวดร้าวลงขา สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากกล้ามเนื้ออักเสบ

ปวดขาอย่างเดียว ไม่มีอาการปวดหลัง สาเหตุมาจากเส้นประสาทอักเสบ การรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดจะได้ผลดี

ปวดหลังแต่ไม่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ไส้ติ่งอักเสบ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังควรมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและหาสาเหตุ โดยผู้ป่วยกลุ่มที่ 1-3 การรักษาเบื้องต้นที่ได้ผลดีคือ การใช้ยาและการทำกายภาพบำบัด ยกเว้นผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบอาการอ่อนแรงและระบบประสาทผิดปกติ ควรทำการถ่ายภาพรังสี (MRI, CT scan) เพื่อหาสาเหตุของอาการปวด

ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการจาก Office syndrome ซึ่งมีสาเหตุมาจากการนั่งผิดท่า นั่งท่าเดียวเป็นเวลานานๆ หรือการใช้แรงงานเป็นเวลานาน จะทำให้ข้อต่อของกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อรับน้ำหนักผิดปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อบอกตำแหน่งที่มีอาการและทำการรักษาที่สาเหตุ

ผู้ป่วย 1 ใน 3 ราย อาการปวดหลังมีสาเหตุมาจากการกดทับ ผู้ป่วยจะมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย รักษาโดยการผ่าตัดจะให้ผลดีที่สุด ส่วน 2 ใน 3 ราย เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากการอักเสบ สามารถรักษาโดยการฉีดยาเข้าเยื่อหุ้มของไขสันหลัง

*การรักษา

การรักษาเบื้องต้น ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวด ร่วมกับการออกกำลังกายและการทำกายภาพบำบัด หากมีอาการปวดไม่ดีขึ้น และมีอาการอ่อนแรงยาวนาน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ควรทำ MRI และ CT scan เพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าว

การรักษาโดยฉีดยาเข้าเยื่อหุ้มของไขสันหลัง มีข้อบ่งชี้ คือ

การตรวจร่างกายและภาพถ่ายรังสีไม่สอดคล้องกัน เช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังและมีอาการร้าวลงขา ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทที่เอว ระดับ 4 แต่ผลตรวจ MRI ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน และผู้ป่วยได้รับประทานยาร่วมกับทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น

ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดและใส่โลหะดาม แต่อาการปวดยังไม่หาย

กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุและมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิต ซึ่งการผ่าตัดหลังจะใช้เวลานาน 4-6 ชั่วโมง อาจมีผลกระทบกับผู้ป่วยได้

การฉีดยาเพื่อบรรเทาอาการปวดจะอยู่ได้ 3 เดือนถึง 1 ปีขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน การรักษาด้วยการฉีดยาเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยบริเวณที่สามารถฉีดยาเข้าไปได้คือ กระดูกสันหลังและเส้นประสาทระดับเอวที่ 1-5 เนื่องจากไขสันหลังที่ควบคุมการสั่งงานจากสมองจะสิ้นสุดที่กระดูกสันหลังระดับเอวที่ 1 เพราะฉะนั้นการฉีดยาที่กระดูกสันหลังระดับล่างถือว่าปลอดภัย การฉีดยาครั้งเดียวสามารถบรรเทาและรักษาอาการปวดได้หลายๆ ตำแหน่ง ซึ่งเทคนิคดังกล่าวเป็นที่นิยมมากในแถบยุโรป

ขั้นตอนการฉีดยา แพทย์จะจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ หลังจากนั้นทำการหาตำแหน่งของเส้นประสาทที่ผิดปกติ แล้วสอดเข็มเข้าไปในตำแหน่งดังกล่าว  แล้วทำการฉีดสี  X-Ray และฉีดยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และยาชา

การฉีดยาด้วยวิธีนี้แตกต่างจากการฉีดยาทั่วไป โดยศัลยแพทย์จะใช้อุปกรณ์ในการฉีดยา ซึ่งคิดค้นโดยศัลยแพทย์ระบบประสาทและผลิตที่ประเทศเกาหลี อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีสายสวนสามารถสอดเข็มผ่านได้ ข้างในท่อมีโลหะและสปริงเคลือบอยู่  สามารถเห็นได้จากการ X-Ray ยาจะถูกฉีดผ่านท่อเพื่อไปเคลือบอยู่บริเวณเหนือเยื่อหุ้มของไขสันหลัง ข้อดีคือ สามารถควบคุมให้ปลายท่อขยับได้เพื่อหาตำแหน่งเส้นประสาทที่ต้องการจะฉีดยา หลังจากฉีดยาแล้วผู้ป่วยสามารถกลับมาทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ จากผลการศึกษาและวิจัย สามารถฉีดได้เดือนละครั้ง ควรระวังในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานและมีประวัติแพ้ยาสเตียรอยด์และยาชา.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 ตุลาคม 2555

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ

โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาแก้ปวดและยาสเตียรอยด์ 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่มมีหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ยาที่ใช้ควบคุมอาการและยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค ยาที่ใช้ควบคุมอาการชนิดที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยบางคนยังอาจได้รับการรักษาเฉพาะโรค เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์จะได้ยารักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะหรือผู้ป่วยโรครูมาตอยด์และโรคลูปัสอาจได้ยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค

ยาแก้ปวดที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ได้แก่ ยาอเซตะมิโนเฟนและยากลุ่มแอสไพริน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นยาที่ปลอดภัยแต่ถ้าใช้เป็นปริมาณมากหรือใช้นานๆ ก็อาจมีอันตรายได้ ดั้งนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากๆ หรือเป็นเป็นเวลานานจึงควรปรึกษาแพทย์

ยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคข้อบางชนิด แต่มีผลข้างเคียงมากมาย การใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรใช้ในความดูแลของแพทย์เสมอ

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อบางชนิด เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ โรคลูปัส โรคข้อที่เกิดร่วมกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน

ยาส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันโรคที่ต้องใช้ยารักษาก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน บางโรคทำให้เกิดความพิการ หรือถึงเสียชีวิตถ้าไม่รักษา ดังนั้นการใช้ยาจึงมีความจำเป็น และการใช้ควรมีการติดตามโดยแพทย์ หากแพทย์ได้สั่งยาให้คุณใช้แสดงว่าแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ยานั้นมากกว่าโทษ คุณควรใช้ยาโดยต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาโดยไม่บอกแพทย์ก่อน

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด ได้แก่ อเซตจะมิโนเฟน (พาราเซทตามอลหรือ ที่เรียกกันว่า “พารา”) ใช้ลดไข้แก้ปวดได้อย่างดี แต่จะไม่ลดการบวมแดงของข้อ มีผลข้างเคียงน้อยแต่จะใช้ปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดปัญหาในตับ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอยู่แล้วควรใช้ยานี้ในความดูแลของแพทย์

ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน มีหลายชนิดนอกจากแอสไพรินยังมีไอบูโพรเฟน นาโพรซิน ซูลิแดก อินเมทธาซิน ฯลฯ ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด ลดการบวมแดงของข้อ ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้ความดันขึ้นในผู้ที่ความดันสูงอยู่แล้ว และอาจมีผลต่อไต ยาใหม่ๆในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซลิคอกสิบ โรฟิคอกสิบ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า

ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะลดการอักเสบได้พอควร ยังอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะใช้รักษาโรคข้อบางอย่าง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส และอื่นๆ ดังนั้นแพทย์ของคุณจึงอาจให้คุณกินยาอื่นร่วมด้วย

ยาสเตียรอยด์

เป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้อมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แพทย์และผู้ป่วยได้เรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียมากมายของยาชนิดนี้ ในสมัยปัจจุบันแพทย์จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้โดยการใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ยาสเตียรอยด์ใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์ ลูปัส โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด ขนาดยาที่ใช้ในแต่ละโรคจะแตกต่างกัน เช่น ในโรคข้อรูมาตอยด์จะใช้ยาน้อยกว่าโรคลูปัส ในโรคเหล่านี้แพทย์ผู้รักษาจะลดยาหรือหยุดยาเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และอาจจะใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าแทน

ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์หากใช้นานๆ หรือปริมาณมาก ได้แก่ น้ำหนักขึ้น ความดันสูง ตาต้อหิน ต้อกระจก กระดูกพรุน น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ทำให้เลือดอุดตันในหัวใจและในสมอง หากหยุดใช้ยาโดยกระทันหันอาจทำให้ความดันต่ำลงอย่างรวดเร็วเร็วได้ ฉะนั้นการใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ยาหม้อ ยาสมุนไพรบางชนิดก็มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่แต่ผู้ใช้มักๆไม่ทราบ การใช้ยาพวกนี้เป็นเวลานานจึงอาจให้ผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

หากมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยในการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้จ่ายยา เวลามาพบแพทย์ควรนำยามาด้วยทุกครั้ง และควรให้แพทย์ทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยใช้อยู่

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กล้ามเนื้ออ่อนแรง ‘ไม่ใช่’ ขี้เกียจ

แตกต่างสุดขั้วระหว่างความเกียจคร้านกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจรุนแรงลุกลามไปทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้เลยทีเดียว

เมื่อเกิดอ่อนแรง หนังตาตก กลอกตาไม่ได้ รู้หรือไม่อาจเผชิญโรคที่เรียกว่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ หรือโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส (Myasthenia gravis : MG) เป็นกลุ่มโรคที่พบไม่บ่อยนัก

นพ.นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักจะรู้สึกเหมือนอ่อนเพลียตอนสายหรือบ่ายของวัน ปล่อยทิ้งไว้ หนังตาจะตก จนตาปิด จากนั้นอาการอ่อนแรงจะลุกลามไปยังพื้นที่ที่ต่ำกว่าคอ

อุบัติการณ์ของการเกิดโรคอยู่ที่ประมาณ 1.7 ถึง 10.4 คนต่อประชากรล้านคนในประเทศแถบตะวันตก ซึ่งประเทศไทยไม่มีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ แต่อายุรแพทย์ระบบประสาทชี้ว่า ตัวเลขอุบัติการณ์ไทยใกล้เคียงกับแถบตะวันตก ที่สำคัญ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ มักเป็นเพศหญิง โดยส่วนมากอาการของโรคจะพบช่วงแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี แต่ถ้าในช่วงที่อายุมากกว่า 50 ปี อุบัติการณ์ของการเกิดโรคกลับพบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า

“ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีผลต่อกล้ามเนื้อ ภาวะความผิดปกติของต่อมธัยมัสและยังสัมพันธ์กับโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ผิดปกติอีกหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในหลายๆ บริเวณ และจะเป็นมากขึ้นถ้าใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นซ้ำๆ” นพ.นริศกล่าว

สำหรับอาการบ่งชี้ของโรคนี้ที่สามารถสังเกตได้ เริ่มจากอาการอ่อนแรงเป็นพักๆ ในระหว่างวัน เช่น ตื่นนอนตอนเช้ายังปกติอยู่ แต่พอช่วงสายหรือบ่าย มีอาการเพลีย อ่อนแรง หากเป็นต่อเนื่องโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ นี้ จะเริ่มโจมตีจากตา เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างมากในการกะพริบตา กลอกตาไปมา

“คนไข้จะมาด้วยอาการหนังตาตก บางรายตาปิดไป 1 ข้าง หรือไม่สามารถกลอกตาได้ ในบางรายอาจพูดไม่ชัด หรือพูดแล้วเหมือนเสียงขึ้นจมูก กลืนอาหาร หรือเคี้ยวข้าวลำบาก กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและต้นขาเริ่มมีอาการอ่อนแรงในรายที่เป็นมากขึ้น ในรายที่เป็นมากขึ้นและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง พบว่าอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะลุกลามไปยังกล้ามเนื้อกะบังลมซึ่งควบคุมการหายใจ ทำให้มีภาวะการหายใจล้มเหลว” คุณหมออธิบาย

การรักษาต้องหยุดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานบกพร่อง โดยการใช้ยาสเตียรอยด์หยุดการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ทำงานบกพร่องนี้ และยังสามารถใช้วิธีผ่าตัดต่อมธัยมัส ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ทำงานบกพร่องนี้เติบโตมาจากต่อมนี้ ร่วมกับการกินยาสเตียรอยด์

“สิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ คือ การติดเชื้อ เพราะใช้ยาสเตียรอยด์ปริมาณสูงในการรักษาทำให้ติดเชื้อง่าย ต้องระวังเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ต้องเป็นอาหารสะอาด ปรุงสุก งดส้มตำ ยำ ลาบ ผลไม้ที่ต้องกินทั้งเปลือก หรือแม้กระทั่งลองกองที่ขั้วมักมีเชื้อรา” อายุรแพทย์ แนะนำพร้อมเสริมว่า ต้องตรวจอุจจาระเป็นประจำ เพราะคนที่รับประทานยาสเตียรอยด์เสี่ยงเป็นพยาธิลำไส้ เพราะภูมิคุ้มกันถูกดเอาไว้

ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ไม่มีของแสลง แต่ต้องเป็นอาหารที่สุก สะอาด และควรเลี่ยงของหวาน เพราะยาสเตียรอยด์จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่ม ส่วนของการออกกำลังกาย สามารถทำได้ในระดับที่เหมาะสม อย่าหักโหมหรือเล่นกีฬาที่เสี่ยง เช่น ว่ายน้ำ หรือกีฬาที่ต้องปะทะกันรุนแรงอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอล เป็นต้น

“โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากสังเกตอาการและเข้าพบแพทย์ได้ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ กล้ามเนื้อก็จะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม” นพ.นริศกล่าวทิ้งท้าย

//////////

อาการผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง

1. หนังตาตก อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ทำให้มีลักษณะคล้ายคนง่วงนอน เห็นภาพซ้อนจากกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรง
2. พูดไม่ชัด หรือพูดแล้วเหมือนเสียงขึ้นจมูก
3. กลืนอาหารลำบาก หรือเคี้ยวลำบากในบางครั้งมีอาการสำลักอาหารบ่อยๆ
4. ยิ่งฝืนออกแรงมากจะพบว่ากล้ามเนื้อก็จะยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 กรกฎาคม 2555