ว่าด้วยเรื่องผลไม้ดองน้ำผึ้ง

dailynews140822_01กลายเป็นกระแสตื่นตัวของคนรักสุขภาพ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนไม่น้อยส่งต่อข้อความผลไม้ดองน้ำผึ้งนานาชนิดโดยอ้างว่าเป็นสูตรตำรายาไทยมาแต่โบราณ มีสรรพคุณและประโยชน์ต่อร่างกาย บ้างก็ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ตั้งแต่ กล้วยดองน้ำผึ้ง, บอระเพ็ดดองน้ำผึ้ง, มะนาวดองน้ำผึ้ง, ส้มดองน้ำผึ้ง, ลูกยอดองน้ำผึ้ง, มะขามป้อมดองน้ำผึ้ง หรือสมอไทยดองน้ำผึ้ง หรือแม้กระทั่งการนำน้ำผึ้งที่ผ่านการดองแล้วมาดื่ม ซึ่งเชื่อว่าจะเชื่อบำรุงสุขภาพร่างการปรับธาตุและสมดุลต่างๆในร่างกายให้ดีขึ้น แต่ไม่เคยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาการันตี จนทำให้หลายคนอาจแปลกใจว่าน้ำผึ้งมีคุณสมบัติให้ประโยชน์ได้ครอบคลุมตามที่กล่าวอ้างกันจริงหรือไม่ เราลองมาดูสรรพคุณของน้ำผึ้งว่าหากรับประทานเดี่ยวๆร่างกายจะได้อะไร

น้ำผึ้ง (Honey) มีส่วนผสมของน้ำตาลและสารประกอบอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นฟรุกโทสกับกลูโคส วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี2วิตามินบี3วิตามินบี5วิตามินบี6กรดโฟลิก วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบอื่นๆ ที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ได้แก่ เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย, ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส, บำรุงสมองและความจำ, ปกป้องผิวจากรังสี Uvเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง, บรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ ลดอาการเจ็บคอ, เสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก, เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย, ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ, ควบคุมน้ำหนัก ลดความอ้วน, รักษาอาการเมาค้าง, มีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อนๆ ลดอาการหงุดหงิด ลดความกังวล, แก้อาการนอนไม่หลับ, ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง บำรุงหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ บำรุงและรักษาโรคตับ, รักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ, ลดกรดในกระเพาะ ช่วยย่อย รักษาโรคกระเพาะ ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสียรุนแรง บำรุงลำไส้, แก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) , บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร, ป้องกันการเป็นตะคริว, ลดการอักเสบของบาดแผล, รักษาโรคฮ่องกงฟุต กลาก เกลื้อน, ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์

น.ส.วิไลลักษณ์ ศรีสุระ นักโภชนาการ ชำนาญการพิเศษ สำนักโภชนาการ ชี้แจงว่า อาหารทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ สูตรผลไม้ดองน้ำผึ้งนั้นหากใช้น้ำผึ้งแท้ร่างกายจะได้ประโยชน์ เนื่องจากน้ำผึ้งแท้จะให้น้ำตาลที่ดีต่อร่างกาย แต่ส่วนใหญ่น้ำผึ้งในตลาดเป็นน้ำผึ้งปลอมที่ทำจากน้ำตาลทรายซึ่งเท่ากับว่าผู้บริโภครับประทานน้ำตาลทรายดีๆนี่เอง แนะนำหากต้องการบริโภคผลไม้ดองน้ำผึ้งเพื่อสุขภาพไม่ควรทานเกินวันละ 1ลูก หรือ 1 ผล ส่วนกรณีผู้ที่ต้องการดื่มน้ำผึ้งที่ผ่านการดองผลไม้แล้วนั้น ขอแนะนำว่าหากการดองผ่านกระบวนการที่สะอาดปลอดภัยก็สามารถดื่มได้ แต่ต้องถามว่าดื่มน้ำผึ้งทุกวันผู้บริโภคต้องการอะไร หากต้องการความสดชื่นก็สามารถดื่มได้ แต่หากต้องการแก้อาการเจ็บคอ หรือระคายคอก็ควรบีบน้ำมะนาวลงไปด้วย ที่สำคัญในโลกนี้ไม่มีอาหารอะไรที่เป็นยาอายุวัฒนะ ควรบริโภคอาหารที่มีความหลากหลายครบทั้ง5หมู่ และการรับประทานผลไม้สดให้ประโยชน์กับร่างกาย100% มากกว่าผลไม้ที่ผ่านกระบวนการตาก อบ หรือดอง

ทั้งนี้ สาเหตุที่คนยุคก่อนคิดค้นสูตรดองผัก ผลไม้ด้วยวิธีต่างๆนั้น เนื่องจากเดิมผัก ผลไม้บางประเภทจะออกผลเฉพาะตามฤดูกาลเท่านั้น ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราจึงใช้ภูมิปัญญาที่มีหาวิธียืดอายุการเก็บรักษาเพื่อเก็บไว้รับประทานนอกฤดูกาลนั้นเอง

รับประทานอาหารแต่พอดีและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่างกายถึงจะแข็งแรงสมบูรณ์

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากhttp://frynn.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87/

ขอบคุณภาพประกอบจากhttp://www.loveyoueveryday.com/blog/love/honeylemon/

เดลินิวส์ออนไลน์
ที่มา : เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2557

ยกย่องแสงอาทิตย์ เป็นคุณแก่สุขภาพ

thairath130510_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ประกาศให้โลกได้รู้ว่าแสงแดดนั้นมีคุณค่ามหาศาล นอกจากจะช่วยให้ความดันโลหิตลด ป้องกันหัวใจวายและลมอัมพาตแล้ว ยังเป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกด้วย

พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อแดดส่องถูกผิวหนัง มันจะปล่อยสารประกอบชนิดหนึ่งเข้าสู่เลือด ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง การศึกษาทำให้รู้ว่าแสงแดดนั้นเป็นคุณแก่สุขภาพทั่วทั้งสรรพางค์กาย แค่มันทำให้ความดันโลหิตลดได้ ก็มีความสำคัญเป็นล้นพ้น เกินกว่าที่จะกลัวกันว่าจะทำให้มะเร็งขึ้นที่ผิวหนังด้วยซ้ำไป

ในอังกฤษมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและลมอัมพาต เนื่องมาแต่ความดันโลหิตสูงมากกว่าด้วยโรคมะเร็งผิวหนังถึง 80 เท่า

นอกจากที่มันสร้างสารที่มีชื่อว่าไนตริก ออกไซด์ ซึ่งลดความดันโลหิตแล้ว แดดยังช่วยสร้างวิตามินดี ซึ่งจะทวีเพิ่มขึ้นตามที่ได้โดนถูกแดด “จวบจนทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ได้ประทานสิ่งดีทั้งหมด เพื่อสุขภาพของเราทั้งหมดทั้งสิ้น”.

 

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Sun’s blood pressure benefits ‘may outdo cancer risks’

7 May 2013

The health benefits of exposing skin to sunlight may far outweigh the risk of developing skin cancer, according to scientists.

Edinburgh University research suggests sunlight helps reduce blood pressure, cutting heart attack and stroke risks and even prolonging life.

UV rays were found to release a compound that lowers blood pressure.

Researchers said more studies would be carried out to determine if it is time to reconsider advice on skin exposure.

Heart disease and stroke linked to high blood pressure are estimated to lead to about 80 times more deaths than those from skin cancer in the UK

Dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight

Dr Richard WellerEdinburgh University

Production of the pressure-reducing compound, nitric oxide, is separate from the body’s manufacture of vitamin D, which rises after exposure to sunshine.

Researchers said that until now vitamin D production had been considered the sole benefit of the sun to human health.

During the research, dermatologists studied the blood pressure of 24 volunteers under UV and heat lamps.

In one session, the volunteers were exposed to both UV rays and the heat of the lamps.

In the other, the UV rays were blocked so that only the heat affected the skin.

The results showed that blood pressure dropped significantly for an hour after exposure to UV rays, but not after the heat-only sessions.

Scientists said that this suggested it was the sun’s UV rays that brought health benefits.

The volunteers’ vitamin D levels remained unaffected in both sessions.

‘Reconsider our advice’

Dr Richard Weller, a senior lecturer in dermatology at Edinburgh University, said: “We suspect that the benefits to heart health of sunlight will outweigh the risk of skin cancer.

“The work we have done provides a mechanism that might account for this, and also explains why dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight.

“We now plan to look at the relative risks of heart disease and skin cancer in people who have received different amounts of sun exposure.

“If this confirms that sunlight reduces the death rate from all causes, we will need to reconsider our advice on sun exposure.”

The study will be presented on Friday in Edinburgh at the world’s largest gathering of skin experts. The International Investigative Dermatology conference starts on Wednesday and runs until Saturday.

SOURCE : www.bbc.co.uk

‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555

อาหารเสริิมแคลเซียมกับวิตามินดี เป็นยาอายุวัฒนะของผู้สูงอายุ

นักวิทยาศาสตร์เมืองโคนมบอกแนะนำผู้สูงอายุว่า ให้กินอาหารเสริมแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีจะช่วยให้อายุยืน ที่สำคัญต้องกินด้วยกัน วิตามินเพียงอย่างเดียวช่วยอะไรไม่ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลาร์ส เรจมาร์ค มหาวิทยาลัยแพทย์ของเดนมาร์ก รายงานในวารสารการแพทย์ “วิทยาการต่อมไร้ท่อคลินิก” ว่า ได้พบหลักฐานความสัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเป็นผลของแคลเซียมกับวิตามินดีว่า เป็นคุณต่อสุขภาพ ทั้งคู่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน อันเป็นสาเหตุให้ผู้สูงอายุกระดูกหัก ทำให้เสียชีวิตได้

คณะของเขาได้ศึกษา ด้วยการรวบรวมข้อมูล ผู้สูงอายุวัย 70 ปี ไม่น้อยกว่า 70,000 คน พบว่า การกินวิตามินดีอย่างเดียว ไม่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลดต่ำลง ต้องกินร่วมกันกับแคลเซียม จะทำให้ลดลงได้ร้อยละ 9 การกินร่วมกัน เป็นที่รู้กันว่า ช่วยให้ผู้สูงอายุกระดูกหักน้อยลง

พวกเขายังสังเกตว่า ของบำรุงทั้งสอง ไม่แต่เพียงช่วยให้กระดูกหักน้อยลงเท่านั้น หากยังช่วยบำรุงอย่างอื่นอีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Vitamin D Plus Calcium May Extend Life

But analysis doesn’t pinpoint the reasons why

By Steven Reinberg
HealthDay Reporter

FRIDAY, June 15 (HealthDay News) — Seniors who take calcium supplements along with vitamin D may lengthen their lives, a new analysis suggests.

However, only the combination of the two appears to be effective; vitamin D by itself had no benefit, the researchers noted.

“Our study provides evidence of a cause-effect relationship — that calcium and vitamin D causes beneficial effects to general health,” said study author Dr. Lars Rejnmark, an assistant professor at Aarhus University Hospital in Denmark. “Calcium with vitamin D has now been proven to reduce risk of osteoporotic fractures and death in the elderly.”

The report will be published in the August issue of the Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism.

For the study, Rejnmark’s team collected data on more than 70,000 people who were around 70 years old and had taken part in one of eight trials that pitted vitamin D or vitamin D plus calcium against an inactive placebo by randomly assigning participants to one of the treatments.

The investigators found that, over three years, vitamin D alone did not reduce the risk of death (mortality), but when taken with calcium mortality was reduced 9 percent.

It is known that the combination of vitamin D and calcium can reduce bone fractures in older people.

However, Rejnmark’s group noted that the reduction in mortality seen in this analysis was not due to fewer fractures, but an effect of these supplements that went beyond bone health.

Recently there has been data tying calcium supplements to an increased risk of heart attack.

A study in the May edition of Heart found that calcium supplementation increased the risk of heart attack by 86 percent. But the risk was not increased with calcium from foods.

On Tuesday, the U.S. Preventive Services Task Force proposed that postmenopausal women not take low-dose calcium and vitamin D supplements daily to ward off bone fractures, because the effect is negligible.

Dr. Michael Holick, a professor of medicine, physiology and biophysics at Boston University School of Medicine, said that “other studies have shown that if you have adequate vitamin D, [it] can reduce the risk of mortality by about 7 percent.”

Although the exact mechanism of why these supplements prolong life isn’t known, Holick believes that both improve cell function and cardiovascular health, he said.

Holick also believes the task force misunderstood the data on the benefit of vitamin D and calcium. He said the amount of these supplements taken in the studies they looked at were too low to have any beneficial effect.

Knowing what to do about supplements can be confusing, Holick said. He recommends adults take 1,500 to 2,000 international units of vitamin D daily with 1,000 to 1,200 milligrams of calcium from both diet and supplements in combination.

“By doing so, you will preserve your bone health, you will improve muscle strength and you may have additional health benefits including [lowering the] risk of cardiovascular disease, certain cancers, type 2 diabetes and infectious diseases,” Holick said. “There is no downside to increasing your vitamin D intake.”

More information

For more information on calcium and vitamin D, visit the U.S. National Institutes of Health.

SOURCES: Lars Rejnmark, M.D., Ph.D., assistant professor, Aarhus University Hospital, Denmark; Michael F. Holick, M.D., Ph.D., professor, medicine, physiology and biophysics, Boston University School of Medicine; August 2012, Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism

Last Updated: June 15, 2012

Data from: healthday

ใบบัวบก …สารพันคุณค่า สารพัดประโยชน์

ในวัยเด็ก ไม่คิดว่าใบบัวบกมันจะนำมารับประทานได้ เพราะบริเวณบ้านมีใบบัวบกขึ้นก็คิดว่าเป็นวัชพืชอย่างหนึ่งเท่านั้น พอเติบใหญ่ขึ้นมาก็เห็นเขาทำน้ำใบบัวบกขายในโหลแก้ว พร้อมทั้งน้ำชนิดอื่นด้วย เช่น น้ำส้ม น้ำลำไย โอเลี้ยง…แต่ไม่คิดจะเลือกซื้อน้ำใบบัวบกมาดื่มเพราะไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะเพิกเฉยต่อน้ำชนิดอื่น เช่น น้ำลำไย โอเลี้ยง ที่อร่อยกว่าน้ำใบบัวบกมากมาย…

ปัจจุบันเห็นน้ำใบบัวบกอยู่ที่ใดจะตรงเข้าไปซื้อทันทีด้วยเห็นถึงคุณค่า คุณประโยชน์ของมันดังที่ นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ แห่งศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ (http://
www. bankokhealth.com-ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ) ที่ระบุไว้ว่า…สรรพคุณของใบบัวบกคือ ช่วยให้ความจำดี ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้ช้ำใน ร้อนในกระหายน้ำ แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ รักษาแผลเปื่อยแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดรอยเหี่ยวย่น ลดการอักเสบ และเป็นยาอายุวัฒนะ  (โปรดสังเกต คราวที่แล้วเขียนเรื่อง “ย่านาง” คนก็ถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะเช่นกัน)ในบัวบกประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด แต่ ณ ที่นี้จะกล่าวถึงเพียงสารไตรเตอพีนอยด์


สารไตรเตอพีนอยด์ ถูกระบุว่า
1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเปรียบเสมือนร่างแหที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างหลักของเซลล์ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และยังเป็นผนังที่หุ้มล้อมรอบหลอดเลือดอีกด้วย
2. ใบบัวบกจึงสามารถลดความดันเลือดได้เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่เส้นเลือด
3. ใบบัวบกมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ช่วยเพิ่มการไหลเวียนผ่านเส้นเลือดฝอย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนออกซิเจน ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบวม เส้นประสาทเสื่อม เหน็บชา และแขนขาอ่อนแรง
4. ทำให้ผิวหนังเต่งตึงและมีความยืดหยุ่นขึ้น ตลอดจนช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น และช่วยในขบวนการหายของแผล เนื่องจากใบบัวบกจะควบคุมไม่ให้เกิดการสร้างคอลลาเจนบริเวณแผลมากจนเกินไป
5. นิยมนำใบบัวบกไปใช้ในการรักษาแผลต่าง ๆ อาทิ แผลผ่าตัด การปลูกถ่ายผิวหนัง แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง หรือแม้แต่แผลจากโรคเรื้อน

ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ ที่กล่าวมาจึงมีการนำใบบัวบกไปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น เคยเห็นไหม โทนเนอร์ใบบัวบก น้ำใบบัวบก อันนี้มีอยู่แล้วทั่วบ้านทั่วเมือง ใบบัวบกแคปซูล ชาใบบัวบกก็มี สบู่ใบบัวบกก็เห็น ครีมบำรุงผิวใบบัวบก ครีมนวดผมใบบัวบก…เคยเห็นกันไหมล่ะ แต่มีนะ

แต่สำหรับผู้เขียน ตรงไปซื้อใบบัวบกสด ๆ ที่ตลาดสด ขายกำละไม่กี่บาท ของที่นำมาจากตลาดเราต้องนำมาล้างอีกทีให้แน่ใจว่าสะอาดจริง ๆ แล้วนำมาปั่น กินแต่น้ำ…น้ำใบบัวบกไม่อร่อย เพราะเราไม่ได้เติมน้ำตาล น้ำหวาน  แต่เพื่อสุขภาพก็กินได้ กำลังรอดูผลอยู่ว่า มันสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้หรือไม่ เพราะอันนี้แหละสำคัญที่สุด …ผู้ที่สมควรรับประทานใบบัวบก ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ได้แก่ ผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างมาก และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำ ผู้ที่มีความเครียดสูงจากการทำงานหนัก   ผู้ที่มีความผิดปกติทางผิวหนังและกล้ามเนื้อโดยมีอาการฟกช้ำและผิวหนังอักเสบ ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ช่วยเร่งสมานแผลให้เร็วยิ่งขึ้น…เป็นต้น…ถึงเวลาที่จะเริ่มจัดการกับมันหรือยังล่ะ….ใบบัวบก!

ที่มา: เดลินิวส์  20 มิถุนายน 2555

“ย่านาง”…สรรพคุณเลิศล้ำ”หมื่นปีไม่มีแก่”

เห็นผลิตภัณฑ์จาก ใบย่านาง แล้วแปลกใจ นอกจากนำใบย่านางมาคั้นเอาน้ำไปใส่แกงหน่อไม้ ใส่ซุปหน่อไม้แล้ว ยังสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ เช่น ดังที่เห็นคือ สบู่ใบย่านาง และ ใบย่านางแคปซูล บางคนนำไปทำน้ำใบย่านางสำหรับดื่ม ก็มี…สรรพคุณใบย่านางนั้นมีมากจนบางคนเรียกว่าเป็น ยาอายุวัฒนะ  ซะเลย…มีข้อมูลระบุว่า หมอยาโบราณทางอีสานเรียกใบย่านางว่า “หมื่นปีไม่มีแก่” อันนี้คงไม่ใช่ภาษาอีสาน หากเป็นอีสานคงพูดว่า “หมื่นปีบ่มีเฒ่า”…พอรู้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนซื้อไปปลูกที่บ้านแล้วเรียบร้อย…

ใบย่านาง นั้นเป็นไม้เลื้อย เถาสีเขียวสด ข้อมูลจาก คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ระบุว่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินเอสูง วิตามินซีก็สูง มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน สำหรับสรรพคุณในทางยา ย่านางถือเป็นยาเย็น มีความโดดเด่นด้านการดับพิษและลดไข้ โดยรากย่านางแก้ไข้ได้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด ไข้ผิดสำแดง แก้เบื่อเมา ใบและเถาย่านางใช้แก้ไข้ ลดความร้อนและแก้พิษตานซาง…เป็นต้น

สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย     ระบุว่า ย่านาง มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ  Tiliacora;Trian dra (Colebr.) Diels  ชื่อสามัญ  (ภาคกลาง) เถาย่านาง, เถาหญ้านาง, เถาวัลย์เขียว, หญ้าภคินี  (เชียงใหม่) จ้อยนาง, จอยนาง, ผักจอยนาง (ภาคใต้) ย่านนาง, ยานนาง, ขันยอ (สุราษฎร์ธานี) ยาดนาง, วันยอ (ภาคอีสาน) ย่านางอื่น ๆ เครือย่านาง, ปู่เจ้าเขาเขียว, เถาเขียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์…ต้น เป็นไม้เถาเลื้อย เกี่ยวพันไม้อื่น เป็นเถากลม ๆ ขนาดเล็ก เหนียว มีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเข้ม บริเวณเถามีข้อห่างๆ เถาอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่ผิวค่อนข้างเรียบ ราก มีหัวใต้ดิน รากมีขนาดใหญ่ ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายใบพริกไทย ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ในภาคใต้ใบค่อนข้างเรียวยาวแหลมกว่า สีเขียวเข้ม หน้าและหลังใบเป็นมัน  ดอก ออกตามซอกใบ ซอกโคนก้าน จากข้อเถาแก่เป็นช่อยาว 2-5 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอกออกดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ขนาดโตกว่าเมล็ดงาเล็กน้อย ต้นเพศผู้จะมีดอกสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยของต้นเพศผู้จะมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้น ๆ ละเอียด ปกคลุมหนาแน่น ออกดอกช่วงเดือนเมษายน ผลรูปร่างกลมเล็ก ขนาดเท่าผลมะแว้ง สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดง หรือสีแดงสด และกลายเป็นสีดำในที่สุด

…จากการศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบว่า น้ำคั้นจากใบย่านางมีคลอโรฟีลล์ สามารถเพิ่มความสดชื่น ปรับสมดุลร้อนเย็นในร่างกาย ลดไข้ ปวดแขนขา แสบร้อนเบ้าตา เป็นผดผื่นคัน แพ้อากาศ สามารถล้างสารพิษที่สะสมในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมาจากอาหารและสิ่งแวดล้อม …

ปัจจุบันคนหันมานิยมผลิตภัณฑ์ที่มาจากสมุนไพรพื้นบ้านกันมากขึ้นด้วยตระหนักถึงคุณประโยชน์อันมีอยู่จริงที่ค้นพบโดยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ นอกจากย่านางแล้วยังมีสมุนไพรอื่น ๆ อีกมากมายที่นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย มีหลายเจ้า หลายราคา หลายคุณภาพ แตกต่างกันออกไป…ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อหาได้ตามใจปรารถนา ผู้ประกอบการควรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกมาจำหน่าย…เน้นที่คุณภาพให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สมุนไพรของไทยนี้ดีนักหนา และเน้นที่ราคา ให้ถูกเข้าไว้ จะได้ชื่อว่า …ของดี ราคาถูก..และที่สำคัญ อย่าให้ชาติอื่นใดนำไปครอบครองได้.

เธียรพัฒน์

 

ที่มา: เดลินิวส์  30 พฤษภาคม 2555