ระวัง! อย่าใช้ยาพาราฯพร่ำเพรื่อ เสี่ยงตับวาย อย.แนะห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด

manager140121_001ระวัง! อันตรายจากยาพาราฯ อย.เผยคนไทยมองเป็นยาพื้นฐาน จึงนิยมใช้พร่ำเพรื่อ เหตุคิดว่ารักษาได้ทุกอาการปวด ชี้ใช้มากๆ เป็นพิษต่อตับ จนอาจตับวาน และเสียชีวิต แนะไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ดๆ ละ 500 มิลลิกรัม

ระวัง! อย่าใช้ยาพาราฯพร่ำเพรื่อ เสี่ยงตับวาย อย.แนะห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้ยาพาราเซตามอลของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่มักใช้ยาพาราเซตามอลเกินกว่าปริมาณที่กำหนด เพราะมองว่าเป็นยาพื้นฐาน มีความปลอดภัย และเข้าใจว่าสามารถรักษาได้ทุกอาการปวด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากยาแก้ปวดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษา และความปลอดภัยในการใช้ยาแตกต่างกัน โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้ระงับปวดที่รุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ เช่น มอร์ฟีน (morphine) ทรามาดอล (Tramadol) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ใช้ระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงจากอวัยวะภายใน เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปวดจากบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ เช่น หลังการผ่าตัด การคลอดลูก โรคมะเร็ง

“ยาประเภทนี้ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในการซื้อ จึงมักใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ยากลุ่มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงสูง หากได้รับยาเกินขนาดจะทำให้เกิดภาวะอื่นๆ ตามมา เช่น อาเจียน ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว ชักและระบบหายใจทำงานช้าลงจนถึงขั้นหยุดหายใจได้” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

นพ.ปฐม กล่าวอีกว่า 2.กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยาต้านการอักเสบ ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs : NSAIDs) ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดสมองอุดตัน ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า มีผลต่อการทำงานของไต เป็นต้น นอกจากนี้ ยาพาราเซตามอลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายนั้น หากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด

นพ.ปฐม กล่าวด้วยว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้ยารักษาอาการปวดอย่างถูกต้อง ห้ามใช้ยาเกินขนาด ใช้บ่อยครั้ง หรือใช้เป็นระยะเวลานานกว่าที่ระบุไว้บนฉลากหรือเอกสารกำกับยาหรือแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือเสียชีวิตได้ รวมทั้งควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาอย่างถ้วนถี่ และปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด ไม่ควรรับประทานยาเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลไม่ควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (เม็ดละ 500 มิลลิกรัม) และหากมีความผิดปกติหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร บวมบริเวณท้อง กดเจ็บบริเวณตับ ขอให้พบแพทย์โดยด่วน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2557

Advertisements

หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556

กินยามากสร้างปัญหาผมร่วง

รู้หรือไม่ ยาหลายๆ ขนานที่คนทั่วไปใช้รักษาโรคกันอยู่นั้นอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผมร่วง ผมเปลี่ยนสี หรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นผมที่เคยตรงให้หยิกได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเปิดเผยผลการศึกษาที่พบว่า ยาหลายชนิดอย่างเช่น ยาลดความดัน ยารักษาสิว ยารักษาอาการซึมเศร้า หรือแม้แต่ยาแก้ปวด สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของเส้นผมบนศีรษะ รวมไปถึงขนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้บางลง เปลี่ยนสี หรือทำให้หยิกขึ้นได้

ผลข้างเคียงของยาต่อเส้นผมที่รู้จักกันอย่างดีนั่นก็คือ ผลข้างเคียงของการใช้ยาคีโมบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาโดยการใช้ยาคีโม จะได้รับผลข้างเคียงที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ ผมจะเริ่มร่วงภายใน 2-3 สัปดาห์หลังการใช้ยา เป็นผลมาจากยาคีโมที่นอกจากจะไปทำลายเซลล์มะเร็ง ยังไปทำลายเซลล์ที่เติบโตไวภายในร่างกายอื่น ๆ ที่รวมไปถึงเซลล์รากผมด้วย

เป็นที่น่าแปลกใจที่ยารักษาโรคทั่วไปหลายขนาน ก็สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับเส้นผมได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ยารักษาโลกลมบ้าหมู สามารถทำให้เกิดผมร่วงและผมหยิกได้ โดยผลการศึกษาพบว่า คนไข้ 3-10% ที่ใช้ยาดังกล่าวเกิดปัญหาผมร่วง

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างผลข้างเคียงของยาชนิดอื่น ๆ ต่อเส้นผม อย่างเช่น ยารักษาโรคสะเก็ดเงินอาจทำให้สีผมเปลี่ยนไป ยารักษาสิวและยาลดความดันทำให้คนไข้บางส่วนผมร่วง หรือว่าผู้หญิงบางคนที่ใช้ยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อหยุดยาก็พบว่ามีผมร่วง

นักวิจัยอธิบายว่า สาเหตุของผลข้างเคียงต่อเส้นผมเหล่านี้เกิดขึ้นจากสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในยา ไปทำปฏิกิริยากับเซลล์รากผมทำให้ทำงานผิดจากปกติไป หรือไปรบกวนวงจรการเติบโตของผม

อย่างไรก็ดี ในกรณีส่วนใหญ่ผลข้างเคียงเหล่านี้จะหายไปเมื่อหยุดใช้ยา และผลข้างเคียงเหล่านี้ก็ไม่ร้ายแรงเท่าใดนัก ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรอดทนต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพราะอย่าลืมว่ายาที่กินเข้าไปก็เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของตัวผู้ป่วยนั่นเอง.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 17 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Bad hair day? Blame it on your medicine

By ROGER DOBSON

PUBLISHED: 22:38 GMT, 8 October 2012

 

From painkillers to beta blockers, we reveal the pills that can make your hair go curly, fall out – or even change colour!

Going thin on top? Or is your hair losing its colour? Your medication could be to blame.

Drugs for blood pressure, acne, depression — even common painkillers — can lead to hair loss, according to a report by scientists at the University of Melbourne. And other drugs can turn a brunette into a redhead, or make straight hair curly.

 

Hair loss or thinning can occur up to a year after taking medication but, thankfully, in most cases, hair loss or any other changes are reversible.

Doctors say it is important that patients see their GP if they notice any unusual hair loss (do not stop taking any medication without seeing your doctor).

They can be switched to other drugs, if appropriate, or the dose can be reduced. In other cases, patients can be reassured the effects are unlikely to be permanent.

‘The cause of hair loss or change is often unknown, but you must always consider the effects of drugs,’ says Professor Sam Shuster, emeritus professor of dermatology at Newcastle University.

‘When drugs do affect the hair, the change is usually mild and reverses when the drug is stopped. So you may want to tolerate the change, because of the important effect the drug is having in restoring your health.’

It’s well known, for instance, that chemotherapy drugs kill cancer cells, but also attack other fast-growing cells in the body, such as hair roots.

This is why patients can start to lose their hair within two to three weeks of starting treatment.

The drugs can also affect texture and shade, research shows, but hair should re-grow three to ten months after treatment has ended.

In many cases, medications are thought to affect hair by interfering with its growth cycle, which has three distinct stages. In the growing period, which lasts between three and five years on the scalp, hair grows by around 1cm a month.

That’s followed by a shorter, two-week stage, known as the intermediate phase, where the hair follicle is prepared for releasing the hair.

In the final, three-month phase — the telogen phase or ‘resting’ phase — the hair stops growing and eventually falls out.

After three months, the follicle starts to grow a new hair. Fortunately, this happens randomly all over the scalp. If it didn’t, the hair would be shed in clumps.

Here we reveal the drugs that may be causing your hair to change. . .

EPILEPSY DRUGS

Some drugs used for epilepsy and other disorders such as migraine have been linked to hair loss — and they may even make hair curly.

One of the drugs, sodium valproate, has been reported in various studies to cause hair loss in between 3 and 10 per cent of patients.

In one of the latest studies, which involved more than 200 patients at Razi Hospital in Iran, 3.5 per cent of patients given sodium valproate experienced hair loss or curling.

Another study found hair loss in 7 per cent of patients receiv- ing divalproex, a combination of sodium valproate and valproic acid.

ANTIDEPRESSANTS

These drugs can trigger hair to fall out prematurely in the resting phase of the hair growth cycle.

This normally lasts three months, with the hair naturally shedding at the end of this time, but for some reason antidepressants seem to make hair fall out at the beginning of this phase instead.

Fluoxetine — better known as Prozac — is the most commonly reported antidepressant to cause hair loss, according to the Melbourne researchers.

The team say increased hair loss occurs up to one year after the start of medication and stops when therapy ends.

Tricyclic antidepressants, which include imipramine, amitriptyline and doxepin, may occasionally cause hair loss, found the Australian study, which is due to be published in the journal Dermatologic Clinics.

However, patients with this problem should not panic. ‘This type of hair loss is reversible,’ says Professor Shuster.

The drug lithium, commonly used to treat bipolar disorder, is linked to a 12 per cent risk of hair thinning, according to some studies. This usually occurs four to six months after starting the medication.

However, Professor Shuster cautions that patients should never stop taking the drugs without consulting their GP.

‘The loss of a few hairs is trivial compared with the loss of your mental health,’ he says.

PSORIASIS DRUGS

This skin condition leads to a build-up of painless, silvery scaly patches all over the body — it’s thought to be caused by the body over-producing skin cells.

Some treatments target this by slowing down the production of new skin cells, but this can have the unfortunate side-effect of changing hair colour or even making it curly.

One drug, acitretin, has been shown to darken hair in some patients, while another drug, etretinate, has been found to lighten hair from a black-brown shade to reddish-brown within three months.

Hair texture changes such as curling and kinking have been reported for these oral drugs, according to research at Marmara University School of Medicine, Turkey.

Scientists believe that the drugs interfere with the structure of the hair’s root, which results in kinks or curls.

Hair colour is determined by the amount of melanin in the hair root, and this process is controlled by a group of specialist cells called hair melanocytes.

One theory is that the drugs affect these cells — making them more or less effective, and resulting in differing amounts of dark pigment entering  the hair.

In all the cases reported, colour and straightness returned after treatment ended.

CONTRACEPTIVE PILL

Hair loss has been reported among women who stop taking the Pill after long-term use.

One theory is that this is because some oral contraceptives, particularly progesterone-based pills, contain compounds called anti-androgens — these lower levels of testosterone and thus lower the risk of hair loss in women who may be susceptible. But when these women stop taking the Pill, the protection ends.

‘Some progesterone-based pills, including those containing levonorgestrel, norgestrel and norethisterone, as well as tibolone, may induce or worsen hair loss,’ say the Melbourne researchers.

‘Fortunately, the hair changes that occur with the pill are mild and infrequent, even with the progesterone-based pills,’ says Professor Shuster.

‘But like all medications, you have to balance this against the wanted effect.’

BETA BLOCKERS

Widely used to treat high blood pressure, these drugs have also been linked to hair thinning.

The Melbourne researchers say two particular beta blockers, metoprolol and propranolol, have been shown to lead to reversible hair loss.

The drugs seem to cause the hair to shed prematurely in the resting phase.

Another group of drugs used for blood pressure, angiotensin-converting enzyme inhibitors, may also be associated with hair loss, say the Melbourne team.

ACNE PILLS

Retinoids, which are derived from vitamin A, are widely used in dermatology for a number of conditions, including acne.

They may also cause hair loss in a small number of patients, according to the Melbourne study.

The risk increases with the dose, and other body hair may be affected, too.

The scientists say that vitamin  A actually protects hair follicles from damage, but too much seems to cause the follicle to temporarily shut down.

Retinoids can also change the texture and appearance of hair.

‘They have powerful effects on cells that produce keratin, the material of hair, and so they can cause changes in density, appearance and colour,’ says Professor Shuster.

IBUPROFEN

Ibuprofen has been linked to hair loss in some studies

Small studies have linked the painkiller to hair loss. A recent report from the New Zealand government described hair loss as a possible complication, affecting fewer than one in 100 users.

A small U.S. study based on a sample of 21 people using ibuprofen found that 15 patients reported thinning or loss of hair.

Once the medication is discontinued, hair loss reduces over eight to nine months, say the researchers.

‘Examination confirmed the reported hair changes,’ they said.

‘In all patients with hair changes, ibuprofen was discontinued and other related anti-inflammatory drugs were substituted.’

This is an unusual side-effect.

‘Hair loss is certainly a pain, though thankfully with ibuprofen it is mild and rare,’ says Professor Shuster.

BLOOD THINNERS

Patients at risk of blood clots are often prescribed a type of blood-thinning medication called low molecular weight heparin.

This may trigger hair loss by damaging the hair follicles, according to a University of California study.

The blood thinner warfarin may also trigger hair loss, but this is much less common, say the California team.

‘It has been reported that blood thinners can thin the hair as well as the blood, but patients must remember that blood thinning may be needed to keep you alive,’ says Professor Shuster.

SOURCE : dailymail.co.uk

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ

โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาแก้ปวดและยาสเตียรอยด์ 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่มมีหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ยาที่ใช้ควบคุมอาการและยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค ยาที่ใช้ควบคุมอาการชนิดที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยบางคนยังอาจได้รับการรักษาเฉพาะโรค เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์จะได้ยารักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะหรือผู้ป่วยโรครูมาตอยด์และโรคลูปัสอาจได้ยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค

ยาแก้ปวดที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ได้แก่ ยาอเซตะมิโนเฟนและยากลุ่มแอสไพริน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นยาที่ปลอดภัยแต่ถ้าใช้เป็นปริมาณมากหรือใช้นานๆ ก็อาจมีอันตรายได้ ดั้งนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากๆ หรือเป็นเป็นเวลานานจึงควรปรึกษาแพทย์

ยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคข้อบางชนิด แต่มีผลข้างเคียงมากมาย การใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรใช้ในความดูแลของแพทย์เสมอ

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อบางชนิด เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ โรคลูปัส โรคข้อที่เกิดร่วมกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน

ยาส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันโรคที่ต้องใช้ยารักษาก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน บางโรคทำให้เกิดความพิการ หรือถึงเสียชีวิตถ้าไม่รักษา ดังนั้นการใช้ยาจึงมีความจำเป็น และการใช้ควรมีการติดตามโดยแพทย์ หากแพทย์ได้สั่งยาให้คุณใช้แสดงว่าแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ยานั้นมากกว่าโทษ คุณควรใช้ยาโดยต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาโดยไม่บอกแพทย์ก่อน

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด ได้แก่ อเซตจะมิโนเฟน (พาราเซทตามอลหรือ ที่เรียกกันว่า “พารา”) ใช้ลดไข้แก้ปวดได้อย่างดี แต่จะไม่ลดการบวมแดงของข้อ มีผลข้างเคียงน้อยแต่จะใช้ปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดปัญหาในตับ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอยู่แล้วควรใช้ยานี้ในความดูแลของแพทย์

ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน มีหลายชนิดนอกจากแอสไพรินยังมีไอบูโพรเฟน นาโพรซิน ซูลิแดก อินเมทธาซิน ฯลฯ ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด ลดการบวมแดงของข้อ ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้ความดันขึ้นในผู้ที่ความดันสูงอยู่แล้ว และอาจมีผลต่อไต ยาใหม่ๆในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซลิคอกสิบ โรฟิคอกสิบ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า

ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะลดการอักเสบได้พอควร ยังอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะใช้รักษาโรคข้อบางอย่าง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส และอื่นๆ ดังนั้นแพทย์ของคุณจึงอาจให้คุณกินยาอื่นร่วมด้วย

ยาสเตียรอยด์

เป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้อมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แพทย์และผู้ป่วยได้เรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียมากมายของยาชนิดนี้ ในสมัยปัจจุบันแพทย์จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้โดยการใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ยาสเตียรอยด์ใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์ ลูปัส โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด ขนาดยาที่ใช้ในแต่ละโรคจะแตกต่างกัน เช่น ในโรคข้อรูมาตอยด์จะใช้ยาน้อยกว่าโรคลูปัส ในโรคเหล่านี้แพทย์ผู้รักษาจะลดยาหรือหยุดยาเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และอาจจะใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าแทน

ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์หากใช้นานๆ หรือปริมาณมาก ได้แก่ น้ำหนักขึ้น ความดันสูง ตาต้อหิน ต้อกระจก กระดูกพรุน น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ทำให้เลือดอุดตันในหัวใจและในสมอง หากหยุดใช้ยาโดยกระทันหันอาจทำให้ความดันต่ำลงอย่างรวดเร็วเร็วได้ ฉะนั้นการใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ยาหม้อ ยาสมุนไพรบางชนิดก็มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่แต่ผู้ใช้มักๆไม่ทราบ การใช้ยาพวกนี้เป็นเวลานานจึงอาจให้ผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

หากมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยในการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้จ่ายยา เวลามาพบแพทย์ควรนำยามาด้วยทุกครั้ง และควรให้แพทย์ทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยใช้อยู่

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553