หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556

Advertisements

การเลือกใช้ยาแก้หวัดทดแทน “ซูโดอีเฟดรีน” – เคล็ดลับสุขภาพดี

ถึงตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ซูโดอีเฟดรีน” ตัวยาในสูตรตำรับยาแก้หวัดคัดจมูกที่นิยมใช้กันมายาวนานและหาซื้อง่ายตามร้านขายยา แต่ปัจจุบันซูโดอีเฟดรีนได้กลายสภาพจากยารักษาโรคเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้าไปเสียแล้ว หากมีการจำกัดการใช้เราควรจะเลือกใช้ยาแก้หวัดชนิดใดทดแทนดีล่ะ…?!? วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ซูโดอีเฟดรีน คือสารที่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับสารอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตออกมาเวลาที่เราตื่นเต้น ตกใจ โกรธ ซึ่งอะดรีนาลีนออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว หัวใจสูบฉีดเลือดได้เร็วและแรงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หายใจเร็ว ม่านตาขยายกว้าง กล้ามเนื้อทุกส่วนตื่นตัวและมีประสาทสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น แม้สูตรโครงสร้างของซูโดอีเฟดรีนจะใกล้เคียงกับอะดรีนาลีน แต่ข้อดีของซูโดอีเฟดรีนคือการออกฤทธิ์ต่อการหดตัวของหลอดเลือดเฉพาะที่เยื่อบุจมูกมากกว่าหลอดเลือดที่ส่วนอื่น ทำให้ยามีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดส่วนอื่นของร่างกายน้อยกว่า เราจึงนำสารซูโดอีเฟดรีนมาใช้เพื่อรักษาอาการคัดจมูก

เมื่อการใช้สารซูโดอีเฟดรีนมีข้อจำกัดมากขึ้นทำให้เราต้องหาทางเลือกอื่นมาทดแทน แต่สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสรรพคุณด้วย เมื่อมีอาการคัดจมูก อาจเลือกใช้ ยาแก้หวัดคัดจมูกชนิดรับประทาน “ฟีนิลเอฟรีน” ซึ่งมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับซูโดอีเฟดรีน แต่ฟีนิลเอฟรีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางน้อยกว่าซูโดอีเฟดรีน จึงมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ส่วนข้อควรระวังไม่แตกต่างจากการใช้ซูโดอีเฟดรีน ได้แก่ ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต และห้ามใช้ในผู้ที่รับประทานยาต้านอาการซึมเศร้าในกลุ่ม MAO inhibitor โดยรูปแบบของยาสูตรผสมฟีนิลเอฟรีนที่ขายในปัจจุบันมักมีชื่อหรือรูปแบบยาเกือบใกล้เคียงกับยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนเดิม โดยบริษัทยามักตั้งชื่อการค้าคล้ายกันแต่มีคำห้อยท้ายแตกต่างกันไป เช่น ยาซูลิดีน ซีพี, ยานาโซลิน พีแอล, ยาทิฟฟี่ เดย์ ยาดีคลอเจน พริน เป็นต้น

ยาแก้หวัดคัดจมูกชนิดใช้เฉพาะที่ เช่น ยาหยอดหลอดเลือดที่เยื่อบุจมูกชนิดเฉพาะที่ มีฤทธิ์ลดบวมที่เยื่อบุจมูก ออกฤทธิ์เร็ว และมีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่ายาแก้คัดจมูกชนิดรับประทาน แต่ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 7 วัน ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก ออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบ ช่วยลดอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกไหล รวมถึงอาการอื่น ๆ ของโรคจมูกอักเสบ ยาออกฤทธิ์เร็ว และสามารถใช้ติดต่อกันได้ยาวนานในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง ยาต้านฮีสตามิน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อยาแก้แพ้อากาศ แม้จะมีฤทธิ์ต่ออาการคัดจมูกไม่มากแต่นำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการอื่น ๆ ของโรคจมูกอักเสบได้เช่นกัน ยาแก้แพ้อากาศรุ่นแรก เช่น Chlorpheniramine maleate, Brompheniramine maleate ออกฤทธิ์ลดน้ำมูกและบรรเทาอาการคัดจมูก แต่มีข้อจำกัดคือทำให้ง่วงนอน ต่อมามีการพัฒนากลุ่มใหม่ ๆ เช่น Cetirizine, Levocetirizine, Loratadine ฯลฯ โดยออกฤทธิ์ต่อฮีสตามีนเฉพาะมากขึ้น ทำให้มีอาการง่วงนอนน้อยมากหรือไม่มีเลย นอกจากนี้ยังมีข้อดีที่ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้ยังใช้ไม่ค่อยได้ผลในการลดอาการคัดจมูก

สำหรับ น้ำมันหอมระเหยสำหรับสูดดม แม้จะไม่มีผลยืนยันชัดเจนในเรื่องของประสิทธิ ภาพเทียบกับยาแผนปัจจุบัน แต่น้ำมันหอมระเหยจำพวกน้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันระกำ น้ำมันเปปเปอร์มินต์ สเปียร์มินต์ เมนทอล การบูร พิมเสน ก็ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้เช่นกัน

ดังนั้นหากมีการจำกัดการใช้ยาซูโดอีเฟดรีนจนยากแก่การเข้าถึงก็ยังมียาอื่นให้เลือกใช้อีกทั้งชนิดยารับประทาน ยาพ่นจมูก ยาหยอดจมูก และน้ำมันหอมระเหยสำหรับสูดดม แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงจะได้ไม่ต้องใช้ยาโดยไม่จำเป็น.

————————————————————————————————-

สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ติดตั้ง “เครื่องกำหนดเป้าหมายการฉายรังสีด้วย MRI” (MRI Simulator) เทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดเครื่องแรกในทวีปเอเชียซึ่งมีสมรรถนะสูงสุดสามารถช่วยให้มองเห็นขอบเขตของก้อนมะเร็งได้จากภาพ MRI ทำให้แพทย์กำหนดขอบเขตการฉายรังสีได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ มั่นใจ สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

-โรงพยาบาลมนารมย์ จัดกิจกรรม “ขุมทรัพย์ความสุข” เพื่อให้คนไทยและผู้ที่สนใจได้ฝึกฝนและค้นหาขุมทรัพย์ในกาย ความคิดและอารมณ์ ส่งเสริมสุขภาพจิตให้เข้มแข็ง ซึ่งการอบรมจะจัดขึ้นต่อเนื่องจำนวน 4 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 13, 20, 27 พฤษภาคม และ 3 มิถุนายน 2555 เวลา 08.30-11.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 โรงพยาบาลมนารมย์ สนใจโทร.0-2725-9595, 0-2399-2822

-นิตยสารรักลูก @ hospitals 2012 (ปี 5) ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัย 0-3 ขวบ ร่วมสัมมนาเรื่อง ’Social Intelligence…ความฉลาดทางสังคม“ ภายในงานมีกิจกรรมเวิร์กช็อปช่วยเสริมทักษะความรู้ในการเลี้ยงลูกและปลูกฝังให้ลูกมีสัมพันธภาพที่ดี ใน วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมพลโท นายแพทย์ โกวิท พัฑฒฆายน ชั้น 2 โรงพยาบาลเจ้าพระยา และใน วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 ณ ห้องประชุมชั้น 1 โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ สนใจสำรองที่นั่งได้ที่นิตยสารรักลูกโทร.0-2913-7555 ต่อ 3531

-โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัด ’โครงการฝังเข็มเพื่อสุขภาพ“ โดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทาง ในวันที่ 22 และ 29 พฤษภาคม 2555 เวลา 08.30-16.00 น. ณ ศูนย์ประชุมชั้น 4 อาคารบริการ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์  (วัดไร่ขิง) อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จำนวน 100 ท่าน ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 พฤษภาคม 2555 ผู้สนใจลงทะเบียนได้ที่โทร. 0-3422-5818 ต่อ 0

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา: เดลินิวส์ 13 พฤษภาคม 2555