เป็นหวัดกินยาแก้อักเสบดีไหม?!?

dailynews141109_01หลายคนที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การกินยาแก้อักเสบทันที อาจจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

โรคจมูกอักเสบ หรือที่มักเรียกว่า หวัด ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล

โรคไซนัสอักเสบ ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก หรือเสมหะมีสีเหลือง หรือเขียวข้นตลอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดจมูก โหนกแก้ม รอบตา หรือหน้าผาก

โรคหูชั้นกลางอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดหู หูอื้อ อาจมีหนองไหลออกมาจากหู มีเสียงดังในหู อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีไข้ เจ็บคอ กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือติดขัด

โรคสายเสียง หรือกล่องเสียงอักเสบ ทำให้ไอ ระคายคอ มีเสียงแหบแห้ง

โรคหลอดลมอักเสบ ทำให้ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก

และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม ทำให้มีไข้ ไอ หอบ

เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักจะซื้อยาแก้อักเสบกินเอง หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาเป็นผู้จ่ายยาให้ แพทย์เองก็จ่ายยาแก้อักเสบให้ แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับการจ่ายยาแก้อักเสบให้คนไข้ที่เป็นหวัด แต่คาดว่าน่าจะเกิน 80% เพราะแพทย์หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลก็มีการจ่ายยาตัวนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและแก้ยาก ถ้าต้องแก้ควรแก้ที่ระดับนโยบาย ไม่ควรให้ผู้ป่วยซื้อกินเอง ควรอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ แต่บางครั้งแพทย์จ่ายยาให้เพราะตัดความรำคาญ ส่วนคนไข้ก็ไม่ยอมคิดว่าต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ต่อไปเวลาเจ็บป่วยกินยาคงไม่หาย เพราะเกิดภาวะดื้อยา

ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาแก้อักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นมาไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง ถ้าปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานเกิน 7-10 วัน หรือมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ การกินยาแก้อักเสบจึงสมเหตุสมผล

มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแน่นอน ต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ความจริงแล้ว การที่น้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ในจมูก หรือหลอดลมนาน ๆ ก็อาจเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ ดังนั้นประวัติที่ได้จากผู้ป่วยว่า น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียวไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย และต้องกินยาแก้อักเสบเสมอไป

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ คือ สามารถหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลงจนไวรัสเล่นงานหรือไม่ โดยสาเหตุหลัก คือ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนอะไรเย็น แอร์ พัดลมเป่า ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำดึก หรือไปสัมผัสกับคนไม่สบาย ดังนั้นต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบาย

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ถ้าเป็นไม่มาก อาจจะไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย ปวดศีรษะนิดหน่อยทานยาพารา มีน้ำมูกอาจล้างจมูกหรือ ทานยาแก้แพ้ เจ็บคอก็อมยาแก้เจ็บคอ หรือใช้พ่นคอ ถ้าเป็นมากค่อยมาพบแพทย์

ท้ายนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยซึ่งควรตระหนักว่าไม่ควรใช้ยาแก้อักเสบเวลาเป็นหวัด เพราะสาเหตุมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อแนะนำไปแล้วยังคงใช้ยาแก้อักเสบพร่ำเพื่ออาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

ควรรู้ ! ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะในชีวิตประจำวัน

dailynews140929_01ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) เป็นยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโดยทั่วไปแล้วหมายถึงเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือยาต้านจุลชีพ หรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัยหรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยา กลุ่มนี้เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เองได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) อ็อกเมนติน (augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (azithromycin) เป็นต้น

เหตุใดจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เนื่องจากยาทุกชนิด มีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรคและมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยาทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่
1. ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยาไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
2. โรคไม่หาย
3. อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
4. เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือ คาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่าก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์ และต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่มที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ แต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมากได้แก่ 1. ไข้หวัด เจ็บคอ 2.ท้องเสีย 3. แผลเลือดออก โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืดและการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาแก้ปฏิชีวนะเมื่อ อาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะเมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือ เบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมากอีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแล้วและผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้งหากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่
1. ต้องได้รับยานานเท่าไร
2. ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
3. มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
4. ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์ เป็นต้น
เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำหรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิมหากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเอง ข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดพร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยาซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปเพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลเพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
และแพทย์จากสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อนภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา : เดลินิวส์ 29 กันยายน 2557

รู้ให้ชัดกับ ยาแก้อักเสบ

รู้ให้ชัดกับ ยาแก้อักเสบ

อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          อักเสบ มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า Inflammation ซี่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดงและรู้สึกร้อน ณ บริเวณที่มีการอักเสบเกิดขึ้น ภาวะอักเสบที่รู้จักกันดี ได้แก่ ข้ออักเสบ เอ็นอักเสบกล้ามเนื้ออักเสบ รวมทั้งอาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในการทำงานหรือเล่นกีฬา การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ ต้องใช้ยากลุ่มที่เรียกว่า “ยาแก้อักเสบ”หรือ “ANTI-INFLAMMATORY DRUG” หรือ“NSAIDs” (เอ็น-เซด ย่อมาจากคำว่า Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) โดยยาแก้อักเสบนี้ ยังนิยมใช้ลดอาการปวดที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ปวดหัว ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมทั้งยังอาจใช้ลดไข้อีกด้วย ทำให้มียาประเภทนี้จำหน่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งที่เป็นยากิน ยาฉีด ยาใช้ภายนอกทั้งในรูปเจลหรือสเปรย์ โดยยาแต่ละตัวจะมีข้อบ่งใช้และวิธีการใช้ยาแตกต่างกันไป

สิ่งที่ควรคำนึงเสมอในการใช้ยากลุ่มนี้ คือ

  1. “ยาแก้อักเสบ” มักระคายเคืองทางเดินอาหาร ควรรับประทานยาหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมากๆ
  2. “ยาแก้อักเสบ” มักใช้เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น เมื่อหายจากอาการอักเสบและอาการปวดให้หยุดยาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่เป็นยากิน เนื่องจากการใช้ยานานๆ นอกจากระคายเคืองทางเดินอาหารแล้ว อาจทำให้การหยุดไหลของเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง บวมน้ำและเกิดภาวะไตวายได้(ระยะเวลาในการใช้ยา ขึ้นกับข้อบ่งใช้และสภาวะโรคที่เป็น จากคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร)

“ยาแก้อักเสบ” ซึ่งมีใช้ในประเทศไทย ได้แก่

image0007

เนื่องจากยากลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านยาทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดและไปที่ร้านยาเพื่อขอซื้อยาแก้อักเสบมาใช้สำหรับอาการเจ็บคอซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อ โดยที่ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว โรคติดเชื้อต้องรักษาด้วย “ยาฆ่าเชื้อ” หรือ “ANTI-BIOTIC” ซึ่งมีผลช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อนั้น ทำให้นอกจากยาจะไม่ช่วยให้อาการเจ็บคอหายเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ผู้ใช้ยาเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาแก้อักเสบอีกด้วย ดังนั้น ก่อนซื้อยามาใช้ทุกครั้ง ควรแจ้งถึงสาเหตุที่ต้องใช้ยากับเภสัชกรให้ชัดเจนก่อนเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. MIMS Thailand. 124th ed. Bangkok: UBM Medica; 2011.

ที่มา :http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=126

หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?”

dailynews121216_002

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 1 

ด้วยความเป็นแพทย์ ทำให้หลายต่อหลายครั้งมีคนไข้มาถามผมว่า ’เป็นไข้หวัด จะกินยาฆ่าเชื้อได้ไหม? หรือมีบาดแผลติดเชื้อ อักเสบ จะกินยาฆ่าเชื้อชนิดใด?“ บางท่านยังไม่ทันได้คำตอบ ก็ไปซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยามากินเองเสียแล้ว

เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับคนบางกลุ่ม แต่กำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทยเราครับ เพราะปัจจุบันพบว่าคนไทยมีการใช้ยากันอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือใช้ยากันอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตนเองเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุแล้ว ยังส่งผลเสียถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเราด้วยครับ

วันนี้ผมจึงหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ยามาบอกเล่าให้ฟัง เพื่อให้ทุกคนได้ทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราควรจะใช้ยากันอย่างไรจึงจะเรียกว่า สมเหตุสมผล และขอเน้นหนักไปที่เรื่องของยาฆ่าเชื้อครับ เพราะดูจะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของสังคมไทยในขณะนี้

ไม่ว่าจะเป็นคนในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด เมื่อมีการเจ็บไข้ไม่สบาย ประชาชนมักไปซื้อหายาใช้เอง ตามร้านขายยาใกล้บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ “นพ.กำธร มาลาธรรม” จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ตัวแทนจากโครงการพัฒนาระบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ให้ข้อมูลว่า “จริง ๆ แล้วยามีหลายประเภท แต่ยาที่ประชาชนสามารถจะใช้เองได้อย่างปลอดภัยนั้น สังเกตง่าย ๆ คือเป็นยาที่อยู่ในชุดยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด รวมถึงยาใช้ภายนอกทั้งหลาย เหล่านี้เป็นยาที่เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถซื้อหามาใช้เองได้อย่างปลอดภัยครับ ส่วนยาประเภทอื่น เช่น ยาฆ่าเชื้อ, ยาแก้อักเสบ ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วยาเหล่านี้มักจะมีข้อบ่งใช้และรายละเอียดระบุไว้ข้างขวดหรือข้างซองยา เช่น ถ้าระบุไว้ว่าเป็นยาอันตราย อันนี้ก็จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ความเจ็บป่วยของคนเราที่พบบ่อย ๆ ก็จะมีไข้หวัด หรือเป็นแผล ฝี หนอง รวมถึงท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้ สามารถใช้ยารักษาตามอาการในเบื้องต้นได้ก่อน เช่น ยาพาราเซตามอล แต่ก็ไม่ควรใช้มากเกินวันละ 8 เม็ด”

แต่ปัญหาในปัจจุบันดังที่เกริ่นไว้ในตอนต้นคือ คนมักจะสับสนกันว่า อะไรคือยาแก้อักเสบ อะไรคือยาฆ่าเชื้อ และยาประเภทไหนคือยาปฏิชีวนะ และยาเหล่านี้มีข้อบ่งใช้อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า จริง ๆ คำพวกนี้เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว บ้างก็สับสนเรียกสลับกันไปมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่คำที่คนใช้มากที่สุดเวลาพูดถึงยาฆ่าเชื้อก็มักจะเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว มันสามารถเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีกหลายอย่าง…ยาแก้อักเสบมีฤทธิ์แก้อักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ไปฆ่าเชื้ออะไรเลย เพราะฉะนั้นการเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วคือผิดความหมาย

อธิบายง่าย ๆคือ ถ้ามีการติดเชื้อที่อวัยวะหรือบริเวณใดของร่างกายก็มีจะมีการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน แต่ถ้าไม่ได้ติดเชื้อก็สามารถเกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการอักเสบโดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแล้วไปกินยาฆ่าเชื้อ ก็ไม่เกิดประโยชน์

การจะใช้ยาฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิ ภาพและคุ้มค่าที่สุดนั้น ก่อนอื่นเลย เราต้องมีความเข้าใจก่อนว่ามันคือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้มีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบทั่วไป และที่เราเข้าใจว่ายาฆ่าเชื้อมีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบก็เพราะว่า เมื่อติดเชื้อแล้วมันมีอาการบวมแดงอักเสบ พอกินยาฆ่าเชื้อเข้าไป ยาก็เข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียทำให้อาการอักเสบบวมแดงหายไป เราก็เลยเข้าใจว่ามันคือยาแก้อักเสบ จึงเป็นที่มาของการเรียกสลับสับสนระหว่างยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ และบางครั้งคนไข้เข้าใจว่าเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้ออักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

ส่วนคำว่า “ยาปฏิชีวนะ” กับ “ยาฆ่าเชื้อ” อันนี้คือยาชนิดเดียวกันครับ ซึ่งผมว่าเราน่าจะใช้คำว่ายาฆ่าเชื้อ ดูจะตรงและเข้าใจได้ง่ายกว่า

อีกกรณีหนึ่งคือ เวลาคนไข้ไปหาหมอและอธิบายอาการให้ฟังว่า มีไข้ น้ำมูกข้นเขียว และมีอาการเจ็บคอด้วย แต่เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อให้ คนไข้มักไม่สบายใจ และเข้าใจว่าตนเองไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม กรณีเช่นนี้เราพบได้บ่อย ซึ่งเป็นงานหนักที่แพทย์ต้องอธิบายและทำความเข้าใจกับคนไข้ให้ชัดเจน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาข้อสำคัญก็คือ “เชื้อดื้อยา” ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเชื้อโรคเจอยา มันก็จะปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอด ซึ่งการที่เชื้อปรับตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์ที่มียาอยู่นั้นเราเรียกว่า  เชื้อดื้อยา ดังนั้นถ้าเชื้อโรคเกิดการดื้อยาแล้ว ไม่ว่าเราจะรับประทานยาไปมากแค่ไหน เชื้อก็ยังคงสามารถเจริญเติบโตได้อยู่ โรคที่เราเป็นจึงไม่หาย หนัก ๆ เข้าถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการซื้อหายารับประทานเอง สามารถเกิดเชื้อดื้อยาได้ ซึ่งในวงการแพทย์กำลังเป็นห่วงถึงผลข้างเคียงข้อนี้มาก

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 16 ธันวาคม 2555

.

dailynews121223_003

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 2

 

ดร.ภญ.นิธิมา   สุ่มประดิษฐ์” ผู้จัดการโครงการ Antibiotics Smart Use (ASU) ให้ข้อมูลว่า จริง ๆ เชื้อโรคมีหลายชนิด หลัก ๆ คือเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหวัดนั้นไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่กินยาตามอาการ หรือแม้แต่ไม่กินยา ภูมิต้านทานในร่างกายของเราก็สามารถจะกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นและหายเองได้ภายใน 7 – 10 วันอยู่แล้ว…แต่ในส่วนของเชื้อแบคทีเรียนั้น เราก็จะมียาฆ่าเชื้อหรือที่เรียกกันว่ายาปฏิชีวนะ มาใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ และในส่วนของเชื้อรา ก็จะมียาฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นยาเฉพาะอีกกลุ่มหนึ่ง

การที่จะไปซื้อยากินเอง อันดับแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราป่วยเป็นโรคอะไร, ป่วยจากการติดเชื้อหรือไม่, การอักเสบที่เกิดขึ้นเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าการอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เราก็ไม่ต้องไปกินยาฆ่าเชื้อ ขณะเดียวกัน ถ้าการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อจริง เราก็ต้องปรึกษาเภสัชกรที่ประจำร้านยา ว่าเชื้อโรคดังกล่าวเป็นเชื้ออะไร เพื่อเราจะได้ซื้อและทานยาได้ถูกต้อง

อีกทั้งการไปซื้อหายาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทราบชื่อยา เพราะการจำแค่ว่าเม็ดยาหรือแคปซูลยาสีอะไร คงไม่ใช่เรื่องดีและถูกต้องนัก เนื่องจากปัจจุบันมียาหลากหลายชนิดที่บรรจุในแคปซูลสีเดียวกัน ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและผลเสียตามมาได้

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรหรือไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง เรื่องนี้คุณหมอกำธร แนะนำว่า สังเกตง่าย ๆ ก็คือ ถ้าท่านมีไข้หวัดแล้วไปส่องดูในคอ พบว่า ถ้าคอแดงทั่วกันทั้งหมด แสดงว่าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ บางคนถามว่า แล้วกินยาฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้หรือ? คำตอบคือไม่ได้ และไม่มียาฆ่าเชื้อชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ส่วนใหญ่ไข้หวัดแบบนี้จะหายเอง แต่ถ้าพบว่ามีตุ่มหนองในคอ ลักษณะนี้จำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียครับ

การใช้ยาฆ่าเชื้อไม่ให้พร่ำเพรื่อและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อันดับแรกคือ ให้มั่นใจก่อนว่าตนเองติดเชื้อแบคทีเรีย
2. เนื่องจากยาฆ่าเชื้อนั้นมีมากมายหลายสิบชนิด อีกทั้งแบคทีเรียก็มีมากมายหลายสิบตัวเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้ยาฆ่าเชื้อ เราก็จำเป็นต้องเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกกับชนิดเชื้อแบคทีเรียด้วย ซึ่งคนที่จะบอกเราได้ว่ายาชนิดใดถูกกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเป็น ก็คือแพทย์และเภสัชกรครับ
3. เมื่อได้รับยาฆ่าเชื้อจากแพทย์มาแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาดังกล่าวติดต่อกันจนหมดตามข้อบ่งใช้ที่ระบุข้างซองยา แม้อาการจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยากลางคัน เพราะเชื้อโรคยังถูกกำจัดไม่หมด และอาจส่งผลให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยาได้ครับ

ในการรับประทานยา ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อหรือยาอื่น ๆ อาจเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้เช่นกัน ทั้งผลข้างเคียงที่รุนแรงและไม่รุนแรง เช่น เกิดการแพ้ยาที่รุนแรงมาก มีลักษณะผิวหนังลอก ทางการแพทย์เรียกว่า สตีเวนส์จอห์นสันซินโดรม ซึ่งทำให้ร่างกายเราไม่มีผิวหนังที่เป็นปราการหรือเกราะป้องกันเชื้อโรค ก็จะเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งอาการแพ้ยานี้ เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้หรือไม่ หรือใครจะแพ้มากแพ้น้อย แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คนไข้มักจะโทษว่าเป็นความผิดของแพทย์ที่จ่ายยาแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แพทย์ก็ไม่ทราบหรอกครับว่าท่านจะมีอาการแพ้รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะการแพ้ยานั้นเป็นเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายของแต่ละคน คาดการณ์ไม่ได้ว่าใครจะแพ้ยาอะไร แม้แพทย์จะจ่ายยาที่ดีที่สุดแพงที่สุด เคยใช้กับคนไข้มาแล้วหลายราย แต่ถ้าภูมิคุ้มกันของคนไข้เองต้านทานยาชนิดนี้ ก็อาจเกิดการแพ้ดังกล่าวขึ้นได้

เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือ เวลาที่ท่านรับประทานยาชนิดใดก็ตาม (ไม่ใช่เฉพาะยาฆ่าเชื้อ) ถ้ามีอาการผิดสังเกต ต้องนำยานั้นไปพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจสอบว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือไม่ ซึ่งอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้คือ มีผื่นเกิดขึ้นทั้งตัว ยิ่งถ้าเป็นผื่นแดงร่วมกับมีอาการไข้ แบบนี้ควรหยุดรับประทานยาทันที แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม สำหรับใครที่เคยมีอาการแพ้ยามาก่อน ก็ต้องจำชื่อยาที่ตนเองแพ้ให้แม่น หรือจดชื่อยาติดตัวไว้ จะช่วยได้มากครับ

ผลข้างเคียงของการใช้ยาข้อต่อมาก็คือ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ เนื่องจากคนไข้ได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมากเกิน และทำให้เชื้อบางอย่างในลำไส้ใหญ่ซึ่งดื้อยา มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก่อให้เกิดการอักเสบที่มากขึ้นด้วย โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ค่อนข้างอันตราย ยิ่งได้รับยาเหล่านี้มาก ยิ่งมีโอกาสเกิดมาก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น

ปัญหาของการใช้ยาฆ่าเชื้อที่สำคัญมี 2 เรื่องครับ คือ
1. แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น
2. คนไข้ขอให้แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อ
ซึ่งทั้งสองปัญหานี้ต้องอาศัยการพูดคุยซักถาม ทำความเข้าใจกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ครับ เมื่อไปพบแพทย์แล้ว ถ้าไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นอะไรก็ต้องถามให้เข้าใจ นอกจากจะสร้างความเข้าใจแล้วยังนำมาซึ่งความสบายใจของทั้งสองฝ่ายด้วย

’ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ“ คือคำเรียกกว้าง ๆ แต่ไม่ใช่ว่ายาฆ่าเชื้อชนิดเดียวกัน จะสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ทุกโรค ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกและตรงกับเชื้อที่เป็น และยังช่วยลดผลข้างเคียงที่สำคัญอย่างการดื้อยาไปได้…ยาฆ่าเชื้อเปรียบเสมือนดาบสองคมครับ  ใช้ถูกต้องก็มีประโยชน์ ขณะเดียวกันใช้ผิดหรือใช้เมื่อไม่จำเป็นก็จะเกิดโทษ เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกให้ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลนะครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555