ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดอันตรายและผลข้างเคียงจากการใช้ยา

dailynews130616_001ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคนไทยมีการเข้าถึงยาและใช้ยากันมากขึ้น บางคนถึงกับกินยาต่างอาหาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาหลายขนานร่วมกัน และจะเห็น

ได้ว่าปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นเกือบร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าถึง 200,000 ล้านบาท

ค่ายาประมาณ 100,000 ล้านบาท นับเป็นมูลค่ามหาศาลและมากกว่าที่ควรจะเป็นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และความไม่รู้ของประชาชนอยู่อีกมาก
ด้วยตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาการใช้ยาดังกล่าว ในงานประชุมวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นวาระครบ

100 ปีวิชาชีพเภสัชกรรมโรงพยาบาล และเป็นปีที่สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ก่อตั้งมาครบ 24 ปี จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบทบาทวิชาชีพของ

เภสัชกรโรงพยาบาล ในการเป็นผู้ให้ข้อมูลและความรู้ด้านยาแก่ประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยจัดขึ้นที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ซอยศูนย์วิจัย เมื่อเร็ว ๆ นี้
สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้มีการนำเสนอผลการวิจัยเรื่องยาเหลือใช้ ซึ่งทำการศึกษาจากข้อมูลการจ่ายยาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 4 โรค คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หืด และปอดอุดกั้นเรื้อรัง กว่า 57,916 ราย พบว่า ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 60 มียาเหลือใช้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ4% และประมาณการว่ามูลค่ายาเหลือใช้ทั้งประเทศมีประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดปัญหานี้ได้หากมีความตระหนักและจัดการอย่างเหมาะสม และยังได้มีการนำเสนอการศึกษาเกี่ยวกับ “ความรู้เรื่องยา” ในผู้ป่วยโรคเรื้อรังครอบคลุมโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ จำนวน 3,136 ราย ซึ่งพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องยา โดยร้อยละ 50 ไม่รู้จักชื่อยาที่ตนเองใช้ และมีเพียงร้อยละ 53.6 ที่อ่านฉลากก่อนการใช้ยา
ดังนั้น เพื่อลดอันตรายและผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ใช้ยาควรปฏิบัติ ดังนี้

• ผู้ป่วยควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดทุกครั้งก่อนใช้ยา เพราะการไม่อ่านฉลากยา และใช้ยาผิด อาจทำให้เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

• ไม่ควรใช้ยาของคนอื่น

• ผู้ที่มียาเหลือใช้อยู่ในบ้านต้องระมัดระวังและจัดเก็บให้ดี เพราะถือเป็นความเสี่ยงใกล้ตัว ถ้าเก็บไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นยาเสีย หากมีคนนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

• หากมียาเหลือใช้ที่ยังไม่หมดอายุและอยู่ในสภาพดี ควรเก็บอยู่ในซองยา หรือขวดยาเดิมไว้ในที่เดียวกันและให้พ้นมือเด็ก หรือเก็บในตู้ยา หรือกระเป๋ายาให้พ้นแสงแดด ไม่อยู่ในที่ชื้น

• อย่าเก็บยาในตู้เย็นยกเว้นยาที่มีฉลากระบุไว้

• อย่านำยาเหลือใช้มารวมในซองยา หรือขวดยาเดียวกัน

• อย่าแกะยาออกจากแผงหากยังไม่ใช้

• อย่านำยาเหลือใช้ไปให้คนอื่นใช้ และอย่ากินยาที่คนอื่นให้มา เพราะอาการที่คล้ายกันอาจไม่ได้เกิดจากโรคเดียวกัน ขนาดยาก็อาจไม่เหมาะสม และอาจเกิดอาการแพ้ยาได้อีกด้วย

• อย่าใช้ยาที่หมดอายุ หรือยาเสื่อมสภาพ

• ยาเหลือใช้ที่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ สีเปลี่ยนแล้วให้ทำลายก่อนทิ้ง โดยแกะฉลากที่มีชื่อผู้ป่วย ถ้าเป็นยาเม็ดให้ทุบทำลายและเติมน้ำเล็กน้อย ถ้าเป็นยาน้ำก็ให้เทน้ำผสมลงไป  ส่วนยาที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้ง ให้บีบออกจากหลอด จากนั้น นำกากชา ขี้เลื่อย เศษผัก หรือเปลือกผลไม้ ผสมลงไปในถุงเดียวกัน ปิดปากถุงให้สนิท ก่อนนำไปทิ้ง เพื่อไม่ให้คนอื่นนำยาที่ทิ้งนั้นไปใช้ได้อีก

• หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ให้ปรึกษาเภสัชกรทุกครั้งและเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการใช้ยามากยิ่งขึ้น ทางสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้จัดทำ สมุดบันทึกการใช้ยาประจำตัวผู้ป่วย และ แอพพลิเคชั่น

โปรแกรมบันทึกบัตรแพ้ยาที่สามารถใช้งานบนสมาร์ทโฟน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสะดวกในการบันทึกประวัติแพ้ยาได้ด้วยตนเอง และเภสัชกรผู้ประเมินอาการก็สามารถบันทึกข้อมูล

ผ่านทางมือถือ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลืมบัตรแพ้ยา นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาทั้งในรูปแบบบทความและวิดีโอ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด

แอพพลิเคชั่น “โปรแกรมบันทึกบัตรแพ้ยา” ได้ทาง App store หรือ เว็บไซต์ของสมาคมฯ http://www.thaihp.org โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข้อมูลจาก เภสัชกรสมชัย วงศ์ทางประเสริฐ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 16 มิถุนายน 2556

Advertisements

ปฏิบัติการ “รู้ทันโรค” “เภสัชพันธุศาสตร์” เครื่องมือใหม่มนุษยชาติสานฝันอาเซียนสร้างสังคมสุขภาพดี

thairath130122_001a“เภสัชพันธุศาสตร์”

ศาสตร์ที่ถูกพูดถึงมากในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือพิเศษ ที่การแพทย์เฉพาะบุคคล ใช้ในการวิจัยสืบค้นเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ด้วยเป็นความหวังของการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

แม้ว่าจากอดีตจนถึงทุกวันนี้ “ยา” คือ เครื่องมือสำคัญและมีความจำเป็นในการรักษาโรคต่างๆ แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า มียาหลายชนิดที่สามารถรักษาคนคนหนึ่งได้ผล แต่กลับใช้ไม่ได้ผลกับอีกหลายคน ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ หากโชคร้ายอาจเจออาการข้างเคียงซึ่งเป็นผลจากยาตัวเดียวกันนั้นจนเกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคใหม่ หรือมีอาการป่วยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และมีบางรายที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นเสียชีวิต

ข้อมูลของ ศูนย์ติดตามความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานเลขาธิการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ได้รับรายงานจากโรงพยาบาลต่างๆ ถึงอาการไม่พึงประสงค์จาก ภาวะแพ้ยาในกลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน โดยผิวหนังและเยื่อเมือกบุอวัยวะภายในต่างๆ จะถูกทำลายอย่างรุนแรงหลังการใช้ยา จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จำนวน 1,192 ราย ในระยะเวลา 5 ปี การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 บาท ทำให้ประเทศต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการรักษาเป็นจำนวนถึง 119,200,000 บาท

จากความสิ้นเปลืองและความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยา-ศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยกับ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้ชื่อ โครงการ “เภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmacogenomics)” โดยมี ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ ผอ.โครงการเภสัชพันธุศาสตร์ เป็นหัวหน้าทีม ทำการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง จน คณะผู้วิจัยค้นพบยีนแพ้ยาต้านไวรัสเอดส์ เนวิราปิน และสตาร์วูดีน ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก โดยนักวิจัยไทยในโครงการเภสัชพันธุศาสตร์ศึกษาร่วมกับสถาบันวิจัยจีโนมริเกน ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้น “เภสัชพันธุศาสตร์” ศาสตร์ที่หลายคนไม่รู้จัก ก็เริ่มแพร่หลายไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แม้จะมีการศึกษาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย แบบต่างคนต่างทำ ไม่มีการประสานกันในเรื่ององค์ความรู้ให้เกิดการตกผลึกแต่อย่างใด

และเป็นที่น่ายินดีที่หลายประเทศในอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของเภสัชพันธุศาสตร์ ถึงขั้นมีการรวมตัวกันจัดประชุมนานาชาติด้านเภสัชพันธุศาสตร์ ขึ้นในประเทศไทย โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 14-16 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเชิญนักวิจัยระดับหัวกะทิจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย มาวางกรอบศึกษาพันธุกรรมในระดับจีโนมมุ่งรักษาเฉพาะบุคคล

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า เภสัชพันธุศาสตร์เป็นความหวังของมวลมนุษยชาติ ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ด้วยเพราะศาสตร์นี้ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อยาที่ใช้แตกต่างกันในแต่ละบุคคลเพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์ในการปรับใช้ยาที่เหมาะสมต่อการรักษาเฉพาะ การจัดการประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงเครือข่ายเภสัชพันธุศาสตร์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมรับฟังความคืบหน้าและแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อการวางกรอบการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป

ย้ำอีกระลอกด้วย ดร.นเรศ ดำรงชัย ผอ.TCELS ที่ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ แสดงถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่ง TCELS ตั้งใจจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจนกว่าศาสตร์ด้านนี้จะแพร่หลายออกไปเกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้ระหว่างงานประชุมพบว่าโครงการเภสัชพันธุศาสตร์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเซียนที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ กล่าวคือ ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบกับผู้มาใช้บริการหรือผู้ป่วยของโรงพยาบาล ทั้งทางด้านเภสัชพันธุ-ศาสตร์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชนิดหรือปรับขนาดของยาที่ใช้ ตามพันธุกรรมของบุคคลและการสืบค้นตำแหน่งพันธุกรรมที่ผิดปกติ อันเป็นสาเหตุของโรคทางพันธุกรรม และโรคมะเร็งเพื่อหาทางรักษาเฉพาะบุคคลต่อไป

thairath130122_001b

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการนำเสนอข้อมูลด้านเภสัชพันธุศาสตร์ให้กับผู้แทนจากแต่ละประเทศ เพื่อในอนาคตจะสามารถคัดเลือกยาที่เหมาะสมต่อประชากรส่วนใหญ่สามารถใช้ยาที่ผ่านการคัดสรรได้ผลดีและลดปัญหาผลข้างเคียงจากการใช้ยา นอกเหนือไปจากเกณฑ์การคัดเลือกจากราคายา

ด้าน ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ กล่าวว่า พันธุกรรมระดับจีโนมทางการแพทย์และการรักษาเฉพาะบุคคล เป็นศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาระดับพันธุกรรมเพื่อหาจุดหรือตำแหน่งบนจีโนมที่เป็นต้นเหตุหรือเป็นปัจจัยร่วมที่ก่อให้เกิดโรค เพื่อใช้ตำแหน่งเหล่านั้นเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงที่บุคคลนั้นจะเกิดโรคดังกล่าวในอนาคตเพื่อหาทางป้องกัน รวมทั้งการพัฒนาชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ตรวจหาตำแหน่งดังกล่าวได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วก่อนอาการปรากฏ ทำให้สามารถคิดหาวิธีรักษาได้ทันท่วงทีโดยมีเภสัชพันธุศาสตร์เป็นเครื่องมือพิเศษหนึ่งในหลายชนิดที่การแพทย์เฉพาะบุคคลใช้ในการวิจัยสืบค้นเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

“ที่ประชุมได้คัดเลือกให้ประเทศไทยเป็นแกนนำในการผลักดันเรื่องเภสัชพันธุ-ศาสตร์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน” ศ.ดร.วสันต์กล่าว

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ คงต้องขอฝากความหวังกับปฏิบัติการสานฝันของประเทศในกลุ่มอาเซียนในอันที่จะใช้เภสัชพันธุศาสตร์เป็นตัวช่วยเพื่อให้มนุษยชาติก้าวไปถึงฝั่นฝันของการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เพราะไม่ว่าจะเป็นยุคดึกดำบรรพ์ ยุคดิจิตอล แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นยอดปรารถนาของมนุษยชาติ คือ….

“อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ…

 

ทีมข่าววิทยาศาสตร์

ที่มา : ไทยรัฐ  21 มกราคม 2556

กว่าจะมาเป็นยา

กว่าจะมาเป็นยา

เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ค้นหายาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์
ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล
ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน
ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

          ร้อยแก้วข้างต้น สรุปความถึงกระบวนการคิด ขั้นตอนการทดลองและพัฒนายาขึ้นมา กว่าจะได้เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยนั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง โดยในแต่ละขั้นตอนนั้น สามารถกล่าวรายละเอียดได้ ดังนี้

ค้นหาตัวยาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์

ตัวยาสำคัญ คือ ส่วนประกอบสำคัญในยา ที่ทำให้ยานั้นมีผลในการรักษา ตัวยาสำคัญนี้อาจได้มาจากพืช สัตว์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่กว่าจะได้มาซึ่งตัวยาสำคัญนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างของการค้นหาตัวยาสำคัญจากสมุนไพร อาจเริ่มตั้งแต่สืบค้น หาประโยชน์จากการใช้พืชสมุนไพรของชาวบ้านที่เคยใช้สืบเนื่องกันมา เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก ซึ่งช่วยลดอาการแสบ ลดการเกิดผิวไหม้ได้นั้น ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นว่า อาจมีสารใดสารหนึ่งในว่านหางจระเข้เป็นตัวที่ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ และสามารถใช้สารนั้นเพียงสารเดียวในการรักษาแผลน้ำร้อนลวกต่อไป ซึ่งแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างต่อเนื่องตามมา โดยสังเกตว่าชาวบ้านเลือกใช้เฉพาะส่วนของวุ้นซึ่งลอกยางออกแล้วทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเท่านั้น ดังนั้นตัวยาสำคัญจึงควรอยู่ในวุ้นนั่นเอง จากนั้นจึงเริ่มทำการสกัด คัดแยก วุ้นว่านหางจระเข้ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนที่คัดแยกได้นั้นมาทดลองเบื้องต้นดูว่าส่วนที่ช่วยลดการอักเสบจริงๆ คือส่วนใด โดยมักเป็นการทดสอบปฎิกิริยาทางเคมีเบื้องต้นเป็นหลัก

ขั้นตอนการค้นหาตัวยาสำคัญนี้ยังรวมถึงการพัฒนาวิธีการสกัดและการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียว ไม่เจือปนสิ่งปนเปื้อนหรือสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกำจัดส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาออกไปอีกด้วย

ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล

ตัวยาสำคัญที่ได้ต้องนำมาทดลองต่อเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นตัวยาที่นำมาใช้พัฒนาต่อได้จริง ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ใช้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ตัวยาสำคัญนั้นในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก่อน ตามลำดับดังนี้

  1. ทดสอบกับเซลล์มีชีวิตในหลอดทดลอง เช่น การทดสอบสารต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ ทดสอบยาที่มีผลช่วยสมานแผลในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบยากับสิ่งมีชีวิต
  2. ทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อมั่นใจว่าสารสำคัญที่ทดสอบในหลอดทดลองให้ผลเบื้องต้นที่ดี จึงนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนู สุนัข ลิง เพื่อดูว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์นั้น สารสำคัญยังให้ผลที่ดีเช่นเดิมหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ยังช่วยบอกในเบื้องต้นได้ว่า สารสำคัญนั้นมีพิษมากน้อยแค่ไหน และปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในมนุษย์คือปริมาณมากน้อยเพียงใด ปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะทำให้การใช้ยาก่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี แต่ทำให้เกิดพิษจากยาน้อย
  3. ทดสอบในมนุษย์ ในขั้นตอนนี้สารสำคัญนั้นจะถูกทดลองประสิทธิภาพในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยมักเริ่มทดลองจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อยๆ ก่อน ว่ายาให้ผลอย่างไร ก่อให้เกิดพิษในมนุษย์อย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มทำการทดลองในผู้ป่วยต่อไป เช่น ทดลองยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือทดลองยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ

ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดลองจนมั่นใจแล้วว่ามีประสิทธิผลในการรักษา ปลอดภัย ทราบขนาดของตัวยาสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้เป็นยาแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริง ต้องมีการพัฒนาสูตรตำรับให้มีความเหมาะสมก่อนเสมอ โดยดูว่าตัวยาสำคัญนั้น ควรจะใช้ในรูปแบบยาใด เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดมีรสขมมาก ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในรูปของยาเม็ดธรรมดา ควรเคลือบด้วยน้ำตาลก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยกลบรสขมได้แล้ว ยังช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจรับประทานแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่ดี ต้องมีการพัฒนาโดยการเติมสารอื่นๆ เข้าไปในตำรับยา เพื่อช่วยให้การดูดซึมยาดีขึ้น ยารักษาสิวบางอย่าง เมื่อทาแล้วมักทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองมาก เนื่องจากเนื้อครีมที่ใช้ผลิตยานั้นทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวเร็วเกินไป จึงต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบของยาครีมที่ใช้ผลิตยาให้ดีขึ้น

นอกจากการพัฒนาสูตรตำรับแล้ว คุณภาพของยาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่ายาที่ผลิตออกมามีปริมาณตัวยาสำคัญตามที่ต้องการหรือไม่ ตัวยาสำคัญนั้นยังอยู่ในคงให้ผลการรักษาอยู่หรือไม่หลังจากเก็บรักษายาไว้ในสภาวะต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การกำหนดวันหมดอายุของยานั่นเอง

ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาสูตรตำรับให้เหมาะสมต่อการใช้แล้ว ผู้ผลิตยาจะเริ่มวางขายยานั้นสู่ท้องตลาด แต่ขั้นตอนการทดลองยังไม่หมดสิ้น เนื่องจากในการทดสอบประสิทธิผลของยาเบื้องต้นจะทำในทั้งอาสาสมัครและผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อยาออกสู่ท้องตลาดจริง ผู้ป่วยอาจมีสภาวะอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจมีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมทั้งผู้ป่วยอาจใช้ยาอื่นอยู่ก่อนที่จะได้รับยาตัวใหม่ อาจทำให้เกิดปัญหายาตีกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังยาตัวใหม่ออกสู่ท้องตลาด ผู้ผลิตยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการติดตามศึกษาผลเหล่านี้ของยาในผู้ป่วยต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาข้อบ่งใช้ คำแนะนำ คำเตือนและข้อควรระวัง ขนาดการใช้ยาของยาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้เป็นยาหนึ่งตัว ต้องใช้ใจในการคิด กายในการทำ เวลาในการปรับปรุง รวมทั้งเงินในการจัดหาและจัดการสิ่งต่างๆ อีกมากมายมหาศาล สารที่มีฤทธิ์ดีในการทดลองเบื้องต้นหลายตัว อาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อยอดจนเป็นยาออกมาใช้ได้จริง ๆ ยาใหม่ ๆ ที่ออกมาขายในท้องตลาด จึงมักมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวนสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของยาด้วยนั่นเอง เรามักเรียกยาเหล่านี้ว่ายาต้นตำรับ (original drug) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตยา จะได้รับสิทธิ์ในการขายยานั้นเพียงบริษัทเดียวอยู่นาน 20 ปี นับจากวันที่ขึ้นทะเบียนตัวยาสำคัญ (ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา) ก่อนจะมียาที่บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตออกมาขายได้ เรามักเรียกยาที่ผลิตในช่วงหลังเหล่านี้ว่า ยาสามัญ (generic drug) ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยา มีทางเลือกในการใช้ยามากขึ้น เนื่องจากจะมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. U.S. food and drug administration [homepage on the internet]. U.S. department of health and human services. [updated 2012 May 6; cited 2012 June 20]. Available from: http://www.fda.gov/default.htm/
  2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร [homepage on the internet]. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. [cited 2012 June 20]. Available from: http://www.medplant.mahidol.ac.th/cartoons/aloe.asp/

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=105

‘ชื่อพ้อง มองคล้าย’ อันตรายกว่าที่คิด

ไม่รู้จักชื่อยาที่กินเป็นประจำ อาศัยแค่จำรูปร่างหน้าตาก็น่าจะได้ รู้หรือไม่ว่ามียาหลายชนิดที่ ‘ชื่อพ้อง มองคล้าย’แต่ไม่เกี่ยวกันเลย

“การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้อยู่ ทำให้น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยชอบแนะนำยาให้คนใกล้ชิดหรือเพื่อนลองใช้ดูเมื่อเห็นว่าตนใช้ได้ผลดี การบอกเพียงลักษณะเม็ดยามีโอกาสเสี่ยงที่จะแนะนำยาผิด เพราะมียาหลายชนิดที่มีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน หรือแม้แต่ชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายคลึงกันก็มีไม่น้อย” ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าว

ฉะนั้น การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียว จึงมีความเสี่ยงที่อาจได้รับยาผิดชนิดได้

ทั้งนี้ สภาเภสัชกรรมได้ทำการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยทำในกลุ่มตัวอย่างที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลใหญ่ 3 แห่งในภาคใต้และภาคกลาง จำนวนกว่า 1,000 คน เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ และโรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

ผลที่พบคือ ร้อยละ 20 ของกลุ่มตัวอย่างมีรายการยาที่ต้องใช้เป็นประจำ 6-10 รายการ แต่จากการสำรวจพบว่า มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่รู้จักทั้งชื่อยาและสรรพคุณยาที่ตนเองใช้อยู่ ในขณะที่ผู้ป่วยอีกร้อยละ 75 ไม่รู้จักชื่อยา รู้แต่สรรพคุณและวิธีใช้ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 25 ไม่เคยอ่านฉลากยาก่อนใช้ยา ร้อยละ 86 หยิบยาใช้เอง

คนไทยมองข้ามความสำคัญของ “ชื่อยา” อาจเพราะชื่อเป็นภาษาอังกฤษ จำยาก ไม่คุ้นหู การที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด เนื่องจากยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกันมีหลายชนิด

ตัวอย่างเช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยคนหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกคน หรืออาจมีผลข้างเคียงกับอีกคน ทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

ที่สำคัญ การไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้น ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องหากเกิดภาวะวิกฤติ ภญ.รศ.ธิดา ยกตัวอย่างในกรณีน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีโรคเรื้อรังและต้องใช้ยาเป็นประจำ ต้องอพยพหนีน้ำอย่างกะทันหัน

“ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ว่า ตนเองกินยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกสรรพคุณยาได้ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก จึงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวม” นายกสภาเภสัชกรรมกล่าว

ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ กรรมการสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เสริมว่า ทางออกที่น่าสนใจคือ สมุดบันทึกยา ที่จะช่วยบันทึกรายการยาที่ใช้เป็นประจำ พร้อมทั้งข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วย เช่น อายุ น้ำหนักตัว ส่วนสูง ประวัติแพ้ยา พฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น รวมถึงการบันทึกรายการยา สมุนไพร อาหารเสริม ที่ประชาชนหาซื้อมาใช้เองเพิ่มเติม

“การบันทึกยาจะช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกร ส่งต่อข้อมูลเรื่องยาและเลือกจ่ายยาที่เหมาะสม โดยไม่มีปัญหากับยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำซ้อน ยาตีกัน หรือแพ้ยาซ้ำ เพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยาให้แก่ผู้ป่วยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในภาวะฉุกเฉิน สมุดบันทึกยาที่พกติดตัวไว้ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสไปรักษาในสถานพยาบาลเดิม สามารถรับยาจากหน่วยบริการอื่นได้อย่างต่อเนื่อง” ภญ.จันทิมาย้ำ

ฉะนั้น ประชาชนต้องรู้จักชื่อยาที่ใช้ หากมีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา ถ้ามียาสมุนไพร อาหารเสริมที่ต้องใช้เป็นประจำควรบันทึกไว้ในสมุดบันทึกยา ซึ่งติดต่อขอได้ที่โรงพยาบาลหรือร้านขายยาขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และยื่นให้แพทย์หรือเภสัชกรดูทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา อ่านฉลากยาก่อนใช้ยาทุกครั้ง ใช้ยาตามคำแนะนำในฉลากยา ภายหลังที่ใช้ยาที่ไม่เคยรู้จัก หรือใช้เป็นครั้งแรกให้หมั่นสังเกตตัวเอง หากพบความผิดปกติให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

ไม่รู้จักยาที่ใช้ อ่านฉลากไม่เข้าใจ…อันตรายกว่าที่คิด

“ยานอก-ยาใน” ยาไหนดี?

มุมสุขภาพ วันนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะหลักชั่งใจสำหรับการเลือกซื้อยาใกล้ตัวเพื่อความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป…

ในบรรดายาหาซื้อง่ายตามร้านยาทั่วไปนั้นมักจะมีอยู่ 2 เกรดง่ายๆ คือ “ยาใน” กับ “ยานอก”  เป็นคำพูดติดปากที่ชอบพูดกัน แถมคนส่วนใหญ่คิดว่า ยานอกต้องดีกว่า ทั้งที่ไม่จริงเสมอไป

ยกตัวอย่างการเลือกซื้อยา ถ้าเป็นคนทั่วไป ใครจะรู้ว่าอะไรคือยาใน ไหนคือยานอก เช่น ยาง่าย ๆ อย่าง พาราเซตามอล(อะเซตามิโนเฟน) รู้หรือไม่ว่าเป็นยาในหรือยานอก ทั้งนี้ มีตัวอย่างยานอกและยาในที่ใช้บ่อยมาเล่าสู่กันฟัง แม้จะออกฤทธิ์เหมือนกันแต่บางชนิดราคาแพงต่างกันลิบลับเลย

กลุ่มยาแก้ปวด อย่างพาราเซตามอล มีหลายยี่ห้อหลากบริษัท เมื่อถูกจัดเกรดเป็น “ยานอก” แล้วราคาก็จะสูงขึ้น จากถูกสุดเม็ดละไม่ถึงบาทอาจเพิ่มขึ้นเป็น 100% ได้ การเลือกใช้ก็ดูที่ “ขนาด(Dosage)” มี 2 แบบคือ 325 กับ 500 มิลลิกรัม อย่างแรกมักใช้ในเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ถ้าตัวเล็กก็อาจเริ่มที่ 500 มิลลิกรัมเม็ดเดียวก่อน ไม่จำเป็นต้อง 2 เม็ดดังในโฆษณาเสมอไป ในกรณีกินยาเม็ดไม่ได้ พาราเซตามอลแบบน้ำก็มีให้เลือก

กลุ่มยาแก้หวัด คนขายก็มักจะให้เลือกว่ามีแบบ “ง่วง” กับ “ไม่ง่วง” จะเอาแบบไหน หลักง่ายๆคือ เลือกที่เหมาะกับการใช้ชีวิต เช่น ถ้าต้องขับรถทั้งวันอย่าไปเลือกยาง่วงเข้า แต่ถ้ามีเวลาหยุดงานก็เลือกแบบง่วงเพราะช่วยให้ได้พักผ่อน ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ตัวยาแบบไม่ง่วงส่วนใหญ่มักเป็นยานอกซึ่งมีให้เลือกมากชนิด ท่านสามารถใช้ได้ หรือถ้าอยากประหยัดงบก็จบลงที่ยาแก้หวัดที่ดีและถูกอย่าง “คลอเฟนิรามีน” ที่เม็ดละแค่ 10 สตางค์

กลุ่มยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะคือชื่อของยากลุ่มนี้ มีทั้งฆ่าเชื้อคออักเสบ, ตาเจ็บ, แผล และท้องเสีย ในเด็กมักอยู่ในรูปยาน้ำขวดละสิบกว่าบาท ถ้าในส่วนของยานอกจะแพงหลักร้อยกว่าขึ้นไป ฤทธิ์ของยาแรงก็จริง แต่ใช่ว่าจะรักษาได้มากกว่ายาราคาถูก เพราะขึ้นอยู่กับ “ชนิดเชื้อ” ที่ใช้ ยกตัวอย่าง คออักเสบ แต่ถ้าไปซื้อยานอกที่ฆ่าไม่ตรงเชื้อก็จะไม่หาย

ส่วนยาฆ่าเชื้อของผู้ใหญ่ อย่าง อะม็อกซีซิลลิน แก้คอเจ็บนี้ ถ้าเป็นยานอกก็ราคาต่างกันเป็นเท่าตัว หรืออย่างยาแพงพวก อะม็อกซีคลาวูลิเนต หรือ อะซิโทรมัยซิน ที่กิน 6 เม็ดก็ปาเข้าไปเกือบสี่ห้าร้อยบาทแล้ว จะเห็นว่าเม็ดละเป็นร้อยก็มี

กลุ่มวิตามิน แบบของนอกมีทั้งมาจากจีนหรืออินเดีย ซึ่งคุณภาพสินค้าก็จะอีกเกรดหนึ่งซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ดี ของอย่างนี้ต้องดูที่ชนิด, ปริมาณ และการดูดซึม ไม่จำเป็นต้องแพงเกิน และไม่ควรต้องเลือกแช่อยู่ยี่ห้อเดียว อาจเลือกกระจายกันไปหลายยี่ห้อได้ ข้อควรดูอีกประการ คือ หีบห่อที่ป้องกันแดด และการจัดวางในร้านให้หลบมุมไม่ตากแดดลมจนเกินไป

กลุ่มเวชภัณฑ์อื่น เช่น ยาฉีด, น้ำเกลือ, ออกซิเจน, อุปกรณ์ทำแผล อย่างยาฉีดก็ไม่จำเป็นว่ายานอกต้องดีเสมอไป เพราะในบ้านเราก็ผลิตยาคุณภาพดีได้ไม่แพ้กัน เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ขององค์การเภสัชกรรมก็ทำออกมาได้ในราคาถูกกว่าของนอกเป็นเท่าตัว ช่วยประชาชนคนหาทางเลือกได้เยอะ ทำให้คนเข้าถึงยาได้ ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเอกชนรับยาแพงเสมอไป.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 3 กรกฎาคม 2555

สว.กับการใช้ยา

ผู้สูงอายุกับยา ถือเป็นคู่กันเมื่อสภาพร่างกายเสื่อมโรคเรื้อรังก็ถามหา ยา จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษา หรือป้องกันโรค แม้จะมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน ยิ่งเมื่อต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันย่อมเสี่ยงต่อผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์

ภญ.ศิศิลักษณ์ ฐิตินันท์เมือง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แนะนำว่า การใช้ยาในผู้สูงอายุควรใช้อย่างเหมาะสมและเท่าที่จำเป็น ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ ที่ลูกหลานควรปฏิบัติ คือ จดชื่อยาประจำตัวของคุณปู่ ย่า ตา ยาย ไว้ว่าใช้ยาอะไรอยู่บ้าง หาก ฉุกเฉิน ต้องไปหาแพทย์ ที่โรงพยาบาล แพทย์จะได้ทราบประวัติการใช้ยาว่ามีอะไรบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษจะช่วยให้สามารถดูแลคนไข้ได้ถูกต้องและลดความเสี่ยง ไม่ให้แพทย์จ่ายยาซ้ำซ้อนหรือตีกับยาที่รับประทานอยู่

ลำดับต่อมาคือควรรู้จักยาที่รับประทาน เวลารับยาจากเภสัชกรต้องช่วยกันจำว่า ยาตัวนี้ใช้ในการรักษาโรคอะไร ยาตัวนั้นใช้ในการรักษาโรคอะไร เพราะ คุณปู่ ย่า ตา ยายต้องรับประทานยาเป็นประจำและไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

เภสัชกรสาว เล่าว่า จากประสบการณ์ผู้สูงอายุมักนิยมซื้อยาลดไขมัน ยาความดัน ยาเบาหวานรับประทานเองแทนที่จะไปพบแพทย์ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเกรงใจลูกหลานที่ต้องเสียเงิน เสียเวลาเดินทาง และเข้าใจผิดคิดว่า สามารถซื้อรับประทานเองได้ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะการให้ยาคนไข้แต่ละครั้งนั้น แพทย์จะต้องปรับยาตามค่าไขมัน เบาหวาน ความดันที่เหมาะสม

“ การซื้อยาทานเองอาจจะเกิดอันตรายได้ ทำให้ความดันคุมไม่อยู่ ความดันอาจต่ำเกินไป หรือน้ำตาลต่ำหรือสูงเกินไปก็ได้ ”

จัดเป็นเซตกันลืม

บางครั้งแพทย์จะสั่งเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของตับ และไต เพราะว่ายาบางตัวต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับการทำงานของตับและไต เนื่องจากในผู้สูงอายุการทำงานของตับและไตน้อยกว่าคนหนุ่มสาว จึงไม่สามารถใช้ได้ในปริมาณเดียวกันกับคนหนุ่มสาวได้ ส่วนปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ คุณปู่คุณย่า มักหยิบยาผิด หรือจำไม่ได้ว่ารับประทานยาแล้วหรือยัง บางครั้งรับประทานยาซ้ำหรือไม่รับประทานยาเลย วิธีแก้ง่าย ๆ คือ จัดยาเป็นชุด ๆ ไว้ ให้คุณปู่คุณย่าว่า ชุดนี้หลังข้าวเช้า ชุดนี้หลังข้าวกลางวัน และชุดนี้หลังข้าวเย็น แทนจะให้ท่านจัดยาทานเองเพราะโอกาสผิดพลาดสูง

นอกเหนือจากยาประจำตัวแล้ว ปัญหาพบคือ ผู้สูงอายุมักนิยมรับประทานอาหารเสริม หรือสมุนไพรตามเพื่อน ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องรับประทาน หรือบางตัวเสี่ยงตีกับยาประจำที่รับประทาน ซึ่งความเชื่อในสังคมไทยที่ส่วนใหญ่มองว่า ยาสมุนไพร ยาลูกกลอนดี ช่วยคลายปวดเมื่อย ซึ่งพบบ่อยครั้งว่า แหล่งผลิตไม่น่าเชื่อถือ มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ แม้ว่ารับประทานแล้วอาจแก้ปวดได้ แต่ในระยะยาว เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น น้ำตาลขึ้น กระดูกพรุน ตาเป็นต้อ ฯลฯ

หรือกลุ่มวิตามินรวม หากรับประทานหลายยี่ห้อทำให้ได้รับวิตามินบางตัวสูงเกินไปได้ ยกตัวอย่าง วิตามินในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี ถ้ารับประทานในปริมาณมากจะไปสะสมก่อเกิดพิษตามแต่วิตามินนั้น ๆ หากเป็นวิตามินบี วิตามินซี ซึ่งละลายในน้ำ โอกาสที่สะสมจะน้อยกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน เพราะสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้

เภสัชกรสาว บอกว่า บางครั้งลูกหลานจะซื้อน้ำมันปลาให้คุณปู่ ย่า คุณตา คุณยาย แนะนำว่า ให้คิดก่อนว่า คุณคาดหวังอะไรจากน้ำมันปลา เพราะประโยชน์ของน้ำมันปลาก็คือ ลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับของเอชดีแอลคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่ดี น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต้านการอักเสบ แต่ถ้าคุณปู่ คุณย่าไม่ได้มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทาน

ข้อควรระวังในการรับประทานน้ำมันปลา คือมันจะทำเลือดหยุดไหลช้า ดังนั้นถ้าต้องถอนฟัน หรือผ่าตัด ซึ่งจะมีเลือดออกมาก ควรจะแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนล่วงหน้าว่า รับประทานน้ำมันปลา โดยส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งให้หยุดรับประทานก่อนทำฟัน หรือผ่าตัด 5-7 วัน เช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่รับยาประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเช่นกัน เพราะ อาจมียาบางตัวมีผลกระทบ เช่น แอสไพริน

“ถ้าไม่หยุดเวลาที่ผ่าตัดเลือดมันไหลหยุดไหลช้ากว่าปกติ ถ้าเป็นการผ่าตัดคนไข้ก็เสียเลือดมากโดยไม่จำเป็น ”

สังเกตอาการข้างเคียง

ยาที่ผู้สูงอายุต้องระวังคือ ยากลุ่มแก้ปวดแก้อักเสบแบบที่กัดกระเพาะ เพราะผู้สูงอายุมักซื้อยาทานเอง หากรับประทานบ่อยๆ จะมีปัญหายากัดกระเพาะ ไตทำงานบกพร่อง และโรคหัวใจทำงานแย่ลงได้ ดังนั้นลูกหลานจึงควร ดูแลใกล้ชิดว่า ท่านรับประทานยาถูกไหม ครบไหม หรือแอบทานยาอะไรที่นอกเหนือจากที่หมอสั่งหรือเปล่า

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ควรสังเกตอาการข้างเคียงจากยา ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ารับประทานแอสไพรินแล้ว อยู่ดีๆ มีจ้ำตามตัว สีปัสสาวะ อุจจาระเปลี่ยนหรือมีเลือดออก ต้องดูว่า เกิดจากยาหรือมาจากสาเหตุอื่นหรือกลุ่มของยาความดัน ที่มีผลข้างเคียงทำให้ขาบวมได้ ถ้าบวมมาก ควรรีบพาพบแพทย์ให้เปลี่ยนยาหรือปรับขนาดยา

อย่า !!! หยุดยาเอง

หากมีข้อสงสัยไม่ว่า จะเป็นเรื่องยาหรือสุขภาพ อย่า นิ่งนอนใจ ควรปรึกษาหาความกระจ่าง ชัดกับเภสัชกร แพทย์ พยาบาลเพื่อไขข้อข้องใจให้มีความเข้าใจกระจ่างชัดเพื่อประสิทธิภาพของการใช้ยาบนพื้นฐานของความปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการใช้ยาในผู้สูงอายุ คือความปลอดภัย ดังนั้น การดูแลการใช้ยาอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ยานั่นเอง

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มิถุนายน 2555

ไม่รู้จักยาที่ใช้ อ่านฉลากไม่เข้าใจ…อันตรายกว่าที่คิด

ท่านเป็นอีกคนหนึ่งหรือไม่ที่ใช้ยาโดยไม่อ่านฉลากยา และกินยาโดยไม่รู้จักชื่อยา ระวังอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะยามีหลากหลายชนิด มีทั้งคุณและโทษหากนำไปใช้ผิดวิธี หรือไม่ตรงกับโรค

หากเราใช้ยาโดยไม่รู้จักชื่อยา หรือ ไม่อ่านฉลากยาให้เข้าใจทุกครั้งก่อนใช้ยานั้น มีโอกาสเสี่ยงที่จะใช้ยาผิดชนิด ผิดขนาด หรือผิดประเภท ได้ง่ายซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากยามีหลายชนิด ระวังยาที่มี “ชื่อพ้อง มองคล้าย” กล่าวคือ มียาหลายชนิดที่มีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แต่มีสรรพคุณแตกต่างกัน หรือแม้แต่ชื่อยาที่ออกเสียงคล้ายคลึงกันก็มีไม่น้อย การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่อาจได้รับยาผิดชนิดได้

หรือแม้แต่ยาที่ใช้รักษาอาการหรือโรคเดียวกัน ก็ยังมีหลายชนิด หลายขนาดความแรงของยา เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตมีเป็นสิบ ๆ ชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ซึ่งยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย หรืออาจมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกรายทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย ดังนั้นการที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้น ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องหากเกิดภาวะวิกฤติ อย่างในกรณีน้ำท่วมรุนแรงเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีโรคเรื้อรังและต้องใช้ยาเป็นประจำ ต้องอพยพหนีน้ำอย่างกะทันหันไปอยู่ศูนย์อพยพ และผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถบอกผู้มาให้การดูแลรักษาได้ว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกสรรพคุณยาที่ได้รับอยู่ได้ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความดันโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก แพทย์เองก็ไม่แน่ใจว่าปกติผู้ป่วยใช้ยาชื่ออะไร จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้อยู่ทำให้น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยชอบแนะนำยาให้คนใกล้ชิดหรือเพื่อน ๆ กันลองใช้ดู เพราะเห็นว่าตนเองใช้ได้ผลดี การบอกเพียงรูปลักษณ์ของยา เช่น สีของเม็ดยา หรือลักษณะรูปแบบของเม็ดยา จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะแนะนำยาผิดให้คนใกล้ชิด “เพื่อความปลอดภัย อ่านฉลากให้เข้าใจ ทุกครั้งก่อนใช้ยา”

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภก.มังกร ประพันธ์วัฒนะ เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม กล่าวแนะนำว่า ฉลากยาเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการใช้ยาได้ตามแผนการรักษาและปลอดภัย ข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากยาอย่างน้อย 5 อย่างประกอบด้วย

1) ชื่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นยาของเราหรือไม่

2) ชื่อสามัญทางยา เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย และระหว่างผู้ให้การรักษาด้วยกันเอง ผู้ป่วยอาจจำชื่อยาไม่ได้ ก็ขอให้เภสัชกรช่วยจดหรือบันทึกให้ เก็บไว้กับตัวเพื่อเป็นการส่งต่อข้อมูล หากต้องไปรักษาที่อื่น

3) สรรพคุณยา เช่น เป็นยารักษาเบาหวาน ยาปฏิชีวนะ ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

4) ขนาดยา และเวลารับประทาน เช่น ครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร

5) ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา เช่น ดื่มน้ำบ่อย ๆ ระหว่างที่รับประทานยา หรือ ระวังแสงแดดเพราะอาจทำให้แพ้

ข้อมูลที่เหมาะสม ครบถ้วน เป็นสิทธิที่ผู้ป่วยควรได้รับทุกราย แต่มักพบว่าสถานพยาบาลเอกชนมักไม่ระบุชื่อยา เป็นเหตุให้อาจเกิดการใช้ยาซ้ำซ้อน หรือยาตีกันได้เพราะยาหลายขนานมองจากภายนอกจะเหมือนกัน แยกไม่ออก ยาที่เหมือนกัน อาจเป็นยาต่างชนิดกันได้ ดังนั้นทุกครั้งที่รับยา จึงควรอ่านฉลากเพื่อดูว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ เข้าใจหรือไม่ ซึ่งหากไม่เข้าใจ สงสัย หรือไม่มีชื่อยา เป็นสิทธิที่จะร้องขอได้ตามสิทธิผู้ป่วย และโปรดจำว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ป่วยทุกคนคือ การได้รับข้อมูลการรักษาที่เหมาะสม “บันทึกยาไว้ ปลอดภัยต่อเนื่อง”

ข้อมูลจาก ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ กรรมการ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) กล่าวแนะนำว่า ผู้ใช้ยาโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยารักษาประจำและต่อเนื่อง ควรมี “สมุดบันทึกยา” พกไว้ติดตัว ซึ่ง “สมุดบันทึกยา” คือ สมุดที่บันทึกรายการยาที่ผู้ป่วยต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้จาก โรงพยาบาล ร้านยา คลินิก ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือ สถานพยาบาลอื่น ๆ พร้อมทั้งข้อมูลเบื้องต้นของผู้ป่วย เช่น อายุ น้ำหนักตัว ส่วนสูง ประวัติแพ้ยา พฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกร สามารถส่งต่อข้อมูลเรื่องยา และเลือกจ่ายยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโดยไม่มีปัญหากับยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำซ้อน ยาตีกัน หรือแพ้ยาซ้ำ เพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยาให้แก่ผู้ป่วยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในภาวะฉุกเฉิน หรือเมื่อเกิดวิกฤติภัย สมุดบันทึกยาที่พกติดตัวไว้ ยังสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีโอกาสไปรับการรักษาในสถานพยาบาลเดิม สามารถรับยาจากหน่วยบริการอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ป่วยและประชาชนผู้ใช้ยา ควรดูแลบันทึกการใช้ยาของตนเองเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการบันทึกรายการยา สมุนไพร อาหารเสริม ที่ประชาชนหาซื้อมาใช้เองเพิ่มเติม เพื่อให้มีบันทึกยาที่สมบูรณ์พอที่จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันอันตรายจากยาและช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาอย่างแท้จริง

ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดปัญหาจากการใช้ยา

• ต้องรู้จักชื่อยาที่ใช้
• มีประวัติแพ้ยาต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกรทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา
• ถ้ามียา สมุนไพร อาหารเสริมที่ต้องใช้เป็นประจำควรบันทึกไว้ในสมุดบันทึกยา และให้แพทย์ หรือเภสัชกรดูทุกครั้งเมื่อมารับการรักษา
• อ่านฉลากยาก่อนใช้ยาทุกครั้ง
• ใช้ยาตามคำแนะนำในฉลากยา
• ภายหลังที่ใช้ยาที่ไม่เคยรู้จัก หรือใช้เป็นครั้งแรกให้หมั่นสังเกตตัวเอง ถ้าพบความผิดปกติสงสัยแพ้ยาให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้าน

สภาเภสัชกรรม ร่วมกับเครือข่ายองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) จัดงาน “สัปดาห์เภสัชกรรม ประจำปี 2555” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 ระหว่างวันที่ 24-30 มิ.ย. 2555 เพื่อมุ่งเน้นรณรงค์ในเรื่องของ “การอ่านฉลากยา” อย่างถูกต้อง ภายใต้คำขวัญ “รู้จักยาที่ใช้ อ่านฉลากให้เข้าใจ บันทึกยาไว้ ปลอดภัยต่อเนื่อง” เพื่อให้ผู้ป่วยรู้จักยาที่ตัวเองใช้ ช่วยลดอันตรายและผลข้างเคียงจากการใช้ยาผิด โดยในปีนี้สภาเภสัชกรรมได้จัดทำสมุดบันทึกยา จำนวน 200,000 เล่ม เพื่อแจกฟรีให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการบันทึกข้อมูลอาจทำโดยผู้ป่วยหรือญาติ หรือให้เภสัชกรช่วยบันทึกให้ ซึ่งจะช่วยส่งต่อข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วยให้กับสถานพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยมากขึ้น

ข้อมูลจาก ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  24 มิถุนายน 2555

แนะกินยาให้ถูกเวลารักษาโรค

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การกินยารักษาโรคหลายชนิด เช่น ไขข้ออักเสบ กระดูกพรุน และโรคกรดไหลย้อน จำเป็นต้องกินให้ถูกเวลาเพื่อประสิทธิผลในการรักษา เช่น ยาป้องกันอาการหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองตีบ ควรกินเมื่อตื่นนอน สิ่งสำคัญคือ นาฬิกาในร่างกายของเราเป็นตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย การผลิตฮอร์โมน การเคลื่อนตัวของลำไส้ และความเหนื่อยล้า

ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำว่า โรคไหนควรกินยาในเวลาใด

กระดูกพรุน

ยาที่ใช้กันมากสำหรับรักษาโรคกระดูกพรุน คือ บิสฟอสโฟเนต ซึ่งป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก

ซาราห์ เลย์แลนด์ พยาบาลอาวุโสของสมาคมโรคกระดูกพรุนแห่งชาติของอังกฤษ บอกว่า ยาตัวนี้ดูดซึมได้ยาก ละลายในน้ำมันและไขมันไม่ดีนัก ดังนั้นต้องกินพร้อมน้ำในทันทีที่ตื่นนอนขณะกระเพาะยังว่าง และงดอาหารในตอนกลางคืน แล้วรอประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงค่อยกินหรือดื่ม

คนไข้โรคกระดูกพรุนจำนวนมากต้องกินแคลเซียมหรือวิตามินดี แต่สารอาหารพวกนี้รบกวนการดูดซึม จึงควรรอไว้หนึ่งชั่วโมงหลังกินยาตัวนี้ แล้วจึงค่อยกินวิตามิน ถ้ากินหรือดื่มอย่างอื่นนอกจากน้ำ หรือกินยาตัวอื่น ก็จะไม่ได้ผลในการรักษา

ความดันโลหิตสูง 

ผลวิจัยในสเปนชิ้นหนึ่งเมื่อปีที่แล้วระบุว่า การกินยาความดันโลหิตสูงในตอนกลางคืนจะควบคุมความดันได้ดีกว่า และลดความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายและเส้นเลือดสมองตีบ

ในคนที่มีสุขภาพดีนั้น ความดันโลหิตในตอนกลางคืนจะลดลง 10-20% คนที่มีความดันไม่ลดลงมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหัวใจวายและเส้นเลือดสมองแตก
ในการศึกษาคนไข้ชายหญิง 2,156 รายซึ่งมีความดันโลหิตสูง คนที่กินยาลดความดันในตอนกลางคืนมีความเสี่ยงลดลง 33% ต่ออาการปวดรุนแรง, เส้นเลือดสมองแตกและหัวใจวาย เมื่อเทียบกับคนที่กินยาความดันในตอนเช้า

หัวหน้าทีมวิจัย รามอน เฮอร์มิดา แห่งมหาวิทยาลัยวีโก บอกว่า ความดันโลหิตในเวลานอนหลับจะลดลงได้ดีที่สุดเมื่อกินยาในตอนเข้านอน แต่คนที่กินในตอนเช้าไม่ควรเปลี่ยนมากินตอนกลางคืนโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

ข้ออักเสบ 

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทกซัสเทค พบว่า คนไข้โรคข้ออักเสบมักมีอาการปวดมากที่สุดในช่วงบ่าย เวลาที่เหมาะที่สุดในการกินยาแก้อักเสบที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน คือเวลาเที่ยงวันถึงบ่ายสาม เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ในช่วงที่มีอาการมากที่สุด

นักวิจัยยังพบด้วยว่า คนไข้ข้ออักเสบรูมาตอยด์มักรู้สึกปวดมากที่สุดในช่วงเช้า ดังนั้นการกินยาแก้ปวดหลังอาหารค่ำจะได้ผลที่สุด ในการป้องกันไม่ให้อาการปวดเริ่มสั่งสมในตอนกลางคืน

คอเลสเตอรอลสูง

มีข้อแนะนำให้กินยาลดคอเลสเตอรอลในตอนเข้านอนแทนตอนเช้า ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยซันเดอร์แลนด์พบว่า เมื่อคนไข้ที่กินยาซิมวาสตาติน ซึ่งเป็นยาในกลุ่มสตาติน เปลี่ยนจากการกินตอนค่ำมาเป็นตอนเช้า ปรากฏว่า คอเลสเตอรอลชนิดเลว คือ แอลดีแอล ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในวารสาร International Journal of Clinical Practice เมื่อปี 2551 เผยว่า การกินยาพวกสตาตินอีกตัวหนึ่ง คือ เอทอร์วาสตาติน (ชื่อการค้า Lipitor) ในตอนค่ำ ให้ผลดีกว่าการกินในตอนเช้า ช่วยลดการเกิดอาการหัวใจวาย, เส้นเลือดอุดตัน และมีคอเลสเตอรอลชนิดดีมากขึ้น เส้นเลือดทำงานได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคิดว่า นั่นอาจเป็นเพราะคอเลสเตอรอลถูกผลิตขึ้นในตอนกลางคืนขณะเราไม่ได้กินอาหาร

ยาโรคหัวใจ

อาการหัวใจวายและเส้นเลือดสมองแตกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3 เท่าที่จะเกิดขึ้นในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น แต่ยังไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ล่าสุดงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเสิร์ฟ ในมลรัฐโอไฮโอ ได้พบโปรตีนชื่อ เคแอลเอฟ 15 ซึ่งควบคุมจังหวะเต้นของหัวใจ

นักวิจัยพบว่า ระดับของโปรตีนชนิดนี้จะขึ้นลงในรอบ 24 ชั่วโมง คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะเต้นช้าที่สุดในช่วง 6 โมงเช้าถึงเที่ยง ศาสตราจารย์มูเกช จาอิน หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า เมื่อช่วงเวลาระหว่างการเต้นแต่ละครั้งช้าลง ทำให้มีแนวโน้มมากขึ้นที่หัวใจจะเต้นผิดจังหวะ เกิดการลัดวงจร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย นั่นหมายความว่า เวลาที่ดีที่สุดในการกินยาโรคหัวใจคือ ตอนตื่นนอน.

ที่มา: ไทยโพสต์ 13 มีนาคม 2555