ดูแลสุขภาพกับเบาหวาน มุมมองของเภสัชกรชุมชน

dailynews130707_005จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ทำการตรวจคัดกรองประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 22.2 ล้านคน ใน พ.ศ. 2554 พบผู้ป่วยเบาหวาน 1,581,857 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ภาวะแทรกซ้อน 277,020 คน ซึ่งพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไตมากที่สุด รองลงมาคือภาวะแทรกซ้อนทางตา และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้า ไทยจะพบผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นถึง 4.7 ล้านคน

เภสัชกรหญิงวิไลวรรณ ลักษมีเลิศ จากสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า “เบาหวาน” เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เนื่องจากโดยปกติแล้วฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อนจะนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่าง ๆ แต่ถ้าร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะนำน้ำตาลไปใช้ได้ ก็จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “น้ำตาลในเลือดสูง” ซึ่งในระยะยาวจะมีผลให้เกิดความเสื่อมของหลอดเลือดต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่รุนแรงได้

“ในร่างกายของคนปกติทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลอยู่ที่ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลสูงถึง 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป…แต่เวลาที่คนไข้ไปโรงพยาบาลคุณหมอมักแนะนำให้อดอาหารก่อนไปเจาะเลือดตรวจ ถ้าเป็นดังนี้จะพบว่า คนที่อดอาหารมากกว่า 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป ในคนปกติจะตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่ในคนเป็นเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลที่มากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถามว่าทำไมแพทย์จึงต้องให้อดอาหารก่อน นั่นก็เพราะว่าการตรวจเลือดในขณะอดอาหารจะช่วยให้เราสามารถเช็กการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ดีกว่าการไม่อดอาหาร คุณหมอจึงต้องให้เราอดอาหารก่อนไปตรวจนั่นเอง”

เบาหวาน สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ เบาหวานชนิดที่ 1, เบาหวานชนิดที่ 2, เบาหวานที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และเบาหวานที่มาจากสาเหตุอื่น ๆ แต่ที่เราจะพูดคุยในวันนี้ก็คือเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ซึ่งพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น

เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้ส่วนใหญ่พบในเด็ก เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราไปทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยมาก ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไปตลอด

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และพบได้มากในผู้ใหญ่ สาเหตุมาจากความเสื่อมของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยทั่วไปมักสัมพันธ์กับเรื่องพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มาก และการขาดการออกกำลังกาย ประกอบกับวัยของผู้ป่วย เซลล์ที่เริ่มมีการเสื่อมลงแล้ว ทำให้การทำงานของอินซูลินไม่เป็นปกติเหมือนเดิม หรือมีภาวะที่ดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ต่าง ๆ ของตับอ่อนถูกทำลายลงไปบ้างส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในขั้นต้น แพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ภก.หญิงวิไลวรรณ  กล่าวว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการดูแลตนเอง โดยมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. ต้องทานยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ อย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพราะยาจะเป็นตัวที่ช่วยดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เรา ยาที่ต้องทานก่อนอาหารผู้ป่วยก็ต้องทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงตามที่แพทย์สั่ง เพื่อที่ยาจะช่วยดึงให้ระดับน้ำตาลในเลือดมาอยู่ในระดับที่เหมือนคนปกติทั่วไป…ยาเบาหวานเป็นยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำและตามเวลาที่แพทย์ระบุ มิเช่นนั้นเซลล์ของเราจะไม่สามารถที่จะมีกระบวนการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือตามปกติได้ ยาเบาหวานไม่เพียงแต่เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการปรับระบบการทำงานของเซลล์อีกด้วย

2. ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เท่า ๆ กัน ในแต่ละมื้อ ไม่ควรที่จะกินจุกกินจิก เพื่อให้ตรงตามตารางการใช้ยาที่คุณหมอกำหนดให้ ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ตาม อาจทำให้เราได้รับน้ำตาลสูงเกินความจำเป็น

3. หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยากลับบ้านไปแล้ว ควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองหลังทานยาว่ามีอาการโหยหรือไม่ ใจสั่นหรือไม่ มีอาการเป็นลม หรือมีอาการแพ้จากการรับประทานยาหรือไม่ หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้คุณหมอตรวจเช็กเรื่องการทานยา ไม่ควรปรับเปลี่ยนการรับประทานยาด้วยตัวเอง ซึ่งอาการโหยหรือใจสั่น อาจเกิดจากการที่เราได้รับยาที่เกินขนาด จึงทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ หรือที่เรียกว่า “น้ำตาลตก” ได้

4. ผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้ลดการดื้อต่ออินซูลินได้ แต่ต้องเลือกชนิดการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมเกินไป เพราะการออกกำลังกายที่หนักจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดตกลงมาได้ อาจจะเลือกใช้การบริหารอวัยวะเป็น
ส่วน ๆ เช่นที่ปลายเท้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ซึ่งจะช่วยลดภาวะอาการเท้าชาได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติง่าย ๆ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อช่วยให้ท่านที่เป็นเบาหวานแล้วห่างไกลจากโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา เพราะความน่ากลัวของโรคเบาหวานนั้น แท้ที่จริงแล้วอยู่ที่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ นี่เอง

ดังที่ทราบกันว่าในทุก ๆ อวัยวะทั่วร่างกายล้วนมีหลอดเลือดและเลือดไปหล่อเลี้ยง ดังนั้นเมื่อหลอดเลือดเกิดความเสื่อมอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ก็ย่อมจะส่งผลถึงทุกอวัยวะทั่วร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ “เบาหวานขึ้นตา” หรือคนเป็นเบาหวานเป็นแผลแล้วหายยากหายช้า อาการเหล่านี้เป็นเรื่องของโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเป็นระยะเวลานาน ประมาณ 5 ปีขึ้นไป จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เหล่านี้ ยิ่งถ้าเกิดกับอวัยวะสำคัญก็จะอันตรายมาก ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ ตา ไต รวมถึงอวัยวะปลายมือปลายเท้าของเราก็มีผลได้ทั้งหมด

ในเรื่องของการดูแลเท้า ผู้ป่วยควรหมั่นดูแลเท้าทุกวัน ทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้าว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ป่วยจะต้องล้างเท้า ฟอกสบู่และเช็ดให้แห้งทุกวัน หลังจากนั้นก็ควรทาโลชั่นเพื่อให้เท้าชุ่มชื้นไม่แห้งไม่แตก หรือเกิดแผลได้ง่าย ผู้ป่วยควรสวมถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น ทั้งนี้เนื่องจากเท้าของผู้ป่วยเบาหวานจะมีความรู้สึกชาและตอบรับกับอุณหภูมิของน้ำไม่เหมือนกับคนปกติจึงไม่ควรแช่เท้าในน้ำอุ่น อีกทั้งเมื่อเกิดแผลแล้วก็ต้องรีบทำแผลทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อลุกลามไปได้

แนะนำว่า “ควรตัดเล็บเท้าเป็นแนวตรง” อาจจะตะไบที่มุมเล็บเล็กน้อย ไม่ควรตัดเล็บในลักษณะโค้ง เพราะเสี่ยงต่อการตัดเข้าเนื้อ และอาจทำให้แบคทีเรียเข้าไปอยู่บริเวณนั้นเกิดสะสมจนเป็นแผลอักเสบขึ้นได้ นอกจากนี้ควรมีการบริหารเท้าหรือนวดเท้าทุกวันเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่เท้า

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่องของอาหาร ภก.หญิงวิไลวรรณ  ให้ข้อมูลว่า มีอาหารหลายชนิดที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ ยกตัวอย่างเช่น ปลา ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ดึงให้ร่างกายของเรามีการใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น, หอมใหญ่ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้, บรอกโคลี มีโครเมี่ยมสูง ช่วยให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้นเพื่อดึงน้ำตาลเข้าไปเลี้ยงเซลล์ได้ดีขึ้น, มะระขี้นก จากงานวิจัยพบว่าในมะระขี้นกมีสารที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดคล้ายกับอินซูลิน, ถั่วฝักยาวและพืชตระกูลถั่ว จะมีไฟเบอร์สูง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดูดซึมอย่างช้า ๆ ช่วยลดภาวะการดื้อต่ออินซูลินได้, ใบกะเพรา ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้, โสม จะช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดของเราได้

ภก.หญิงวิไลวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า อาหารของผู้ป่วยเบาหวานสามารถแบ่งง่าย ๆ ได้ 3 ประเภท คือ

1. อาหารที่ไม่แนะนำให้รับประทาน นั่นคืออาหารกลุ่มแป้ง กลุ่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงของหวานต่าง ๆ ช็อกโกแลต ไอศกรีม และเครื่องดื่มอัดลม และน้ำผลไม้ต่าง ๆ

2.กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ และไม่จำกัดปริมาณในการรับประทาน นั่นก็คือผักใบเขียวทั้งหลาย ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้งยำ สลัด และผัดผัก เพราะกลุ่มพืชผักใบเขียวเหล่านี้มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์ที่สูงนี้จะช่วยให้ร่างกายเราดูดซึมน้ำตาลได้อย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และช่วยในเรื่องการขับถ่ายของผู้ป่วยด้วย

3. กลุ่มอาหารที่สามารถทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณในการรับประทาน เช่น อาหารที่มีแป้ง คาร์โบ ไฮเดรต โปรตีน และไขมัน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างยาวนานหรือบางท่านก็อาจจะตลอดชีวิต แต่ถ้าเราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดภาวะโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน มีคุณภาพชีวิตและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเฉกเช่นคนปกติทั่วไป.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

Advertisements

ลดพุงช่วยให้อายุยืน ห่างไกลโรคร้าย

dailynews130113_002ความอ้วนเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนกลัวไม่อยากอ้วน โดยเฉพาะรูปร่าง “อ้วนแบบลงพุง” ที่จะนำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคต รวมทั้งโรคร้ายอื่น ๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต ฉะนั้นหากใครไม่อยากอ้วนลงพุง อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องค่ะ

แพทย์หญิงชนันภรณ์ วิพุธศิริ อายุรแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า คนที่อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันไปสะสมในช่องท้องปริมาณมากกว่าคนปกติ และไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง เป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ปวดตามข้อ ไขมันเกาะตับ ซึ่งการที่คนเรามีไขมันสะสมในช่องท้องมากจะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ตับมีการสร้างน้ำตาลกลูโคสเพิ่มมากขึ้น เบต้าเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลายและระดับน้ำตาลในเลือดสูงตามมา นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานได้ในอนาคต และภาวะไขมันในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดผลึกไขมันเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเกิดหลอดเลือดอุดตันเร็วขึ้น จึงมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

 สาเหตุของการเกิดโรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ กรรมพันธุ์หรือยีนบางชนิดที่ผิดปกติหรือจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีกากอาหารต่ำ ฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม และพฤติกรรมการออกกำลังกายที่น้อยลงและไทรอยด์ทำงานต่ำ การรับประทานยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์เป็นประจำ โดยทั่วไปพบว่าผู้หญิงจะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย อายุที่อ้วนมากที่สุดอยู่ระหว่าง 45-49 ปี จะอ้วนเพิ่มเป็น 2 เท่าของคนที่มีอายุ 5-14 ปี ส่วนคนอีกกลุ่มคือผู้ที่นั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน ๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย มักอ้วนลงพุงง่าย มีไขมันสะสมมากกว่าคนปกติ

ดังนั้นการลดน้ำหนักเริ่มแรกควรเริ่มต้นตั้งแต่การปรับเปลี่ยนวิธีคิด
1. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริง ๆ ที่จะลดน้ำหนักและรอบเอว
2. สร้างความคิดที่ดี อาจเริ่มจากการหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง เช่น ถ้าเราสามารถลดน้ำหนักได้รอบเอวก็จะลดไปด้วย
3. ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นไปได้ของน้ำหนักที่จะลด ไม่ควรลดมากเกินจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการลดน้ำหนักที่ดีควรลด 5-7 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวเมื่อเริ่มลด เช่น น้ำหนัก 70 กิโลกรัมควรลดประมาณ 3-5 กิโลกรัม
4. ควบคุมปริมาณแคลอรี ที่ได้จากอาหารโดยทั่วไปผู้หญิงวันละ 1,200 กิโลแคลอรีและผู้ชายวันละ 1,500 กิโลแคลอรี
5. พยายามรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร
6. ออกกำลังกายเป็นประจำ ประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน เช่น การเต้นแอโรบิก 5 ครั้งต่อสัปดาห์ การว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน 2 ครั้งต่อสัปดาห์

เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เพราะถ้าออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารก็จะไม่ทำให้น้ำหนักลดลงได้ ที่สำคัญเราควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะรับประทานอาหารอะไรเข้าไป และท่องไว้เสมอว่า ’ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น“ หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำเราก็จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนค่ะ…

…………………………….

สรรหามาบอก

-ชมรมโรคลมชักเพื่อประชาชน ขอเชิญผู้สนใจร่วมการประชุมสำหรับประชาชน หัวข้อเรื่อง ’การรักษาโรคลมชักอย่างครบวงจร“ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 12.30-15.45 น. ณ ห้องประชุมประสพรัตนากร ตึกอำนวยการ ชั้น 3 สถาบันประสาทวิทยา สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2201-1482 , 0-2716-5114

-มูลนิธิสร้างรอยยิ้มสากล ขอเชิญชวนผู้ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการบนใบหน้าอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ารับบริการตรวจรักษาและผ่าตัดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับผ่าตัดคนไข้ไม่จำกัดระยะเวลาจนครบตามจำนวน 35 ราย ณ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สนใจโทร.0-2656-1992 ส่วนผู้ใจบุญสามารถบริจาคเพื่อมอบรอยยิ้มใหม่ให้แก่เด็กยากไร้ผ่านทาง ธนาคารกรุงเทพ ชื่อบัญชี มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เลขที่บัญชี 1-274-354-222 หรือสอบถามโทร.0-2656-1992

-โรงพยาบาลศิครินทร์ ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมฟังบรรยายเชิงวิชาการ เรื่อง ’ครรภ์คุณภาพ“ โดย รศ.ลาวัณย์ ผลสมภพ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใน วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศิครินทร์ 1 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายพร้อมรับของที่ระลึก สอบถามโทร.1728 ต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์

-เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ผนึกกำลัง 5 โรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล มอบบริการด้านสุขภาพกับ ’ศูนย์บริการฉุกเฉิน เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ Bangkok Emergency Services (BES)“ เป็นเหมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่เพื่อส่งมอบบริการรักษาพยาบาลให้ถึงผู้ป่วยโดยรวดเร็วและครบครันทั้งเครื่องมือที่ทันสมัยและทีมแพทย์ พยาบาล เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุฉุกเฉินหรือเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โดยให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ในราคา 1,000 บาท/ครั้ง รวมค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าเครื่องมือพิเศษอื่น ๆ ในระหว่างการเคลื่อนย้าย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2556 สนใจสอบถามหรือโทรฯเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน BES ได้ที่โทร. 0-2716-9999

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556