เด็กผ่าท้องคลอด ภูมิคุ้มกันอ่อน

thairath140716_01เด็กที่เกิดจากการผ่าท้องคลอด อาจจะแพ้เปรียบเพื่อนฝูงที่คลอดตามธรรมชาติไม่ได้ ตรงที่มีปริมาณของเซลล์เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันน้อยกว่ากัน

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ซึ่งได้ศึกษาเปรียบเทียบลูกที่เกิดจากการคลอด 2 แบบของหนูทดลอง ได้พบว่าลูกหนูซึ่งคลอดตามธรรมชาติจะมีแรงภูมิคุ้มกันดีกว่า เพราะได้ผจญจากแบคทีเรียของแม่มา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของลูกหนูพวกนี้รู้จักแยกแยะอณูที่ให้คุณและอณูแปลกปลอม นอกจากนั้นยังไม่ค่อยเป็นโรคที่เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันต้านตนเอง อย่างโรคเบาหวานชนิดที 1 กับโรคภูมิแพ้ต่างๆอีกด้วย

ศาสตราจารย์แอกเซล คอร์เนอรัพ แฮนสัน กล่าวว่า ต่อไปเราอาจจะพบวิธีป้องกันให้กับทารกที่เกิดใหม่ คนที่ส่อท่าว่าจะเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ภูมิป้องกันตนเองได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 16 กรกฎาคม 2557

Advertisements

กลยุทธ์รับมือ…โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

bangkokbiznews140521_01ปัญหาคันๆ เกาๆ อาจเป็นเรื่องที่หลายคนพบเจออยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเกิดได้จะหลายสาเหตุ แต่ถ้ามีอาการคันที่ผิดปกติ เช่น คุณสาวๆ ที่มีอาการคันหูเพราะแพ้ตุ้มหูคู่สวยที่ซื้อมาใหม่จนติ่งหูแดงบวม มีน้ำเหลือง บางคนเป็นผื่นที่ท้องคันเนื่องจากแพ้กระดุมโลหะของกางเกง หรือหัวเข็มขัดโลหะ

บางคนคันเพราะแพ้สายนาฬิกาหนังจนเป็นผื่นที่ข้อมือ แพ้รองเท้าหนังก็มีผื่นที่หลังเท้ายังมีสารอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้แพ้ได้ เช่น ยาง ปูน พลาสติก ถ้าใครกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าได้นิ่งนอนใจปล่อยทิ้งไว้ เพราะคุณอาจกำลังเผชิญกับ “โรคภูมิแพ้ผิวหนัง” อยู่ก็เป็นได้

ดร. พญ. พิมลพรรณ กฤติยรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า “ภูมิแพ้ผิวหนัง” เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นพ่อแม่และลูกหลาน โดยโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น

โรคภูมิแพ้ผิวหนังอาจเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ แพ้ฝุ่นจามบ่อย ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการเฉพาะทางผิวหนัง หรือบางคนอาจมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย สำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการผิวแห้ง คันยุบยิบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แถมมีผื่นแดง ขึ้นตามบริเวณร่างกาย โดยเฉพาะข้อพับแขน ขา และคอ เวลามีเหงื่อออกจะคันมากขึ้น หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำ เด็กบางคนถ้าอายุมากขึ้นอาการจะดีขึ้น ผื่นอาจจะหายไปเหลือเพียงอาการผิวแห้งเท่านั้นแต่บางคนอาจเป็นไปจนถึงผู้ใหญ่

คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะแพ้แมลง ยุง มด มีอาการคันง่าย เมื่ออดเกาไม่ได้ ก็เป็นเหตุทำให้เกิดขาลายเรื้อรัง จึงควรป้องกันโดยทาน้ำยากันยุงหรือใส่กางเกงขายาวปกปิดเวลาออกไปเดินนอกบ้านในเวลากลางคืน ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนเป็นแผลซึ่งจะนำไปสู่การติดเชื้อเป็นหนองได้ ควรดูแลโดยการใช้สบู่อ่อนๆ และไม่ใช้บ่อย ทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการระคายเคือง อาการจะบรรเทาไปเอง เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงมีผื่นอักเสบอยู่ ในบริเวณที่หลีกเลี่ยงการระคายเคืองได้ยาก เช่น มือและเท้า มือจะแดงแห้งลอก ส้นเท้าแตกจนบางครั้งมีเลือดออกซิบๆ บริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น คอ ข้อพับแขน ขา หรือบริเวณที่เสียดสี เช่นเอว ใต้ราวนม รักแร้ ขาหนีบ จะเป็นผื่นและคล้ำได้ง่าย

“แม้โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง มีอาการคันง่าย จึงมักเกาจนเป็นแผลที่ผิวหนังทำให้ติดเชื้อง่าย ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นตุ่มหนอง ติดเชื้อไวรัสจะเป็นหูด และหูดข้าวสุกโดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งหากมีการติดเชื้อเหล่านี้ เมื่อเด็กเล่นด้วยกันหรือว่ายน้ำในสระเดียวกันอาจติดต่อกันได้”

สำหรับการรักษาภูมิแพ้ผิวหนังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ถ้าโรคอยู่ในระยะเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำและน้ำเหลือง ควรใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือที่สะอาดประคบแผลให้น้ำเหลืองแห้งก่อนจึงตามด้วยยาทา ยาที่ทาได้ผลเร็วคือยาทาสเตียรอยด์ แต่เมื่อผื่นหายแล้วต้องหยุดยา อย่าไปซื้อยาสเตียรอยด์มาทาเอง เพราะจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว ถ้าเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ควรใช้ยาที่ไม่มีสเตียรอยด์ทา และรับประทานยาแก้แพ้ หากอาการรุนแรงมากๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ รับประทานยาสเตียรอยด์ หรือฉายแสงอัลตร้าไวโอเลตที่เรียกว่า Phototherapy ซึ่งจะช่วยระงับอาการคันทำให้ผื่นดีขึ้นและผลข้างเคียงน้อยกว่ารับประทานยาสเตียรอยด์

อย่างไรก็ตาม ดร. พญ. พิมลพรรณ แนะนำว่าคำตอบสำหรับการป้องกันโรคภูมิแพ้ผิวหนังนั้นก็คือ การรู้จักดูแลตนเองและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง โดยการเลือกใช้สบู่อ่อนๆ ที่ให้ความชุ่มชื้น ไม่ระคายเคืองกับผิว อย่าเข้าใจผิดคิดว่าไม่สะอาด แล้วพยายามไปฟอกไปถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้คันและเป็นผื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่น หรือครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบเฉียบพลัน เช่น อาบน้ำร้อนมาก หรือเปิดแอร์เย็นจัด อย่าใส่เสื้อผ้าที่รัดมากหรือเนื้อหยาบหนาหรือผ้าขนสัตว์ เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ที่ไหนมีฝุ่นมาก มีแมลงหรือยุงชุม ก็ควรหลีกเลี่ยง ควรออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิให้กับร่างกาย ภูมิแพ้ผิวหนังก็จะดีขึ้นเอง ถ้าหากไม่แน่ใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบโดยวิธีทำ Patch Test จะได้ทราบสาเหตุสารที่แพ้ เพื่อป้องกันอาการลุกลามต่อไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 พฤษภาคม 2557

โรคภูมิแพ้ในวัยทำงาน

thairath140117_001ในปัจจุบันหากไม่พูดถึงโรคภูมิแพ้คงจะดูเชย หลายคนสงสัยว่าโรคภูมิแพ้เกิดเฉพาะคนวัยทำงานหรือเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ทั้งนี้ ทั้งสองความเชื่อมีส่วนถูกและไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ในอดีตเชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีปัจจัยจากพันธุกรรมเป็นหลัก หมายถึง หากพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคหืด ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีการพัฒนาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา การที่มารดาสัมผัสควันบุหรี่หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้บางอย่างในปริมาณมากๆ จึงอาจทำให้ลูกแพ้สิ่งนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมในวัยเด็กโดยเฉพาะการเลี้ยงดูแบบสังคมเมือง ครอบครัวเชิงเดี่ยวและการใช้ยาปฏิชีวะอย่างแพร่หลาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ลดลง เด็กไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคตามธรรมชาติ จึงมีผลให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกันตามปกติลดลง รวมถึงค่านิยมการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน เช่น แมว ซึ่งถือเป็นตัวก่อสารภูมิแพ้ที่สำคัญ มีผลให้ผู้คนเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น

ประเภทของโรคภูมิแพ้และอาการของผู้ป่วย

ในช่วงสองปีแรกของเด็กที่เป็นภูมิแพ้ อาจแสดงอาการแพ้อาหารโดยเฉพาะนมวัวและไข่ รวมถึงอาการภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ เนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์และมีการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่จำกัดได้แก่ อาหาร และเชื้อไวรัส ต่อมาในวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียน มีการทำกิจกรรม ทำให้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้ เชื้อรา รวมถึงมลพิษต่างๆ จึงเริ่มมีอาการทางระบบหายใจได้แก่ โรคหืด โรคภูมิแพ้โพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่ในบางรายโรคภูมิแพ้อาจไม่ได้หายไป เมื่อผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น รวมถึงมลพิษจากควันบุหรี่ ท่อไอเสียความชื้นต่างๆ ก็อาจมีอาการกำเริบได้อีก

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยในวัยทำงานได้แก่ โรคโพรงจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจนถึงโรคหืด อาการของโรคได้แก่ อาการคันตามเยื่อบุจมูกและตา จาม น้ำมูกไหลและคัดจมูก ในรายที่มีอาการน้อยอาจมีอาการจามและน้ำมูกไหลเพียงบางครั้ง แต่เยื่อบุจมูกอาจอักเสบจนกลายเป็นอาการคัดจมูกเรื้อรัง มีผลทำให้เป็นไซนัสอักเสบได้ง่าย

นอกจากนี้ เวลาเป็นหวัดจะมีอาการปวดศีรษะ หูเอื้อง่าย หรือมีน้ำมูกจากโพรงจมูกตกลงหลังคอทำให้มีอาการไอหรือกระแอมบ่อย โดยเฉพาะตอนเช้าจนอาจจมูกตันต้องอ้าปากหายใจเป็นระยะ และอาจทำให้ริมฝีปากแห้ง ต้องเลียริมฝีปากบ่อยๆ อาการเหล่านี้แม้ไม่รุนแรงแต่หากเป็นต่อเนื่องอาจมีผลต่อการนอนหลับ ทำให้นอนไม่อิ่ม มีอาการง่วงกลางวัน สมาธิในการเรียนการทำงานลดลง บางรายที่มีอาการมากอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ มีปัญหาในการเข้าสังคมและการทำกิจกรรมต่างๆ

หากมีอาการดังกล่าวและสันนิษฐานว่าเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ ควรดูแลรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และลดการสัมผัสสารมลพิษควบคู่กับการใช้ยา สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุภาวะโพรงจมูกอักเสบได้บ่อยในประเทศไทยได้แก่ ไรฝุ่น ซึ่งพบมากในหมอน ผ้าห่ม เตียง ผ้าม่าน พรม จนถึงหนังสือและของเล่นเก่าๆ ห้องที่ควรปรับเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือ ห้องนอน โดยควรเลือกใช้เตียงที่บุด้วยใยสังเคราะห์ หลีกเลี่ยงขนสัตว์ นำหมอนเน่าและตุ๊กตาเน่า พรมและหนังสือที่ไม่จำเป็นออกจากห้องนอน ควรซักล้างผ้าปูเตียง ปลอกหมอนและผ้าม่านอย่างสม่ำเสมอและให้อากาศภายในห้องถ่ายเท ไม่อับชื้น ส่วนมลพิษที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียและกลิ่นฉุน

ยารักษาที่แนะนำมีสองกลุ่มได้แก่ ยาฮีสตามีนแบบรับประทานและยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก แบบแรกแนะนำให้ใช้ยารุ่นใหม่ ซึ่งไม่ทำให้ง่วง เพราะหากรับประทานยารุ่นเก่าติดต่อกันนานๆ จะมีผลต่อการรับรู้ของสมอง ทำให้สมาธิในการเรียนและการทำงานลดลง และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการขับรถหรือการทำงานได้ ส่วนยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก เป็นยาหลักในการรักษาโพรงจมูกอักเสบที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงและสามารถลดอาการของโพรงจมูกอักเสบได้ทุกอาการ

หากปฏิบัติดังกล่าวมาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นของภาวะโพรงจมูกอักเสบ เช่น การติดเชื้อไซนัสอักเสบเรื้อรัง โพรงจมูกคด ติ่งเนื้อในจมูก ภาวะจมูกตันจากฮอร์โมนและการตั้งครรภ์ เยื่อบุจมูกแห้งจนถึงจมูกอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งส่วนมากเกิดจากหลอดเลือดในเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น รวมถึงอาจทดสอบหาสิ่งที่แพ้ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมขึ้น จนถึงพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในรายที่แพ้ไรฝุ่นหรือเกสรดอกหญ้า

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมตรวจเช็กว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือไม่ พร้อมทั้งสำรวจสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนและที่ทำงานว่ามีสภาพเช่นไร แม้โรคภูมิแพ้โพรงจมูกอักเสบจะไม่มีอันตรายต่อชีวิต แต่สามารถรบกวนคุณภาพชีวิตและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพัฒนาเป็นโรคหืดได้ ซึ่งในกรณีนั้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคหืดมีภาวะทุพพลภาพและมีโอกาสเสียชีวิตจากหืดกำเริบเฉียบพลันได้

พญ.ทิชา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์
หน่วยภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 17 มกราคม 2557

‘โรคแพ้ตึก’ ภัยเงียบในอาคารลดสารพิษในอากาศป้องกันได้

dailynews140115_001ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเมืองนิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ แฟลต ตึกแถว เพราะถูกจำกัดเนื้อที่ และยังต้องทำงานอยู่ในอาคารสำนักงาน ซึ่งไม่ว่าจะนอนหรือทำงานก็ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาไม่เคยได้สัมผัสหรือรับอากาศธรรมชาติ จนทำให้หลายคนเกิดอาการอ่อนเพลีย ระคายเคืองจมูก มีอาการภูมิแพ้ ซึ่งเราเรียกลักษณะอาการเหล่านี้ว่า โรคแพ้ตึก นั่นเอง

ผศ.ดร.นพ.จามร สมณะ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยา ลัยมหิดล อธิบายว่า โรคภูมิแพ้มี 2 ลักษณะ คือ แพ้เพราะเป็นระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง เช่น บางคนแพ้ไรฝุ่นก็จะมีอาการ แต่บางคนไม่แพ้ไรฝุ่นก็จะไม่เป็นอะไร ส่วนการแพ้สารเคมีทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ จะมีอาการระคายเคือง เพราะไม่ใช่ปฏิกิริยาจากระบบภูมิคุ้มกัน แต่เป็นการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งสารเคมีไประคายเคืองเนื้อเยื่อโดยตรง

ปัญหาเรื่องสารพิษหรือสารเคมีในอากาศ ถ้าเป็นคนในชนบทไม่ค่อยมีปัญหา แต่สำหรับคนในเมืองต้องเผชิญกับหลาย ๆ ปัญหา เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำตึกแทบทุกอย่างมันเกิดฝุ่นหรือเกิดไอระเหยได้อยู่แล้ว ส่วนมากเมื่อเข้าสู่ปอดแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ โดยหลัก ๆ ที่พบมาก ได้แก่ ฝุ่นปูน ไอระเหยของตัวทำละลาย เช่น ตัวสี ตัวเคลือบ น้ำยาเคลือบหนัง และผงไม้จากการทำเฟอร์นิเจอร์ ฉนวนกันความร้อน ยิปซัม ใยแก้ว หรือฉนวนยิปซัมที่บุผนังยิ่งน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อก่อนมีใยหินด้วย เพราะเมืองไทยไม่ได้กวดขันเรื่องการใช้แร่ใยหินในวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในส่วนภายในมากนัก บางทีเรายังพบว่ากระเบื้องมุงหลังคาก็ยังมีแร่ใยหิน ซึ่งแร่ใยหินและแร่ใยแก้วเมื่อสูดเข้าไปในปอดแล้วร่างกายกำจัดไม่ออกจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนในที่สุดปอดเราจะกลายเป็นพังผืด ทำให้หายใจลำบากและอาการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถรักษาได้ ส่วนระยะเวลาในการรับสารนั้นอยู่ประมาณ 5-10 ปี และสารระเหยจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ซึ่งอาการระคายเคืองมีแบบรู้ตัว คือโดนปุ๊บมีอาการทันที และระคายเคืองแบบไม่รู้ตัว เช่น ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร ทุกวันมีน้ำมูกไหล น้ำตาไหล คอแดง เป็นหวัดง่าย และเป็นหวัดแล้วหายยาก

สำหรับอุปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องก็มีสารพิษได้อีก อาทิ เครื่องพรินเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เนื่องจากจะมีผงหมึกออกมาได้ ซึ่งผงหมึกจะมีความละเอียดมากเมื่อเข้าปอดแล้วร่างกายมักกำจัดไม่ออกอาจจะมีอาการไม่เป็นมาก แต่ผงหมึกมันจะปล่อยก๊าซโอโซนออกมาด้วย ซึ่งโอโซนในที่นี้ไม่ใช่ดมแล้วบริสุทธิ์สดชื่น เป็นลักษณะเป็นเหมือนสารฟอกขาว เมื่อโดนโปรตีนในเยื่อบุร่างกายเราจะทำให้โปรตีนและไขมันถูกทำลายหมด

เฟอร์นิเจอร์บ้านก็เช่นกัน มีน้ำยาเคลือบหนัง แล็กเกอร์ที่ทาไม้ ฝุ่นขี้เลื่อยของเฟอร์นิเจอร์ไม้ กาวที่ใช้แปะเฟอร์นิ เจอร์ขึ้นมาซึ่งมีผลทั้งสิ้น และยิ่งบ้านไหนใช้วัตถุดิบจากใต้ดินลึก ๆ เช่น ใช้หินอ่อนแกรนิตเยอะ ๆ ซึ่งดูเหมือนเรียบร้อยดีไม่มีอะไร แต่พบว่าถ้าอยู่ในห้องอับจะมีเปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรดอน (Radon) สูง ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหนึ่งได้จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี ทำให้ตัวของมันมีกัมมันตภาพรังสีด้วย ปกติเป็นก๊าซที่หนักอยู่ในหินแร่ใต้โลก ปัจจุบันเรานำเอาหินอ่อนและหินแกรนิตมาประดับตึกกันมาก ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรดอนพวกนี้ออกมาแต่น้อยมาก ซึ่งถ้าอยู่ในห้องอับ ๆ จะมีโอกาสได้รับมากขึ้นและเป็นสารก่อมะเร็ง

ต่อมาเป็นพวก หนังสือ หากเป็นหนังสือเก่า ๆ ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าเป็นหนังสือใหม่ ๆ มักมีน้ำยาเคลือบสีปก ทำให้มีสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ที่เป็นสารก่อมะเร็งและมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทด้วย ปกติแล้วอะคริลาไมด์เป็นโพลิเมอร์ช่วยทำให้กระดาษมันเงา เวลาใส่ในกระดาษแล้วจะเหลือจางมาก ๆ ไม่รุนแรง ส่วนหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีพิษมาก อาจจะมีกลิ่นน้ำมันของหมึก แต่ที่ต้องระวังคือ ตัวกระดาษถ้าฟอกไม่ดีจะมีสารฟอกขาวตกค้างทำให้เกิดการระคายเคืองได้

สารพิษทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดจากทางเคมี นอกจากนี้ยังมีสารพิษจากทางชีวภาพอีก เช่น ห้องของเราถ้ามีซอกหรือหลืบเยอะจะเป็นที่เก็บฝุ่น และยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศด้วยก็ยิ่งก่อสารพิษ เพราะเวลาที่เครื่องปรับอากาศพ่นไอเย็นออกมา เนื่องจากสภาพอากาศเมืองไทยชื้น ตรงไหนเป็นส่วนที่เย็นจะมีการควบแน่นเกิดหยดน้ำขึ้น ทำให้หยดน้ำไปคลุกกับฝุ่นและมีความชื้นเย็นเป็นประจำ จะทำให้มีรางอก ยีสต์งอก และไรฝุ่นเติบโตได้ดี เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ทำให้มีผลต่อสุขภาพ สำหรับคนที่แพ้ หรือร่างกายแพ้ง่ายต่อสารเคมีอยู่แล้ว ถ้ามาเจอสารพิษพวกนี้เข้าไปอีกก็จะยิ่งแพ้และเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่แพ้ก็ไม่มีผลเท่าใดนัก

 

ผลเสียของสารพิษต่าง ๆ ทำให้มีอาการหลัก ๆ คือ
1. เกิดการแพ้
2. เกิดการระคายเคือง
3. ก่อมะเร็ง และ
4. ถ้าเป็นเชื้อโรคสะสมนอกจากจะแพ้แล้วยังทำให้เกิดเป็นโรค เช่น โรคบางชนิดที่มากับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในระบบความเย็น ทำให้เป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบ บางรายเป็นหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้พวกเชื้อราที่อาศัยอยู่ในวัสดุก่อสร้างชื้น ถ้าสปอร์ตกลงไปในปอดอาจทำให้คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ๆ เช่น คนแก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีราไปงอกในปอดได้

ฉะนั้นการสังเกตอาการเจ็บป่วยนับว่าสำคัญ ถ้าเรารู้สึกว่าไปบางสถานที่แล้วเกิดการระคายเคืองเป็นพิเศษก็สงสัยได้เลยว่าในห้องนั้นอาจจะมีสารพิษหรือสารที่ทำให้เกิดการแพ้มากระตุ้นให้เราเจ็บป่วย โดยทั่วไปอาการของการได้รับสารพิษแต่ละสารพิษจะแตกต่างกัน เช่น พวกโอโซน ดมแล้วกลิ่นจะเหม็นสาบ เปรี้ยว ถ้าโดนตาและจมูกจะแห้งและแสบ สารระเหย ดมเข้าไปจะทำให้น้ำมูก น้ำตาไหล คอแห้ง และถ้าสัมผัสโดยตรงจะทำให้เป็นผื่นแพ้ขึ้นมา แต่ถ้าเป็นอาการภูมิแพ้มีหลายแบบขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น ถ้าอาการเล็กน้อยอาจมีแค่จาม น้ำมูกไหล คันตา แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการเป็นหอบหืด ไอมาก ส่วนถึงขั้นติดเชื้อในปอด ถ้าไม่มีอาการเป็นไข้สูงก็จะมาด้วยอาการเรื้อรัง ไอเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นอาการแบบเรื้อรังนาน ๆ จนก่อมะเร็งไม่สามารถสังเกตได้จนกว่าจะมีอาการและตรวจพบ

 

การป้องกันในเมื่อมันขึ้นอยู่กับวัสดุก่อสร้างบางทีเราเปลี่ยนไม่ได้ แต่มีวิธีลดความรุนแรง เช่น หากมีความจำเป็นต้องอยู่ในห้องพยายามอย่าเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะส่วนมากที่พบผู้ป่วยเป็นหวัดแล้วรักษาไม่หายหรือเป็นโรคภูมิแพ้จะแนะนำให้นอนแบบไม่ต้องเปิดแอร์ แต่เปิดหน้าต่างโล่ง ๆ ไม่ต้องห่มผ้าห่ม ถึงแม้จะรู้สึกว่าลมข้างนอกดูสกปรกเพราะมีฝุ่น แต่ลมแอร์ก็ดูดอากาศจากข้างนอกหรือในห้องหมุนไปมา ซึ่งอากาศข้างนอกมีข้อดีกว่าคือสามารถเจือจางและนำพาเชื้อโรคที่สะสมในห้องออกไปได้

หากใครที่อยู่ห้องเวลากลางวันสามารถเปิดแอร์ได้ถ้าอากาศร้อนมาก ส่วนกลางคืนอากาศเย็นเปิดพัดลมและหน้าต่างก็เพียงพอ ที่สำคัญควรทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยไม่เก็บอะไรที่เก็บสะสมฝุ่น โดยเฉพาะพวกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะเป็นสิ่งสะสมเชื้อรา เอกสารหนังสือไม่ควรนำเข้ามากองในห้องมากเกินไป เครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พยายามปรับตัวให้อยู่ในสภาพอากาศอุณหภูมิธรรมชาติให้ได้ ปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ไว้รอบบ้านเพื่อบังฝุ่นและแสงแดดทำให้ลดการใช้เครื่องปรับอากาศลง การเปิดหน้าต่างในห้องให้อากาศถ่ายเทเป็นสิ่งที่ง่ายและดีที่สุดทำให้ลดสารพิษได้ ถึงแม้จะมีปัญหาคือฝุ่นเยอะ แต่อย่างน้อยอากาศก็ได้ถ่ายเทและหมุนเวียน ส่วนในสำนักงานควรต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพื่อสุขภาพโดยรวม

ส่วนใครที่กำลังมองหาห้องพักควรดูที่การตกแต่งก่อนเช่าหรือซื้อว่าห้องเพดานสูงเพียงพอหรือไม่  มีประตูหลังห้องระบายอากาศและห้องน้ำมีหน้าต่างระบายความชื้นหรือไม่ เพราะเชื้อโรคก่อตัวได้ดีในห้องน้ำชื้น ๆ แสงส่องไม่ถึง หรือการปูพรมในห้องก็ไม่ดีเพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่ดีมาก หรือการตกแต่งห้องควรใช้วอลเปเปอร์ผิวเรียบ อย่าใช้ที่เป็นซอกหรือหลุมมาก ๆ เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสัตว์ที่ชอบความชื้นทั้งหลาย หากใครที่ซื้อไปแล้วได้ห้องที่อับก็หากิจกรรมนอกห้องทำให้มากขึ้น เช่น ออกไปฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง ไม่ควรหมกตัวอยู่ในห้องบ่อย ๆ และจัดเก็บห้องให้สะอาด โล่งโปร่งสบาย พยายามอย่าให้มีข้าวของรกรุงรังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและเชื้อโรค

สุดท้ายถึงแม้ว่าการก่อสร้างอาคารตึกจะยังไม่มีกฎหมายควบคุมหรือกฎข้อบังคับอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อยากให้ผู้ก่อสร้างออกแบบให้ดีตั้งแต่ต้น โดยการคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและการประหยัดพลังงานด้วย.

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2557

‘เอสแอลอี’ ‘ลูปัส ’ โรคแพ้ภูมิตนเอง

dailynews130608_002โรคเอสแอลอี ย่อมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ลูปัส (Lupus) ส่วนชื่อภาษาไทยนั้น หมอมักจะบอกผู้ป่วยให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “โรคแพ้ภูมิตนเอง” เนื่องจากกลไกการเกิดโรคเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเรามาทำลายตัวเราเอง

โรคเอสแอลอี เป็นโรคเรื้อรังแต่รักษาได้ เป็นโรคที่มีอาการหลากหลาย สามารถเกิดความผิดปกติได้ทุกระบบ ทุกอวัยวะในร่างกายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า อีกทั้งยังมีความหลากหลายของความรุนแรงของโรคผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันมาก แม้กระทั่งในผู้ป่วยรายเดียวกันก็มีความหลากหลายของอาการและความรุนแรง ส่วนการดำเนินโรคมีระยะโรคกำเริบและมีระยะโรคสงบ การกำเริบของโรคแต่ละครั้งอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน เป้าหมายของการรักษาโรคเอสแอลอีคือ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคสงบให้นานที่สุดโดยที่ใช้ยาน้อยที่สุด

โรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป ส่งผลให้มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายร่างกายตัวเอง เปรียบเสมือนทหารทำการก่อกบฏ ส่วนโรคภูมิแพ้นั้นเกิดจากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เป็นอันตราย เปรียบเสมือนทหารทำงานเกินหน้าที่แทนที่จะต่อต้านศัตรูเท่านั้นยังไปทำลายเพื่อนบ้านที่ดี เช่น การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหารจำพวกไข่ นม อาหารทะเล ทำให้เกิดอาการแพ้อาหาร หรือการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออากาศ จำพวกไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการแพ้อากาศ เป็นต้น ทั้งสองโรคเหมือนกันคือต่างก็เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปต่างกันคือ โรคภูมิแพ้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินต่อสิ่งแปลกปลอมที่ไม่อันตราย ทำให้เราเกิดอาการแพ้สารเหล่านั้น ส่วนโรคแพ้ภูมิระบบภูมิคุ้มกันทำงานเกินต่อร่างกายตนเอง จึงมีอาการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ภายในตัว

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าโรคแพ้ภูมิหมายถึงโรคเอสแอลอีเพียงโรคเดียวใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะมีโรคหลายชนิดที่กลไกการเกิดโรคเกิดจากการแพ้ภูมิตนเอง แต่เรามักไม่รู้ว่าโรคเหล่านั้นก็คือโรคแพ้ภูมิเหมือนกัน เนื่องจากมีหลายโรคที่เป็นโรคแพ้ภูมิจึงควรเรียกว่ากลุ่มโรคแพ้ภูมิจึงเหมาะสม ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยได้แก่

1) โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงเฉพาะอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้น เช่น ผิวหนัง ตับ ต่อมไทรอยด์ ระบบประสาท ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีการสร้างแอนติบอดี้ต่อเซลล์ที่สร้างอินซูลิน ทำให้ร่างกายเกิดการขาดอินซูลิน จึงเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งจะมีอาการเฉพาะอวัยวะนั้น ๆ เท่านั้น ไม่มีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่น

2) โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย คือโรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงในหลายอวัยวะในร่างกาย โรคเด่นก็คือโรคเอสแอลอีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหนังแข็ง โรคเส้นเลือดอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ บางครั้งผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินชื่อโรคอีกชื่อหนึ่งคือ กลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue disease) ซึ่งกลไกการเกิดโรคเกิดจากแพ้ภูมิตนเองและโรคในกลุ่มนี้ก็เป็นโรคเดียวกับโรคแพ้ภูมิตนเองที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย คราวถัดไปจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน.

พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

ช็อกโกแลตไปยุให้สิวพุ

thairath130502_003ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ค้นคว้าพบว่า การกินช็อกโกแลตเป็นของแสลง อาจก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้สิวขึ้นง่าย

นักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่แข็งแรงปกติดี เมื่อให้กินช็อกโกแลตวันละ 48.6 กรัม 4 วันติดกัน แล้วนำตัวอย่างเซลล์โลหิตของเขาไปสัมผัสเชื้อแบคทีเรียที่ส่งเสริมให้เป็นสิว ปรากฏอาการของระบบภูมิคุ้มโรคอักเสบขึ้น ซึ่งแสดงว่าช็อกโกแลตมีส่วนส่งเสริมให้เกิดสิว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวว่า ผลที่ปรากฏยังเป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น ควรจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีก เพื่อจะให้รู้ว่าส่วนประกอบต่างๆ ของช็อกโกแลต ตั้งแต่ไขมันและน้ำตาล อย่างไหนเป็นตัวการ.

ที่มา : ไทยรัฐ 2 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

huffingtonpost130423_001

Chocolate May Trigger Acne By Changing Immune System, Study Suggests

By: Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer
Published: 04/23/2013 12:21 PM EDT on MyHealthNewsDaily

Eating chocolate may change the immune system in ways that aggravate acne, a small new study from the Netherlands suggests.

In the study, researchers collected blood from seven healthy people before and after they ate 1.7 ounces of chocolate, each day for four days. (The chocolate contained about 30 percent cocoa.)

The researchers then exposed the blood cells to bacteria called Propionibacterium acnes, which contribute to acne when they grow inside clogged pores and cause pores to become inflamed, and to Staphylococcus aureus, another skin bacteria that can aggravate acne.

After eating chocolate, the participants’ blood cells produced more interleukin-1b, a marker of immune system inflammation, when exposed to Propionibacterium acnes. This suggests chocolate consumption could increase the inflammation that contributes to acne, the researchers said.

In addition, eating chocolate increased production of another immune system factor called interleukin 10 after exposure to Staphylococcus aureus. Interleukin 10 is thought to lower our bodies’ defenses against microorganisms, and thus, higher levels of interleukin 10 could create conditions that allow bacteria to infect pimples, and worsen them, the researchers said.

However, the results are preliminary, and the jury is still out on whether indulging in the sweet treat can really prompt a breakout.

Future studies should look into which components of chocolate (fats, sugars, etc.) might be responsible for the effects, and whether fat-free chocolate would have a different effect, the researchers said.

A 2011 study also found that chocolate consumption worsened acne, but the study involved only 10 men who consumed pure chocolate.

Although there’s a lot of talk about chocolate and other foods playing a role in acne, there’s very little evidence to show they do, said Dr. Kanade Shinkai, a dermatologist at the University of California, San Francisco School of Medicine, who specializes in acne treatments.

“I think there’s 10 times more discussion about it than there is data,” Shinkai said.

There is some evidence that so-called high glycemic foods, such as white bread, which release sugar very quickly into the bloodstream, may be linked to acne, Shinkai said. For instance, one study found that a population in Papua New Guinea with a low glycemic diet had no cases of acne across all ages, while in the United States more than 80 percent of teenagers have acne. Other studies looking at a possible link between diary products and acne have had conflicting results, Shinkai said.

While there may be a subset of people whose acne is influenced by diet, this is probably not true for everyone, Shinkai said. Multiple factors contribute to acne, including genetics, hormones and certain medications.

Shinkai said most dermatologists do not recommend dietary changes to help with acne, unless a patient is certain that a particular food is linked with his or her acne. Shinkai cautioned against broad dietary restrictions, such as avoiding diary, because diary products are important sources of calcium and vitamin D for many people, and the nutritional benefits of the products outweigh the impact of acne, she said.

Eating small amounts of chocolate has been linked with health benefits, such as a reduced risk of heart attack and stroke.

The new study, conducted by researchers at the Radboud University Nijmegen Medical Center in the Netherlands, was published online March 1 in the journal Cytokine.

SOURCE : www.huffingtonpost.com

เซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจกลายเป็นแนวทางบำบัดโรคแบบใหม่ในอนาคต

voathai130428_001ทีมนักวิจัยในสหรัฐเปิดเผยว่าในอนาคต แพทย์จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ด้วยเซลล์ที่ผ่านการทำพันธุวิศวกรรม สร้างความหวังว่าการรักษาโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจจะกลายเป็นการรักษาโรคทั่วไปแทนการรักษาด้วยยา

ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโกชี้ว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์เป็นแนวทางการรักษาโรคแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการบำบัดโรคร้ายแรงหลายๆโรค รวมทั้งเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ศาสตราจารย์เวนเดล ลิม หัวหน้าทีมวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์ Systems and Synthetic Biology ที่มหาวิยาลัยกล่าาว่าเราสามารถกระตุ้นให้ระบบการต่อต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติในร่างกายคนเราทำงานได้มากกว่าที่ทำอยู่

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าร่างกายคนเราสร้างขึ้นจากเซลล์และภายในร่างกายคนเรา มีเซลล์หลายประเภท  อาทิ เซลล์ภูมิต้านทานที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ร่างกายคนเรามีระบบบำบัดที่ซับซ้อนหลายอย่างอยู่ในตัว เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าจะใช้เซลล์เหล่านี้ให้ทำหน้าที่เหมือนยาที่สามารถบำบัดโรคได้ในตัวได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าทีมนักวิจัยได้เริ่มต้นพัฒนายุทธวิธีบำบัดโรคด้วยเซลล์ที่ซับซ้อนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำงานของพันธุกรรมในการกำหนดพัฒนาการและการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

เขายกตัวอย่างว่าเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตามธรรมชาติที่ต่อสู่กับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมักจะอ่อนแอ ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการตกแต่งพันธุกรรมเซลล์ภูมิต้านทานให้เพิ่มจำนวนขึ้นและยังกำหนดให้ทำหน้าที่กำจัดโมเลกุลที่พบในเซลล์มะเร็งเป็นการเฉพาะ เขากล่าวว่าจาการทดลองบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรม ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างน่าพอใจ

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทีมงานพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมนี้สามารถทำได้และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ ในการทดลอง ทีมงานได้นำเซลล์จากร่างกายผู้ป่วยมะเร็ง และนำเซลล์ไปทำพันธุวิศวกรรมเพื่อให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ปรากฏว่าการบำบัดได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งในระบบเซลล์ภูมิคุ้มกัน (lymphoma) หลายคน

อย่างไรก็ดี ก่อนจะสามารถนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยได้ทั่วไป การบำบัดโรคด้วยเซลล์ภูมิต้านทานตกแต่งพันธุกรรมนี้จะต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีกมากมายหลายครั้งโดยทีมนักวิจัยเอกเทศและโดยหน่วยงานควบคุมของรัฐบาลเสียก่อน

แต่ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้ที่จะนำวิธีบำบัดโรคแบบนี้ไปใช้และยังจะมีบทบาทช่วยในการพัฒนาให้การบำบัดแนวใหม่นี้ดีขึ้น

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่ายารักษาโรคมากมายที่เราใช้บำบัดอาการเจ็บป่วยล้วนเริ่มต้นมาจากสารธรรมชาติในพืชหรือในต้นไม้ ที่เรานำมากลั่นกรองจนมีความบริสุทธิ์และเพิ่มประสิทธิิผลในการรักษา ตลอดจนลดความเป็นพิษ การบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมก็จะต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันนี้เพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาสตราจารย์ลิมและทีมงานได้จัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งวันกับบรรดานักวิจัยทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ระดับชั้นนำของสหรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่การบำบัดด้วยเซลล์ตัดแต่งพันธุกรรมจะกลายเป็นวิธีหลักในการรักษาโรคในอนาคต

24.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Engineered Immune Cells May Yield Novel Disease Therapies

Rick Pantaleo

April 10, 2013

Researchers in California say that someday, doctors will be able to treat serious illnesses with modified cells, adding that the technique could become as common as it is now to treat the sick with drugs.

Researchers at the University of California, San Francisco say novel cell therapies have the potential to address critical needs in the treatment of some of the deadliest illnesses, including diabetes, cancer and inflammatory bowel diseases.

These possibilities are described in an article published in the online journal Science Translational Medicine, co-authored by Professor Wendell Lim, who is also director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology. Lim says our body’s natural disease-fighting systems could be harnessed to do much more.

“Our bodies are made of cells and we have in our bodies cells, like immune cells, that go around and protect us,” said Lim. “So, they actually carry out complex therapeutic functions.  What we just haven’t really found a lot about is the idea that we can actually use these cells, these living sort of entities, as the actual medicine.”

Lim says researchers have been developing complex new cell therapy strategies that build on our growing knowledge of how genes program the development and inner workings of cells.

For example, because the body’s natural immune response to spreading cancer cells is often weak, scientists are engineering and growing populations of immune cells that target specific molecules found on cancer cells.   Lim said that there have already been some remarkable cancer recoveries that can be credited to these experimental cell therapy treatments.

“In the last year or two, there have been some other really exciting findings that have shown that the idea of using cells as therapies maybe have some real legs [can exist and be successful],” he said. “One of them is that people have started taking out immune cells from patients who have cancer and actually engineering them to now attack and kill that cancer.  And, that’s turned out to be remarkably effective for a handful of patients with leukemia and lymphoma that have been treated with this kind of engineered immune cell.”

As with any proposed new medical treatment, the cell therapies that are currently being developed will face lengthy and rigorous testing by independent laboratories and regulatory agencies before they can be put to regular use.

But Lim says the testing will not only protect any of those who may use the therapies, but may also play an important role in further developing and refining the therapies themselves.

“You know a lot of drugs that we use as therapeutics started out as some natural product within the bark of some tree,” he said. “And really that’s not a very controlled way of treating a disease. You have to know how to purify that compound, how to make variants of it that optimize the efficiency, but also minimize toxicity.  These are the type of things that we need to be able to do to cells to make this viable.”

Lim and his colleagues are conducting a daylong symposium on April 12 to discuss the future of cell therapy.  The meeting will feature talks by some of the nation’s leading researchers and biomedical scientists to see if cell-based therapies can someday become a viable pillar of medicine.

SOURCE : www.voanews.com

พบวิธีเผด็จศึก โรคมะเร็งทั้งฝูง

thairath130404_001วารสาร “วิทยาศาสตร์” ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดค้นพบยาที่สามารถรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ สมอง ตับและต่อมลูกหมาก ให้หาย หรือทำให้หดเล็กลงได้

นักวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแพทย์คนหนึ่งจาระไนให้ฟังว่า “เราได้พบในการศึกษาว่าเมื่อมะเร็งเข้าตัวเราได้แล้ว แม้แต่ภูมิคุ้มโรคก็ไม่อาจทำอะไรได้ ไม่ว่าจะขัดขวางไม่ให้เติบโต และป้องกันไม่ให้ลุกลามออกไปได้” แต่ได้พบหนทางใหม่ที่จะจัดการกับมัน และยังพบว่าสารเคมีใหม่นี้สามารถรับมือกับโรคมะเร็งทั้งฝูงได้

เขาเปิดเผยต่อไปว่า เหตุที่ร่างกายไม่อาจจะต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ ก็เพราะมันมีวิธีปกป้องตัวเองจากระบบภูมิคุ้มโรค โดยการชูธงหรือเครื่องหมายบอกว่า “เราเป็นมิตร อย่าทำอะไรเรา” ซึ่งวิธีแบบนี้เซลล์สำคัญอื่นๆในตัวเรา อย่างเซลล์โลหิตก็มีใช้อยู่แล้ว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พบวิธีที่จะสกัดมันไม่ให้ส่งสารนี้ได้ โดยส่งภูมิต้านทานเฉพาะไปรับหน้าแทน ซึ่งจะเข้าทำลายมันลง ในการทดลองครั้งหลัง ยังได้พบว่าวิธีนี้จะสามารถปราบมะเร็งได้หลายชนิด แต่ยังจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะนำมาใช้กับมนุษย์ได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 4 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Cancer (middle green) scene from a microscope in breast tissue from a mouse at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Cancer (middle green) scene from a microscope in breast tissue from a mouse at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Stanford: Antibody offers hope against cancers

MEDICINE
Victoria Colliver
Saturday, March 31, 2012

In a potential breakthrough for cancer research, Stanford immunologists discovered they can shrink or even get rid of a wide range of human cancers by treating them with a single antibody.

The experiments were done on cancerous tumors transplanted into mice, but the researchers hope to move to human clinical trials within the next couple of years.

“We have made what we think is a big advancement … and we’re going to push as hard as we can and as fast we can,” said Dr. Irving Weissman, pathology professor at the Stanford University School of Medicine and director of Stanford’s Institute of Stem Cell Biology and Regenerative Medicine.

The researchers focused on blocking a protein, which they refer to as the “don’t eat me” molecule because it sits on tumor cells signaling the body’s immune system not to attack it. By introducing the antibody, the scientists were able to block the protective signal, otherwise known as CD47, allowing the immune system to go after the cancer cells.

Broad range of cancers

Researchers say CD47 is the only target found so far on the surface of all cancer cells. That means the antibody offers hope as a weapon against a broad range of cancers – breast, ovarian, colon, bladder, brain, liver and prostate.

Cancerous breast tissue from mice is seen at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Cancerous breast tissue from mice is seen at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. In identifying the protein in cancer, scientists are discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

The research involved taking cells from Stanford cancer patients, planting them into matching locations in the bodies of mice, and then administering the antibody. The antibody completely destroyed the tumor in some cases but also prevented the cancer from spreading.

“The most common result was the tumor growth was inhibited – not fully cured – but in a few weeks dramatically decreased,” said Stephen Willingham, postdoctoral researcher and co-lead author of the study.

The study, published online this week in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, has drawn praise from other researchers.

“The data is indeed exciting, and the effects are significant,” said Tyler Jacks, director of the Koch Institute for Integrative Cancer Research at the Massachusetts Institute of Technology, who was not involved in the study.

Research on mice

But Jacks noted that the research has been limited to mice, and disease in humans tends to be much more complex.

“That’s a commonly used preclinical model, but there are other examples when therapeutic effectiveness in such models has not translated well in real disease,” Jacks said. “We need to see what happens when the treatments are (used) in patients.”

The Stanford team said the “don’t eat me” CD47 signal has long been identified and is associated, in particular, with the treatment of leukemia. CD47 is found in healthy cells but tends to be expressed in higher levels in cancerous cells.

Lead authors Jens Volkmer, M.D. and Stephen Willingham, Ph.D, (right) look at samples of breast cancer tumors from mice under a microscope at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. They have been identifying the protein in cancer and discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Lead authors Jens Volkmer, M.D. and Stephen Willingham, Ph.D, (right) look at samples of breast cancer tumors from mice under a microscope at Stanford University in Palo Alto, Calif., on Tuesday, March 27, 2012. They have been identifying the protein in cancer and discovering how to block the protein to get the immune system to eliminate the cancer cells. Photo: Liz Hafalia, The Chronicle

Limited side effects

The researchers were concerned that any treatment would single out normal cells as well as malignant ones. They discovered, however, that the antibody selected older, red blood cells, causing mild but temporary anemia and no other adverse side effects.

“That was the best moment. We found a way to utilize this antibody to treat (the cancer) without having major toxicity,” said Dr. Jens-Peter Volkmer, the study’s other lead author.

The Stanford team’s continuing research is being funded by a grant from the California Institute for Regenerative Medicine. The organization was created by Proposition 71, passed by voters in 2004 to support stem cell research.

SOURCE: www.sfgate.com

“แก่นตะวัน” มหัศจรรย์ ลดอ้วน

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” ภาษาอังกฤษ เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน

ต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาคเพราะสามารถปรับตัวได้ดี ที่สำคัญทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน จึงมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนอย่างอินเดีย

ลักษณะของแก่นตะวัน มีหัวคล้ายกับขิงหรือข่า ลำต้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร หัวของแก่นตะวัน จัดว่ามีสรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โมเลกุลยาวจึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก

หากรับประทานเข้าไปจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีรสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน ทำได้ทั้งอาหารสัตว์ อาหารลดความอ้วนควบคุมไขมันสำหรับคน รวมทั้งเป็นพืชพลังงานทดแทน ที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ ก่อนหน้านี้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้ผสมอาหารให้สัตว์ ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ทำให้สัตว์สุขภาพดี

ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า แก่นตะวัน มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนดีกว่าพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

แม้ว่าแก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่มีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวันกลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดีไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน

นอกจากนี้กากใยอาหารของแก่นตะวัน ที่มาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรดอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 นอกจากจะทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดีส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ เราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสด ๆ เหมือนกับผักสลัดทั่ว ๆ ไป รสชาติจะออกคล้าย ๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

นี่คือความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน

ผัดแก่นตะวัน

ส่วนผสม
เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหูหนูหั่น 1 ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1/2 ถ้วยตวง
แก่นตะวันหั่นเป็นเส้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่น 1/4 ถ้วยตวง
ต้นหอมหั่น 2 ต้น
ผักชีสำหรับแต่งหน้าอาหาร
น้ำมันพืช

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันในกระทะ และนำไปตั้งไฟ ใส่กระเทียมลงไปผัดจนเหลืองหอม
2. ใส่เนื้อหมูลงไปผัดจนเกือบสุก จึงปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซิอิ๊วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อจนส่วนผสมในกระทะเริ่มเดือด
3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป จากนั้นผัดต่อจนหมูสุก
4. ตักใส่จาน และแต่งหน้าด้วยผักชี เสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

ยำแก่นตะวัน

ส่วนผสม
แก่นตะวัน 150 กรัม
หัวหอมแดง 3 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วทุบ ¼ ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างแก่นตะวันให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ปลอกเปลือกกระเทียมและหัวหอมแดง ล้างน้ำให้สะอาด หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหัวหอมแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกซอยบางๆ เตรียมไว้เจียว ส่วนที่ 2 หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง ตั้งกระทะ นำกระเทียมและหัวหอมแดงที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วมาคั่วซักพักให้หอมจึงตักขึ้นพักไว้ ส่วนหัวหอมแดงอีกครึ่งหนึ่งที่ซอยไว้ ให้นำไปเจียวจนเหลืองกรอบแล้วนำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน
4. หั่นพริกแห้งเป็นท่อน เอาเม็ดออกแล้วนำไปโขลกรวมกับกระเทียมและหัวหอมแดงที่คั่วไว้จนแหลก
5. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ เอากะทิเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที
6. นำแกนตะวัน เครื่องที่โขลกเตรียมไว้ น้ำปรุงรสและถั่วลิสงทุบใส่ลงไปในชามผสมที่มีกุ้งแห้งอยู่ คนให้เข้ากัน
7. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหัวหอมเจียว จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2555