เตือนภัยเทรนด์”ขาวใส” เสี่ยงช็อกตาย-เสียโฉม

matichon121224_001จากกระแสความนิยมผิวขาวของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น น่าเป็นห่วงคนไทยจะตกเป็นเหยื่อสารเคมีจากเครื่องสำอาง หรือยาที่ใช้รักษาฝ้าหรือสร้างผิวให้ขาว พล.ท.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ความนิยมการมีผิวขาว โดยเฉพาะจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวในสื่อต่างๆ สร้างกระแสถึงบริเวณซอกแขน ข้อศอก หัวเข่าและจุดซ่อนเร้นอื่นๆ ทางวิชาการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ร่างกายของเราสามารถสร้างสีผิวขึ้นมา ซึ่งเป็นเสมือนการสร้างเกราะป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด โดยตัวการที่ทำให้ผิวของเรามีสีที่แตกต่างกัน คือ เม็ดสีหรือเมลานิน จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสียูวีเอาไว้ ไม่ให้ผ่านมาทำอันตรายถึงผิวหนังชั้นในและอวัยวะภายใน ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่พยายามกำจัดปริมาณเมลานินเพื่อให้ผิวขาวขึ้น เท่ากับเป็นการลดเกราะคุ้มกันตามธรรมชาติที่เรามีอยู่

matichon121224_001a

การใช้ยารักษาฝ้าหรือทำให้หน้าขาวมีหลายประเภท โดยยาชนิดทาจะค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ายาชนิดอื่นๆ และควรได้รับการรับรองจากอย.ก่อน หากทาบางๆ ก็จะดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น แต่หากตัวยาซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด เข้าไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นอันตรายได้ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อไต ผิวหนังหรืออาจเสียโฉม ที่สำคัญไม่แนะนำให้ใช้ชนิดรับประทานหรือฉีด ซึ่งหากมีสารปรอทเจือปน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายก็จะเกิดอาการความจำเสื่อม แขนขาอ่อนแรง อาจช็อกหรือเสียชีวิตได้ทันที

matichon121224_001b

พ.ต.หญิง พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า หากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถออกฤทธิ์เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผิวได้ จะต้องจัดเป็น “วัตถุออกฤทธิ์” หรือยา ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจทดสอบและวิจัยโดยองค์การอาหารและยา ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนเวลาตีทะเบียนอย่างน้อย 1-2 ปี จึงจะจำหน่ายได้ เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ เลือกครีมที่มีความมันพอเหมาะกับสภาพผิวของตัวเราเอง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวที่มีราคาพอประมาณ แต่หากทาแล้วหน้าเด้งแลดูสดใส ก็ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อไปได้เลย

ด้าน ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อแนะนำว่า เซลล์เม็ดสีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวไหม้พอง เป็นมะเร็ง และไม่ให้ใยคอลลาเจนถูกทำลาย ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเป็นริ้วรอย การปกป้องผิวให้พ้นแสงแดดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยป้องกันฝ้า หรืออักเสบจากการถูกแดดเผา และควรทาโลชั่นป้องกันแดดสม่ำเสมอ

ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเรารู้สึกว่าใช้แล้วดี ไม่แพ้ ราคาไม่แพง และต้องป้องกันแสงแดดร่วมด้วย ทางที่ดีควรอยู่อย่างสีผิวของเรา แต่เรียบ เนียน และสุขภาพผิวดีปลอดภัยที่สุด

 

ที่มา : มติชน 24 ธันวาคม 2555

Advertisements

ผิวคล้ำใช่ว่าจะรอด (ยูวี)

รังสียูวีจากแสงแดด ตัวการเร่งการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวสาว แต่จะจริงแค่ไหนที่ว่า รังสียูวีแผลงฤทธิ์ทำร้ายสาวผิวขาวมากกว่าสาวผิวคล้ำ

รังสียูวีในแสงแดดแบ่งเป็น “ยูวีเอ” และ “ยูวีบี” โดยยูวีเอพบมากในแสงแดดช่วงเช้าและเย็น ส่วนยูวีบีจะพบมากในช่วงแดดจัดระหว่างวัน

รังสียูวีบีจะทำให้ผิวแสบร้อนและไหม้ เป็นรอยแดง ขณะที่ยูวีเอจะส่งผลต่อเม็ดสี (Pigmentation) เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง โรคแพ้แดด และอาจทำลายลึกถึงระดับดีเอ็นเอ

“40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์มองเพียงแค่ยูวีบี เพราะเห็นผลที่เกิดกับผิวหนังได้ชัดและทันตา” โดมินิค โมยาล ผู้เชี่ยวชาญด้านยูวีและการปกป้องผิวจากแสงแดด ศูนย์วิจัยลอรีอัล ประเทศฝรั่งเศส และประธานคณะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากแสงแดด ของสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางแห่งภูมิภาคยุโรป กล่าว

ผลจากการวิจัยล่าสุดกลับชี้ชัดว่า รังสียูวีเอ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีสัดส่วนในแสงแดดมีมากถึง 95% ให้ผลเสียต่อผิวหนังที่รุนแรง หยั่งรากลึกกว่ารังสียูวีบีหลายเท่า โดยจะทำร้ายเซลล์ผิวทีละน้อย อย่างสะสมไปเรื่อยๆ

ที่สำคัญ สำหรับคนผิวคล้ำ ที่มักคิดว่า แสงแดดและรังสียูวีที่ทำให้ผิวคล้ำ ไม่มีผลต่อพวกเธอนั้น คงต้องคิดใหม่ เพราะยิ่งผิวคล้ำ ความชะล่าใจที่จะอยู่กลางแดดมีมาก โอกาสที่รังสียูวีเอจะทำลายผิวให้เกิดร่องริ้วรอย ตลอดจนมะเร็งผิวหนังในระยะยาวย่อมมากตาม

“คนที่มีสีผิวคล้ำ จะมีเซลล์เม็ดสีเมลานินมาก ยูวีเอก็จะยิ่งกระตุ้นให้เม็ดสีเหล่านั้นทำงานมากขึ้น ความคล้ำยิ่งมากและคงอยู่นานกว่าเดิม และยูวีเอยังทำลายภูมิคุ้มกันของผิว เพิ่มโอกาสให้แพ้แสงแดดอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านยูวีกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญมีคำเตือนให้กับสาวเอเชียว่า โซนเอเชียมีรังสียูวีเอที่เข้มข้นกว่าโซนยุโรป 2 เท่าในช่วงฤดูหนาว และจะมากกว่าเป็น 4 เท่าในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น สาวเอเชียจึงต้องการการปกป้องจากรังสียูวีเอมากกว่า

สำหรับการปกป้องผิวจากรังสียูวี ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่จะเลือกอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกโดยอ่านข้อมูลจากฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับค่าเอสพีเอฟ (SPF) ที่เป็นสัญลักษณ์ของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีบี ร่วมกับค่าพีพีดี (ppd) ที่เป็นสัญลักษณ์ของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอ

การป้องกันรังสียูวี สัดส่วนระหว่างค่าพีพีดีและเอสพีเอฟต้องไม่ต่ำกว่า 1:3 เช่น หากครีมกันแดดเอสพีเอฟ 60 ต้องมีค่าพีพีดีไม่ต่ำกว่า 20

โดยทั่วไปผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับค่าเอสพีเอฟ ยิ่งสูงยิ่งดี โดยไม่สนใจค่าพีพีดี ทั้งๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

โมยาล อธิบายว่า มีการวิจัยทดสอบเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟเท่ากัน 2 ชิ้น แต่ชิ้นแรกมีค่าพีพีดีมากกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ และชิ้นที่ 2 มีค่าพีพีดีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ นำไปทาบนผิว แล้วใช้แสงยูวีในความเข้มข้นระดับต่างๆ

ผลปรากฏชัดว่า ผิวที่ทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าพีพีดีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ ปรากฏรอยดำคล้ำได้เร็วกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดีมากกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ

“แม้ยูวีบีจะทำให้ผิวไหม้เป็นรอยแดงทันทีเมื่อสัมผัสแดดนาน แต่ยูวีเอสามารถแสดงผลทันทีเมื่อผิวสัมผัสรังสียูวีเป็นเวลา 1-1.30 ชั่วโมง โดยผิวจะคล้ำลงเพราะยูวีเอกระตุ้นการทำงานของเมลานินที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำลง และความคล้ำจากยูวีเอยังคงอยู่นานถึง 4-12 เดือน ขณะที่ผิวไหม้แดงจากยูวีบีคงอยู่เพียง 1-2 วันเท่านั้น”

ฉะนั้น การเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันรังสียูวีจากแสงแดด จึงต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและกิจกรรมระหว่างวันที่แตกต่างออกไป หากเป็นหน้าหนาวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดี 12-13 แต่หากเป็นหน้าร้อนต้องมีค่าพีพีดีอยู่ที่ 25-28 แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับแสงแดด ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดีสูงที่สุดที่มีจำหน่ายอยู่คือ 42

“แม้จะอยู่ในอาคาร อาจจะเลี่ยงยูวีบีได้ แต่หากอยู่ใกล้กระจกหรือหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งขับรถ คงหนียูวีเอไม่พ้น เพราะรังสียูวีเอสามารถทะลุกระจกเข้ามาได้ ดังนั้น การป้องกันผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดจึงจำเป็น เพื่อผิวที่สดใส สุขภาพดี” คำแนะนำทิ้งท้ายจากผู้เชี่ยวชาญด้านรังสียูวี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 ธันวาคม 2554