ถูกแดดกันโรคข้ออักเสบ อาบมากไปเข้าใกล้มะเร็ง

thairath130211_001แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คนเราควรหาถิ่นฐานที่อยู่ในที่ซึ่งมีแสงแดดส่อง เพราะมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคข้ออักเสบง่าย ๆ

วารสารการแพทย์ “โรคข้ออักเสบแห่งอังกฤษ” แจ้งว่า นักวิจัยของโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด ได้ศึกษากับผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน เพื่อหาความเกี่ยวพันของแสงแดดกับโรคข้ออักเสบ เพราะเชื่อว่าวิตามินดีในแสงแดดอาจจะให้คุณ ช่วยปกป้องร่างกายได้ แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่ควรจะไปตากแดดหัวแดงตลอดทั้งวัน เพราะอาจจะล่อแหลมกับการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

โรคข้ออักเสบ มักจะเป็นกันมากในหมู่สตรี เกิดจากระบบภูมิคุ้มโรคของตัวเองกลับหันไปทำร้ายข้อต่อ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง.

ที่มา :ไทยรัฐ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing rheumatoid arthritis by a fifth

Soaking up the sun can reduce the risk of rheumatoid arthritis

  • Women regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth
  • But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects

 

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:57 GMT, 5 February 2013

Soaking up the sun may reduce a woman’s risk of rheumatoid arthritis.

New research has shown that those regularly exposed to sunlight reduced their risk of developing the condition by a fifth.

But using sun creams or covering up to avoid the sun could lessen the protective effects.

And in younger women who have heeded the calls to protect themselves from the harmful effects of the sun, the effect of UVB exposure was less evident.

Rheumatoid arthritis is an autoimmune disease that causes inflammation in joints and the main symptoms are joint pain and swelling. The condition is the second most common form of arthritis in the UK.

 

There are an estimated 300,000 sufferers in the UK with women three times more likely to suffer from the disease than men.

The long term study looked at participants in two phases of the US Nurses’ Health Study, the first of which has tracked the health of more than 120,000 nurses since 1976, when they were aged between 30 and 55, until 2008.

The second phase tracked the health of a further 115,500 nurses since 1989, when they were aged between 25 and 42, until 2009.

Rather than simply relying on geography to quantify likely levels of UVB exposure, the researchers used a more sensitive assessment, known as UV-B flux, which is a composite measure of UVB radiation, based on latitude, altitude, and cloud cover.

Exposure was then estimated according to where they lived in the US and ranged from an annual average of 93 in Alaska and Oregon to 196 in Hawaii and Arizona where they get the most sunshine.

Likely estimates of UV exposure at birth and by the age of 15 were also included.

Over the period, 1,314 women developed rheumatoid arthritis.

Among nurses in the first phase, higher cumulative exposure to UVB was associated with a reduced risk of developing the disease.

Those with the highest levels of exposure were a fifth less likely to develop rheumatoid arthritis than those with the least.

This confirms the findings of other studies, showing a link between geography and the risk of rheumatoid arthritis as well as other autoimmune conditions, including type 1 diabetes, inflammatory bowel disease, and multiple sclerosis.

But no such association for UV-B exposure was found among women in the second phase because these women were younger than those in the first study, and so might have been more aware about the potential hazards of acquiring a tan.

The authors added: ‘Differences in sun protective behaviours, for example greater use of sun block in younger generations, may explain the disparate results’.

But they conclude: ‘Our study adds to the growing evidence that exposure to UV-B light is associated with decreased risk of rheumatoid arthritis. The mechanisms are not yet understood, but could be mediated by the cutaneous production of vitamin D and attenuated by use of sunscreen or sun avoidant behaviour.’

The findings are published online in the Annals of the Rheumatic Diseases.

SOURCE: dailymail.co.uk

Advertisements

7 ข้อดีจากรสเผ็ด

หนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่าง ๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ตุลาคม 2555

6 ปัจจัย ที่มาข้อสะโพกพัง

6 ปัจจัย ที่มาข้อสะโพกพัง  

 
        ข้อสะโพกเสื่อมอาจจะเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้แต่ในวัยเด็กอายุ 4-5 ขวบขึ้นไปก็สามารถพบโรคนี้ได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อมของข้อสะโพกนั้นมาจากหลายปัจจัยหลักๆ 
        โดย นพ.วิโรจน์ ลาภไพบูลย์พงศ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี ดังต่อไปนี้

1. อายุ ข้อสะโพกที่เสื่อมไปตามกาลเวลา จะเป็นการเสื่อมชนิดที่เกิดขึ้นเองอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป พบว่ามีการสึกหรอของเซลล์กระดูกอ่อนที่คลุมอยู่บนหัวของกระดูกข้อสะโพก เกิดจากการที่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานานๆ เมื่อเกิดภาวะข้อสะโพกเสื่อมขั้นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีการปวด ขัด เคลื่อนไหวข้อสะโพกได้ลำบาก และอาจตามมาด้วยขาข้างนั้นสั้นลง เนื่องจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณหัวข้อสะโพก ส่วนใหญ่จะพบในคนสูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น

2. หัวกระดูกข้อสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยง ชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงที่หัวข้อสะโพกไม่เพียงพอ จะทำให้กระดูกส่วนหัวข้อสะโพกค่อยๆ เสียไป และเกิดการทรุดตัวลงของส่วนหัวข้อสะโพก ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ขาสั้นลง และเคลื่อนไหวได้น้อยลงเรื่อยๆ ภาวะนี้มักพบในผู้ชายอายุระหว่าง 20-50 ปี สาเหตุอาจจะเกิดขึ้นในภาวะที่แตกต่างกัน เช่น จากการรับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน หรือจากการรับทานยาบางอย่างโดยเฉพาะยาแก้ปวด ซึ่งจะพบสาเหตุนี้ค่อนข้างมากเนื่องจากชอบซื้อยารับประทานเอง หรือในนักดำน้ำที่ชอบดำน้ำลึก ๆ เป็นเวลานาน ๆ พบว่า มีอุบัติการณ์ในการเกิดหัวกระดูกข้อสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยงได้ เนื่องจากในขณะที่ดำน้ำลงไปลึกๆ แรงดันใต้น้ำจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อขึ้นสู่ผิวน้ำทำให้เกิดเป็นฟองแก๊สไนโตรเจนขึ้นเองในกระแสเลือดของนักดำน้ำ และไปอุดทางเดินของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวกระดูกข้อสะโพกอย่างรวดเร็ว

3. ความผิดปกติเกี่ยวกับรูปร่างของตัวข้อสะโพกมาแต่กำเนิด มีการเจริญเติบโตของกระดูกผิดที่ ทำให้การเคลื่อนไหวของตัวข้อสะโพกไม่สมดุล จึงเกิดความเสื่อมได้ง่ายตั้งแต่อายุยังน้อย

4. อุบัติเหตุที่ทำให้ข้อสะโพกแตกหักหรือหลุด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย เพราะเมื่อข้อสะโพกหลุดหรือแตกหัก จะทำให้บริเวณหัวกระดูกข้อสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยง ถ้าไม่รีบทำการรักษาโดยเร็วอาจจะเกิดข้อสะโพกขาดเลือดได้

5. เกิดจากโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ โรคข้อกระดูกเชื่อมกันในคนอายุน้อย (Ankylosis Spondylitis)

6. มีการติดเชื้อในข้อสะโพกมาก่อน เช่น แบคทีเรีย วัณโรค

        การวินิจฉัยโรคข้อสะโพกเสื่อม ในระยะที่เกิดพยาธิสภาพแล้วค่อนข้างง่ายที่จะวินิจฉัย เนื่องจากสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากการตรวจด้วยการเอกซเรย์ธรรมดา แต่ในระยะแรกของโรคนั้นอาจจะยากกว่า แม้ว่าการตรวจร่างกายจะบ่งชี้ว่าตัวโรคอยู่ที่ข้อสะโพกแล้วก็ตาม ซึ่งการตรวจร่างกายที่บ่งชี้ว่าโรคเกิดกับข้อสะโพก คืออาการเจ็บปวดในขณะขยับหมุนข้อสะโพก ปวดขาหนีบ จนอาจร้าวไปที่ต้นขา นั่งขัดสมาธิไม่ได้ การเคลื่อนไหวของข้อสะโพกลดลงกว่าเดิม ขาสั้นลงไปมากกว่าเดิม เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุมักต้องระวังภาวะกระดูกข้อสะโพกหัก แม้ผู้ป่วยไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ แต่ถ้ามีอาการปวดเสียวบริเวณข้อสะโพก หรือมีภาวะขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ร่วมกับอาการปวดบริเวณข้อสะโพก ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจและเอกซเรย์บริเวณข้อสะโพกให้แน่ใจ

        อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บปวดใดๆ ที่เกิดขึ้นกับข้อสะโพก ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเกิดพยาธิสภาพกับตัวข้อสะโพก แต่อาจจะเป็นกับเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ข้อสะโพกได้ และที่สำคัญอาการเจ็บปวดบริเวณรอบๆ ข้อสะโพกอาจจะมีสาเหตุมาจากโรคกระดูกสันหลังก็เป็นได้เช่นกัน ดังนั้น หากสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับข้อสะโพก ก็ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้รู้แน่ชัดว่าสาเหตุมาจากอะไร เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที และตรงกับโรคที่เป็น.
 
ข้อมูลจาก : ไทยรัฐ วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2554