ตากผ้าในที่ร่มช่วงหน้าฝน ระวังเชื้อราในช่องคลอด

dailynews140816_02โดยทั่วไปแล้ว การตากผ้าถือเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องทำกันอยู่แล้ว และเชื่อเหลือเกินว่าส่วนใหญ่มักตากผ้าในที่กลางแจ้งหรือให้โดนแดด แต่หากตากผ้าในที่ร่มหรือตากในเวลากลางคืนหรือตากผ้าในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ควรจะระมัดระวังเชื้อราหรือไม่อย่างไร

ต้องบอกว่า เชื้อราที่พบกว่า 80% บนผ้าที่ตากในที่ร่มช่วงหน้าฝนคือ เชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่อับชื้นเป็นด่าง ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อย่าง แคนดิดา สปีชี่ส์ (Candida species) และโทรูลอบซิส (Torulopsis) ก็จะพบได้เช่นเดียวกัน โดยเชื้อราเหล่านี้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อสปอร์ของเชื้อราตกลงบนเสื้อผ้าที่อับชื้นไม่มีแสงแดด ก็จะช่วยทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเชื้อราที่อยู่บนกางเกงชั้นใน ซึ่งทำให้เกิด “โรคเชื้อราในช่องคลอด” ได้

ในปัจจุบัน เรามักพบว่า มีนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ตามหอกันมาก ซึ่งไม่มีบริเวณตากผ้าที่แดดส่องถึง การตากกางเกงชั้นในจึงมักแขวนผึ่งลมให้แห้ง และเกิดความเข้าใจผิดว่า เพียงเท่านี้ก็สะอาดไม่เกิดอันตรายใด ๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว เชื้อราจะต้องถูกทำลายด้วยแสงแดดเท่านั้น ดังนั้น ชุดชั้นในจึงจำเป็นต้องตากแดด แค่ตากลมในห้องนั้นไม่เพียงพอ

อาการแรกเริ่มเมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดคือ มีอาการคัน ระคายเคืองบริเวณช่องคลอด บางรายมีอาการตกขาวขุ่นข้นคล้ายนมบูด ควรรีบไปพบแพทย์ อย่าอาย อย่าซื้อยาทาหรือยากินเอง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นเชื้อราในมดลูกได้

ส่วนวิธีป้องกันควรเลือกซื้อกางเกงชั้นในที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยระบายอากาศได้ดี นอกจากนี้ ไม่ ควรเเลือกกางเกงชั้นในที่ทำจากไนลอน สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อรา ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด หรือควรต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที แล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่ ควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปมากเกินไป เพราะไม่ระบายอากาศอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดและขาหนีบได้

อาการติดเชื้อราจะพบได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ที่จุดซ่อนเร้น แต่จะไม่เกิดปัญหาถ้าร่างกายสร้างภูมิคุ้ม กัน หากระบบสมดุลในช่องคลอดเปลี่ยนจากกรดเป็นด่าง จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรามากขึ้น และแสดงอาการตกขาวมากผิดปกติ เป็นก้อนสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ การมีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะน้ำอสุจิมีฤทธิ์เป็นด่าง สำหรับการรักษา ควรพบแพทย์ซึ่งการรักษามียาทั้งแบบรับประทานและแบบสอดช่องคลอด แต่ปัญหาคือมักกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากไม่ปรับพฤติกรรมให้จุดซ่อนเร้นระบายอากาศได้ดี ไม่มีกลิ่นอับชื้น

เคล็ดลับการดูแลรักษา แนะนำว่าควรล้างและทำความสะอาด ไม่ให้บริเวณจุดซ่อนเร้นเสียสมดุล (ห้ามสวนเพราะเชื้อราจะเข้าสู่ภายในช่องคลอดได้) หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ใกล้เคียงกับกรดแลคติกจะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีที่มีชื่อว่า “แลคโตบาซิลไล” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียได้อย่างดี จึงสามารถลดการระคายเคืองกลิ่นอับชื้นได้ และไม่ควรใช้สบู่เพราะมีค่าเป็นด่างไปทำลายกรดแลคติก

นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลา เพราะก่อให้เกิดความอับชื้น ขอให้ใช้ช่วงที่จำเป็น เช่น ตกขาวมากก่อนมีประจำเดือน การเป็นเชื้อราไม่เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ บางคนคันเกาเป็นแผลเกิดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นบ่อยให้ปรึกษาแพทย์ แต่อาการตกขาวเรื้อรังหรือมีอาการตกขาวปนเลือดอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อหาเหตุที่แท้จริง

ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน หาโอกาสตากผ้าค่อนข้างยาก ทำให้ต้องตากผ้าในที่ร่ม หลายคนที่เคยซักผ้าแล้วเมื่อนำผ้าไปตาก ก็จะพบว่าผ้าไม่แห้ง อับชื้นได้ สำหรับผู้หญิง เวลาอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนจะสังเกตได้ว่า จะมีคราบขาวติดอยู่ที่กางเกงชั้นใน จะมากน้อยแค่ไหนหรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นตามช่วงระยะของการมีประจำเดือน เนื่องจากช่องคลอดของผู้หญิงจะมีการทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นกระบวนการทำความสะอาดตัวเองตามปกติ

ดังนั้น จึงหมั่นดูแลตนเอง โดยเฉพาะจุดซ่อนเร้น และเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพื่อเป็นการลดอาการที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อราในช่องคลอดได้.

ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2557

Advertisements

ดูแลผิวพรรณในหน้าฝน

dailynews140712_02ปัญหาด้านผิวหนังและผิวพรรณ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในฤดูฝน สำหรับคุณผู้หญิง ปัญหาสุขภาพผิวถือเป็นปัญหาใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ หลายท่านอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่ จริง ๆ แล้วฤดูนี้มีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวสวย เช่น นํ้าฝน ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย หากเราสัมผัสนํ้าฝนสิ่งที่ปนเปื้อนย่อมเป็นอันตรายต่อผิวเราได้

นอกจากนี้ เมื่อผิวหนังเปียกชื้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคและการปรับตัวต่อปัจจัยกระทบภายนอกต่าง ๆ น้อยลง ทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาทางด้านผิวหนัง เช่น สิว โรคเชื้อรา โรคนํ้ากัดเท้า ผื่นผิวหนังอักเสบ จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับเราอยู่เสมอ

เริ่มจากการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ หากผมเปียกจากการตากฝน การเช็ดผม หรือปล่อยให้แห้งเองนั้นยังไม่เพียงพอ แนะนำให้สระผมเลยจะดีกว่า เนื่องจากในนํ้าฝนอาจมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคปนเปื้อนมาด้วย การสระผมจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกจากเส้นผม หลังจากนั้นควรเช็ดผมหรือไดร์ให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรนอนขณะที่ผมยังเปียก เพราะอาจทำให้หนังศีรษะมีความชื้นและก่อให้เกิดเชื้อราได้ ในบางรายอาจมีเชื้อราบนศีรษะ คือมีสะเก็ดแห้งบนหนังศีรษะและมีอาการคันศีรษะ เส้นผมบริเวณนั้นหักออกเหลือเป็นตอสั้น ๆ ติดหนังศีรษะ บางคนอาจมีอาการอักเสบรุนแรงจนถึงเป็นก้อนคล้ายฝี ถ้านำผมบริเวณนั้นไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ามีเชื้อรา ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ทันที

ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดู   อื่น ๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสนํ้าฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและนํ้ามันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว นอกจากนี้ หากมีสิว ไม่ควรกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดง หรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

หากผิวหน้าเปียกนํ้าฝนก็ควรล้างออกด้วยนํ้าสะอาดโดยเร็ว ไม่ควรขยี้ตาในขณะที่ใบหน้าหรือมือเปียกฝน เพราะนํ้าฝนมีสิ่งปนเปื้อนมากมาย ที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ เมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกฝนก็ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะเสื้อผ้าที่เปียกฝนอาจก่อให้เกิดเชื้อราที่ผิวหนังได้ สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นนาน ๆ ควรนำไปผึ่งแดดร้อนจัด ๆ หรือรีดด้วยเตารีด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าได้ และควรอาบนํ้าเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกหลังจากที่เปียกฝน

ลักษณะผื่นที่ควรสังเกต ได้แก่ วงด่างสีขาว หรือสีเนื้อ ในบางรายอาจขึ้นเป็นวงสีนํ้าตาลร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ ซึ่งมักเกิดบนผิวหนังหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ซึ่งนอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกภาพ ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน แม้ในยามปกติจะไม่ก่อโรคร้ายแรง แต่หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็อาจมีปริมาณมากและเรื้อรังกว่าที่คิด สำหรับคนที่มีนํ้าหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม และอาจมีอาการคันมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูฝน คือ การมีนํ้าท่วมขัง ทำให้ต้องเดินยํ่านํ้าชื้นแฉะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากปล่อยให้เท้าเปียกนาน ๆ อาจจะพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ เปื่อยยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีนํ้าเหลืองแฉะ ซึ่งเรียกว่าโรคนํ้ากัดเท้า บางครั้งอาจมีการติดเชื้อราที่เท้า โดยมีแหล่งเชื้อรามาจากสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัขและแมว หากไม่รักษาผื่นที่เท้า อาจลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ สิ่งที่ต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ กลิ่นเท้า เวลาถอดรองเท้า หากมีกลิ่นเหม็นโชย และเมื่อก้มดูฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็ก ๆ นั่นคือ อาการของโรคเท้าเหม็น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในคุณผู้หญิงที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนา ๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

ในนํ้าที่ขังตามพื้นถนนอาจมีพยาธิบางชนิด ซึ่งสามารถชอนไชสู่ผิวหนังได้โดยตรง หรืออาจได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็ก ๆ ที่เท้า ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรง ข้อแนะนำเบื้องต้น คือ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรยํ่านํ้าที่ท่วมขัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำความสะอาดเท้าด้วยการฟอกสบู่ ล้างออกด้วยนํ้าสะอาด และเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน หากมีแป้งฝุ่นให้ทาบาง ๆ ตามซอกเท้าและฝ่าเท้า เมื่อถุงเท้าและรองเท้าเปียกฝน ควรถอดออกทันทีและทำให้แห้งโดยเร็วที่สุด สำหรับรองเท้าที่เปียกนํ้านั้นแนะนำให้ไปตากแดดให้แห้ง หากคุณผู้หญิงสงสัยว่าจะเป็นโรคที่เท้าดังกล่าวก็ควรไปปรึกษาแพทย์ทันที

จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาผิวพรรณในฤดูฝนมาจากนํ้าฝนที่มีการปนเปื้อน หรือการปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จึงควรหลีกเลี่ยงการตากฝน รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก แล้วอาบนํ้าทำความสะอาดร่างกาย หลังจากนั้นจึงเช็ดตัวให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ นอกจากนี้ การเลือกเสื้อผ้าและถุงเท้าควรเลือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ก็หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมรับมือกับทุกฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝนนี้หรือฤดูฝนไหน.

นพ.พูลเกียรติ สุชนวณิช

หน่วยโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  12 กรกฎาคม 2557

อาหารรับมือหน้าฝน

dailynew140618_1ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่หน้าฝนแล้ว สภาพอากาศที่อับชื้นและเย็นลงเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ภูมิต้านทานในช่วงนี้ไม่แข็งแรงแล้วล่ะก็ เชื้อโรคจะเข้าประชิดตัวและทำร้ายคุณได้ทันที ทำให้เชื้อไวรัสและแบคทีเรียแพร่ขยายและก่อโรคได้อย่างรวดเร็ว

วิธีดูแลสุขภาพสำหรับคนทุกช่วงวัยในหน้าฝน เริ่มต้นง่าย ๆ ที่ตัวคุณเอง ดังนี้

สำหรับเด็ก ๆ สิ่งที่ต้องกังวลเป็นพิเศษ คือ เชื้อโรคที่เกิดจากการสัมผัส เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยใส่ใจรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของตัวเอง เช่น โรคตาแดง ที่อาจเกิดจากน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา หรือนำมือที่เปื้อนสิ่งสกปรก ไปสัมผัสโดนดวงตา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโรคที่มากับการรับประทานอาหารหรือน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง และอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ในหน้าฝน มักพบไข้หวัดระบาดในเด็ก ซึ่งสาเหตุก็มาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเด็กตากฝนจนไม่สบาย

สำหรับผู้สูงวัย ซึ่งมีภูมิต้านทานโรคต่ำตามสภาพร่างกายที่อ่อนแอลง อาจป่วยเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นกัน ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ คือ โรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ซึ่งสามารถลุกลามไปถึงโรคปอดอักเสบหรือปอดบวมได้ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำท่วมขังปัสสาวะหนูตามพื้นถนนที่ปนเปื้อนอยู่ เมื่อเดินเท้าเปล่าอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง จนป่วยเป็นโรคเลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ดังนั้น หากมีคนชราอยู่ที่บ้าน ควรดูแลเป็นพิเศษ เน้นย้ำเรื่องการสวมใส่รองเท้า หากเดินออกไปนอกบ้าน หรือเข้าไปในสวนหรือที่ชื้นแฉะ เพราะคนสูงวัยจำนวนไม่น้อยที่ชอบทำสวนและปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก

สำหรับคนวัยทำงาน ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรงกว่าคนในวัยอื่นๆ ทุกวันนี้ คนวัยทำงานส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย เนื่องจากภาระหน้าที่การงานรัดตัว จึงทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง เป็นสาเหตุให้ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ได้ หรือแม้กระทั่งการถูกยุงกัดก็อาจส่งผลให้เป็นโรคไข้เลือดออกหรือไข้สมองอักเสบได้เช่นกัน

ดังนั้น หน้าฝนนี้ ควรดูแลสุขภาพตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพและมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ คำแนะนำเบิ้องต้นในการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน คือ

1. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำสะอาด

4. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ

6. ออกกำลังกายเป็นประจำ

7. ระวังอย่าให้ถูกยุงกัด

นอกจากดูแลตัวเองจากภายนอกแล้ว ไม่ว่าคุณอยู่ในวัยไหนก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นการรับประทานผักและผลไม้ เพราะสารอาหารที่รับประทานเข้าไปมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง และรับมือกับโรคในช่วงหน้าฝนนี้ได้ สารอาหารต้านโรคที่แนะนำ มีดังนี้

เบต้าแคโรทีน พบมากในผักสีเขียว และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เช่น บร็อคโคลี ผักบุ้ง แครอท มะเขือเทศ มะละกอ

วิตามินซี พบในผักและผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว กีวี พริกหยวก

วิตามินอี พบมากในผักใบเขียว มะเขือเทศ กีวี ไข่ ถั่ว นม เนื้อปลา น้ำมันพืช

วิตามินบี พบในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ และธัญพืชจำพวก ถั่ว ข้าว ข้าวซ้อมมือ

ซีลีเนียม พบในอาหารทะเล ตับ จมูกข้าวสาลี กระเทียม บร็อคโคลี ข้าวกล้อง

สังกะสี พบในหอยนางรม ผลิตภัณฑ์นม เนื้อไก่ ไข่ ถั่วลิสง

กระเทียม มีสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และช่วยเสริมภูมิต้านทาน

กรดโอเมก้า 3 คือกรดไขมันที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี้ พบมากในไข่ ปลาทะเล ถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา

โยเกิร์ต เต็มไปด้วยโปรไบโอติกส์ ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ ซึ่งช่วยปกป้องร่างกายจากไวรัส แบคทีเรีย รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี้ให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากเมก้า วีแคร์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มิถุนายน 2557

เคล็ดลับสุขภาพดี – วิธีดูแลผิวและสุขภาพให้สดชื่นพร้อมรับมือหน้าฝน

dailynews130707_003เข้าหน้าฝนทีไร สาวๆ มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลผิวตัวเอง เพราะคิดว่าอากาศในวันฟ้าครึ้มฝนตกไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพผิวและร่างกาย แต่ความจริงแล้วฤดูฝนเป็นฤดูที่สะสมความร่วงโรยของผิวและสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว  วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีวิธีดูแลผิวให้พร้อมรับมือกับหน้าฝนนี้มาฝากกันด้วย

เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก สูญเสียความชุ่มชื้น เกิดปัญหาผิวแห้ง หากเหงื่อออกให้ใช้กระดาษทิชชูซับเหงื่ออย่าปล่อยให้แห้งเอง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น จากนั้นทามอยเจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งที่รู้สึกว่าผิวแห้งตึง นอกจากนี้จากสภาพอากาศที่ขมุกขมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ต้องทาครีมกันแดดเพราะไม่มีแสงแดด แต่ความจริงแล้วในช่วงเวลากลางวันยังคงมีรังสียูวีเอที่เรามองไม่เห็น ซึ่งจะเข้าทำร้ายผิวชั้นลึกทำให้มีปัญหาริ้วรอยแก่ก่อนวัย

การดูแลผิวจึงต้องทาโลชั่นกันแดดที่ปกป้องครอบคลุมทั้งรังสียูวีเอ ยูวีบี และอนุมูลอิสระทุกเช้าก่อนการแต่งหน้า ควรเลือกสูตรกันน้ำที่ไม่เหนอะหนะ เผื่อต้องลุยกับฝนก็ยังมั่นใจว่าผิวได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสภาพอากาศร้อนชื้นในฤดูฝนนี้ยังทำให้ผิวสะสมความมัน ความสกปรกจากเหงื่อและฝุ่นละออง จึงทำให้คราบเครื่องสำอางอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายขึ้น เราควรใส่ใจการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดจริงๆ ด้วยการใช้เคล็นมิลค์เช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดก่อนและล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้งอย่างเบามือ บำรุงผิวก่อนนอนด้วยครีมที่เหมาะกับสภาพผิวและขัดสครับผิวเพื่อขจัดสิ่งอุดตัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตามจากสภาพอากาศที่แปรปรวนยังทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าการรับประทานวิตามินซีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วร่างกายต้องการมากกว่าวิตามินซี ถ้าไม่แน่ใจว่าสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนทุกวันหรือไม่  แนะนำว่าควรหาอาหารเสริมที่มีวิตามินและเกลือแร่รวมหลากหลายชนิดในเม็ดเดียวมารับประทานวันละ 1 เม็ดร่วมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอจะดีกว่า นอกจากนี้ใครที่คิดว่าฝนตกแล้วร่างกายไม่มีเหงื่อออกไม่ต้องดื่มน้ำมากก็ได้ เพราะไม่หิวน้ำบ่อยความจริงแล้วน้ำระเหยออกจากร่างกายตลอดเวลา หากไม่ดื่มบ่อยๆ ก็เสี่ยงที่เซลล์จะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ร่างกายทำงานแปรปรวนเจ็บป่วยง่าย ผิวแห้งเกิดริ้วรอย จึงต้องดื่มน้ำให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ วันละ 8-10 แก้ว โดยจิบสม่ำเสมอทั้งวัน

สุดท้ายมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้ผิวพรรณเราดูสดใสและอ่อนกว่าวัย คือการใช้ร่มสีชมพู เนื่องจากแสงจากร่มจะเป็นสีชมพูอ่อนๆ ทำให้ผิวดูสวยและอ่อนหวาน และช่วยพรางริ้วรอยแห่งวัยอีกด้วย ดังนั้นอย่ามองข้ามหน้าฝนว่าไม่ต้องดูแลผิวพรรณและสุขภาพร่างกาย เพราะการดูแลตัวเองต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อความสวยงามและการมีสุขภาพที่ดี

(ข้อมูลโดย พรรณทิพย์ คลินิก)

.

สรรหามาบอก

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังบรรยายความรู้เรื่อง “ภัยเงียบจากโรคความดันโลหิต” พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น อาทิ ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกม ตอบคำถามพร้อมรับของรางวัลมากมาย ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียด โทร.1719

-ภาควิชาการพยาบาลพื้นฐานและการบริหารการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพยาบาลวิชาชีพทั่วประเทศและประชาชนทั่วไปร่วมประชุมวิชาการ เรื่อง “ห่างไกล Top 5 ด้วย Life style ไร้อ้วน” ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2556 เวลา 08.00-16.00 น. ณ โรงแรมตะวันนา กรุงเทพฯ  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้อันจะนำไปสู่การพยาบาลที่มีคุณภาพ สนใจลงทะเบียนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2256-4092-9 ต่อ 414 หรือ http://www.trcn.ac.th

-กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ในโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งทั่วประเทศ สามารถแจ้งผลเลือดได้ภายในวันเดียว โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวรับการตรวจเลือดฟรีทุกสิทธิการรักษา เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างรวดเร็ว ช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อให้แก่คู่นอนได้ถึงร้อยละ 96 ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ และลดการตายจากเอดส์ให้เป็นศูนย์  ประชาชนทั่วไปเข้ารับบริการตรวจฟรีได้ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือหากต้องการปรึกษาปัญหาเอดส์ติดต่อได้ที่หมายเลข 1663

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

ไขปัญหาปรากฏการณ์ ‘ฟ้าผ่า’ ไทยเสี่ยง! เกิดบ่อย…แนะวิธีป้องกัน

dailynews130612_002aฟ้าผ่า เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงหน้าฝน และบางครั้งก็สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตและทรัพย์สิน ดังที่ตกเป็นข่าวให้เห็นติดต่อกัน  เช่น มีผู้โชคร้ายถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต หรือฟ้าผ่าอุปกรณ์ไฟฟ้าจนได้รับความเสียหายและเกิดเหตุไฟฟ้าดับ ซึ่งสาเหตุการเกิดฟ้าผ่านั้น ยังคงเป็นปัญหาคาใจว่าความจริงแล้วเกิดจากอะไรได้บ้างเพื่อจะได้หาแนวทางการป้องกันได้ตรงจุด!

ศ.ดร.เดวิด รุฟโฟโล อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า ฟ้าผ่าเกิดจากเมฆฝนฟ้าคะนอง ที่มีประจุเกิดขึ้นในเมฆ ซึ่งการเกิดฟ้าผ่าส่วนใหญ่เกิดภายในเมฆก้อนเดียวกันหรือว่าจากเมฆก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่ง และมีส่วนน้อยที่ฟ้าผ่าลงมาที่พื้นดิน ตามทฤษฎีที่เราเรียนมานั้น ประจุเหมือนกันจะมีแรงผลักกัน แต่ถ้าประจุแตกต่างกันจะดึงดูดกัน  ลองนึกภาพก้อนเมฆที่บริเวณด้านล่างหรือฐานเมฆมีการสะสมประจุลบเอาไว้ ส่วนด้านบนเป็นประจุบวก ซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างเศษน้ำแข็งที่เกิดขึ้น ซึ่งมักจะได้ประจุบวก และมีอาการผ่านลอยขึ้นมาอีก

การที่เรียกด้านล่างของเมฆว่าฐานเมฆเพราะมันอยู่ใกล้พื้นดินมีประจุเป็นลบ และการที่ฐานเมฆมีประจุเป็นลบอยู่ใกล้พื้นดินมันจะเหนี่ยวนำให้พื้นดินและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่แถวพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ หลังคาบ้าน คน สัตว์ตรงบริเวณนั้นมีประจุเป็นบวก โดยจากการเสียดสีระหว่างเศษน้ำแข็งที่เกิดขึ้นมักจะมีประจุบวก และมีอาการผ่านลอยขึ้นมาอีก ส่วนที่พื้นดินที่เคลื่อนที่ได้ง่ายกว่าคือ อิเล็กตรอน ซึ่งปกติมีอิเล็กตรอนกับไอออนรวมกันในดินหรือน้ำ แต่เมื่อมีประจุลบที่เมฆจะทำให้ประจุลบที่ดินหายไป จึงมีกระแสที่รุนแรงขึ้นและเหลือประจุบวกบริเวณใกล้เมฆฝน

dailynews130612_002b

สาเหตุหลักที่มีคนตายเนื่องจากฟ้าผ่าเกิดจากมีกระแสอันรวดเร็วนั้นถึงแม้ไม่ได้อยู่ตรงจุดที่ฟ้าผ่า เพียงแต่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ และดินมักนำกระแสได้ไม่ดีนัก ถ้ามนุษย์นอนอยู่กระแสอาจผ่านร่างกายของมนุษย์แทนจนอาจทำให้จะเสียชีวิตได้ ซึ่งล่าสุดที่มีข่าวว่ามีคนตายเนื่องจากนอนอยู่บนพื้นดิน เพราะร่างกายของมนุษย์เรามีน้ำมากจะนำไฟฟ้าได้ดีกว่าดิน ร่างกายมนุษย์จึงช่วยให้มีเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าจะผ่านง่ายกว่าดิน ดังนั้นถ้าเราทราบว่ากำลังจะมีฝนตกฟ้าคะนอง แต่อยู่ในทุ่งนาหนีไปไหนไม่ได้ให้ใช้วิธียืนเท้าชิดกัน เพราะกระแสไฟฟ้าจะพยายามเคลื่อนที่ภายในดิน แต่ถ้ากรณีมีคนนอนอยู่ศีรษะสัมผัสด้านหนึ่ง เท้าสัมผัสอีกด้านหนึ่งไฟฟ้าจะสามารถผ่านเข้าร่างกายของเราได้ และเมื่อกระแสผ่านเข้าร่างกายของเราไปถึงหัวใจเราก็จะเสียชีวิต ดังนั้นการยืนจะช่วยไม่ให้กระแสไหลผ่านเข้าร่างกายได้หรือถ้ายืนบนพลาสติกก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่ง
dailynews130612_002c
ส่วนสาเหตุอีกประเด็นหนึ่งคือ เมื่อเกิดฟ้าผ่า กระแสไฟฟ้าจะชอบผ่านสิ่งของสูงๆ เช่น ต้นไม้แล้วเคลื่อนที่ผ่านดิน ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตไม่ได้เสียชีวิตจากการโดนฟ้าผ่าโดยตรง แต่โดนกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนที่นี้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งคือถ้าทุ่งนาเรียบไม่มีต้นไม้สูงเลยแล้วมีมนุษย์ยืนอยู่สูงที่สุด ฟ้าผ่าจะเลือกผ่าที่ศีรษะของมนุษย์เพราะสูงกว่าบริเวณล้อมรอบ หรือการที่คนเสียชีวิตภายในบ้านนั้นก็ไม่ได้โดนฟ้าผ่าโดยตรง แต่โดนกระแสแบบดังกล่าว เพราะการที่เราอยู่ภายในบ้านแล้วฟ้าผ่าโดนที่บริเวณอื่น แต่กระแสนี้ไฟฟ้ายังเกิดขึ้นในบริเวณล้อมรอบ ถ้าเรานอนอยู่ภายในบ้านและสัมผัสกับพื้นดินโดยตรงจะถูกกระแสไฟฟ้าทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นการนอนบนพลาสติกหรือยางหรือนอนบนที่สูงที่ห่างจากดินจะช่วยไม่ให้โดนกระแสไฟฟ้าได้

dailynews130612_002e

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณี อาทิถ้ามีแท่งเหล็กและเราไปจับแท่งเหล็กและเอาเท้ามาด้านข้าง กระแสไฟฟ้าจะพยายามผ่านตัวเราเพื่อไปถึงแท่งเหล็ก แต่การถือโทรศัพท์มือถือพูดคุยอยู่น่าจะไม่เกี่ยวข้อง เพราะคลื่นแม่เหล็กจากโทรศัพท์มือถือไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดฟ้าผ่าหรือเป็นตัวนำกระแสฟ้าผ่า แต่บริเวณที่มีเสาสัญญาณโทรศัพท์หรือพื้นที่สูง ๆ และยิ่งเป็นโลหะมักจะเป็นบริเวณที่ฟ้าผ่าลงมาได้โดยตรงหรือมีส่วนดูดกระแสฟ้าผ่าได้ หากในช่วงฝนตกฟ้าคะนองไม่ควรอยู่ใกล้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อความปลอดภัย

ปัจจุบันมีการทำสายล่อฟ้าซึ่งนับเป็นการเบี่ยงเบนกระแสไฟจากฟ้าผ่าได้ โดยเฉพาะถ้าแหลมด้านบนด้วยจะยิ่งทำให้ดูดไฟฟ้าได้ดีกว่า ดังนั้นแค่แท่งเหล็กบนตึกและมีสายดินจะช่วยทำให้ฟ้าผ่ามาที่สายล่อฟ้านี้แทนที่จะไปทิศทางอื่น โดยการที่มีเสาสัญญาณโทรศัพท์สูง ๆ มักจะมีฟ้าผ่าไปที่นั่น ถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะเป็นการดึงดูดกระแสไฟฟ้ามาที่เสาสูงนี้ ที่สำคัญมักจะไม่มีคนมาอยู่ที่บริเวณเสานี้อยู่แล้ว จึงดีกว่ากระแสไฟฟ้าผ่าไปโดนบ้านคน แต่ว่าคนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงเสาอาจจะเป็นอันตรายจากกระแสที่เคลื่อนที่ภายในดิน ซึ่งมีระดับกว้างเป็นกิโลเมตร หากใครที่อยู่ในบริเวณที่จะสัมผัสกับดินโดยตรงต้องระวัง

การเกิดฟ้าผ่าลงมามักมีกระแสไฟฟ้าหลายเส้น แต่มีแค่เส้นใหญ่เส้นเดียวที่รุนแรง ที่เหลือจะมีแค่แสงสว่างและไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน เส้นที่มีกระแสแรงเมื่อเชื่อมกับดินหรือที่ไหนสักแห่งจะทำให้มีกระแสไฟฟ้ารุนแรง ซึ่งสายตาเราจะมองเห็นเส้นกระแสไฟฟ้าดูหนามาก แต่ความจริงแล้วมีขนาดกว้างมากสุดประมาณ 1 นิ้วเท่านั้น เพราะดวงตาเราจะอิ่มตัวถ้าเห็นอะไรที่สว่างมากไม่สามารถจับภาพได้จึงมองเห็นแบบสว่างไปเลย ส่วนเสียงดังนั้นเกิดจากบริเวณที่มีลำแสงที่สว่างมาก เพราะมีกระแสแรงมากและอากาศร้อน จึงขยายตัวอย่างรวดเร็วมีเสียงดังเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีวิธีคำนวณระยะทางว่ามีฟ้าผ่าอยู่ห่างจากตัวเราเท่าใด โดยการนับ 1-2-3 ถ้าเราได้ยินฟ้าร้องหลังจาก 3 วินาทีพอดี แสดงว่าการเกิดฟ้าผ่าอยู่ห่างจากตัวเราประมาณ 1 กิโลเมตร  ถ้าฟ้าร้องหลังจาก 6 วินาที จุดที่ฟ้าผ่าจะห่างประมาณ 2 กิโลเมตร เพราะว่าความเร็วแสงจะเร็วมาก แต่ความเร็วของเสียงจะช้ากว่า (ประมาณ 340 เมตรต่อวินาที) เมื่อใดที่เราเห็นแล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องทันทีแสดงว่ามีฟ้าผ่าอยู่ใกล้ตัวเรามากจึงควรระมัด ระวังให้มากที่สุด เช่น ถ้าเกิดมีฝนตกฟ้าผ่าก็ควรหาที่หลบ

อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเกิดฟ้าผ่ามากติดอยู่ในอันดับโลก ถ้าดูตามแผนที่แสดงสถิติการเกิดฟ้าผ่าบ่อย ๆ จะเห็นว่ามีสีเหลืองอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งนา แต่ประเทศที่มีสถิติการเกิดฟ้าผ่ามากที่สุดในโลกคือ ประเทศคองโก ทวีปแอฟริกา สำหรับประเทศไทยมีเดือนที่เกิดฟ้าผ่าบ่อยที่สุดคือเดือนเมษายนและ พฤษภาคม ส่วนเดือนอื่น ๆ ก็มีบ้างขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ส่วนใหญ่เกิดบริเวณพื้นที่ที่อยู่ห่างจากทะเลไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร เพราะมีอากาศชื้น โดยพายุฝนมักจะเกิดจากอากาศอุ่นและชื้นสัมผัสกับอากาศหนาวหรืออากาศที่เย็น ซึ่งจะเห็นว่าฟ้าผ่าส่วนใหญ่เกิดเหนือพื้นดินมากกว่าทะเล เพราะว่าดินมักจะร้อนในช่วงกลางวันและหนาวกลางคืน แต่ที่ทะเลอากาศจะคงที่มากกว่า

สุดท้ายถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างมากที่มีคนเสียชีวิตจากฟ้าผ่าซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราทุกคนสามารถป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้ด้วยการศึกษาข้อมูลและวิธีการเตรียมรับมือกับฟ้าผ่าในช่วงหน้าฝนนี้อย่างถูกต้องดังที่กล่าวมาซึ่งก็จะช่วยให้ชีวิตของเราปลอดภัยจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอันร้ายแรงนี้ได้ในที่สุด.

dailynews130612_002d

ภูเขาไฟระเบิดเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ฟ้าผ่าอย่างไร?

ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าขณะภูเขาไฟระเบิดมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากฝุ่นผงและอนุภาคต่าง ๆ ในกลุ่มฝุ่นควันเกิดการเสียดสีกัน และทำให้อิเล็กตรอนบางตัวหลุดออกมาจากฝุ่นผงและอนุภาค อนุภาคที่สูญเสียอิเล็กตรอนไปจะมีสภาพเป็นประจุบวก ต่อมาเกิดการแยกตัวของประจุ โดยที่อนุภาคที่ขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะเป็นประจุบวกและลอยอยู่ด้านล่าง ขณะที่อนุภาคขนาดเล็กกว่าเป็นประจุลบจะลอยอยู่ด้านบน เมื่อเกิดการแยกตัวกันมากขึ้นก็จะมีความต่างศักย์ไฟฟ้ามากขึ้นด้วย จนทำให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอนจำนวนมากจากบริเวณหนึ่งไปยังบริเวณอื่น ๆ การไหลของอิเล็กตรอนก็คือกระแสไฟฟ้า ซึ่งก็คือฟ้าผ่าในฝุ่นควันที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟนั่นเอง

สำหรับประเด็นที่ว่า ฟ้าผ่าเกิดในพื้นที่ลักษณะใดมากกว่ากัน นั้น ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ภายใต้เงาเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส โดยที่ก้อนเมฆและพื้นดินต่างมีประจุไฟฟ้าที่ต่างกัน ประจุลบจากก้อนเมฆจะวิ่งลงมายังพื้นดินที่มีประจุบวก ในขณะที่ประจุบวกก็จะวิ่งสวนขึ้นไปยังก้อนเมฆ เมื่อประจุต่างวิ่งเข้าหากันจึงเกิดเป็นฟ้าผ่าขึ้น จุดที่เกิดฟ้าผ่าได้ง่าย คือจุดที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น เนื่องจากประจุลบในก้อนเมฆจะเหนี่ยวนำประจุบวกบนพื้นดินให้ไหลขึ้นมาตามต้นไม้หรือตัวนำไฟฟ้า และวิ่งเข้าหากันในจุดที่มีระยะห่างน้อยที่สุด หรือเป็นจุดสูงสุดนั่นเอง

กรณีชนิดของเครื่องประดับมีผลทำให้ฟ้าผ่ามากขึ้นหรือไม่ นักวิชาการให้ความเห็นว่าเครื่องประดับ แหวน สร้อยคอ เข็มกลัดที่เคยเชื่อว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดฟ้าผ่าผู้เสียชีวิตในหลายกรณีที่ผ่านมานั้น แทบจะไม่มีผลใด ๆ ในการล่อฟ้าเลย หากท่านไม่ได้ทำตัวเป็นจุดที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น ส่วนสาเหตุที่มีรอยไหม้บริเวณที่ใส่โลหะต่าง ๆ นั้น เป็นเพราะกระแสไฟที่ไหลเข้าสู่ตัวคนและไหลผ่านลวดโลหะที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำได้ในปริมาณมาก จึงเกิดความร้อนและเป็นรอยไหม้บนผิวหนัง

“การเกิดฟ้าผ่าลงมามักมีกระแสไฟฟ้าหลายเส้น แต่มีแค่เส้นใหญ่เส้นเดียวที่รุนแรง ที่เหลือจะมีแค่แสงสว่างและไม่ได้สัมผัสกับพื้นดิน เส้นที่มีกระแสแรงเมื่อเชื่อมกับดินหรือที่ไหนสักแห่งจะทำให้มีกระแสไฟฟ้ารุนแรง ซึ่งสายตาเราจะมองเห็นเส้นกระแสไฟฟ้าดูหนามาก แต่ความจริงแล้วมีขนาดกว้างมากสุดประมาณ 1 นิ้วเท่านั้น”

ที่มา : เดลินิวส์  12 มิถุนายน 2556

ลัดวงจร-ไหม้-ดูด!!! ‘ไฟฟ้าฤดูฝน’ ‘อันตราย’ อยู่ใกล้ตัว

dailynews130612_001ปกติเรา ๆ ท่าน ๆ มักจะได้ยินการเตือนให้ระวังภัย ’ไฟไหม้“ ในช่วงฤดูร้อน-ฤดูหนาว ที่อากาศร้อนจัด-อากาศแห้ง แต่กับฤดูฝนนี่ก็ใช่ว่าภัยไฟไหม้จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งฤดูฝนในไทยปีนี้ก็มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นบ่อยมาก และการสันนิษฐานเบื้องต้นถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้ที่ได้ยินกันเป็นประจำเลยก็คือ ’ไฟฟ้าลัดวงจร“

’กระแสไฟฟ้า“ ในช่วงฤดูฝนนี่ยิ่งต้องระวังให้ดี

ทั้งกรณีทำให้ไฟไหม้ และกรณี ’ไฟฟ้าดูดตาย“

“อุบัติภัยจากไฟฟ้าดูด และไฟไหม้ที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เป็นภัยใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหากไม่รู้วิธีป้องกัน วิธีใช้งานที่ถูกต้อง”…นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการระบุของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งกับการที่จะปลอดภัยจาก “อุบัติภัยกระแสไฟฟ้า” ก็ต้องเริ่มที่ “ไม่ประมาท”

เมื่อไม่ประมาทแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยกรณี “ป้องกันไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร” คำแนะนำโดยสังเขปคือ…ต้องตรวจสอบสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยอยู่เสมอ เลือกใช้สายไฟฟ้าให้เหมาะกับปริมาณการใช้ไฟฟ้า ไม่เดินสายไฟฟ้าใกล้แหล่งความร้อน หรือใกล้บริเวณที่มีของหนักวางทับ เพราะจะทำให้ฉนวนหุ้มสายไฟฟ้าชำรุด ส่งผลให้ไฟฟ้ารั่วไหล และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้

นอกจากนี้ ต้องหมั่นตรวจสอบสายไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกบ้าน ภายนอกอาคาร ใต้ฝ้าเพดาน หรือฝาผนัง ซึ่งเป็นจุดที่สามารถชำรุดได้ง่าย และหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นก็จะยากต่อการสังเกตเห็น

และอาคาร หรือบ้านเรือนหลังใด หากฟิวส์ขาดบ่อยครั้ง หรือพบว่าสายไฟเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ  มีความร้อนผิดปกติ หรือมีเสียงดัง ขณะใช้ไฟ ต้องรีบให้ช่างผู้ชำนาญมาตรวจซ่อม เพื่อป้องกันไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร

กับ การใช้เครื่องไฟฟ้าต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องระมัดระวังการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนไฟไหม้ ซึ่งคำแนะนำก็เช่น…ไม่เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าติดต่อกันเป็นเวลานานมากเกินไป โดยเฉพาะกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีส่วนประกอบของมอเตอร์ เช่น พัดลม เป็นต้น และต้องระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทที่ให้ความร้อน เช่น เตารีด เตาไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน เพราะอาจเกิดความร้อนสะสมจนทำให้เกิดไฟไหม้ได้

ปลั๊กไฟ ก็ไม่ควรเสียบค้างไว้เป็นเวลานาน ไม่ควรเสียบปลั๊กไว้หลายอันในเต้าเสียบเดียวกัน เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนทำให้เกิดไฟไหม้ ต้องถอดปลั๊กไฟ รวมถึงปิดสวิตช์ไฟหลังใช้งาน

’ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง“ คือหัวใจสำคัญ

และจะให้ดีก็ ’ควรมีอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้“ ด้วย

ในส่วนของอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้ ที่สำคัญคือเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติที่แผงสวิตช์ควบคุมไฟ ขณะที่การมีถังดับเพลิงเคมีไว้ในจุดที่หยิบใช้งานสะดวกหากเกิดไฟไหม้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยกรณีไฟไหม้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าและถังดับเพลิงนี่ก็ต้องหมั่นตรวจสอบให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

ทั้งนี้ จากกรณีป้องกันไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร ต่อด้วยกรณี “ป้องกันไฟฟ้าดูด” ซึ่งมีคำแนะนำโดยสังเขปคือ…เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ชัดเจนเรื่องคุณภาพซึ่งอาจทำให้ได้รับอันตรายจากการใช้งานได้ และอย่านำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในสภาพชำรุดมาใช้งานอย่างเด็ดขาด เครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกบ้านหรือติดตั้งบริเวณที่เปียกชื้นก็ควรมีฝาครอบปิดอย่างมิดชิดปลอดภัย เพื่อช่วยป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจนทำให้ไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

น้ำ น้ำฝน เป็นสื่อนำไฟฟ้า หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจะเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าดูด ห้ามใช้และสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ตัวเปียกชื้นหรือยืนอยู่บนพื้นที่ชื้นแฉะ และการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระบบการทำงานเกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น กระติกน้ำร้อน หม้อหุงข้าว เหล่านี้ต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ ควรศึกษาการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าจากคู่มือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ห้ามซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดจนทำให้ไฟฟ้าดูดได้ อีกทั้งควรใช้ฝาครอบปลั๊กไฟ หรือใช้ปลั๊กที่มีช่องเสียบแบบหมุน เพื่อป้องกันเด็กนำนิ้วไปแหย่จนทำให้ถูกไฟฟ้าดูด

’ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระวัง“ จะไม่เสี่ยงถูกไฟดูด

และ ’ควรมีอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด“ เป็นอีกตัวช่วย

เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ นี่ก็เป็นตัวช่วยในการป้องกันไฟดูดเช่นเดียวกับกรณีไฟไหม้ ซึ่งเครื่องที่มีสภาพพร้อมใช้งานจะตัดไฟฟ้ากรณีมีไฟรั่วหรือไฟช็อต นอกจากนี้ ควร ต้องติดตั้งสายดินกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ เช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ ซึ่งจะช่วยป้องกันการถูกไฟฟ้าดูด’ไฟฟ้าลัดวงจรจนไฟไหม้-ไฟฟ้าดูด“…อันตราย

ในช่วง ’ฤดูฝน…อันตรายนี้อาจยิ่งอยู่ใกล้ตัว“

’อย่าลืมกลัว“…มิฉะนั้นอาจจะสายเกิน!!!!!.

ที่มา : เดลินิวส์  12 มิถุนายน 2556

7 เมนู…สู้ไข้หวัด

dailynews130607_001เมื่อฤดูฝนมาเยือนและหอบไข้หวัดมาฝากหลายต่อหลายคนในช่วงนี้ มาดูกันว่า เมนูอาหารอะไรที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับไข้หวัดได้บ้าง

1. น้ำผักผลไม้สด ผักผลไม้ในกลุ่มที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบตาแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น สามารถเลือกตามที่ชอบและนำมาปั่นทานกันได้เลย เน้นว่าควรเป็นผักและผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระกันแบบเต็ม ๆ หรือถ้าไม่อยากเสียเวลาปั่น ก็ทานผลไม้สด ๆ ก็ได้

2. ซุปไก่ร้อน ๆ ไม่น่าเชื่อว่าอาหารยอดนิยมที่ทุกชาติใช้ต้านหวัดคือ ซุปไก่ ซึ่งว่ากันว่าใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 นั่นเลย ตามรายงานวิจัยพบว่าซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า นิวโทรฟิลด์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย นอกจากนั้นซุปไก่ที่รวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ยังมีสมุนไพรที่ช่วยต้านหวัดรวมอยู่อีกหลายชนิด

3. ชาร้อน ชาร้อนทุกชนิดล้วนมีสารโพลิฟีนนอล สารแอนติออกซีเดนต์ในพืชที่ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก ควรชงชาในน้ำร้อนตั้งทิ้งไว้ราว 1 นาที จะดึงคุณสมบัติแก้หวัดชาได้ดีที่สุด

4. กระเทียม เมื่อมีอาการหวัด ให้นำกระเทียม 1 กลีบเล็กมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นเติมน้ำผึ้ง และมะนาวเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ถ้วย จะช่วยบรรเทาอาการได้ เมื่อหายแล้วให้ดื่มต่ออีกสัก 3 วัน วันละ 1 ถ้วย หรือถ้าติดใจจะดื่มเป็นประจำก็ได้ เพราะกระเทียมจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดได้อย่างดี นักวิจัยชาวจีน ดร.เบนจามิน เลา แห่งมหาวิทยาลัยโลมาลินดาในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษายารักษาโรคตามแบบแพทย์ตะวันออกมานาน ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า “กระเทียม” มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสหวัดได้โดยตรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้

5. น้ำขิง ขิงช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ แก้หวัดเย็น (หวัดเย็น คือรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะมักเหลวใส) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้น ๆ แบบนี้ เมื่อเริ่มจะรู้สึกเซื่อง ๆ เฉื่อยชา หนาว ๆ มีน้ำมูกใสไหลจี๊ด ๆ หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจ ขอให้รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย

6. อาหารเผ็ดร้อน อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่าง ๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น

7. โยเกิร์ต มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ การจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย และนอกเหนือจากเมนูที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัดดังที่กล่าวมานี้ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ คนรักสุขภาพทั้งหลายก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้ว แต่หากไม่ดีขึ้น หรือป็นหนักควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2556

จากร้อนสู่ฝนพึงระวัง ‘ทั้งโรค-ทั้งภัย’ เดิม ๆ แต่ก็ยัง‘ร้าย!’

dailynews130509_002“จะเริ่มต้นกลางเดือน พ.ค.เป็นต้นไป” …นี่เป็นส่วนหนึ่งจากรายงานข่าวการคาดหมายลักษณะอากาศ ’ฤดูฝน“ ในประเทศไทยในปี 2556 นี้ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งก็มีการระบุว่าช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูฝนในไทยในปีนี้คาดว่าจะเป็นไปตามปกติ ทั้งนี้ หากฝนปีนี้เป็นปกติจริง ๆ ไม่มาช้ากว่าปกติ ปัญหาภัยแล้งก็คงจะทุเลาเร็ว ไม่ยาวนานอย่างที่หวั่น ๆ กัน?? และหากเป็นปกติโดยตกไม่มากผิดปกติ ปัญหาน้ำท่วมก็คงไม่น่ากลัว??

แต่ไม่ว่าฝนปีนี้จะปกติหรือไม่ก็มีสิ่งที่ต้องหวั่น

’โรคและภัยที่มักมาพร้อมกับฝน“ ก็ต้องกลัว!!!!

ว่ากันถึง “ภัย” ยังไม่พูดถึงโรค ช่วงฤดูฝนก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ’ภัยการใช้รถใช้ถนน“ ซึ่งในช่วงฤดูฝนอุบัติเหตุจะยิ่งเกิดง่าย และกับการป้องกันหรือการระวังนั้น นอกจากผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องไม่ประมาทด้วยประการทั้งปวงแล้ว ช่วงฤดูฝนนี่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงดูแลถนนรูปแบบต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อความปลอดภัยด้วย อย่าปล่อยให้มี “ถนนอันตราย” คอยคร่าชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนน

ถนนรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางราบ ทางโค้ง สะพาน ทางยกระดับ ฯลฯ หากไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะเป็นต้นเหตุหรือเป็นตัวซ้ำเติมอุบัติเหตุ ซึ่งประเด็นนี้ก็เคยมีนักวิจัยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุระบุไว้อย่างน่าคิดว่า…ภาครัฐก็มีหน้าที่ในการเพิ่ม หรือเสริมอุปกรณ์ ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อรักษาชีวิตประชาชน ซึ่งแม้ผู้ใช้รถใช้ถนนจะผิดพลาด แต่ก็ไม่ควรต้องรับโทษถึงขั้นเสีย
ชีวิต!!

ภัยฟ้าผ่า“ นี่ก็ประมาทไม่ได้ ซึ่งในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตเพราะถูกฟ้าผ่าไม่น้อย และปี 2556 นี้ยังไม่ทันจะเข้าฤดูฝนจริง ๆ แค่ช่วงรอยต่อปลายฤดูร้อนกับฤดูฝนก็เริ่มมีข่าวคนไทย “ถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต” กันแล้ว

การป้องกันภัยฟ้าผ่านั้น ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง แต่เอาเข้าจริงเรา ๆ ท่าน ๆ ก็อาจจะเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องให้ความสำคัญกับข้อควรปฏิบัติระหว่างอยู่ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองเพื่อให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า เช่น ไม่ไปอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งโล่ง ๆ ไม่ไปอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หรือเสาสูงเพราะจะยิ่งไม่ปลอดภัยจากฟ้าผ่า ไม่สวมใส่เครื่องประดับต่าง ๆ ที่เป็นโลหะ ไม่ใช้หรืออยู่ใกล้กับอุปกรณ์ที่เป็นโลหะ

และกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือ “มือถือ” ถ้าพกพาแล้วไปอยู่ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ก็ต้องระวัง!! ซึ่งทางหน่วยงานด้านการป้องกันภัยก็เคยเตือนไว้ว่า…โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เป็น “สื่อล่อฟ้า”

นอกจากตัวอย่างภัยแรง ๆ ดังที่ว่ามาแล้ว ’ภัยสัตว์พิษ“ เช่น ตะขาบ แมงป่อง โดยเฉพาะงูที่มีพิษ นี่ก็เป็นภัยที่มักเกิดมากในช่วงฤดูฝน บ้างก็โดนแบบพออ่วม ๆ แต่บ้างก็โชคร้ายถึงขั้น “เสียชีวิตเพราะพิษ”

กับภัยจากสัตว์พิษนี้ ในช่วงฤดูฝนนี่อาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ได้ไปเดินตามพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ อาจจะเกิดขึ้นได้แม้แต่ในบ้าน หรือแม้แต่บนเตียงบนที่นอน เพราะช่วงที่มีฝนตก มีน้ำท่วมขัง สัตว์พิษต่าง ๆ จะหนีฝนหนีน้ำหาที่แห้งเพื่อหลบอาศัย ก็อาจเล็ดลอดเข้าสู่บ้านคน ดังนั้นช่วงฤดูฝนนี่การจัดและการดูแลอาคารบ้านเรือนให้สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่สกปรกรกรุงรัง จึงยิ่งเป็นข้อควรปฏิบัติที่ไม่ควรจะมองข้าม

“ภัยที่มักมาพร้อมกับฝน” ควรต้องหวั่นกลัวกัน

เช่นเดียวกับ “โรคต่าง ๆ ที่มักเป็นง่ายในฤดูฝน

ว่ากันถึง “โรค” ที่ต้องระวังในช่วงฤดูฝน ที่ทางหน่วยงานด้านสาธารณสุขเคยเตือน ๆ ไว้ ก็มีอาทิ… โรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ เป็นต้น สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรคปะปน, โรคติดเชื้อทางระบบผิวหนัง เช่น เลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ซึ่งเกิดจากเชื้อบัคเตรีที่อยู่ในปัสสาวะหนู หรืออยู่ในสัตว์เลี้ยงทุกชนิด รวมทั้งในสัตว์ป่า

โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ รวมถึง หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ-ปอดบวม เกิดจากการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกาย หรือรับเชื้อจากภาชนะหรือของใช้ที่เปื้อนน้ำมูก-น้ำลายผู้ป่วย, โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค, โรคไข้สมองอักเสบเจอี เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค, โรคเยื่อตาอักเสบ หรือ ตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้ออาจจะแพร่จากน้ำตาและขี้ตาของผู้ที่ป่วยอยู่ก่อน, โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากเชื้อรา จากการแช่เท้าในน้ำที่สกปรกนาน ๆ

ทั้งนี้ กับวิธีป้องกันโรคนั้น ก็ได้แก่… รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ, ดื่มน้ำที่สะอาด, ล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหาร-ทานอาหารที่สะอาด, ทำลายแหล่งน้ำขัง-แหล่งเพาะพันธุ์ยุงแพร่โรค, ระวังไม่ให้มีสิ่งสกปรกเข้าตา, ล้างมือ-ล้างเท้าให้สะอาดหลังเดินย่ำน้ำหรือถูกน้ำสกปรก, ถ่ายอุจจาระลงในส้วมเท่านั้นและล้างมือให้สะอาดด้วย, ฉีดวัคซีนป้องกันโรค และ หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบรักษา เพื่อมิให้โรคลุกลาม-แทรกซ้อน

’โรค“ และ ’ภัย“ ดังที่ว่ามานี้…ก็เดิม ๆ

แต่ในความเดิม ๆ นี้…มันก็ ’ยังร้าย“

ฝนนี้…หากประมาทอาจถึงตาย!!!!!.

ที่มา : เดลินิวส์  9 พฤษภาคม 2556

เตือนนอนในป่า ระวัง’ไรอ่อน’กัด ติดไข้รากสาดใหญ่

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือนนักเที่ยวพักแรมตามป่า กางเต็นท์นอนช่วงหน้าหนาวให้ระวังตัว “ไรอ่อน” กัดตามข้อพับ ขาหนีบ ใต้ราวนม ชี้เป็นต้นเหตุของโรค “ไข้รากสาดใหญ่” ปี 55 พบผู้ป่วยทั่วประเทศแล้วกว่า 7.4 พันราย เสียชีวิต 4 ราย…

นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ สภาพอากาศในประเทศไทยเริ่มหนาวเย็นลง ประชาชนมักเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น จึงอยากเตือนให้ระมัดระวังตัวไรอ่อน (chigger) กัด ทำให้เกิดโรคไข้รากสาดใหญ่ หรือสครับไทฟัส (Scrub typhus) ซึ่งไรอ่อนนี้จะอาศัยอยู่ในสัตว์รังโรค คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนูกระแต กระรอก เป็นต้น เมื่อกัดคนจะปล่อยเชื้อที่เรียกว่า ริกเก็ตเซีย (Rickettsia) โรคไข้รากสาดใหญ่ มีระยะฟักตัวประมาณ 6-21 วัน แต่โดยทั่วไปประมาณ 10-12 วัน โดยไรอ่อนมักจะเข้าไปกัดบริเวณร่มผ้า เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ขาหนีบ เอว ลำตัวบริเวณใต้ราวนม รักแร้ และคอ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่อว่า โรคนี้จะพบมากในช่วงฤดูฝน และต้นฤดูหนาวอาการที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณขมับและหน้าผาก ตัวร้อนจัด มีไข้สูง 40-40.5 องศาเซลเซียส หนาวสั่น เพลีย ปวดเมื่อยตัวปวดกระบอกตา มีอาการไอแห้งๆ ไต ตับ ม้ามโต และผู้ป่วยร้อยละ 30-40 จะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (eschar) ตรงบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัดมีสีแดงคล้ำ เป็นรอยบุ๋ม ไม่คัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20-50 อาจจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ การอักเสบที่ปอดสมอง ในรายที่อาการรุนแรง อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำอาจถึงขั้นช็อก เสียชีวิตได้

นพ.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีตัวไรชุกชุม ได้แก่ บริเวณป่าโปร่ง ป่าละเมาะ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่ หรือตั้งรกรากใหม่พื้นที่ทุ่งหญ้าชายป่า หรือบริเวณมีต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่มียารักษาให้หายได้ จึงขอให้ประชาชนที่จะไปท่องเที่ยวตั้งแคมป์ไฟ กางเต็นท์นอนในป่า เก็บกวาดบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ หรือหญ้าขึ้นรก ควรใส่รองเท้า ถุงเท้า ที่หุ้มปลายขากางเกงไว้ และเหน็บชายเสื้อเข้าในกางเกง ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ ใช้ยาทากันแมลงกัด ตามแขนขา แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในรายที่ผิวหนัง มีรอยถลอก หรือมีแผล และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เพราะเด็กอาจเผลอขยี้ตา หรือหยิบจับอาหารและสิ่งของใส่ปาก ทำให้รับสารเคมี เข้าสู่ร่างกายเป็นอันตรายได้ ดังนั้น หลังออกจากป่าให้อาบน้ำให้สะอาด พร้อมนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักให้ สะอาดทันที เพราะตัวไรอาจติดมากับเสื้อผ้าได้

ทางด้าน นพ.สมชาย แสงกิจพร ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึง 18 พ.ย. 2555 ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 7,412 ราย เสียชีวิต 4 ราย พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำประชาชนหลังกลับออกจากเที่ยวป่า หรือกางเต็นท์นอนตามพื้นหญ้าในช่วงฤดูหนาว หากป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ภายใน 2 สัปดาห์ควรรีบไปพบแพทย์

ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาชุดตรวจโรคสครับไทฟัสด้วยวิธี Indirect Immunofluorescent Assay (IFA) หรือวิธีการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคสครับไทฟัส ซึ่งเป็นชุดตรวจโรคอย่างง่ายสามารถวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ทำให้รักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที ลดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้นและหน่วยงานสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถนำไปใช้ตรวจหาเชื้อก่อโรคสครับไทฟัสในพื้นที่ เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังโรคสครับไทฟัสในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

ไข้รากสาดใหญ่ (Typhus)

QA: วิธีป้องกันแก้ไขกลิ่นเหม็นอับจากเสื้อผ้ารองเท้า หลังลุยฝน

Question กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้า และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเท้า หลังฝ่าสายฝนมาทำงาน แก้ไขอย่างไรดีคะ?

Answer โดย คุณณัฐนันท์ ปัญญาโกษา นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

“หน้าฝนสาวๆ หลายคนที่ต้องฝ่าละอองฝนไปทำงาน ต้องทนกลิ่นอับชื้นไปทั้งวัน ทั้งจากเสื้อผ้า ผม รองเท้า สูญเสียความมั่นใจ กลิ่นอับชื้นออกเหม็นเปรี้ยวนั้น เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์อาหารของแบคทีเรีย

ส่วนเสื้อผ้าและผมเหม็นอับ เสื้อผ้าและผมที่โดนละอองฝนแม้เพียงนิดหน่อย หากไม่ผึ่งให้แห้งก่อนจะก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งวัน

หน้าฝนควรมีผ้าแห้งที่สะอาด เช่น ผ้าขนหนูพกติดตัวไว้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเช้าเมื่อออกไปทำงานแล้วเกิดถูกฝนไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ สามารถใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งก่อน แล้วพยายามผึ่งพัดลม หรือเดินไปเดินมาในออฟฟิศหรือที่อากาศถ่ายเท เช่น ริมระเบียงออฟฟิศ เพื่อให้เสื้อผ้าระบายความชื้นออกมาให้มากที่สุด

ทั้งนี้หน้าฝนควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนา ระบายอากาศได้น้อย เช่น ยีนส์ ผ้าใยสังเคราะห์ เพราะคุณสมบัติระบายอากาศไม่ดี หากโดนความชื้นจะเก็บความชื้นก่อให้เกิดกลิ่นอับติดตัวตลอดทั้งวัน

กลับบ้านควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซักให้สะอาดทันทีไม่ควรถอดกองหมักหมมไว้ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะยิ่งก่อให้เกิดกลิ่นติดเสื้อผ้ามากขึ้น การตากผ้าหน้าฝนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหน้าฝนผ้าแห้งยาก ต้องพยายามผึ่งลมและโดนแดดให้แห้งก่อนเก็บ

อ้อ! เมื่อเปียกฝนแล้วทิ้งไว้ไม่ยอมเช็ดให้แห้ง จะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของเยื่อบุโพรงจมูกลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่อยู่ในโพรงจมูกอีกด้วย

สำหรับสาวออฟฟิศ กรณีเท้าเหม็นอับ เท้าเหม็นเป็นปัญหาที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน หลายๆ คนต้องเดินลุยน้ำก่อปัญหากับผู้ที่ต้องใส่รองเท้าคัชชูบ่อยๆ ปกติกลิ่นเท้าเหม็นเกิดจากความอับชื้น และเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ทั่วไปในอากาศ เชื้อนี้จะเติบโตได้ดีในที่อับชื้น

ดังนั้นการลุยน้ำแล้วมาสวมใส่คัชชูทันทีโดยไม่ทำความสะอาดเท้าให้ดีก่อน เชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว เล็บ เป็นจุดที่จะทำให้เกิดกลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นขึ้นมาได้

การดูแลสุขภาพเท้าช่วงฤดูฝนสำหรับสาวๆ หลังลุยน้ำ ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเพียงแต่ควรทำให้เป็นประจำเท่านั้น คือ หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขังแล้ว และต้องใส่รองเท้าที่เปียกชื้นนาน โดยอาจหารองเท้าฟองน้ำมาเปลี่ยนหากเลี่ยงไม่ได้ หลังการลุยน้ำควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ทันที แล้วเช็ดให้แห้งก่อนโดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว ซอกเล็บที่จะอับชื้นกว่า

หลังจากผึ่งเท้าแห้งแล้ว อาจใช้แป้งฝุ่นทั่วไปโรยให้ทั่วโดยเฉพาะซอกนิ้ว หรือการใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายที่หุ้มเฉพาะตรงเท้าก่อนสวมคัชชูร่วมด้วย จะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นอับได้

ซึ่งในคนที่มีอาการคันอาจมีลักษณะตุ่มผื่นขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาให้ตรงกับเชื้อที่ได้รับ รักษาให้ต่อเนื่องตามแพทย์สั่งเพราะอาจเกิดอาการซ้ำอีกหากรักษาไม่ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ควรนำรองเท้ามาทำความสะอาดและผึ่งฆ่าเชื้อเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และดูแลเท้าให้สะอาดเช่น การตัดแต่งเล็บให้สะอาดไม่หมักหมม ไม่ปล่อยให้เล็บคุด และระวังอย่าตัดเล็บกินเข้าไปถึงจมูกเล็บ กำจัดเนื้อที่แข็งและขัดเบาๆ เพื่อลดการสะสมของเซลล์ที่หมดอายุ”
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555