หนาวนี้! ดูแลลูกน้อยอย่างไรไม่ให้ป่วย โดย อ.พญ.รมิดา อมรสิทธิวัฒน์

manager141119_01อากาศที่เย็นและแห้งในช่วงหน้าหนาว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิดแพร่กระจายได้ดี ลูกจึงมีโอกาสป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะอากาศบ้านเราที่แปรปรวน ตอนเช้าหนาว กลางวันกลับร้อนอบอ้าว คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ลองนำไปทำดูนะคะ
• ร่างกายต้องอุ่นไว้ก่อน เพราะผิวของลูกยังบอบบาง ชั้นไขมันใต้ผิวยังทำงานไม่ดี เวลานอนจึงควรห่มผ้าห่มที่หนานุ่ม แต่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกอึดอัดไม่สบายตัวได้ และควรเลือกชนิดที่ถอดซักได้ เนื้อผ้าด้านนอกทำจากผ้าฝ้าย ด้านในเป็นใยสังเคราะห์ จะช่วยให้ลูกนอนหลับสบายตลอดคืน หากอากาศหนาวมากๆ ก็ควรเตรียมหมวกไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้าที่เป็นแบบผ้ายืดที่อ่อนนุ่ม ไม่รัดแน่นเกินไป

• ไม่ปล่อยให้ผิวแห้งและคัน อาบน้ำวันละ 1 ครั้งก็พอ เพราะการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายของลูกยังทำงานไม่เต็มที่ หากถูกน้ำเย็นก็อาจไม่สบายได้ ไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวลูกแห้งตึงและคันได้ รวมทั้งควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ และพยายามเช็ดถู ทำความสะอาดผิวของลูกขณะอาบน้ำอย่างเบามือที่สุด หลังอาบน้ำให้ใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวเด็กทาผิวลูกทันที โดยบีบใส่มือแล้วลูบให้เนื้อครีมกระจาย ทาให้ทั่วแขน ขา และลำตัวของลูก เพื่อให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว รูขุมขนก็จะถูกเคลือบปิด ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ดี และถ้าไม่จำเป็นอย่าพาลูกออกนอกบ้าน เพราะเมื่อสัมผัสกับความแห้งของอากาศ ผิวลูกจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ อย่าปล่อยให้ผิวแห้ง แตก ลูกจะรู้สึกคันยุบยิบ และเกาจนทำให้ผิวอักเสบได้

• กินดี…สุขภาพก็ดี หมายถึงกินอาหารที่มีประโยชน์ การใส่ใจเรื่องโภชนาการของลูก ก็เป็นส่วนสำคัญในการลดโอกาสการป่วยเป็นโรคต่างๆ และยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ให้แก่เจ้าตัวเล็กด้วย เริ่มจากหมั่นให้ลูกจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพราะร่างกายต้องการความอบอุ่นและน้ำ เพื่อปรับสมดุลจากอากาศที่หนาวเย็นและแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวสู้กับอากาศภายนอกได้ ป้องกันไม่ให้ลูกเจ็บป่วย หรือไม่สบายได้ง่าย

• ใส่ใจความสะอาดของใช้ส่วนตัวของลูก เพราะความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกปลอดภัย
จากเชื้อโรคทั้งหลาย อย่าง แบคทีเรีย จุลินทรีย์ โดยเฉพาะขวดและจุกนม เสื้อผ้า ผ้าอ้อม รวมไปถึงการล้างมือให้สะอาดก่อนป้อนอาหารให้ลูกด้วย

เพียงเท่านี้ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เจ้าหนูห่างไกลความเจ็บป่วยแล้ว

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2557

6 วิธีรับมือกับโรคผิวหนังอักเสบและภูมิแพ้

dailynews141122_01ในช่วงหน้าหนาว ปัญหาที่พบบ่อยคือการดูแลรักษาผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ ด้วยการดูแลรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบจะมีแนวทางการรักษาและปฏิบัติอย่างไรบ้าง มาร่วมติดตามกันได้เลย

หลักการดูแลรักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่สำคัญ มีดังนี้

1. หลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยทำให้โรคกำเริบมากขึ้น ได้แก่

  • สบู่ ควรใช้สบู่อ่อน ๆ หรือถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใช้สบู่อาบน้ำทุกครั้งที่อาบน้ำ เพราะการใช้บ่อยเกินไปยิ่งทำให้ผิวแห้ง กระตุ้นให้ผื่นคันมากขึ้น
  • ผงซักฟอก เลือกชนิดระคายเคืองน้อย เช่น ผงซักฟอกสำหรับเสื้อผ้าเด็กทารก และควรซักล้างออกให้หมดด้วยการซักน้ำเปล่า
  • เสื้อผ้า เลือกใช้เสื้อผ้านุ่ม โปร่งสบาย ผ้าแพร ผ้าฝ้าย โดยหลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก ๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ทั้งทางผิวหนัง สูดดมหรือรับประทาน
  • ลดความเครียด ความวิตกกังวล

2. ลดอาการคันและหลีกเลี่ยงการเกา ซึ่งการรับประทานยาต้านฮีสตามีนจะช่วยลดอาการคันได้บ้างและได้ผลดีสำหรับบางคนเท่านั้น จึงควรพิจารณาใช้เมื่อจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาและการใช้ยาโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ต้องลดการเกาผื่น เนื่องจากการเกาจะทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบกำเริบหรือเห่อมากขึ้น

3. ป้องกันและรักษาผิวแห้งโดยการทามอยส์เจอไรเซอร์ หรือโลชั่น โดยควรทาหลังอาบน้ำภายใน 3-5 นาที หลังจากนั้นถ้าผิวยังแห้งมาก ควรทาเพิ่มเติม สามารถทาได้วันละหลาย ๆ ครั้ง

4. ยาทาสเตียรอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผื่นผิวหนัง แต่ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะโรคกลุ่มนี้ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง

5. รักษาโรคแทรกซ้อน ถ้ามีตุ่มหนองบริเวณที่เป็นตุ่มหรือผื่นแดง แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

6. การรักษาอื่น ๆ เช่น การฉายแสงอัลตราไวโอเล็ต (UV) การรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ควรพิจารณาใช้ในรายที่เป็นรุนแรงมาก เป็นบริเวณกว้าง หรือไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้น โดยการใช้ยาในกลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ เมื่อเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้แล้วจะมีโอกาสหายขาดได้หรือไม่

ขออธิบายว่า โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ผื่นมักเป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยร้อยละ 60 จะเริ่มเป็นโรคก่อนอายุ 1 ปี มักมีอาการดีขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ทั้งความรุนแรงและพื้นที่เกิดผื่น และอาการอาจจะดีขึ้นอีกเมื่ออายุ

10 ขวบ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ปกครองและผู้ป่วยจึงไม่ควรวิตกกังวล แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือปรึกษาแพทย์เมื่อมีปัญหา

เมื่อเรารู้สาเหตุและวิธีการรักษาและปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้แล้ว ก็ไม่ยากและสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ หากมีปัญหาผิดปกติจากที่แพทย์แนะนำ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางตามโรงพยาบาลใกล้ ๆ บ้าน.

ที่มา: เดลินิวส์ 22 พฤศจิกายน 2557

หน้าหนาว ทำให้คนเหงา! มากิน “กล้วยหอม” ลดอาการซึมเศร้ากัน!

matichon141116_01หน้าหนาวแล้วสินะ

ว่ากันว่าหน้าหนาวทำให้คนเราไม่สดใส โดยเฉพาะผู้คนทางฟากฝั่งประเทศยุโรป เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้เจอแสงแดดกันเต็มๆ ยิ่งหน้าหนาวอากาศที่มัวซัวซึมเซา ทำให้มีโอกาสเป็น “โรคซึมเศร้า”

…โรคที่เกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่สามารถบังคับจิตใจตนเองไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากสมองสั่งการโดยตรง

ฉะนั้น ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดฮอร์โมนชนิดดังกล่าว

แล้วทำอย่างไรจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้า?

มีค่ะมีการวิจัยพบว่ามีผลไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการซึมเศร้าได้นั่นคือ “กล้วยหอม”

ทั้งนี้ เนื่องจากในกล้วยหอมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้ผ่อนคลาย มีความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

นอกจากนี้ การกินกล้วยหอมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองอื่นๆ ได้ด้วย เพราะเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้จะช่วยในการทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

รับมือภูมิแพ้ โรคยอดอิตช่วงหน้าหนาว

dailynews141105_01ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกขณะแล้ว ซึ่งช่วงนี้ของปีถือเป็นช่วงที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมคึกคักต้อนรับอากาศเย็นสบาย หลังจากอยู่กับอากาศร้อนกันมาเกือบทั้งปี แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มักมาพร้อมเทศกาลฉลองอากาศเย็นสบายแบบนี้ คงจะเป็นเสียงไอค่อกแค่ก เสียงฟึดฟัดคัดจมูกน้ำมูกไหล ที่เกิดจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายของคนเราลดต่ำลงเพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาจได้รับผลกระทบจากอากาศเย็น ๆ ในหน้าหนาวจนทำให้หมดสนุกกันเลยทีเดียว

โรคภูมิแพ้ (Allergy) จัดเป็นโรคยอดฮิตโรคหนึ่งของคนไทย จากการศึกษาพบว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของไทยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อยู่ โดยชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic Rhinitis) รองลงมาคือ โรคหืด ลมพิษ และอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง แพ้อาหาร และแพ้ยา ตามลำดับ

โรคภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เนื่องจากร่างกายมีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก ที่เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกหญ้า ที่ลอยมาสัมผัสกับเยื่อบุจมูก แล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาบวมและมีสารคัดหลั่งออกมา ในขณะที่ร่างกายของเรากำลังต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมนั้น จึงทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุในรูจมูก อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งอาการจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน

ในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกหลายขนานแต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีทางเลือกในการบรรเทาอาการแพ้เหล่านี้ได้แบบไม่ต้องพึ่งหมอพึ่งยา ด้วยการรับประทานสารอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานเพื่อช่วยรับมือกับสารก่อภูมิแพ้แบบต่างๆ อาทิ

  • วิตามินซี ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งยังช่วยป้องกันหวัดอีกด้วย มีผลวิจัยพบว่า การรับประทานวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวัน วันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม ช่วยให้หายหวัดเร็วขึ้น และความถี่ในการเป็นหวัด คัดจมูก น้อยลง 50%
  • สารสกัดจากสมุนไพร เอ็คไคนาเชีย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวให้จับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ไวขึ้น บรรเทาความรุนแรงของหวัดหรือภูมิแพ้ และช่วยลดการอักเสบได้ จึงควรรับประทานทันทีที่รู้สึกว่ามีอาการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขนาดรับประทานที่เหมาะสมคือ 140 มิลลิกรัม และรับประทานต่อเนื่องวันละ 3 เวลา
  • สารสกัดจากกระเทียม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิต้านทานโรคเพื่อต่อสู้กับสารก่อภูมิแพ้ที่เข้ามาในร่างกาย ควรรับประทานสารสกัดจากกระเทียมวันละ 2-5 กรัม

เพียงเท่านี้ ร่างกายก็แข็งแรงพร้อมแต่งสวยหล่อออกไปฉลองเทศกาลต่าง ๆ สูดอากาศเย็นสบายๆ ได้อย่างสบายใจ

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

ที่มา : เดลินิวส์ 5 พฤศจิกายน 2557

7 โรคร้ายที่มาพร้อมหน้าหนาว

dailynews141029_01เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอากาศที่เย็นสบายเป็นตัวการชั้นดีในการกระจายของไวรัสจึงต้องระวังโรคที่มากับฤดูหนาว

วันนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” จะพามารู้จัก 7 โรคที่จะทำให้คุณป่วยได้ในฤดูหนาว

1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสอินฟลูเอ็นซาไวรัส (influenza virus) มีอาการหนาวสะท้าน มีไข้ คัดจมูก เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะรุนแรง การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานยาหรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หยุดพักผ่อน ใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ และใช้ยาที่ถูกต้องจากแพทย์

2. โรคไข้หวัด(Common cold) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ มีลักษณะอาการใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอเป็นอาการเด่น การป้องกันโรคไข้หวัดยังไม่มีวัคซีนป้องกันเนื่องจากมีเชื้อไวรัสหลายชนิด แต่เบื้องต้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานยาตามอาการ เช่น หากมีอาการเจ็บคอ เลือกรับประทานยาแก้ไอขับเสมหะ

3. โรคปอดบวม(Pneumonia) หรือภาวะการอักเสบของปอด สาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม นอกจากนี้ยังเกิดจากการดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไนโตรเจน ไดออกไซด์ หรือการสำลักน้ำลายเศษอาหารและน้ำย่อย เบื้องต้นจะมีอาการไอ คัดจมูกก่อนและจะเริ่มด้วยไข้สูง มีอาการหนาวสั่น หายใจหอบ มีการเจ็บหน้าอกบริเวณที่อักเสบ การป้องกันโรคปอดบวมทำได้โดยหลีกเหลี่ยงจากคนปอดบวม ดื่มน้ำมากๆ และฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดปอดบวม

4. โรคหัด (Measles) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่ารูบีโอราไวรัส (rubeola virus) เกิดจากการไอ จามรดกันโดยตรงหรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป มีอาการไข้ มักไอแห้งตลอดเวลา มีน้ำมูกมาก ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน จึงเริ่มมีผื่นจากหลังหูลามไปยังหน้าและร่างกาย โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพียงครั้งเดียวในช่วงที่เด็กมีอายุ 9-12 เดือน

5. โรคหัดเยอรมัน (Rubella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลลาไวรัส (Rubella virus) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด ที่พบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้และออกผื่นคล้ายหัด แต่มีความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด มีลักษณะเฉพาะคือผื่นเป็นเม็ดละเอียดสีแดง กระจัดกระจาย ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น และจะหายไปภายใน 3 วัน ซึ่งโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดตามช่วงอายุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

6. โรคไข้สุกใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpesvirus type 3 ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำของคนที่เป็นสุกใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ จะมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด โดยปกติโรคไข้สุกใสสามารถหายได้เอง หลีกเลี่ยงการแกะเกา ดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารตามปกติและพักผ่อนให้เพียงพอหรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใสสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี

7. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Gastroenteritis) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรตาไวรัส (Rota virus)มักพบในเด็กทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง และมักมีอาการไข้ และอาเจียน การป้องกันเบื้องต้นทำได้โดยรับประทานอาหารที่สุก ล้างมือให้สะอาด จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายได้

การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย รวมทั้งออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอก็จะเป็นตัวช่วย เบื้องต้นในการป้องกันโรคร้ายที่จะทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ ร่างกายเราเองหากเราไม่ดูแลแล้วใครจะดูแล

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก สำนักงานป้องกันควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : เดลินิวส์ 29 ตุลาคม 2557

รู้ทันโรคสุกใส ก่อนลมหนาวพัดมา

dailynews141031_01เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวอากาศจะเริ่มเย็น หากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ทั้งโรคไข้หวัด โรคปอดบวม โรคหัด โรคอุจจาระร่วง และโรคสุกใส ที่ระบาดหนักมากในหน้าหนาว

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคสุกใส ตั้งแต่เดือนมกราคม–กันยายน พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยโรคสุกใส จำนวน 74,299 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้ป่วยโรคสุกใสในปี พ.ศ. 2557 มีมากขึ้นถึง 1.87 เท่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2556 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยภาคที่มีอัตราการป่วยสูงสุดคือ ภาคเหนือ รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอายุที่พบสัดส่วนผู้ป่วยสูงสุด คือผู้มีอายุระหว่าง 5-9 ปีรองลงมาคือ กลุ่มผู้มีอายุ 0-4 ปี คาดว่าช่วงปลายปี พ.ศ. 2557 จะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 3,143 ราย และเดือนธันวาคมอีกประมาณ 3,944 ราย

โรคสุกใสหรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “อีสุกอีใส” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาครั้งแรก ส่วนใหญ่จะเป็นไข้สุกใส พบมากในเด็กอายุระหว่าง 5-9 ปี หากได้รับเชื้ออีก อาจเกิดการติดเชื้อแฝงและเป็นโรคงูสวัดได้

ลักษณะอาการทั่วไปของคนที่เป็นโรคสุกใส จะมีผื่นแดงราบขึ้นตามตัว และจะกลายเป็นตุ่มใส ตุ่มหนอง และเป็นสะเก็ดกระจายตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง มีไข้ มีอาการคัน และอาจมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย ทั้งยังเบื่ออาหารด้วย

โรคสุกใส เป็นโรคติดต่อที่ติดต่อกันได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการติดต่อทางตรงผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป เช่นเดียวกับการติดต่อของไข้หวัด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำเลือด น้ำหนองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย ส่วนการติดต่อทางอ้อมเป็นการติดต่อโดยการได้รับเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ หรือการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วนํ้า ช้อนส้อม เป็นต้น

ทั้งนี้ โรคสุกใสจะมีระยะฟักตัว 2-3 สัปดาห์ หรือประมาณ 13-17 วัน

การรับมือกับโรคสุกใสทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วย หากจำเป็นต้องอยู่ใกล้ควรใส่ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อในระยะต้นจะเริ่มมีไข้ คันตามผิวหนัง และมีตุ่มผื่นขึ้นโรคไข้สุกใสไม่มียารักษาโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ หากไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะสามารถหายได้เองในระยะเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ โดยผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสุกใสจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็ก

สำหรับยาที่ใช้รักษาตามอาการ หากมีอาการคันสามารถทาแป้งคาลาไมน์แก้คัน และกินยาแก้แพ้คลอเฟนิรามีน หากมีไข้สูงควรกินยาลดไข้พาราเซตามอล แต่ห้ามกินยาแอสไพรินเด็ดขาด โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เพราะอาจทำให้กลายเป็นโรคสมองอักเสบร้ายแรงได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้วัคซีนป้องกันโรค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วย

แม้ว่าโรคสุกใสจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงแก่คนทั่วไป แต่สำหรับคนบางกลุ่มอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ ทารกแรกเกิด สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ผู้ที่กินยากดภูมิต้านทาน ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งก่อนและหลังการติดเชื้อ

จอมสุดา
@chom_dn
เดลินิวส์ออนไลน์

ขอบคุณข้อมูลประกอบบางส่วนจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : เดลินิวส์ 31 ตุลาคม 2557

ระวังภัย ครีมทาผิวกับสารสเตอรอยด์

dailynews140122_001ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง มีอุณหภูมิหนาวเย็น หลายคนต้องใช้ครีมทาผิวเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวไม่แตกลอก ดังนั้นผู้บริโภคต้องใส่ใจเลือกซื้อ “ครีมทาผิว” อย่างระมัดระวัง หลังจากมีการตรวจพบครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผิวหนังเกิดอาการไหม้ แตกลายสีขาว เกิดรอยแดงรักษาไม่หาย และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง สำหรับส่วนผสมสารสเตอรอยด์ที่ก่อความรุนแรงสูงสุดมักพบใน “ครีมแบ่งขาย”

ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคโดยเฉพาะ “กลุ่มวัยรุ่น” จากสภาวะอากาศที่หนาวเย็นทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำในร่างกาย จะทำให้เกิดปัญหาผิวแห้งจนเกิดอาการอักเสบ แดง คันตามมา หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงินอาจจะเห่อมากขึ้นเมื่ออากาศหนาวเย็น ดังนั้นในช่วงนี้เราควรดูแลผิวเป็นพิเศษ ได้แก่ เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วยสารเพิ่มความชุ่มชื้นซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น โลชั่น ครีม และออยล์

ผศ.พญ.สุริวากร กล่าวเกี่ยวกับสารสเตอรอยด์ว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบ ครีมทาผิวแบบแบ่งขายเองที่ไม่มี อย. มีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตอรอยด์) ซึ่งเป็นยารักษาโรคผิวหนัง ไม่สามารถใช้เป็นครีมบำรุงผิวได้ ส่งให้เกิดอันตรายต่อร่างกายโดยเฉพาะผิวหนังบางลง ซึ่งประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมผิวขาวเหล่านี้

ผศ.พญ.สุริวากร อธิบายว่า สารโคเบตาซอล คือ สเตอรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด แพทย์จะใช้เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นเรื้อรัง หรือผื่นหนา โดยมีข้อบ่งชี้ว่า “ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์” สารนี้จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางค์ได้ เพราะสเตอรอยด์ออกฤทธิ์ที่ผิวหนังถึงชั้นแท้จนอาจเป็นผลถาวร นอกจากเข้าไปยับยั้งเม็ดสีแล้วยังไปรบกวนเรื่องการสร้างอิลาสตินคอลเจนของผิวหนังและทำให้ผิวเกิดการแตกลายงาแล้ว ยังทำให้ผิวบางและเส้นเลือดขยาย หากทาบริเวณหน้าจะทำให้เกิดสิวที่รักษายากกว่าสิวทั่วไป และเมื่อผิวบางโดนอะไรจะแพ้ง่ายและมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย”

ด้าน นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ ดังนี้

ประเภทเฉียบพลัน คือ การเกิดสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและหน้าอก ลักษณะเป็นตุ่มแดง ไม่มีหัว หนองหรือไขมันอุดตัน, รอยโรคเดิมเป็นมากขึ้น เกิดจากการใช้ยาผิดโรค เช่น โรคกลากเกลื้อน, เกิดผื่นแพ้สัมผัส เกิดจากการแพ้สารกันบูดหรือน้ำหอมที่ใส่ในครีม

ประเภทเรื้อรัง คือ ทำให้ผิวหน้าบางลง ออกแดดไม่ได้จะแสบร้อน หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เกิดภาวะ “ติดยา” เป็นประเด็นปัญหาที่พบบ่อยในเมืองไทยและรักษายาก ภาวะนี้เกิดจากใช้ครีมสเตอรอยด์เป็นเวลานาน เวลาหยุดยาแล้วจะแดง หรือโรคผิวหนังอักเสบเดิมจะเป็นมากขึ้น ทำให้หยุดใช้ยาไม่ได้ นอกจากนี้จะไปกดการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมักเกิดจากการใช้ครีมสเตอรอยด์ชนิดแรงเป็นเวลานานโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ

นพ.ชูชัย ให้คำแนะนำวิธีการดูแลผิวหน้าหนาวที่ถูกต้อง คือ

1.รักษาความสะอาดผิว โดยสบู่อ่อนๆ อย่าอาบน้ำร้อนจัด
2.หลังอาบน้ำทุกครั้งให้ทาสารให้ความชุ่มชื้น โดยทาหลังอาบน้ำทันที
3.ใช้ครีมกันแดดทุกวัน เนื่องจากในหน้าหนาวแสง UV จะมีมากกว่า แต่เมื่อเราไม่รู้สึกร้อนก็จะอยู่กลางแดดนานขึ้น
4.ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน
ถ้ามีผื่นคัน ผิวแตก แห้ง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ผู้บริโภคควรตระหนักในการเลือกใช้เครื่องสำอางค์และครีมต่างๆที่ได้รับรองจาก อย.เท่านั้น หรือ กรณีไม่มั่นใจก็สามารถตรวจสอบไปที่ อย.หรือ สายด่วนอย. หมายเลขโทรศัพท์ 1556.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  22 มกราคม 2557

8 วิธีดูแลสุขภาพผู้สูงอายุต้านหนาว

manager140122_001นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ทำให้อากาศหนาวเย็นลง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ทั้งโรคทางเดินหายใจ อย่างไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในฝูงชน หรือสถานที่แออัด นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเรื่องผิวหนังด้วย เนื่องจากผู้สูงอายุมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย จึงมีแนวโน้มที่ผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ควรทาโลชั่นหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้สูงอายุบางรายที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากการรับประทานอาหารดังกล่าวจะทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคปวดข้อ ซึ่งอากาศหนาว จะกระตุ้นให้โรคเกาต์มีอาการรุนแรงขึ้นได้ จึงควรรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายอยู่เสมอ

ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่วงที่อากาศหนาวเย็น ดังนี้

1.เลือกกินอาหารที่ให้ความอบอุ่นแต่ไขมันไม่สูง คือ อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา สัตว์ปีก และ เนื้อไม่ติดมัน เพราะร่างกายสามารถย่อยได้ง่าย

2.ควรกินผลไม้สดมากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะจะให้เส้นใยอาหารมากกว่า

3.กินธัญพืชที่มีกากใยอาหารสูง เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู สมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อนจะช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนดีขึ้น

4.ดูแลรักษาให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าที่หนาพอ มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย

5.ดื่มน้ำอุ่นวันละ 6-8 แก้ว

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงขึ้นไป และต้องห่มผ้าเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และ

8.ปรึกษาแพทย์ประจำตัวเมื่อรู้สึกว่ามีความผิดปกติของร่างกาย ที่สำคัญการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของคนในครอบครัวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตแจ่มใส ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2557