ต้านภาวะอ้วนลงพุงด้วย OTPP จากชาอู่หลง

dailynews140305_002ในปัจจุบันนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาบอลิ ซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือแม้แต่โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินเงินทองวิธีการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงมีหลายวิธีซึ่งอาจจะต้องผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาตลอดจนการผ่าตัด โดยแต่ละวิธีจะให้ผลได้แตกต่างกันและอาจมีผลข้างเคียงรวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงแตกต่างกัน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานักวิจัยให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือควบคุมปริมาณไขมันเพื่อช่วยลดภาวะอ้วนลงพุง สารพฤกษเคมีตัวหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสารโอทีพีพี (OTPP หรือ Oolong Tea Polymerized Polyphenols) ซึ่งจัดอยู่ในสารกลุ่มโพลีฟีนอลพบได้ในชาอู่หลงเท่านั้นไม่พบในชาชนิดอื่นๆ

สาร OTPP เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาอู่หลงโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) ซึ่งจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสาร OTPP ต่อการช่วยลดภาวะอ้วนลงพุงหลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดย OTPP ไปยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ย่อยไขมัน ทำให้ไขมันที่ไม่ถูกย่อยถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดหลังมื้ออาหารลดลงด้วย ทั้งยังกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีคุณประโยชน์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า OTPP ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารโพลีฟีนอลอื่นๆ ในการลดไขมันในช่องท้องหรือต้านภาวะอ้วนลงพุง และในเรื่องของความปลอดภัยพบว่าการดื่มชาอู่หลงในระยะยาวไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

ดังนั้นการดื่มชาอู่หลงที่มีสาร OTPP เป็นเครื่องดื่มประจำวันร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นตัวช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลในการควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ด้วย และจากประโยชน์ของชาอู่หลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะอ้วนลงพุง เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะควบคู่กันไป ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีห่างไกลภาวะอ้วนลงพุงได้

อ้างอิง

Junichi, N., Takanori, T., Keiichi, A., et al. (2007). Jpn Pharmacol Ther, 35, 661-671.

Maekawa, M., Teramoto, T., Nakamura, J., et al. (2011). Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther, 39, 889-900.

Nakamura, J., Abe, K., Ohta, H., Kiso, Y. (2008). Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther; 36(4), 65-73.

Rong-rong, H., Ling, C., Bing-hui, L., Yokichi, M., Xin-sheng, Y., Hiroshi, K. (2009). Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med, 15(1), 34-41.

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557

Advertisements

ง่ายๆ นวดกดจุดฝ่าเท้าบำบัดโรคความดันโลหิตสูง

thairath140110_001aทุกวันนี้คนไทยมีสถิติเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้นทุกปี สืบเนื่องจากการบริโภคอาหารไขมันสูง อาหารรสเค็มจัดที่ส่งผลให้ไตทำงานหนัก อาหารพวกชีสและมันเนย อาหารจานด่วนหรืออาหารจานเดียว เช่น ผัดกะเพราไข่ดาว ผัดซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ รวมถึงของหวานประเภทต่างๆ ทั้งขนมไทยและขนมฝรั่ง อาหารเหล่านี้มักส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล) ให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากความเครียดที่มีผลต่อฮอร์โมนในต่อมหมวกไต ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเช่นกัน

ความดันโลหิตสูงมีอันตรายเกิดกับร่างกายอย่างไร น่ากลัวที่สุดคืออันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจ มีผลให้หัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจอาจตายได้ ดังนั้นหากเรารู้จักป้องกันแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวาน อาหารเค็ม ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงความเครียด จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงได้

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง แพทย์จะให้ยาขับปัสสาวะและยาลดความดันในเวลาเดียวกัน รวมถึงคำแนะนำในการงดอาหารหวาน มัน เค็ม การทำตัวไม่ให้เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากพบว่าผู้ป่วยยังคุมระดับความดันไม่ได้ จึงจะหาวิธีอื่นๆ มาช่วยเหลือผู้ป่วย ตามแนวคิดที่ว่า “ไม่มีศาสตร์การแพทย์แผนใดแผนหนึ่งแผนเดียวที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์” ทุกศาสตร์การแพทย์ยังมีช่องว่าง (Gap of Knowledge)

เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการแพทย์จึงเป็นที่มาของการแพทย์แบบผสมผสาน (Complementary Medicine) ให้การดูแลสมบูรณ์แบบและมีความเป็นองค์รวมมากขึ้น เช่นการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า ซึ่งเป็นการนำการแพทย์แผนตะวันออกมาผสมผสานในการดูแลผู้ป่วยเพื่อบำบัดโรคความดันโลหิตสูง

การนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าเป็นการกดจุดบนฝ่าเท้าที่เป็นตัวแทนอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เพื่อส่งผ่านพลังตามเส้นแนวโคจรพลัง (Meridian line) ช่วยให้พลังเดินสะดวก ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนมองว่าร่างกายของมนุษย์ หากพลังงานไหลเวียนดีโดยไม่ติดขัด ถือว่ามีสุขภาพดี แต่หากมีการติดขัดที่ใดจะถือว่ามีปัญหาสุขภาพ

ทั้งนี้ ทั้งนั้น เราสามารถตรวจสอบการติดขัดของเส้นโคจรพลังได้ระหว่างการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า โดยหากพบ “เม็ดทราย” (Microcrystal หรือ Crystalline deposit) หรือตัวบ่งบอกว่าพลังเกิดความติดขัดในร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดจะต้องกดให้เม็ดทรายนั้นแตกออก พลังจะได้เดินสะดวกและผู้ป่วยจะมีสุขภาพดีขึ้น

thairath140110_001b

ในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องกด 62 จุดภายใต้ฝ่าเท้าเพื่อให้พลังไหลเวียนต่อเนื่องทุกอวัยวะ จากนั้นมาเน้น อีก 26 จุดที่เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย และสุดท้ายคือการเน้นจุดที่เป็นตัวแทนในการลดความดันโลหิต ซึ่งประกอบด้วย จุดศูนย์รวมประสาท หัวใจ ต่อมใต้สมอง ต่อมพิตูอิตารี จุดตรงฐานหัวแม่เท้า กระดูกสันหลัง กระบังลม ปอด ต่อมหมวกไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ ดังรูป คือ 11 จุดในการลดความดันโลหิตสูง

ผศ.ดร.ลดาวัลย์ อุ่นประเสริฐพงศ์ นิชโรจน์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
E-mail : ladawal.unp@mahidol.ac.th

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

ตากแดดช่วยลด ความดันโลหิต

thairath140122_001วารสาร “เรื่องโรคผิวหนัง” ของสหรัฐฯ รายงานว่า การตากแดดอาจจะช่วยลดความดันโลหิตลง ซึ่งจะป้องกันโรคหัวใจวายกับอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ทั้งนี้ จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันและเอดินเบอระได้พบว่า แสงแดดสามารถลดปริมาณสารไนตริกออกไซด์ ที่เป็นตัวอณูผู้แจ้งข่าวอยู่ในผิวหนังและเลือดให้น้อยลงไป มีผลทำให้ความดันเลือดลดต่ำลง

ศาสตราจารย์มาร์ติน ฟีลิสช์อธิบายให้รู้สาเหตุว่า “สารไนตริกออกไซด์รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ถูกย่อยสลายซึ่งมีอยู่อุดมในผิวหนัง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตด้วย เมื่อโดนแดด ปริมาณของไนตริกออกไซด์จำนวนน้อย จะถ่ายจากผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยผ่อนความตึงตัวของหลอดเลือดลง ทำให้ความดันโลหิตลด พลอยทำให้ความเสี่ยงของอาการหัวใจวายและอัมพฤกษ์ อัมพาตต่ำลงด้วย”

รายงานยังได้พูดถึงการห้ามถูกแดดมากไปว่าจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังนั้น ที่ถูกแล้ว การไม่ค่อยโดนแดดกลับจะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะทำให้ ล่อแหลมกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นกันอยู่อย่างดาษดื่น.

ที่มา: ไทยรัฐ 22 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

Sunlight Might Be Good for Your Blood Pressure: Study
Researchers figure out why, suggest not getting enough might raise risk for heart disease

Sunlight Might Be Good for Your Blood Pressure: Study
By Steven Reinberg
HealthDay Reporter
MONDAY, Jan. 20 (HealthDay News) — Sunlight is known to lower blood pressure, but now a team of British researchers has figured out why.

What they found is that nitric oxide stored in the top layers of the skin reacts to sunlight and causes blood vessels to widen as the oxide moves into the bloodstream. That, in turn, lowers blood pressure.

“This is an unexpected finding, in that the skin has not been considered to be involved in blood pressure regulation,” said lead researcher Martin Feelisch, a professor of experimental medicine and integrative biology at the University of Southampton.

Feelisch said he thinks — if this finding is confirmed in further research — exposure to ultraviolet light might help reduce the risk for heart disease. “That’s where it becomes interesting,” he said.

Among people with normal blood pressure, the effect of ultraviolet light is modest — a drop in blood pressure of between 2 and 5 millimeters of mercury (mmHG), Feelisch said.

“This is a mild effect,” he said. “But if you repeat this study in people with high blood pressure, I would predict you will see a more substantial drop.”

Avoiding sunlight or using sunblock constantly out of a fear of skin cancer could be a new risk factor for heart disease, Feelisch said.

He isn’t suggesting that people should sunbathe or use tanning beds in hopes of lowering blood pressure, however. What he recommended is spending a moderate amount of time outdoors.

“People are dying of skin cancer, and sunlight is the only known risk factor that contributes to skin cancer,” Feelisch said. “We are fully aware of that and don’t say everyone should get as much sun as possible. There is a very real risk — but so is the risk for [heart] disease. One of the main contributors to the disease is high blood pressure.”

Excessive exposure to sunlight carries the risk of developing skin cancer, Feelisch said, but too little might increase the risk of heart disease. However, more people die from heart disease than from skin cancer, he said.

“We believe current public health advice, which is dominated by concerns of skin cancer, needs to be carefully reassessed,” he said. “It’s time to look at the balance of risk for skin cancer and cardiovascular disease.”

The report was published Jan. 20 in the Journal of Investigative Dermatology.

Dr. Gregg Fonarow, associate chief of the division of cardiology at the University of California, Los Angeles, David Geffen School of Medicine, said high blood pressure is a major risk factor for stroke and kidney disease, in addition to heart disease.

That blood pressure levels are higher during winter and further away from the equator has been known, but the reasons behind these observations had not been entirely clear, he said.

“This new study finds that UV light exposure to the skin induced nitric oxide release and modestly lowered blood pressure, suggesting that this may play a role in modulating blood pressure,” said Fonarow, a spokesman for the American Heart Association.

Further studies are needed to determine the degree to which varying levels of light exposure might play a role in regulating blood pressure and reducing heart risk, he said.

For the study, Feelisch and his colleagues exposed 24 people with normal blood pressure to ultraviolet A radiation equal to spending about 30 minutes in the sun.

They found that the exposure widened the blood vessels, which significantly lowered blood pressure and changed the levels of nitric oxide in the blood.

SOURCES: Martin Feelisch, Ph.D., professor, experimental medicine and integrative biology, University of Southampton, United Kingdom; Gregg Fonarow, M.D., professor, medicine, and associate chief, division of cardiology, University of California, Los Angeles, David Geffen School of Medicine; Jan. 20, 2014, Journal of Investigative Dermatology

Last Updated: Jan 20, 2014

SOURCE : healthday.com

การแพทย์แบบทางเลือกกดความดันโลหิตให้ลด

thairath130429_002แพทยสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกากล่าวแจ้งว่า การแพทย์แบบทางเลือกอย่างการออกกำลังแบบแอโรบิก และการออกกำลังโดยใช้น้ำหนัก ก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ สมาคมได้กล่าวบอกในวารสารการแพทย์ “โรคความดันโลหิตสูง” ว่า ผู้ที่มีระดับความดันโลหิตสูงเกินกว่า 120/80 มม.ปรอท และผู้ที่อาศัยยาตามมาตรฐานการแพทย์ไม่ค่อยได้ผล อาจใช้การแพทย์แบบทางเลือกเข้าช่วยได้ เพียงแต่ว่ามันไม่อาจจะใช้แทนวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การออกกำลัง การลดน้ำหนัก ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มสุรามากเกินควร ไม่กินเค็ม และการกินยาตามแพทย์สั่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วได้ โรคความดันโลหิตเป็นชนวนของโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์อัมพาต มีผู้มีอาการอยู่ทั่วโลกมากถึงร้อยละ 26 เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อน วัยอันควรไม่น้อยกว่าร้อยละ 13

.

ที่มา :  ไทยรัฐ 29 เมษายน 2556

.

Related Article:

.

Blood pressure check. (Credit: Copyright American Heart Association)

Blood pressure check. (Credit: Copyright American Heart Association)

Alternative Therapies May Help Lower Blood Pressure

Apr. 22, 2013 — Alternative therapies such as aerobic exercise, resistance or strength training, and isometric hand grip exercises may help reduce your blood pressure, according to the American Heart Association.

In a new scientific statement published in its journal Hypertension, the association said alternative approaches could help people with blood pressure levels higher than 120/80 mm Hg and those who can’t tolerate or don’t respond well to standard medications.

However, alternative therapies shouldn’t replace proven methods to lower blood pressure — including physical activity, managing weight, not smoking or drinking excess alcohol, eating a low sodium balanced diet and taking medications when prescribed, the association said.

High blood pressure — a major risk factor for heart attack and stroke — affects more than 26 percent of the population worldwide and contributes to more than 13 percent of premature deaths.

An expert panel assessed three alternative remedy categories: exercise regimens; behavioral therapies such as meditation; and non-invasive procedures or devices including acupuncture and device-guided slow breathing. The panel did not review dietary and herbal treatments.

“There aren’t many large well-designed studies lasting longer than a few weeks looking at alternative therapies, yet patients have a lot of questions about their value,” said Robert D. Brook, M.D., Chair of the panel and an associate professor of medicine at the University of Michigan in Ann Arbor. “A common request from patients is, ‘I don’t like to take medications, what can I do to lower my blood pressure?’ We wanted to provide some direction.”

The alternative therapies rarely caused serious side effects and posed few health risks, but the analysis revealed some approaches were more beneficial than others and could be part of a comprehensive blood pressure-lowering treatment plan.

Brook and colleagues reviewed data published in 2006-11, including 1,000 studies on behavioral therapies, non-invasive procedures and devices, and three types of exercise (aerobic, resistance or weight training and isometric exercises, most commonly handgrip devices).

The studies also examined the effects of yoga, different styles of meditation, biofeedback methods, acupuncture, device-guided breathing, relaxation and stress reduction techniques.

The panel found:

  • All three types of exercise reduced blood pressure. Walking programs provided modest benefit while, somewhat surprisingly, four weeks of isometric hand grip exercises resulted in some of the most impressive improvements — a 10 percent drop in systolic and diastolic blood pressure. However, isometric exercise should be avoided among people with severely-uncontrolled high blood pressure (180/110 mm Hg or higher).
  • Behavioral therapies such as biofeedback and transcendental meditation may help lower blood pressure by a small amount. However, there’s not sufficient data to support using other types of meditation.
  • Strong clinical evidence is also lacking to recommend yoga and other relaxation techniques for reducing blood pressure.
  • There isn’t enough evidence to recommend acupuncture for lowering blood pressure, particularly given the complexities involved in employing this treatment. However, device-guided slow breathing did prove effective in lowering blood pressure when performed for 15-minute sessions three to four times a week.

“Most alternative approaches reduce systolic blood pressure by only 2-10 mm Hg; whereas standard doses of a blood pressure-lowering drug reduce systolic blood pressure by about 10-15 mm Hg,” Brook said. “So, alternative approaches can be added to a treatment regimen after patients discuss their goals with their doctors.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

 

SOURCE : www.sciencedaily.com

 

เดินก็ไล่ทันวิ่งให้คุณสูสีกัน

Credit : health.msn.co.nz

Credit : health.msn.co.nz

วารสารของแพทยสมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ แจ้งว่า นักวิจัยต้องพบกับความประหลาดใจเป็นล้นพ้นว่าการเดินเร็วก็สามารถลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้ไม่แพ้กับการวิ่งเร็วเช่นกัน

นักวิจัยได้พบจากการวิเคราะห์ผลจากนักวิ่งอเมริกัน 33,360 คน เปรียบเทียบกับนักเดินเร็วปานกลาง 15,045 คน มาเป็นเวลา 6 ปี พบว่าพลังงานที่นักวิ่งเร็ว และนักเดินเร็วปานกลางใช้ยังผลให้ความดันโลหิต ปริมาณไขมันในเลือด โอกาสการเป็นเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงได้ มากเกือบพอๆกัน

พวกเขาได้เปรียบเทียบผลของทั้งคู่ให้ดูว่า

– นักวิ่งจะลดความดันเลือดลงได้ร้อยละ 4.2 ขณะที่นักเดินลดได้ร้อยละ 7.2
– นักวิ่งลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ร้อยละ 12.1 ส่วนนักเดินลดได้ร้อยละ 12.3
– นักวิ่งลดไขมันในเลือดได้ร้อยละ 4.3 นักเดินลดได้ร้อยละ 7
– นักวิ่งลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ ร้อยละ 4.5 ขณะที่นักเดินลดได้ร้อยละ 9.3.

ที่มา : ไทยรัฐ 11 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Walking Can Lower Risk of Heart-Related Conditions as Much as Running

Apr. 4, 2013 — Walking briskly can lower your risk of high blood pressure, high cholesterol and diabetes as much as running can, according to surprising findings reported in the American Heart Association journal Arteriosclerosis, Thrombosis and Vascular Biology.

Researchers analyzed 33,060 runners in the National Runners’ Health Study and 15,045 walkers in the National Walkers’ Health Study. They found that the same energy used for moderate intensity walking and vigorous intensity running resulted in similar reductions in risk for high blood pressure, high cholesterol, diabetes, and possibly coronary heart disease over the study’s six years.

“Walking and running provide an ideal test of the health benefits of moderate-intensity walking and vigorous-intensity running because they involve the same muscle groups and the same activities performed at different intensities,” said Paul T. Williams, Ph.D., the study’s principal author and staff scientist at Lawrence Berkeley National Laboratory, Life Science Division in Berkeley, Calif.

Unlike previous studies, the researchers assessed walking and running expenditure by distance, not by time. Participants provided activity data by responding to questionnaires.

“The more the runners ran and the walkers walked, the better off they were in health benefits. If the amount of energy expended was the same between the two groups, then the health benefits were comparable,” Williams said.

Comparing energy expenditure to self-reported, physician-diagnosed incident hypertension, hypercholesterolemia, diabetes and coronary heart disease, researchers found:

  • Running significantly reduced risk for first-time hypertension 4.2 percent and walking reduced risk 7.2 percent.
  • Running reduced first-time high cholesterol 4.3 percent and walking 7 percent.
  • Running reduced first-time diabetes 12.1 percent compared to 12.3 percent for walking.
  • Running reduced coronary heart disease 4.5 percent compared to 9.3 percent for walking.

“Walking may be a more sustainable activity for some people when compared to running, however, those who choose running end up exercising twice as much as those that choose walking. This is probably because they can do twice as much in an hour,” Williams said.

Study participants were 18 to 80 years old, clustered in their 40s and 50s. Men represented 21 percent of the walkers and 51.4 percent of the runners.

“People are always looking for an excuse not to exercise, but now they have a straightforward choice to run or to walk and invest in their future health,” Williams said.

Co-author is Paul D. Thompson, M.D.

The National Heart, Lung, and Blood Institute funded the study.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Paul T. Williams and Paul D. Thompson. Walking Versus Running for Hypertension, Cholesterol, and Diabetes Mellitus Risk ReductionArteriosclerosis, Thrombosis and Vascular Biology, April 4 2013 DOI:10.1161/ATVBAHA.112.300878

ไข่ขาวดีต่อคนป่วยความดัน

dailynews130415_001ไข่ไก่ใบรี ๆ นอกจากจะเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ล่าสุดยังมีผลวิจัยบอกด้วยว่า ผลิตผลจากแม่ไก่นี้มีประโยชน์อันน่าทึ่ง สามารถลดความดันโลหิตได้

ดร.ฉีเป่ง ยู หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน แดนมังกร บอกเล่าถึงการทำวิจัยประโยชน์ของไข่ขาวในการลดความดันโลหิต ระหว่างร่วมประชุมระดับชาติของสมาคมเคมีอเมริกา ในนิว ออร์ลีนส์ สหรัฐฯ ว่า ทีมวิจัยของเขา ค้นพบว่าส่วนประกอบในไข่ขาว ซึ่งก็คือเป็ปไทด์หรือส่วนหนึ่งของโปรตีน มีประสิทธิภาพยับยั้งการทำงานของ ACE หรือสารที่ผลิตในร่างกายและทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น

หรือกล่าวให้เข้าใจแบบง่ายๆ คือ สารประกอบในไข่ขาว สามารถยับยั้งตัวการที่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ดร.ยู ยังบอกอีกว่า สารประกอบในไข่ขาวนั้น ออกฤทธิ์เหมือนกับยาที่หมอใช้รักษาคนไข้โรคความดันโลหิตสูง และผลการวิจัยในแล็บที่ทำกับหนูทดลอง ก็ไม่พบความเป็นพิษ และยังช่วยลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลองได้เช่นกัน

ผลวิจัยเรื่องไข่ขาวลดความดันของทีม ดร.ยู ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับผลงานวิจัยเรื่องเดียวกันที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ จึงถือเป็นเรื่องดีๆ ที่คนป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรติดตามกันต่อไป.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 15 เมษายน 2556

กอด…ลดความดันแต่เพิ่มความจำ

Friends forever: Hugging is beneficial as long as you trust the person you embrace

Friends forever: Hugging is beneficial as long as you trust the person you embrace

การกอดคนที่คุณรักไม่เพียงเป็นวิธีการสร้างความผูกพันที่ดี แต่ผลวิจัยใหม่ยังชี้ว่ามันมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยช่วยลดความดันเลือดและเพิ่มพูนความจำได้อีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ฮอร์โมนออกซิโตซินจะหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดเมื่อคุณกอดเพื่อนเอาไว้แน่นๆ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ช่วยลดความดันโลหิต ลดความเครียดและความกังวล รวมถึงช่วยพัฒนาความสามารถในการจำ

อย่างไรก็ตาม ตามผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเวียนนา คุณก็ควรเลือกคนที่คุณจะกอดสักนิด เพราะการกอดคนที่คุณไม่ได้รู้จักดีตามมารยาทอาจก่อให้เกิดผลตรงกันข้ามได้

ออกซิโตซิน คือ ฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมพิทูอิทารี และเป็นที่รู้จักในฐานะฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มความผูกพัน พฤติกรรมทางสังคม และความใกล้ชิดระหว่างพ่อ แม่ ลูก และคู่รัก ระดับฮอร์โมนออกซิโตซินที่เพิ่มสูงขึ้นสามารถพบได้ในความสัมพันธ์ที่เป็นจริง สำหรับผู้หญิง ฮอร์โมนจะถูกผลิตระหว่างการคลอดบุตรและให้นมอีกด้วย เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างแม่และเด็ก

นอกจากนี้ การกอดยังช่วยทำให้บุคลิกภาพของคุณอ่อนโยนขึ้น นักวิจัยกล่าวว่า คนที่กอดคนที่พวกเขารักบ่อยๆ จะมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

นักประสาทสรีรวิทยา ยูร์เกิน ซันด์คูห์เลอร์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นหากคนคู่นั้นไว้ใจซึ่งกันและกัน มีความรู้สึกถึงความสัมพันธ์เกิดขึ้นร่วมกัน และสัญญาณถูกส่งออกมาอย่างสอดคล้อง แต่หากพวกเขาไม่รู้จักกัน หรือพวกเขาไม่ได้อยากกอดกันจริงๆ ก็จะไม่เกิดผลดีแบบนั้นขึ้นมา”

เมื่อเราได้รับการกอดที่ไม่พึงปรารถนาจากคนแปลกหน้า หรือแม้กระทั่งคนที่เรารู้จัก ฮอร์โมนจะไม่ถูกหลั่งออกมา และระดับความกังวลจะพุ่งสูงขึ้น

ซันด์คูห์เลอร์กล่าวว่า “สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ความเครียดอย่างแท้จริง เนื่องจากพฤติกรรมรักษาระยะห่างตามปกติของเราถูกเพิกเฉย ในสถานการณ์เหล่านี้เราจะหลั่งฮอร์โมคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนของความเครียดออกมา การกอดเป็นเรื่องดี แต่ไม่ว่าจะนานหรือบ่อยแค่ไหน ความเชื่อใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ดังนั้น ซันด์คูห์เลอร์จึงออกปากเตือนถึงโครงการที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างการกอดฟรี (free hugs) ซึ่งคนคนหนึ่งจะออกมาให้คนแปลกหน้าตามที่สาธารณะกอด โดยกล่าวว่า ผู้คนจะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อทุกๆ คนที่เข้าร่วมเข้าใจตรงกันว่านี่คือความสนุกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีพิษภัย มิฉะนั้นมันอาจจะกลายเป็นภาระทางอารมณ์และความเครียดแทน

เขากล่าวว่า “ทุกคนคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนั้นจากการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น หากมีคนที่เราไม่รู้จักเข้าใกล้เราเกินไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การล่วงละเมิด พฤติกรรมรักษาระยะห่างดังกล่าวย่อมถูกมองว่าน่ากระอักกระอ่วน หรือแม้กระทั่งเป็นการคุกคามอีกด้วย”.

ที่มา : ไทยโพสต์ 12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

The Duke and Duchess of Cambridge embrace after an Olympic cycling win: Hugging a loved-one reduces stress

The Duke and Duchess of Cambridge embrace after an Olympic cycling win: Hugging a loved-one reduces stress

How hugging can lower your blood pressure and boost your memory

  • Hugging a loved one releases the hormone oxytocin that gives you a physical boost
  • But effect only works if you hug someone you trust
  • Embracing someone you barely know increases stress

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 12:12 GMT, 22 January 2013

 

Hugging a loved one isn’t just a great way to bond – it has several physical benefits as well.

Scientists found that the hormone oxytocin was released into the blood stream when you hold a friend close. This lowers blood pressure, reduces stress and anxiety and can even improve your memory.

However, you have to be selective over who you hug. Giving a polite embrace to someone you don’t know well can have the opposite effect, according to research from the University of Vienna.

Oxytocin, a hormone produced by the pituitary gland, is primarily known for increasing bonding, social behaviour and closeness between parents, children and couples.

Increased oxytocin levels have been found, for example, in partners in functional relationships. In women, it is also produced during the childbirth process and during breastfeeding in order to increase the mother’s bond with the baby.

Hugging can also soften your personality. The researchers said someone who hugs loved ones often become more empathetic over time.

Neurophysiologist Jürgen Sandkühler, said: ‘The positive effect only occurs, however, if the people trust each other, if the associated feelings are present mutually and if the corresponding signals are sent out.

‘If people do not know each other, or if the hug is not desired by both parties, its effects are lost.’

When we receive unwanted hugs from strangers or even people we know, the hormone is not released and anxiety levels rise.

‘This can lead to pure stress because our normal distance-keeping behaviour is disregarded. In these situations, we secrete the stress hormone cortisol,’ Sandkühler said.

He added that: ‘Hugging is good, but no matter how long or how often someone hugs, it is trust that’s more important.’

 

Sandkühler therefore cautioned against the worldwide ‘free hugs’ campaign – a social movement involving individuals who offer hugs to strangers in public places.

He said people would only have a beneficial effect ‘if everyone involved is clear that it is just a harmless bit of fun.’

Otherwise, it could be perceived as an emotional burden and stress.

‘Everyone is familiar with such feelings from our everyday lives, for example, if someone we don’t know comes too close to us for no apparent reason.

‘This violation of our normal distance-keeping behaviour is then generally perceived as disconcerting or even as threatening,’ he said.

SOURCE: dailymail.co.uk

ผลไม้ตระกูล “เบอรี่ไทย” หลากประโยชน์ช่วยปกป้อง “หัวใจ”

dailynews130214_001-01ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า ผลไม้ในกลุ่มของเบอรี่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เบอรี่ยังช่วยบำรุงสมองและความจำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากคือ เบอรี่สามารถต้านชราได้

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผลไม้ในกลุ่มเบอรี่ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ผลไม้ที่มีชื่อลงท้ายด้วยเบอรี่ เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ ราสเบอรี่ แครนเบอรี่ แบล็กเบอรี่ โดยที่จะมองข้ามในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ซึ่งในประเทศไทยก็มีผลไม้ในกลุ่มเบอรี่อยู่มากมาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยได้มีการนำมาศึกษาวิจัยทดลองให้ผลสนับสนุนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผลไม้กลุ่มเบอรี่ของต่างประเทศเลย

dailynews130214_001-12ผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่ที่เป็นผลไม้ไทย ก็ได้แก่ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็น สารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้

dailynews130214_001-07ชนิดต่อมาคือ มะเกี๋ยง พบมากทางตอนเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน โดยผลจะคล้ายคลึงกันกับลูกหว้า แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและมีสีออกม่วงแดง ส่วนรสออกเปรี้ยวมากกว่าลูกหว้า จากการศึกษาพบว่า ผลของมะเกี๋ยง มีสารพฤกษเคมีที่สำคัญอยู่หลายตัว เช่น สารประกอบฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

“จากการทดสอบหาค่าของสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิดที่เรียกว่า The ORAC test หรือ Oxygen Radical Absorbance Capacity ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร อาหารที่มีค่า ORAC สูงสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจากการถูกทำลายเสียหายจากกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งมะเกี๋ยงเป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูง ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และชะลอความเสื่อมของร่างกาย”

dailynews130214_001-08มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่เช่นกัน ลักษณะเป็นผลสีเขียว จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน รสชาติออกเปรี้ยวฝาด ๆ ตามตำราแพทย์พื้นบ้านจะนิยมนำมารักษาอาการไข้หวัด แก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ

เมื่อศึกษาดูสารที่มีอยู่ในมะขามป้อมแล้วพบว่า มะขามป้อมมีปริมาณของวิตามินซีสูง โดยในผลมะขามป้อม 1 ผลจะมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 ลูก และยังพบสารพฤกษเคมีอื่น เช่น สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของร่างกาย สามารถช่วยลดการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย

นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอล รวมถึง ไตรกลีเซอไรด์ จึงถือว่า เป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงแนวคิดว่า สารสกัดจากมะขามป้อมจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งโดยสามารถลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้แล้วในสัตว์ทดลอง

dailynews130214_001-11ในส่วนของ ลูกหม่อน ปัจจุบันมีการนำเอาผลมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลสุกของลูกหม่อนจะมีสีออกม่วงแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอรี่ที่เป็นที่นิยมในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระแล้วลูกหม่อนของไทยหากเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะพบว่า ลูกหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอรี่ 2-3 เท่า ซึ่งสารที่พบ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทอล สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง

“ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น คือ โอลิอิกและไลโนลิอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมองช่วยให้ความจำดีขึ้น ยังมีการศึกษาว่า สารสกัดจากลูกหม่อนช่วยควบคุมความหิวทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมีการนำเอาใบหม่อนมาทำเป็นชา โดยพบว่า การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้”

dailynews130214_001-10ผลไม้ไทยชนิดต่อมา คือ มะยม เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมารับประทานโดยการนำมาทำตำมะยม ใส่ในน้ำพริกเพื่อให้ออกรสเปรี้ยว และปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นแยมส่งออกต่างประเทศ เพราะมะยมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น สารในกลุ่มแทนนินที่ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย

รวมทั้งมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของของเสียในลำไส้ ทั้งนี้ เนื่องจากใยอาหารในมะยมมีทั้งชนิดที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ โดยใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลจึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการใช้มะยมในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากได้รับประทานมะยมแล้วจะมีอาการดีขึ้น

dailynews130214_001-09ดร.ฉัตรภา กล่าวต่อว่า มะเม่าหรือหมากเม่า จัดเป็นผลไม้ไทยในตระกูลเบอรี่ที่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์ และแยม มะเม่านอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมือนกับผลไม้ในตระกูลเบอรี่ทั้งหลายแล้ว มะเม่ายังมีแร่ธาตุเหล็กสูงซึ่งทางตำรายาไทยจะใช้รักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือด

dailynews130214_001-05รวมไปถึง โทงเทงฝรั่งหรือเคพกูสเบอรี่ ผลไม้ขนาดเล็กสีเหลืองทอง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับมะเขือ โดยข้างในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมาย สารอาหารสำคัญที่พบ คือ เบต้าแคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไฟโตรสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกายส่งผลให้ลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกิน และบริเวณเปลือกของโทงเทงฝรั่งยังมีใยอาหารประ เภทเพคตินที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

dailynews130214_001-02มาที่ เชอรี่ไทย ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ในหนึ่งลูกจะแบ่งออกเป็น 3 พู นิยมนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม เชอร์เบท แยม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานินมีส่วนช่วยในการลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารกลุ่มแอนโธไซยานินเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี และรู้สึกกระปรี้กระ เปร่า ยังมีการใช้เชอรี่ไทยในผู้ที่มีอาการท้องผูกเพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี

dailynews130214_001-03ผลไม้เบอรี่ไทยอีกชนิดหนึ่งก็คือ ตะขบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายพบได้ทั่วไปในบริเวณทุกภาคของประเทศไทย ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงชนิดหนึ่ง โดยใน 100 กรัมหรือประมาณ 25 ผล จะมีใยอาหารมากกว่า 6 กรัม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอยู่ที่ 25 กรัม การกินตะขบ 1 ถ้วยเท่ากับได้ปริมาณ 1 ใน 4 ของใยอาหารที่แนะนำแล้ว

“จากการศึกษาพบว่า ตะขบมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย”

หลังจากที่ได้รู้แล้วว่าประเทศไทยเรามีเบอรี่อยู่หลากหลายชนิด และแต่ละชนิดล้วนมีคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น การหันมารับประทานเบอรี่ไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดี มีหัวใจที่ดี ในแบบวิถีไทยนั่นเอง.

…………………………..

dailynews130214_001-04รูปแบบการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอรี่

ในช่วงวัยของคนมีความต้องการอาหารและผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอรี่นับเป็นอีกทางเลือกของผลไม้ที่มีประโยชน์ให้เราได้เลือกรับประทานกันในหลายรูปแบบ

โดยการ กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ผ่านกรรมวิธีในการปรุง จะทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลง และการกินในรูปของผลไม้หรือแบบตากแห้ง จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ทางที่ดีควรกินแบบสด ๆ จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2556

เข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในแต่ละคืนเพียงหกสัปดาห์ ช่วยลดความดันโลหิตได้

Time for bed: Going to bed an hour early could ward off high blood pressure, a study suggests

Time for bed: Going to bed an hour early could ward off high blood pressure, a study suggests

นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีแนวโน้มความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ความดันกลับมาปกติได้ด้วยการเข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในแต่ละคืน

เป็นการศึกษาในผู้ที่นอนเท่ากับหรือน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน

 

Going to bed an hour earlier each night ‘lowers blood pressure in just six weeks’

  • Researchers found people showing early signs of high blood pressure could restore readings to healthy levels by sleeping an extra hour every night
  • The study looked at people who slept only seven hours or less who were beginning to have borderline high blood pressure readings

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 00:57 GMT, 4 December 2012

Going to bed an hour earlier than usual could help to ward off high blood pressure, according to a new study.

Researchers found people who were showing the early signs of high blood pressure were able to restore readings to healthy levels in just six weeks if they had an extra hour in bed every night.

The study, carried out at Harvard Medical School in Boston, USA, looked at men and women who regularly slept for only seven hours or less a night and were beginning to have borderline high blood pressure readings.

High blood pressure, or hypertension, affects one in five adults in the UK and is thought to be responsible for half of all heart attacks and strokes.

But despite an array of different drugs available on the NHS, it’s estimated more than half of all patients have ‘poorly controlled’ blood pressure, which means they still have readings in the danger zone above 140mmHg/90mmHg, a measure of the amount of force inside arteries when the heart is forcing blood through them and the force when it relaxes.

Lack of sleep and a stressful lifestyle have long been associated with an increased risk of the condition.

But the latest study is one of the first to prove that blood pressure can be brought under control by simply increasing sleep duration.

Researchers recruited 22 middle aged men and women who either had prehypertension, where their readings were not excessively high but had been increasing and were on target to reach dangerous levels.

The volunteers all claimed to sleep seven hours or less a night.

Over a six week period, 13 of the group were told to extend their sleeping patterns by getting to bed an hour earlier than they normally would.

The rest were told to stick to their normal sleeping routines.

They all wore monitors to check their blood pressure round-the-clock and underwent blood and urine checks too.

The results, published in the Journal of Sleep Research, showed the extended sleep group managed to get at least 35 minutes extra in bed.

As a result, their average blood pressure readings dropped sharply by between eight and 14mmHg.

It’s thought too little sleep affects the body’s ability to deal with stress hormones that can drive up blood pressure.

In a report on their findings the researchers said extra sleep could soon be prescribed as a remedy for high blood pressure.

‘These preliminary findings have to be interpreted with caution. But future investigations should look at whether increasing sleep duration serves as an effective strategy in the treatment of hypertension.’

SOURCE: dailymail.co.uk

 

กินแตงโมช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ แค่เพียงชิ้นบาง ๆ วันละชิ้น

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเปอร์ดิวของสหรัฐฯ พบว่า การกินแตงโมวันละหนึ่งชิ้นบางๆ จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำหนักเกินได้ เพราะมันจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตราย

นักวิจัยได้ศึกษากับหนูทดลองที่ถูกขุนให้กินอาหารไขมันสูง ได้ความรู้ว่า การกินแตงโมจะช่วยลดอัตราสะสมของไขมันรวมโปรตีนเลว ที่มีความหนาแน่นต่ำลงเกือบครึ่ง ไขมันเลวทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ

ขณะที่แตงโมช่วยควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น และลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในหลอดเลือด และคิดว่าคุณประโยชน์ของแตงโมอาจจะเป็นเพราะสารไซตรุลไลน์ อันเป็นสารเคมีที่พบอยู่ในน้ำคั้นของมัน สารนี้เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เกี่ยวกับการสร้างยูเรียในร่างกาย เคยมีการศึกษาพบว่ามันมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจ โดยช่วยลดความดันโลหิตลงได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Could watermelon the key to lowering cholesterol?

How watermelon could prevent heart attacks AND weight gain  

  • Daily slice could halve the build-up of ‘bad’ cholesterol
  • It could also help prevent weight gain

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 10:05 GMT, 4 October 2012

A daily slice of watermelon could help prevent heart disease by halting the build-up of harmful cholesterol, new research shows.

Scientists who carried out studies on mice fed a high-fat diet found the fruit halved the rate at which ‘bad’ low-density lipoprotein, or LDL, accumulated.

LDL is a form of cholesterol that leads to clogged arteries and heart disease.

Researchers from Purdue University in the US also found eating watermelon regularly helped to control weight gain and resulted in fewer fatty deposits inside blood vessels.

They believe the secret to watermelon’s health-boosting properties lies in citrulline, a chemical found in the juice.

Previous studies have suggested citrulline has a role to play in heart disease prevention by lowering blood pressure.

Although the latest investigation showed no significant effects on blood pressure, it did reveal watermelons had a powerful impact on other heart risk factors.

Heart disease is Britain’s biggest killer. Around 270,000 people a year suffer a heart attack and nearly one in three die before they reach hospital.

Fatty diets, lack of exercise and smoking are all key risk factors.

Cholesterol is a type of fat produced by the liver that is essential to help the body produce hormones, absorb vitamin D and make bile to digest foods.

It is transported in the blood by tiny ‘couriers’, called lipoproteins.

LDL carries cholesterol away from the liver and dumps it in major blood vessels, where it can cause a life-threatening blockage.

High-density lipoprotein, or HDL, has the job of transporting cholesterol back to the liver to be safely disposed of.

Current guidelines in the UK recommend keeping total cholesterol below 5mmols per litre, a measurement of how much fat there is in each litre of blood in the body, with LDL accounting for no more than 3mmols/litre.

But an estimated 20 per cent of patients with excessive LDL levels are classed as resistant to statins – the drugs taken by around seven million people in the UK to control cholesterol.

Cholesterol causes the arteries to narrow, raising the risk of heart attack and stroke

The latest study, published in the Journal of Nutritional Biochemistry, suggests watermelon juice could help.

Researchers fed two groups of mice a high-fat diet but gave one water to drink and the other watermelon juice.

They tracked their health for several months and at the end of the experiment found the mice given watermelon juice had 50 per cent less LDL than those on water – despite eating the same diet.

They also weighed an average of 30 per cent less, but their blood pressure was no different.

Research leader Dr Shubin Saha said: ‘We didn’t see a lowering of blood pressure. But these other changes are promising.

‘We know that watermelon is good for health because it contains citrulline. We don’t know yet at what molecular level it’s working and that’s the next step.’

Some studies suggest the chemical is vital for the production of nitric oxide, a gas that widens blood vessels.

This research follows another recent study published in the Journal of Functional Foods which suggested eating apples each day could significantly improve the heart health of middle-aged adults in just one month.

Those who ate a daily apple over four weeks lowered ‘bad’ cholesterol in the blood by 40 per cent.

Taking capsules containing polyphenols, a type of antioxidant found in apples, had a similar, but not as large, effect.

Bad cholesterol can interact with free radicals to become oxidized, which can trigger inflammation and can cause tissue damage.

SOURCE: dailymail.co.uk