ไม่อยากอ้วน กินอย่างไร ต้องคลิก!

matichon140704_01ปัจจุบันหลายคนตระหนักดีว่า “อ้วน” มากเกินไปไม่ดีกับสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผอมมากจะดีกับสุขภาพ
 
น้ำหนักตัวที่พอดี ไม่อ้วนและผอมคงจะดีที่สุด
 
ที่ว่า “อ้วน” ไม่ดีกับสุขภาพนั้น เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคปวดข้อต่างๆ ได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า
 
คนเกือบทุกคนทราบดีว่าสาเหตุของความอ้วนมาจากการกินอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวันพลังงานที่เกินต้องการนั้นถูกเปลี่ยนเป็นไขมันพอกพูนอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นที่หน้าท้อง แขน ขา หรือลำตัว เป็นต้น
 
ดังนั้น การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนจึงทำได้โดยการกินอาหารให้ได้ “พลังงานลดลง” ไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ หลายท่านอาจบอกว่า “พูดง่าย” แต่การกระทำนั้น “ยาก” ว่าไปแล้วก็มีส่วนจริงอยู่มาก เพราะควบคุมไม่ให้กินอาหารอร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่มีความสุขกับการกินอาหาร
 
อย่างไรก็ตาม การรู้จักกินให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราทุกคนมีสุขภาพดีไม่ใช่ไม่อ้วนเท่านั้นขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปเชื่อว่าทุกคนทำได้ขอให้มีความเข้าใจและมีความตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น 
 
กินไม่ให้อ้วน… ไม่ยากอย่างที่คิด
 
หลักสำคัญข้อแรกคือ “กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ” ไม่ใช่เรื่องยากเลย การกินอาหารให้ครบ 3  มื้อ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารกระจายเหมาะกับความต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆ อาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันจะต้องให้พลังงานกับร่างกายมากกว่ามื้อเย็น
 
ปัจจุบันพบว่ามักจะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาคือคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารมื้อเช้าน้อยหรือหลายคนไม่กินเลยด้วยเหตุผลของความรีบเร่งที่ต้องไปทำงานให้ทันส่วนอาหารมื้อเย็นกลับกินมากเกินกว่าร่างกายต้องการใช้เนื่องจากกิจกรรมหลังกินอาหารมื้อเย็นมีน้อย มักจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเบาๆ ก่อนที่จะเข้านอน ทำให้พลังงานจากอาหารที่ได้รับมากเกินในมื้อเย็นสะสมไปสร้างไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่าย
 
พอกล่าวเช่นนี้แล้วหลายคนอาจบอกว่าถ้าเช่นนั้นงดการกินอาหารมื้อเย็นเลยดีกว่าจะได้ไม่มีพลังงานมากเกินไปขอแนะนำว่าไม่ดีเช่นกัน เพราะมักจะทำให้คนกินอาหารมื้อกลางวันมากขึ้น เผื่อสำหรับตอนเย็น และคนส่วนใหญ่ที่ทำเช่นนี้มักจะรู้สึกโหยหลังจากเลยอาหารมื้อเย็นไปสักพักหรือก่อนเข้านอน จึงไปกินอาหารกินเล่นอย่างอื่น ซึ่งอาหารเหล่านั้นมักจะมีพลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
 
อันที่จริงแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่มีความสำคัญกับทุกคนรวมทั้งคนอ้วนด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรามีพลังงานในการทำงานและทำกิจกรรมต่างๆหลังจากที่อดอาหารมาตลอดคืน อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน
 
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่าผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 35-50
 
อาหารเช้าที่เหมาะสมนั้น ควรมีค่าพลังงาน และสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรจะได้รับตลอดวัน
 
ส่วนการกระจายพลังงานในมื้อกลางวันและมื้อเย็นควรอยู่ที่ร้อยละ35และร้อยละ30ตามลำดับ และที่เหลือเป็นพลังงานจากอาหารว่างอีกประมาณร้อยละ 10
 
หลักสำคัญข้อที่สองคือหลีกเลี่ยงอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ ว่าไปแล้วอาหารระหว่างมื้อนี้ไม่มีความจำเป็นต่อผู้ใหญ่ทั่วไปเลย ยกเว้นในเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตและในคนบางกลุ่มที่อาจมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมที่ต้องกินอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น
 
อาหารว่างระหว่างการประชุมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับพลังงานมากเกินไป 
 
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเคยรายงานว่าร้อยละ75ของอาหารว่างที่จัดทั่วไปให้พลังงานมากกว่า200 กิโลแคลอรีต่อมื้อ ซึ่งมากเกินไป อาหารว่างที่ดีควรมีพลังงานประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี หรือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับ
 
คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวค่อนข้างมากอยู่แล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารว่างเป็นประจำที่จริงการดื่มน้ำเปล่าก็น่าจะเพียงพอแล้วควรระวังไม่ดื่มชากาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกแลตมากเกินไป โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จประเภท “ทรีอินวัน” ซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าการชงดื่มเอง
 
กล่าวคือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกเลตที่ปรุงสำเร็จมักมีรสหวานมากให้พลังงานสูงถึง150กิโลแคลอรีต่อ 1 ซอง
 
ส่วนกาแฟปรุงสำเร็จ 1 ซอง (20 กรัม) ให้พลังงาน 88 กิโลแคลอรี และควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างประเภทเบเกอรีต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูง เช่น ครัวซองเนย 1 ชิ้น (50 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 203 กิโลแคลอรี หรือพายไก่ 1 ชิ้น (80 กรัม) ให้พลังงาน 178 กิโลแคลอรี เป็นต้น 
จะเห็นได้ว่าการกินอาหารว่าง 1 มื้ออาจให้พลังงานมากกว่าอาหารหลักที่กินในตอนเช้าหรือกลางวันเสียอีก
 
ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีอาหารว่างขอแนะนำให้จัดเป็นผลไม้จานเล็กๆ1จานก็เพียงพอแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้ได้พลังงานมากเกินความต้องการที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมและกลายเป็นโรคอ้วน
 
หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่โดยเน้นการกินผักให้มากขึ้นกินไขมันให้น้อยลงกินข้าวแป้งเนื้อสัตว์ และผลไม้พอประมาณ การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
 
อาหารไขมัน… ตัวการความอ้วน
 
สารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงมากที่สุดคือไขมัน ซึ่ง 1 กรัมของไขมันให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรี ดังนั้นการลดการกินไขมันลง จะช่วยควบคุมไม่ให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด หรือผัดที่มีการใช้น้ำมันมากๆ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปด้วย
 
หลายคนอาจเข้าใจว่าไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์คือส่วนที่เห็นเป็นไขมันขาวๆถ้าหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่เห็นเป็นมันๆแล้วก็สามารถกินเนื้อสัตว์มากเท่าไรก็ได้แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นเนื้อแดงล้วนยังมีไขมันแทรกอยู่ประมาณ 3-5 กรัม ต่อเนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นมันหรือมีส่วนที่เป็นหนังจะมีไขมันประมาณ 7-10 กรัม ต่อ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทั่วไปในแต่ละวันควรได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมด
 
สมมุติว่าตัวเราต้องการพลังงานวันละ 1,500 กิโลแคลอรี (เป็นปริมาณพลังงานที่ส่วนใหญ่จะจัดให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับรูปร่างและกิจกรรมของแต่ละคน) พลังงานที่ได้จากไขมันไม่ควรเกิน 450 กิโลแคลอรี หรือคิดเป็นไขมันประมาณ 50 กรัม ซึ่งอาจจะได้มาจากการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ (คิดเป็นไขมันประมาณ 24-30 กรัม) และน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารประมาณ 4-5 ช้อนชา (20-25 กรัม)
 
ถ้านิยมการกินอาหารเนื้อสัตว์มากกว่าที่กำหนด ก็จะต้องลดปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร หรือเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอด ผัด แต่ถ้าชื่นชอบอาหารประเภททอดก็จำเป็นต้องลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ปริมาณไขมันโดยรวมไม่มากเกินกว่าที่กำหนด 
นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่มีไขมันชนิดที่อาจมองไม่เห็นว่าเป็นไขมัน (invisible fat) ที่ต้องระมัดระวังด้วย อาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของเนย นม ไข่แดง กะทิ เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรีต่างๆ จำพวก เค้ก คุกกี้ พาย น้ำสลัด ไอศกรีม เป็นต้น
 
คนที่ชอบกินอาหารประเภทนี้จะมีโอกาสที่ทำให้ได้ไขมันมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ขอแนะนำว่าให้กินแต่น้อยและนานๆครั้งถ้าวันไหนมีการกินอาหารประเภทนี้มากก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารลงด้วย เพื่อไม่ให้ได้ไขมันมากเกินไป คนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักต้องเข้าใจเรื่องนี้และรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตนเอง และทดลองทำอย่างจริงจัง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้
 
กินข้าวแป้งแต่พอดี… ไม่อ้วน
 
อาหารกลุ่มข้าวแป้ง แม้ว่าจะให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน แต่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงควรกินแค่พอประมาณ คือประมาณมื้อละ 2-3 ทัพพี ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องลดปริมาณลงจากที่เคยกิน เช่น ลดจาก 4 ทัพพีเป็น 3 ทัพพี เป็นต้น
 
การลดอาหารประเภทข้าวแป้งลงวันละ 2 ทัพพี ใน 1 เดือนหรือ 30 วันจะได้รับพลังงานลดลง 4,800 กิโลแคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับการระวังไม่กินไขมันมากเกินไปและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ไม่เกิดผลเสียกับสุขภาพ
 
ผัก ผลไม้ เส้นใยอาหาร… กับการลดน้ำหนัก
 
การระวังไม่กินอาหารประเภทข้าวแป้งและไขมันมากดังกล่าวอาจทำให้หลายคนรู้สึกหิวจึงขอแนะนำให้กินผักมากขึ้นผักจะมีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารมากนอกจากช่วยในการขับถ่ายแล้วยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ได้รับสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับร่างกายด้วย ถ้าเป็นไปได้อาหารทุกมื้อจำเป็นต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ ด้วยการกินผักให้ได้วันละประมาณ 6 ทัพพี
 
บางคนอาจนิยมการกินผักสดในรูปแบบผักสลัด ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อยากเตือนเรื่องปริมาณน้ำสลัดที่กินร่วมกับผักว่าไม่ควรใส่ปริมาณมากนัก เพราะน้ำสลัดไม่ว่าจะเป็นสลัดครีมหรือสลัดน้ำใสจะมีส่วนประกอบของน้ำมันเป็นหลัก
 
สลัดครีม1ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ75กิโลแคลอรี ส่วนสลัดน้ำใสจะมีพลังงานน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าคนที่ชื่นชอบการกินผักสลัด 1 จานที่ใส่สลัดข้นประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จะได้พลังงานเกือบ 300 กิโลแคลอรีทีเดียว จึงอาจไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ สำหรับท่านที่ชอบน้ำสลัดมาก ขอแนะนำให้ใช้ชนิดที่มีไขมันและพลังงานต่ำแทน  
 
สำหรับผลไม้ แนะนำให้กินแค่พอประมาณ คือครั้งละ 6-8 ชิ้นคำ วันละ 2-3 ครั้ง ผลไม้ทุกชนิดมีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด จึงให้พลังงานกับร่างกายมากเกือบพอๆ กับข้าว หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามื้อเย็นไม่กินข้าวแต่ขอกินผลไม้แทน เพื่อต้องการลดน้ำหนัก กรณีเช่นนี้โดยส่วนใหญ่พบว่าไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างที่ต้องการได้ เพราะมักพบว่าการกินผลไม้ปริมาณที่ค่อนข้างมากจะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่ก็ทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างมากตามไปด้วย
 
กินอาหารโปรตีนสูง… เพื่อลดน้ำหนัก
 
ปัจจุบันมีแนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนการสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นและมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรกเมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆคือคลื่นไส้ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไตและยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นและการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตต่ำจะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีดั้งเดิมที่ควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันเพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่าแต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว น้ำหนักที่ลดลงไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 วิธี
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่าผู้ที่ลดน้ำหนักได้มากและสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้นส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูงพร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่าการรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลยคือการกินอาหารให้สมดุลครบหมวดหมู่ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเองซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆคน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนอีกครั้งและขอให้มีความสุขกับน้ำหนักที่ลดลงและสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น
 
ที่มา:facebookมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ที่มา : มติชน 4 กรกฎาคม 2557
Advertisements

จริงดิ ?! อาหาร “โปรตีนสูง” อาจไม่ได้ลด “ความอ้วน” อย่างที่เข้าใจ !

matichon140703_01แนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้ มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน การสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรก เมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่า 
 
แต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว การลดน้ำหนักในระหว่าง 2 วิธี นั้น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักได้มาก และสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่า การรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลย คือการกินอาหารให้สมดุล ครบหมวดหมู่ ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆ คน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ที่มา : มติชน 3 กรกฎาคม 2557

ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

6 เคล็ดลับ! ง่ายๆ บ๊ายบาย…’ความอ้วน’

thairath140225_002aหลายๆ คนคงกำลังเครียดกับการหาวิธีลดความอ้วน ทำอย่างไรดี ทำวิธีไหนถึงจะเห็นผล “ไทยรัฐออนไลน์” ได้หาทริกเคล็ดลับการลดความอ้วนในแบบที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน จะมีอะไรบ้างติดตามอ่านกันได้…

1.ไม่กินมันฝรั่งทอด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกไว้ว่า คนที่ชอบกินมันฝั่งทอดแผ่นในปริมาณที่มากๆ มีแนวโน้มที่จะอยากกินอาหารขยะ ขนมจุบจิบชนิดอื่นๆ ตามมาอีกมากยิ่งขึ้น เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ไม่พ้นที่น้ำหนักตัวจะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว ถ้าเกิดอยากกินก็ควรกินแค่นิดหน่อยถุงเดียวก็เพียงพอ ถ้าเกิดอยากบอกลาความอ้วนจริงๆ ไม่กินเลยน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ควรหันไปกินของที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ

2.กินโยเกิร์ตทุกวัน

มีผลการวิจัยออกมาว่าการกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน โดยให้เน้นที่รสธรรมชาติ น้ำตาลน้อย ไขมัน 0% จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษารูปร่าง ถ้าให้ดีต้องกินโยเกิร์ตขนาด 100-150 กรัม กินให้เป็นนิสัยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เกือบครึ่งกิโลกรัม ภายในเวลา 4 ปี

3. ดื่มน้ำเต้าหู้มื้อเช้า

ปกติยามเช้าจะเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ รีบทำนู่นนี่นั่น ไม่มีเวลาพอจะทำอาหารเช้าทานให้ครบ 5 หมู่ หลายๆคนเลยประทังชีวิตด้วยขนมปัง หรือจะเป็นจำพวกซีเรียล คอร์นเฟลกใส่นม กินง่ายทำง่าย รวดเร็วประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว แต่ถ้าอยากทำให้สุขภาพดีและยังลดความอ้วนได้อีกด้วยให้ลองเปลี่ยนมื้อเช้าหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ไม่หวานจะเพิ่มทอปปิ้งเป็นลูกเดือยก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็อิ่มอร่อย เป็นนักเฮลตี้ตัวยงกันได้แล้วแหละ

4.ลดน้ำหนักด้วยแป้ง

เมื่อถึงคราวอยากลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายๆ ตั้งปฏิญาณตนว่า “จะไม่กินแป้งหลังบ่ายสาม” แต่จริงๆ แล้วมีผลการศึกษาที่จัดทำเป็นเวลา 6 เดือนออกมา สวนทางกับความเชื่อเก่าๆ ของสาวๆ มีผลลัพธ์กลับมาในทางตรงกันข้ามกัน คนที่กินแป้งเยอะในมื้อเย็นสามารถลดน้ำหนักโดยรวมได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่กินแป้งกระจายตลอดวัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ หลายคนคงสบายใจกันได้ อย่าหักโหมลดแป้ง อดข้าวมากจนเกินไป แค่เรากินให้ถูก กินให้ตรงเวลาทั้ง 3 มื้อ ช่วงแรกคือ 06.00-07.00 น. ตามด้วยเวลา 10.00-11.00 น. และสุดท้าย 16.00-17.00 น. ช่วงเวลาเหล่านี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และถ้าให้ดีใครต้องกินอาหารช้าๆ จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น

5.ส้อมใหญ่ลดน้ำหนัก 

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าการใช้ส้อมขนาดใหญ่มักจะกินอาหารได้มากขึ้นและทำให้น้ำหนักขึ้นตามมาด้วย แต่จริงๆ แล้วมีนักวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมการกินโดยใช้ส้อมสองขนาดเพื่อควบคุมการกินและได้พบกับผลลัพธ์ที่ทำให้หลายคนแปลกใจกันได้ว่า “คนที่กินอาหารด้วยส้อมขนาดใหญ่กว่า กินน้อยกว่าคนที่ใช้ส้อมขนาดปกติ”

6.กดจุด หยุดน้ำหนัก

มีวิธีที่ช่วยให้ผอมคือการกดจุด มี 3 จุดที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ก่อนทานอาหาร ให้เรากดนิ้วหัวแม่มือลงไปที่ริมฝีปากบนด้วยน้ำหนักปานกลางค้างไว้ 20 วินาที จุดที่สองคือกลางฝ่ามือกดตั้งแต่ปลายนิ้วกลางมาถึงข้อมือครั้งละ 3 วินาที จุดที่สามคือ กระดูกใต้ไหปลาร้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ  สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา และกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวา ทำประมาณ 10 ครั้ง จะช่วยลดความอยากอาหารได้

ที่มา: ไทยรัฐ 25 กุมภาพันธ์ 2557

เผย 10 วิธีลดน้ำหนัก! เปลี่ยนบ้านเป็น ‘บ้านคนผอม’

นักวิชาการ แนะคนอ้วนปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดความอ้วน เผย 10 วิธี เปลี่ยนบ้านคนอ้วน เป็น “บ้านคนผอม” เชื่อทำน้ำหนักลงได้…
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 57 พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล นักวิชาการโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันโรคอ้วนถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น ซึ่งการแก้ปัญหาโรคอ้วน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ เพิ่มการออกกำลังกาย โดยเฉพาะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ชวนอ้วน ก็จะอ้วนง่าย ในทางตรงข้าม ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมชวนผอม ก็จะลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจึงต้องเริ่มจากที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บ้าน ซึ่งมีวิธีเปลี่ยนให้เป็น “บ้านของคนผอม” ได้

พญ.ธิดากานต์ กล่าวว่า การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้าน คือ

1. ไม่ควรมีโทรทัศน์อยู่ที่โต๊ะอาหาร เพราะการดูโทรทัศน์ไปด้วยกินไปด้วย ทำให้เผลอกินแบบไร้สติ ซึ่งทำให้กินเยอะกว่าปกติได้

2. ใช้จานชามขนาดเล็ก มีงานวิจัยพบว่า ขนาดจานมีผลต่อปริมาณการกิน เพราะเมื่อเห็นว่ามีของดูน้อยก็จะกินมากกว่าปกติได้

3. กินข้าวด้วยตะเกียบ จะทำให้กินได้ช้าลง น้อยลง และยังกินน้ำมันและซอสจากอาหารได้น้อยกว่ากินด้วยช้อน

4. ไม่ตุนน้ำอัดลม น้ำชา เพราะเครื่องดื่มเติมน้ำตาลมีผลต่อความอ้วน

5. ไม่ตุนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากอยู่ในภาวะจำเป็นจริงๆ เพราะบ่อยครั้งที่เรามักกินอาหารเหล่านี้ในช่วงดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ควรกินอะไรเลย

พญ.ธิดากานต์ กล่าวต่อว่า

6. ตุนผักผลไม้ เช่น แครอท มะเขือเทศเชอรี่ แช่เย็นไว้ใช้กินเป็นของว่างแทนขนมต่างๆ ได้ และยังเป็นแหล่งของวิตามินและเส้นใยอาหารด้วย

7. มีอุปกรณ์กีฬาง่ายๆ ติดบ้าน เช่น เชือกสำหรับกระโดด ห่วงฮูลาฮูปแบบตัน รองเท้าผ้าใบ จะทำให้เพิ่มกิจกรรมออกกำลังได้มากขึ้น

8. บ้านสะอาด การทำความสะอาดบ้าน เช่น  กวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น กวาดใบไม้ เป็นกิจกรรมเรียกเหงื่อได้อย่างดี

9. ตั้งกฎจำกัดการดูโทรทัศน์ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า จำนวนชั่วโมงที่นั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ แปรผันตรงกับความเสี่ยงที่จะอ้วนง่าย โดยเฉพาะติดจนนอนดึก จึงไม่ควรดูโทรทัศน์เกินกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และ

10. ติดข้อความเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ติดอยู่ตามมุมต่างๆ ของบ้าน เพราะการลดน้ำหนักนั้น ต้องเริ่มที่ใจเป็นอันดับแรก เมื่อลดน้ำหนักลงก็จะทำให้สุขภาพดีขึ้นตามมา.

ที่มา: ไทยรัฐ 19 กุมภาพันธ์ 2557

อ้วนมาก–หิวมาก–ปรับปรุงอย่างไร ?

dailynews140202_003aปัจจุบันคนอ้วนที่ไม่ได้มีโรคที่ทำให้อ้วน ไม่มีความไม่ปกติของฮอร์โมนแต่อ้วนเพราะหิวบ่อย มีความนิยมรสนิยมอาหารเป็นเลิศ ทานอาหารทุกประเภท ทุกอาหารประจำชาติ ไม่ว่าไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี หรืออาหารตะวันตก อ้วนประเภทต่อเนื่อง หยุดอ้วนไม่ได้ ห้ามใจไม่ได้ แพทย์มีทางช่วยได้คือ เสนอการผ่าตัดที่เรียก Bariatric หรือ weight loss surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะให้ผลการรักษาที่ชัดเจน

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือในผู้ป่วยที่มี BMI 37 ขึ้นไป หรือ BMI 32 ร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

หมายเหตุ : body mass index (BMI) คือน้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง

โรคอ้วนมาจากปัจจัยที่ซับซ้อน เป็นผลร่วมกันระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน การสันดาปของร่างกาย และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันประชากรโลกประสบกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินอยู่ประมาณ 1.7 ล้านล้านคน ซึ่งถือเป็นภาวะที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างมากเพราะก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มอุบัติการณ์เกิดมะเร็งของมดลูก ลำไส้ใหญ่ และเต้านม มีผู้ป่วยหลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน หลายๆวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดอาหาร รับประทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถลดความอ้วนได้

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยวิธีการผ่าตัดลดความอ้วน ซึ่งในต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีเดียวที่จะคงผลของการลดน้ำหนักได้ในระยะยาว  (Sustain weight loss) การควบคุมน้ำหนักโดยการงดอาหาร การใช้ยา และการออกกำลังกายจะได้ผลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหยุดควบคุมก็อาจมีโอกาสกลับมาอ้วนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้

การผ่าตัดลดความอ้วน (Bariatric Surgery)  ได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์และสถาบันสุขภาพชั้นนำทั่วโลก เช่น U.N., WHO, American Academy of Family Practice เป็นต้นว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลมากที่สุด วัตถุประสงค์การผ่าตัด คือการลดการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หายไปหรือดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และชีวิตยืนยาวเทียบเท่ากับคนปกติ

dailynews140202_003b

การผ่าตัดลดความอ้วนโดยใช้กล้อง มีอยู่ 3 วิธีคือ

1. Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) หรือ Gastric Bypass (การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก
คือ การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก และตัดเอาลำไส้ส่วนล่างเข้าไปต่อใหม่ ตัดต่อเหมือนทำสะพานข้ามช่วงที่ดูดซึมไขมัน หรือสารอาหารบางอย่างที่ทำให้อ้วนออกไป ย่นระยะทางที่ทำให้อาหารอยู่ในลำไส้สั้นลง เพื่อลดปริมาณการรับประทานอาหารและลดการดูดซึมอาหาร การผ่าตัดแบบบายพาสนี้ เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน ซึ่งพบว่า สามารถช่วยให้น้ำหนักลงได้ดี มีผลอยู่นาน จึงเป็นวิธีผ่าตัดที่วงการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ป่วยต้องทานวิตามินเสริมให้มากทั้งวิตามิน บี 12 วิตามินรวม และแคลเซียม เนื่องจากร่างกายจะมีศักยภาพในการดูดซึมสารอาหารน้อยลงหลังผ่าตัด

2. Gastric Sleeve (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม)
คือ การผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม (Sleeve Gastrectomy) โดยตัดกระเพาะส่วนล่างออกไปจากร่างกาย คนไข้จะมีขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และเนื่องจากกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการหิวถูกตัดออกไป ทำให้ไม่รู้สึกหิว และรู้สึกอิ่มไวขึ้น

3. Adjustable gastric banding (AGB) หรือ Gastric Banding (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ)
คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ (Silicone Band) ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะได้ตามความต้องการนำไปวาง และรัดไว้ที่ขั้วของกระเพาะอาหาร โดยด้านในของ Banding จะมีบอลลูนเชื่อมต่อกับท่อที่เรียกว่า Port ซึ่งจะนำมาวางไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับ Port ที่ให้เคมีบำบัด ซึ่ง Port นี้ใช้สำหรับฉีดน้ำเกลือเข้าไป หรือดูดออก เพื่อให้บอลลูนโป่งขึ้น-แฟบลง เมื่อบอลลูนโป่งจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง แต่ถ้ารับประทานอาหารไม่ได้ ร่วมกับมีอาการอาเจียน ก็ดูดน้ำเกลือออกได้ เพื่อให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมาพบแพทย์ทุก 3 เดือนหลังทำการผ่าตัด เพื่อปรับหาปริมาตรของน้ำเกลือที่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ดี และรับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพ

*ก่อนการตัดสินใจแนะนำให้ผ่าตัด แพทย์ต้องมีการประเมินภาวะร่างกาย รวมทั้งสุขภาพจิตและความเข้าใจในเรื่องการรักษาของผู้ป่วยให้ชัดเจนด้วย เพราะการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความสวยงามแต่เพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ในการทำตามเงื่อนไข เช่น ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมด้วย จึงจะเป็นผลสำเร็จ

ข้อมูลจาก พ.อ.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป รพ.พญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

หมอชี้นอนดึกต้นเหตุทำอ้วนเตี้ย เหตุจากฮอร์โมนแปรปรวน

prachachat140116_001เครือข่ายคนไทยไร้พุง ศึกษาพบปัญหาอ้วน เตี้ยในวัยรุ่นมาจากนอนดึก ส่งผลให้ฮอร์โมนเครียด-หิว หลั่งมาก ฮอร์โมนอิ่มลดลง แนะเข้านอนช่วง 3-5 ทุ่ม งดอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง


วันที่ 15 มกราคม พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล นักวิชาการโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาความอ้วน ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งโรคอ้วนนั้น มีปัจจัยที่มีความซับซ้อนตั้งแต่ระดับยีน ซึ่งบางคนมียีนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทำให้เกิดโรคอ้วนได้ ไปจนถึงโรคบางอย่าง หรือความเครียด การใช้ชีวิตประจำวัน และการนอน

พญ.ธิดากานต์กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะการนอนดึกหรือนอนไม่พอนั้น จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับร่างกายหลายด้าน โดยด้านที่เกี่ยวกับความอ้วน คือ ส่งผลให้ฮอร์โมนเครียดที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) หลั่งมากขึ้นในวันถัดมา ฮอร์โมนเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้จะกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากอาหารหวานๆ หรือน้ำตาลมากกว่าเดิม นอกจากฮอร์โมนเครียดแล้ว ฮอร์โมนหิว หรือเกรลิน (Ghrelin) ก็จะหลั่งเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้หิวเป็นสองเท่า นอกจากนี้ ยังทำให้ฮอร์โมนความอิ่ม หรือเลปติน (Leptin) จะหลั่งลดลง ส่งผลให้แม้ว่าจะรับประทานแล้ว แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยอิ่ม ทำให้ต้องหาอะไรรับประทานอยู่ตลอดจนกลายเป็นการกินมากเกินไป และหากอยู่ในช่วงวัยรุ่นถ้านอนดึกก็ยังส่งผลทำให้เตี้ยด้วย ควรเข้านอนช่วง 21.00-23.00 น. ไม่นอนดึกกว่าเที่ยงคืน

นพ.ฆนัท ครุธกูล เลขานุการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า การนอนดึกนั้นจะส่งผลให้โกรท ฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตทำงานน้อยลง นอกจากนี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอนต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานเพื่อนำไปใช้ต่ำกว่าปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกายโดยตรง

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ว่าการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเมือง มีการแข่งขันกันสูงมากขึ้น ทำให้คนเรามองข้ามสุขภาพร่างกายของตัวเองไป พบว่าร้อยละ 10 ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการทำงาน คือ มีอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน อาทิ การนั่งหลังค่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือแม้แต่การนอนดึก ทั้งหมดส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ หมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
ที่มา : มติชน 16 มกราคม 2557

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

Credit: en.wikipedia.org

Credit: en.wikipedia.org

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

รองศาสตราจารย์ .ภญ. พร้อมจิต ศรลัมพ์
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ภาวะไขมันในเลือดสูงในคนไทยทั้งชายและหญิงเป็นปัญหาสุขภาพที่นับวันจะรุนแรง และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากลัว พบว่าทัศนคติในการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กไทยเปลี่ยนจากอาหารไทยที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด ไปเป็นอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ที่เข้ามาแพร่หลาย ได้รับความนิยมสูงและหาซื้อง่าย สารอาหารที่พบในอาหารจานด่วนส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งถ้าบริโภคเป็นประจำ จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงและจะพัฒนาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งในทางเดินอาหาร เราควรหาโอกาสไปพบคุณหมอและตรวจหาข้อมูลสุขภาพสักปีละครั้ง เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคเหล่านี้

image0003

ระดับไขมันในคนปกติจะต้องมีค่าโคเลสเตอรอลรวมน้อยกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 170 มก./ดล. ไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกายและนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ควรมีค่ามากกว่า 60 มก./ดล. ส่วนไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรน้อยกว่า 130 มก./ดล. สำหรับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้นำในการรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคต่างๆ เอาไว้ก่อน

วัฒนธรรมการปรุงอาหารไทย ใช้เครื่องปรุงที่มีอยู่ในพื้นที่ เป็นพืชผักและเครื่องเทศ ซึ่งพบว่ามีสารประกอบพฤกษเคมี หรือไฟโตเคมิคอล (phytochemical) ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการและปฏิกิริยาต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นด้วย ทำให้เราใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยปรับสมดุล ป้องกันและรักษาโรคได้ดีมาก มีการวิจัยเพื่อตรวจหาศักยภาพของผักในบ้านเราที่สามารถลดไขมันในเลือดได้ พบว่า

พริกไทยดำ และสารสำคัญคือไปเปอรีนสามารถลดการซึมผ่านของโคเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด (cholesterol uptake)1,2

ส่วน ข่า มีน้ำมันหอมระเหยและ ชาดำ มีสารกลุ่มแทนนินช่วยต้านกระบวนการย่อยสลายไขมันในลำไส้ของเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อน (pancreatic lipase activity) ทำให้ไขมันที่บริโภคไม่สามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ และถูกขับออกมากับกากอาหารอื่น1 ข่า ยังสามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิด และเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ในซีรัมหนูทดลองไขมันสูง3

ส่วนสารสกัด กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ใบมะรุมและผลมะระขี้นก ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase เช่นเดียวกับยาลดไขมันกลุ่มสแตติน เช่น พราวาสแตติน ทำให้การสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกายลดลง1

     ใน เหง้าขิง มีสารสำคัญกลุ่มน้ำมันหอมระเหยและยางเรซินซึ่งไม่ค่อยละลายในน้ำ พบว่าสัตว์ทดลองไขมันสูงกินน้ำต้มขิงในขนาดสูง (500 มก./กก.) สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอไรด์4หลังจากให้กระต่ายทดลองที่กินขิงสกัดด้วย 50% แอลกอฮอล์ ตรวจพบปริมาณไขมันถูกขับออกมาในอุจจาระเพิ่มขึ้น5 

สารสีแดงกลุ่มแคโรทีนอยด์ใน พริกชี้ฟ้า ชื่อแคปแซนตินทำให้ระดับไขมันชนิดดีในสัตว์ทดลองสูงขึ้น6

ใบผักบุ้ง ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ของหนูแรทที่ทำให้มีไขมันสูงได้ทั้งในเลือด ตับ ไต และหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ7

หนูทดลองกินน้ำต้ม ใบตะไคร้ ขนาดต่างๆ นาน 42 วัน พบว่า ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดและไขมันชนิดไม่ดีลดลงตามขนาดที่กิน แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์8

มีผลงานวิจัยที่ทดลองในสัตว์เป็นจำนวนมาก ระบุว่า ผลมะขามป้อม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พบว่าน้ำคั้นผลมะขามป้อมสด สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และ LDL ของกระต่ายโคเลสเตอรอลสูงลงได้ โดยกลไกลดการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร และเพิ่มการขับถ่ายออกไปพร้อมอุจจาระ9 สารออกฤทธิ์เป็นกลุ่มฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งลดการสังเคราะห์ไขมันและเสริมการทำลายโคเลสเตอรอลทั้งในซีรัมและในเนื้อเยื่อของหนูที่โคเลสเตอรอลสูงด้วย10

สารอัลลิซินและอะโจอินใน กระเทียมสด มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างสารโคเลสเตอรอลในร่างกายและมีฤทธิ์ต้านการก่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้11

มีการวิจัย ลูกเดือย ในปี 2012 นี้สรุปว่าในลูกเดือยมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งออกฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอล ต้านอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด12

มะเขือเทศ เป็นผักที่มีไลโคปีนสูง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสามารถลดระดับไขมันชนิดเลวได้ดี13 การศึกษาโดยการสังเกตและวิเคราะห์ไปข้างหน้า (Prospective cohort) พบว่าหญิงที่รับประทานมะเขือเทศเป็นหลักอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 7-10 มื้อ จะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย14

การนำผักเครื่องเทศเข้ามาในเมนูอาหารของครอบครัวเป็นเรื่องง่าย เติมพริกไทยในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ แกงจืดใบตำลึง น้ำพริกแนมกับใบมะรุม ผลมะระขี้นก ใบตำลึงต้ม อันที่จริงเรามีน้ำพริกหลากหลายชนิด น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า ไตปลาแห้ง เป็นต้น เป็นอาหารที่นำไปสู่การบริโภคผักที่ดี ไก่ต้มข่า หากใช้ข่าอ่อน จะเคี้ยวทานไปได้เลย เวลาทำข้าวต้มปลา จะใช้ข่าอ่อนโขลก เติมน้ำปลา ใส่ในข้าวต้มตอนรับประทาน และคีบเนื้อปลาจิ้ม จะหอม และกลบกลิ่นคาวปลา อร่อยมาก ตะไคร้เป็นเครื่องเทศที่พบในอาหารไทยเสมอ ยำตะไคร้ใส่กุ้งหมูและน้ำยำรสจัด ทำให้เราบริโภคตะไคร้ในปริมาณที่มากขึ้น มีพริกอยู่ในอาหารแทบทุกจานอยู่แล้ว ลองนำมะเขือเทศมาผัดกับหมูและไข่ เหยาะน้ำปลา โรยต้นหอมผักชีเล็กน้อย ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะผัดเป็นข้าวผัดก็ดี ใส่ลูกเดือยในแกงจืด หรือทำขนมก็ได้ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำชาจีน น้ำมะขามป้อม เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติแตกต่างกันและมีคุณประโยชน์ดีกว่าน้ำอัดลม

ที่กล่าวถึงเป็นเพียงตัวอย่างผักและเครื่องปรุงอาหารบางส่วนเท่านั้น อันที่จริงนอกจากสารประกอบพฤกษเคมีหลากหลายชนิดที่พบในผักผลไม้ต่างๆ แล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ สารแมคโครนิวเทรียนต์ (macronutrient) ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สารอาหารอีกชนิดหนึ่งคือ สารไมโครนิวเทรียนต์ (micronutrient) เป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน แต่ต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ไวตามินและแร่ธาตุ แม้แต่ส่วนกากเส้นใย (fiber) ก็ยังช่วยดูดซับไขมันที่เราบริโภคในมื้อนั้นไว้ และช่วยนำพาไปกำจัดออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ

วันนี้ท่านรับประทานผักหรือยัง ทุกมื้อควรมีผักครึ่งหนึ่ง อาหารอื่นอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีเราต้องทำให้ได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

เอกสารอ้างอิง

  1. Duangjai A, Ingkaninan K, Limpeanchob N. Potential mechanisms of hypocholesterolaemic effect of Thai spices/dietary extracts. Nat Prod Res 2011;25(4):341-52.
  2. Duangjai A, Ingkaninan K, Praputbut S, et al. Black pepper and piperine reduce cholesterol uptake and enhance translocation of cholesterol transporter proteins. J Nat Med 2012;67(2):303-10.
  3. Achuthan CR and Padikkala J. Hypolipidemic effect of Alpinia galanga (Rasna) andKaempferia galanga (Kachoori). Indian J Clin Biochem 1997;12(1):55-8.
  4. Thomson M, Al-Qattan KK, Al-Sawan SM, et al. The use of ginger (Zingiber officinale Rosc.) as a potential anti-inflammatory and antithrombotic agent. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids 2002;67(6):475-8.
  5. Sharma I., Gusain D., Dixit VP. Hypolipidaemic and Antiatherosclerotic effects of Zingiber officinale in cholesterol fed rabbits. Phytother Res1996;10:517–8.
  6. Aizawa K and Inakuma T. Dietary capsanthin, the main carotenoid in paprika (Capsicum annuum), alters plasma high-density lipoprotein-cholesterol levels and hepatic gene expression in rats. Br J Nutr 2009;102(12):1760-6.
  7. Sivaraman D. Hypolipidemic activity of Ipomoea aquatica Forsk. leaf extracts on lipid profile in hyperlipidemic rats. Int Pharm Biol Arch 2010;1(2):175-9.
  8. Adewale AA and Oluwatoyin AE. Hypoglycemic and hypolipidemic effects of fresh leaf aqueous extract of Cymbopogon citrarus Stapf. in rats. J Ethnopharmacol 2007;112:440-4.
  9. Mathur R, Sharma A, Dixit VP, et al. Hypolipidaemic effect of fruit juice of Emblica officinalisin cholesterol-fed rabbits. J Ethnopharmacol 1996;50:61-8.
  10. Anila L and Vijayalakshmi NR. Flavonoids from Emblica officinalis and Mangifera indica-effectiveness for dyslipidemia. J Ethnopharmacol 2002;79(1):81-7.
  11. Sendl A, Schliack M, L?ser R, et al. Inhibition of cholesterol synthesis in vitro by extracts and isolated compounds prepared from garlic and wild garlic. Atherosclerosis 1992;94(1):79–85.
  12. Wang L, Sun J, Yi Q, et al. Protective effect of polyphenols extract of adlay (Coix lachryma-jobi L. var. ma-yuen Stapf) on hypercholesterolemia-induced oxidative stress in rats. Molecules 2012; 17(8):8886-97.
  13. Agarwal S and Rao AV. Tomato lycopene and its role in human health and chronic diseases. CMAJ 2000; 163(6): 739–44.
  14. Sesso HD, Lin S, Gaziano JM, et al. Dietary lycopene, tomato – based food products and cardiovascular disease in women. J Nutr 2003; 133: 2336–41.

ที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=151

หนีโรคอ้วนลงพุง…ด้วยโภชนบำบัด

dailynews131006_002ปัจจุบันพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีปัญหาโรคอ้วนลงพุง และภาวะน้ำหนักตัวเกินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการตามใจปาก บริโภคอาหารมากเกินความจำเป็น ผูกติดอยู่กับอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดซึ่งมีแป้งและน้ำตาลสูง อีกทั้งยังอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกินสามารถควบคุมและป้องกันได้ แต่ที่ไม่ได้ผลและยังเป็นปัญหาอยู่มากคือ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ภาวะอ้วนลงพุงและน้ำหนักตัวเกินมากแล้ว ถึงเริ่มลดน้ำหนัก และเมื่อเริ่มพยายามลดไประยะหนึ่ง ก็เริ่มท้อแท้ใจ อ้างว่าไม่ได้ผลเพราะระบบเผาผลาญ หรือเมตาโบลิซึมทำงานไม่ดี

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐ อเมริกา) ระบุว่า ระบบเผาผลาญมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้อ้วน หรือในการพยายามลดความอ้วนให้สำเร็จ เพราะระบบเผาผลาญจะเป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย คนที่มีอัตราการเผาผลาญต่ำจะอ้วนง่าย หรือลดน้ำหนักได้ยากแม้จะกินน้อยลงก็ตาม ระบบเผาผลาญจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม แต่ก็มีปัจจัยอื่นมากมายที่มีผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ เช่น เมื่ออายุมากขึ้นหลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไประบบเผาผลาญของร่างกายจะลดลงประมาณ 5% ทุก ๆ 10 ปี เพศหญิงจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเพศชาย คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมีระบบการเผาผลาญสูงกว่าคนที่มีไขมันมาก เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ขยันมีการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเซลล์ไขมันที่อุ้ยอ้ายเชื่องช้า

ฉะนั้นในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน คนที่งดอาหารเช้าบ่อย ๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ร่างกายคนเราต้องทำงาน 24 ชั่วโมง ในการทำงานร่างกายจะต้องใช้พลังงานและสารอาหาร ฉะนั้นเวลาที่อดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งจึงทำให้ร่างกายต้องสงวนพลังงานไว้ใช้โดยการลดอัตราการเผาผลาญลง และเก็บสะสมพลังงานในรูปของไขมัน แต่ทั้งนี้อาหารเช้าควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพให้สารอาหารสมดุล ไม่ใช่แค่กาแฟ โดนัทหรือคุกกี้ ปลาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานอย่างที่คนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบมักจะทำกัน อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง อาหารเช้าง่าย ๆ ได้คุณค่ามากมาย เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่อง หรือขนมปังไข่ดาว นอกจากนี้อาหารเช้าที่มีคุณภาพยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

2.กินอาหารวันละ 4-6 มื้อเล็ก ๆ การกินอาหารมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวันและลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลงเพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไประบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

3. กินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง ฉะนั้น อาหารที่มีโปรตีนสูงจึงเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อย ในแต่ละมื้ออาหารหลักควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย 60-90 กรัม อาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย

4.กินธัญพืชไม่ขัดสีประมาณ 1/4 ของมื้ออาหาร ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการมีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต ซึ่งจะลดความเสี่ยงโรคหัวใจและป้องกันโรคมะเร็ง

5.กินผักให้ได้ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหาร อาจเติมผลไม้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารหรือจะใช้เป็นอาหารว่าง หรือใช้แทนของหวาน เลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน งานวิจัยมากมายสนันสนุนการกินผักช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อกินเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารจะช่วยลดปริมาณการกินอาหารที่มีแป้งและไขมันสูง อีกทั้งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีกากใยอาหารสูงและมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ช่วยลดการสะสมของสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมทั้งเสริมสร้างผิวพรรณ

6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด เครื่องเทศที่มีรสเผ็ด เช่น พริกชนิดต่าง ๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20% เป็นเวลานาน 30 นาที พริกมีรสเผ็ด ช่วยให้กินผักได้มากขึ้นเป็นการลดแคลอรีจากอาหาร ทำให้ได้ใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และธาตุเหล็ก ที่มีในพริกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนการกินพริกช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้

7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาลของหวาน ขนมขบเคี้ยวและขนมอบ เพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้ นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย ขนมหวานมักมีส่วนผสมของไขมันร่วมด้วย โดยเฉพาะไขมันไม่ดี หากกินมาก กินบ่อยจะเพิ่มพุงและไขมันในเลือดได้เร็ว

8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่ พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอทดอก กุนเชียง เค้ก คุกกี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ไม่ควรกินบ่อยและเวลากินก็ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะการกินเค็มยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย

9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ซึ่งอาจจะเป็นแคลอรีจากน้ำตาลหรือไขมัน เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ เป็นต้น น้ำเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีแคลอรี หากดื่มน้ำน้อยไป ระบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่น เช่น การเผาผลาญไขมัน พบว่าน้ำเย็นจะช่วยเพิ่มระบบการเผาผลาญได้เล็กน้อยโดยการใช้พลังงานรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย

10. ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10% ฉะนั้นในมื้ออาหารพิเศษที่ยากต่อการเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาจเลือกชาอู่หลงเป็นเครื่องดื่มในมื้อนั้น เนื่อง จากมีงานวิจัยว่า OTPP ช่วยลดการดูดซึมไขมันและเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระอีกด้วย

นอกจากการระวังอาหารการกินแล้วต้องไม่ลืมออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เผาผลาญพลังงานในเวลาสั้น ๆ และการออกกำลังกายชนิดที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มระบบเผาผลาญ ก็จะช่วยให้หนีความอ้วนและมีสุขภาพดีได้ไม่ยาก.

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

ไขความลับ ‘แอปเปิล’

dailynews130908_001เคยสงสัยหรือไม่ว่าสีของ “แอป เปิล” ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเขียว สีเหลือง หรือสีชมพู เพราะอะไร แล้วเราควรจะกินแอปเปิลสีไหนดี ?!?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ  กล่าวว่า  ถ้าแบ่งสีของแอปเปิลง่าย ๆ อาจแบ่งเป็น “แอปเปิลสีเขียว” กับ “แอปเปิลที่ไม่ใช่สีเขียว” ที่แบ่งแบบนี้ก็เพราะว่า มันจะแบ่งวิตามินที่ต่างกันได้ง่าย แอปเปิลสีแดง แอปเปิลสีชมพู แอปเปิลสีเหลือง  เกิดจากซูเปอร์วิตามินที่มีชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” เป็นตัวเดียวกับที่มีในองุ่น  แอปเปิลบางลูกสีออกเข้ม ๆ แดงเกือบม่วง เกิดจากแอนโทไซยานิน  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อสู้เซลล์มะเร็งได้

ส่วน แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวมากกว่า เกิดจากมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า “กรดมาลิก”  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เหมือนยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ  ปรับสมดุลลำไส้

“แอปเปิล” ไม่ว่าสีแดงหรือสีเขียว มีสารสำคัญที่เป็นพระเอก คือ “โพลีฟีนอล” เป็นตระกูลใหญ่แล้วแบ่งเป็นตระกูลย่อย เช่น “แอนโทไซยานิน

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน  คุมน้ำตาล คนมักจะคิดว่าเป็นเบาหวานกินแอปเปิลได้หรือ ขอบอกว่าควรกินเพราะแอปเปิลช่วยได้  แต่ควรเลือกกินสีเขียว เพราะน้ำตาลไม่เยอะ และช่วยคุมอินซูลินด้วย  ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเบาหวาน สามารถกินแอปเปิลได้หลากสีซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงลดไขมันด้วย   ฝรั่งถึงขั้นบอกว่า ถ้ากินแอปเปิลวันละลูก ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอเลยทีเดียว นอกจากนี้อาจใช้แอปเปิลในการดีท็อกซ์ โดยกินแอปเปิลสัปดาห์ละ 1 วัน อาจจะสลับกินแอปเปิลสีละมื้อในอาหารมื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ไม่ว่ากัน

มีงานวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตต” บอกว่า “โพลีฟีนอล”ช่วยลดไขมันในเลือดได้นับ 10 เปอร์ เซ็นต์  ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดโดยเฉพาะลด “แอลดีแอล” นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้โดนแดดเผาทำลาย ป้องกันยูวีเอ และยูวีบี

เวลาเรากัดแอปเปิลทิ้งไว้แล้วสีของเนื้อแอปเปิลเปลี่ยนไปนั่นแสดงว่า มีสาร “โพลีฟีนอล”  ที่ไหนมีสารโพลีฟีนอลพอโดนอากาศจะเกิดสนิมเป็นสีน้ำตาลขึ้นมาทันที ไม่ว่าผัก หรือ ผลไม้

แอปเปิลเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน  เพราะให้วิตามินสูง แคลอรีต่ำ จึงเป็นอาหารในฝันของคนลดน้ำหนัก  ลดความอ้วน กินแล้วอิ่มท้องได้ใยอาหาร ให้แคลอรีต่ำ

เทคนิคในการกินแอปเปิล คือ กินทั้งเปลือก เพราะสารสำคัญ คือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือก  หรือเนื้อที่อยู่ติดกับเปลือก แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะปอกเปลือกทิ้งไปซึ่งน่าเสียดาย

อาจมีคนแย้งว่า กินแต่เปลือกได้หรือไม่  คำตอบ คือ  หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สารสำคัญที่มีอยู่ในเนื้อแอปเปิลที่ชื่อว่า “เพคติน” เป็นใยอาหารเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมัน และน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ  คือ กินทั้งลูกจะดีกว่า

ส่วนเมล็ดแอปเปิลนั้นไม่อยากให้กิน  เพราะมี “สารแทนนิน” หรือสารฝาด ความจริงสารนี้มีประโยชน์  แต่ข้อเสียคือ เมล็ดแอปเปิลมี “สารแทนนิน” ค่อนข้างเข้มข้น  ถ้าไปกัดเมล็ดแอปเปิลแตกจะได้ “สารแทนนิน”ที่เข้มข้นเกินไป อาจทำให้คลื่นไส้ พะอืดพะอม นอกจากนี้ยังมี “สารกลุ่มไซยาไนด์” มีความเป็นพิษและมีผลต่อหัวใจ แต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะต้องกินเมล็ดแอปเปิลในปริมาณมากจริง ๆ จึงได้รับพิษ

มีเรื่องสนุกอีกอย่างที่คนอาจไม่รู้ คือ แอปเปิลมีแก๊สตัวหนึ่งชื่อว่า “เอทีลีน”  ถ้าเราเผลอนำแอปเปิลที่กัดแล้วคำหนึ่งไปใส่ไว้ในตู้เย็นรวมกับกล้วย หรือผลไม้อื่น ๆ  จะทำให้ผลไม้อื่นเน่าได้ โดยแก๊ส “เอทีลีน” เหมือนกับแก๊สที่ชาวบ้านใช้บ่มผลไม้  ดังนั้นถ้ากัดกินแอปเปิลแล้วเหลือต้องใส่ถุงมัดปากให้ดีไม่ให้แก๊สออกมาได้

ราคาแอปเปิลถูกกับแพงแตกต่างกันหรือไม่ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ส่วนตัวก็กินแอปเปิลราคาถูก  ซึ่งต้องระวังเรื่องสารปนเปื้อนที่ติดมากับเปลือก อาทิ สารเคลือบ หรือยาฆ่าแมลง โดยธรรมชาติแอปเปิลมีการสร้างไขออกมาเคลือบลูกแอปเปิลอยู่แล้ว ผิวจึงมันตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเวลานำมาจำหน่ายอาจมีการแว็กซ์เพิ่ม ดังนั้นก่อนกินควรล้างให้สะอาด แต่อย่างถึงขั้นล้างจนผิวด้าน เพราะอาจทำให้วิตามินหายไปและเหี่ยวเร็ว เวลาจะกินค่อยล้างดีกว่า อย่าล้างไว้มาก ๆ แล้วใส่ตู้เย็นทิ้งไว้

สรุปคือกินแอปเปิลสีไหนก็ได้ แต่ต้องกินทั้งเปลือก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน คุมน้ำตาล เหมาะกับคนอ้วน ต้องการลดน้ำหนักดีนักแล.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์  8 กันยายน 2556