‘กลิ่น’ ช่วยลดความเครียดขณะหลับ

dailynews130930_001หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องที่ว่า กลิ่น จะช่วยทำให้เราหลับสบายมากขึ้น แต่ใครจะรู้ว่ายังสามารถลดความเครียดได้อีกด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลิเมล์ เปิดเผยงานวิจัย พบว่าการสูดดมกลิ่นต่างๆ ขณะนอนหลับนั้น สามารถคลายความกังวล และช่วยลดความเครียดได้

จากการศึกษาในชิคาโก พบว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้มีสีหน้าสดชื่นเมื่อตื่นนอน มากกว่าตอนก่อนทำการทดลอง โดยมีวิธีการคือ จะใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ร่วมกับการปล่อยกลิ่นเฉพาะเจาะจง เช่น ไม้, กานพลู, รองเท้าใหม่, มะนาวหรือมิ้นท์ ในขณะที่อาสาสมัครกำลังหลับลึก เพราะช่วงการหลับลึกเป็นช่วงของการรวบรวมและฟื้นฟูความทรงจำและทักษะใหม่ๆ จึงกล่าวได้ว่ายิ่งหลับลึกยิ่งส่งผลดี โดยมีการประเมินผลจากปริมาณเหงื่อบนผิวหนังและการสแกนสมอง(ถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก)

ทั้งนี้มิใช่เพียงลดความกลัว ความกังวลเท่านั้น ผลการวิจัยในครั้งนี้ยังเชื่อว่า กลิ่นช่วยพัฒนาการป้องกันและรักษาโรคเครียดได้อีกด้วย

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียด ลองหากลิ่นตามที่ชื่นชอบ ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง เพื่อพักสายตานอนหลับ แล้วคุณจะพบว่าเมื่อตื่นเช้ามาความรู้สึกเครียดจะลดน้อยลง.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา: เดลินิวส์ 30 กันยายน 2556

.

Related Article :

.

dailymail130923_001

Get over your fears while you sleep: Study finds that SMELLING ‘fear’ at night could help you tackle phobias in the morning

  • Study trained people to associate images, linked to different smells, with fear
  • When exposed to smells during sleep, they woke up less afraid of the image
  • Technique could be used to treat phobias and stress-related disorders

By ELLIE ZOLFAGHARIFARD

PUBLISHED: 15:28 GMT, 23 September 2013

Smells that trigger memories could be used to calm fears while you’re asleep.

This is according to a study in Chicago which trained volunteers to associate images, linked to different smells, with fear.

When they were exposed to these smells during sleep, the test subjects woke up less afraid of the image that it was linked to.

The study, published in Nature Neuroscience, could help develop better treatment for phobias and stress-related disorders.

‘It’s a novel finding,’ said Katherina Hauner, a postdoctoral fellow in neurology at Northwestern University Feinberg School of Medicine and lead author of the study.

‘We showed a small but significant decrease in fear.’ 

Previous research has shown that memory and motor skills can be improved during sleep.

However, it wasn’t previously known that emotions could be manipulated during sleep, according to the researchers.

The study involved 15 test subjects who were each shown two different faces.

They were simultaneously subjected to a mild electric shock and a specific smell including woody, clove, new shoes, lemon or mint.

The volunteers were then monitored in a sleep lab and exposed to the same smell when they were in deep sleep for between five and 40 minutes.

When shown the faces again in the morning, they showed less fear that before they were subjected to the smell while asleep.

Deep sleep, or ‘slow wave’ sleep, is a time when we consolidate new memories and skills.

The effect was strongest for those who slept in deep sleep the longest.

Their response was measured through the amount of sweat on the skin and fMRI (functional magnetic resonance imaging) brain scans.

These revealed changes in the areas linked to memory, such as the hippocampus, and in patterns of brain activity in regions associated with emotion, such as the amygdala.

‘While this particular odorant was being presented during sleep, it was reactivating the memory of that face over and over again which is similar to the process of fear extinction during exposure therapy,’ said Dr Hauner.

‘If it can be extended to pre-existing fear, the bigger picture is that, perhaps, the treatment of phobias can be enhanced during sleep,’ she added.

SOURCE: dailymail.co.uk

Advertisements

นักวิจัยชี้ประโยชน์ต่อร่างกายจากการนวด

voathai130703_001การนวดแบบผ่อนคลายช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับ เพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด เป็นต้น

ทีมนักวิจัยที่ Group Health Center for Health Studies ในนครซีแอตเติ้ลชี้ถึงประโยชน์ต่างๆ จากการนวดแบบผ่อนคลาย เช่นช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด โดยนักวิจัยบอกว่าการนวดอาจช่วยบำบัดอาการเจ็บปวดบางอย่างของร่างกายได้ดีกว่าการฝังเข็มหรือการกดกระดูกสันหลังเสียด้วยซ้ำไป นักวิจัยอธิบายด้วยว่าการนวดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในร่างกายจึงมีผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมทั้งช่วยลดการหลั่งฮอร์โมน Cortisol ซึ่งสร้างความเครียด และช่วยสร้างฮอร์โมน Serotonin กับ Dopamine ที่ทำให้รู้สึกสบายด้วย

ที่มา : www.voathai.com 03.07.2013

.

Related Article :

.

Massage offers wide range of benefits

Tuesday – 7/2/2013,

WASHINGTON – Massage has benefits beyond just making people feel good.

Many with chronic illnesses are finding that massage is helping them manage their pain.

Research suggests that massage can ease insomnia, boost immunity, prevent premenstrual syndrome, reports Health Magazine. Many hospitals have started using massage as a standard therapy.

Pain Management

Massages are especially good at easing lower back pain, according to Health Magazine. Massage can work better than common treatments, such as acupuncture and chiropractic therapy, researchers at the Group Health Research Institute found. Massage has been linked to lowering stress hormones while boosting feel-good hormones, including serotonin and dopamine. Massage also increases blood flow to the muscles that can help them heal.

Improved sleep

Massage increases the brain waves linked to deep sleep, according to the Touch Research Institute. It’s why many people fall asleep on the massage table, Tiffany Field, director of the Touch Research Institute at the University of Miami School of Medicine tells Health Magazine.

Brain food

The same research institute found that even 15-minute chair massages left clients more alert.

“Subjects reported that it felt like a runner’s high,” Field said. Tests of the brain-wave activity of the subjects showed improved attention.

Beat a cold

Massage boosts the body’s “natural killer cells,” according to Field that are the first line of defense against an on-coming cold.

“Therefore, since massage decreases cortisol, your immune cells get a boost,” she says.

Mood enhancer

More feel-good hormones mean less stress, anxiety and depression.

“Our studies have observed that massage decreases activity in the right lobe and increases functioning in the left,” Field tells Health Magazine.

The immediate affects of massage is why some hospitals offer it to patients. It can even help reduce symptoms of PMS such as pain, water retention and mood swings, the article says

SOURCE : www.wtop.com

ธรรมะกับสุขภาพ : การทำสมาธิแบบอินเดียโบราณ ช่วยรักษาผู้ป่วยความจำเสื่อม

ทีมนักวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัสเจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่า การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราช่วยให้การตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อความเครียด ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำบกพร่องและความจำเสื่อมนั้นดีขึ้น

โดยการค้นพบนี้ ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร แพทย์ทางเลือก “Journal of Alternative and Complementary Medicine” เมื่อเร็วๆนี้

การวิจัยดังกล่าว ได้ให้กลุ่มทดลองที่เป็นผู้สูงอายุ 15 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความจำ ตั้งแต่ความจำบกพร่องไม่รุนแรงอันเนื่องมาจากวัยไปจนถึงระดับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ (ภาวะสมองเสื่อม) ระยะแรก ให้ทำสมาธิกิรตันกริยา (Kirtan Kriya) ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ด้วยการภาวนามนตรา ทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมให้ฟังดนตรีคลาสสิคทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วน Pre Frontal (ควบคุมความคิด การตัดสินใจ ความสนใจ) Superior Frontal (ควบคุมการตระหนักรู้ตัว ความรู้สึก) และ Superior Parietal (ควบคุมการสัมผัส การพูด การรับรส) รวมถึงช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย

“เราทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบว่า การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนโลหิต ไปยังสมอง มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ของคนไข้ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ และทำให้ความจำดีขึ้นหรือไม่”  นายแพทย์แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการวิจัยแห่งศูนย์การแพทย์ผสมผสานเจฟเฟอร์สันไมร์นา ไบรด์ กล่าว

“ความจำบกพร่องที่เกี่ยวเนื่องกับอายุ อาจมีภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวนร่วมด้วย และมีข้อมูลที่ชี้แนะว่า ความผิดปกติด้านอารมณ์อาจเร่งให้ภาวะความจำเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น” นิวเบิร์ก กล่าวเสริม

กลุ่มทดลองที่ทำสมาธิด้วยการภาวนามนตรารายงานว่า พวกเขามีอาการตึงเครียด เหนื่อยล้า ซึมเศร้า โกรธ และสับสนลดน้อยลงโดยเฉพาะที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดและเหนื่อยล้าลดน้อย ลงมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องจิตวิญญาณ

มีการนำเครื่องช่วยตรวจวินิจฉัยทาง เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (SPECT) มาสแกน สมองของกลุ่มทดลอง ในส่วนที่พบว่า ได้รับผลกระทบระหว่างการทำสมาธิ และมีหน้าที่ในเรื่องความจำและการโต้ตอบทางอารมณ์ เมื่อเริ่มต้นและหลัง 8 สัปดาห์ผ่านไป

พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอารมณ์

สมองส่วน Amygdala ซึ่งมีบทบาทในการสร้างและเก็บความทรงจำเหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ และ Caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความ ซึมเศร้า ในขณะที่ Prefrontal Cortex, Inferior Frontal Lobe, Parietal Region และ Cingulate Cortex มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกตึงเครียด

และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างคะแนนความสับสนและซึมเศร้าที่ดีขึ้น กับความเปลี่ยนแปลงด้านความจำที่เป็นคำพูด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกสับสนและซึมเศร้าที่ลดน้อยลง มีความสัมพันธ์กับความจำที่ดีขึ้น

“การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ด้านประสาทวิทยาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและชีววิทยา โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมด้านความสนใจ ภาวะอารมณ์ และความจำ

มันเป็นขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจถึงผลกระทบด้านระบบประสาท อันเกิดจากการทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราหรือ ที่คล้ายคลึงกัน” ดร.นิวเบิร์ก กล่าว

อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิวิจัยและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เมืองทูซาน รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

       • วิธีภาวนามนตรา “กริตัน กริยา”

การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราแบบที่เรียกว่า กิรตัน กริยา(Kirtan Kriya Meditation) เป็นการทำสมาธิรูปแบบหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากกุณฑาลินีโยคะ กอปรด้วยการภาวนามนตรา “ซา..ตา..นา..มา” (คำภาวนาภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า เกิดขึ้น..ดำรงอยู่..ดับไป..กลับมาเกิดใหม่) และใช้ท่านิ้วมือประกอบ ซึ่งนิยมทำกันทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 16

เป็นการปฏิบัติง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงวันละ 12 นาที ก็จะช่วยลดระดับความเครียด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ทำให้ผู้ปฏิบัติเพ่งจิตและควบคุมความสนใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างใจ-กาย-จิตวิญญาณอีกด้วย

แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุด ควรทำเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน

• วิธีปฏิบัติ

1. นั่งตัวตรงบนพื้นหรือบนเก้าอี้พนักตรง หงายฝ่ามือและวางลงบนเข่าทั้งสองข้าง
2. เปล่งเสียงภาวนา ซา..ตา..นา..มา.. ทอดเสียงยาวๆในแต่ละคำ
3. ให้ปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ซา
4. ให้ปลายนิ้วกลางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ตา
5. ให้ปลายนิ้วนางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา นา
6. ให้ปลายนิ้วก้อยแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา มา
7. เคลื่อนไหวนิ้วตามขั้นตอนที่ 3-6 ขณะภาวนาอย่างต่อเนื่องดังนี้

• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาในใจ 4 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย เบญญา)

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2555

=================================================

Related Article:

.

Meditation Helps Memory Loss Patients

Written by Petra Rattue
Article Date: 02 Mar 2012

The Journal of Alternative and Complementary Medicine reports that researchers from the Thomas Jefferson University Hospital have discovered that adults with memory impairment and memory loss may benefit from mantra-based meditation, which has a positive effect on people’s emotional responses to stress, fatigue and anxiety.

For their study, the researchers enrolled 15 older adults with memory problems that ranged from mild age-associated memory impairment to mild impairment, with Alzheimer’s disease on a Kirtan Kriya (KK) mantra-based meditation course, that involved 12 minutes of meditation, per day, for a period of eight weeks, and a control group to listen to classical music for the same amount of time over 8 weeks.

Preliminary findings revealed a substantial increase in cerebral blood flow in the patients’ prefrontal, superior frontal, and superior parietal cortices, and also better cognitive function.

Andrew Newberg, M.D., director of Research at the Jefferson Myrna Brind Center of Integrative Medicine explained:

“We sought to build on this research to determine if changes in cerebral blood flow (CBF) had any correlation with changes in patients’ emotional state, feelings of spirituality and improvements in memory. Age-associated cognitive impairment can be accompanied by depression and changes in mood. There is data suggesting that mood disorders can aggravate the processes of cognitive decline.”

The findings demonstrated that participants in the meditation group showed some improvement in fatigue, tension, anger, confusion and depression, and whilst the researchers noted a substantial improvement in tension and fatigue, compared with the control group, they did not observe significant changes with regard to spirituality scores.

They examined the participants’ brains and other regions of interest (ROI) by using single photon emission computed tomography (SPECT) scans at baseline and at 8-weeks. The location of the scans was based on regions that the researchers earlier found were affected during the meditation tasks, and that are involved in various cognitive and affective responses.

The results showed an important relationship between the change in CBF and the change of the patients’ reported mood states. For instance, whilst regions like the amygdala, which impact memory formation and storage linked to emotional events, as well as the caudate, which is thought to be strongly involved in learning and memory related to depression scores, areas like the prefrontal cortex, inferior frontal lobe, parietal region, and cingulate cortex were related with tension.

The fact that researchers observed substantial associations between improved scores for confusion, depression and change in verbal memory indicates that improvements of depression and confusion are linked to cognitive improvement.

Dr. Newberg concludes:

“This study is one of a growing body of neuroimaging studies to illustrate the neurological and biological impact of meditation, highlighting brain regions that regulate attention control, emotional states, and memory. It is a first step in understanding the neurophysiologic impact of this and similar meditative practices.”

SOURCE: medicalnewstoday.com

 

“เมล่อน” วิตามินรสหวาน…ชื่นใจ

เห็นรูปลักษณ์กลมเกลี้ยง คุ้นๆ ว่าเป็นแคนตาลูปที่เคยรับประทาน แต่เฉลยว่า มันคือ “เมล่อน” ของดีจากแดนอาทิตย์อุทัย เติบโตสดใสในสยาม

ชาติประชา สอนกลิ่น เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน งานทดลองเจียไต๋-เนต้าฟิม จากโรงเรือนเนต้าฟิม ไร่ชนม์เจริญฟาร์ม จังหวัดกาญจนบุรี ให้ความกระจ่างว่า เมล่อน (Melon) เป็นพืชอยู่ในตระกูลแตง คล้ายแคนตาลูป แต่มีความแตกต่างกันที่รสชาติ ความหอม กลิ่นและเนื้อของผล ขึ้นกับสายพันธุ์ชนิดต่างๆ ซึ่งในเมืองไทยเรานิยมเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความหวาน หอม และอร่อย

ช่วงเดือนมิถุนายน หรือช่วงซัมเมอร์ที่ประเทศญี่ปุ่น เมล่อนระดับคุณภาพสูง จะมีราคาค่อนข้างสูงมาก ถึงแม้จะผลไม้ตามฤดูกาลก็ตามที เพราะเกษตรกรชาวญี่ปุ่น จะเพาะปลูกเมล่อนในเรือนกระจกและมีการควบคุมการเพาะปลูกเป็นอย่างดี และที่ขึ้นชื่อก็คือเมล่อนทรงสี่เหลี่ยม จากจังหวัดไอจิ นั่นเอง

แต่เมื่อพวกมันข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่เมืองไทย ก็ปรับตัวได้เป็นอย่างดี โดยจะชอบอากาศแห้ง ชอบดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดี แต่ถ้าจะให้ได้เมล่อนคุณภาพดี เต็มไปด้วยโภชนาการเต็มสูบ ก็จำเป็นต้องพึ่งพาขั้นตอนและวิธีการเพาะปลูกที่ถูกต้อง

เกษตรกรของไทย เล่าว่า เมล่อนเป็นผลไม้ที่มีความไวต่อปริมาณน้ำ และความสมบูรณ์ของลำต้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากสืบเสาะหาต้นตอได้ อาจย้อนรอยไปดูที่ต้นของมันว่าจะต้องสมบูรณ์ ได้รับปริมาณน้ำ ปุ๋ยในขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รสชาติหวาน หอม และเนื้อเนียน

นักวิชาการของเจียไต๋มีเทคนิคง่ายๆ (Tips) เพื่อให้ผู้รักผลไม้สามารถเลือกซื้อเมล่อนที่รสชาติหอมหวาน ถูกใจ โดยเริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกก่อน ควรเลือกเมล่อนจากความสมบูรณ์ของผลที่สวย น้ำหนักดี มีลักษณะเป็นผลกลมสวย จากนั้นก็มากลิ้งรอบผล เพื่อดูลายที่เปลือกของเมล่อนควรมีลักษณะเป็นตาข่ายพาดกันอย่างสวยงาม และผิวผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อสุกเต็มที่

หากตามร้านค้าของสดหรือตลาด สามารถผ่าครึ่งให้ดูได้ ให้พินิจพิเคราะห์ดูว่าเนื้อของเมล่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง และเมื่อนำจมูกเข้าไปใกล้ ก็จะมีกลิ่นหอมชวนกิน ติดจมูกขึ้นมาเลย

การทานเมล่อนให้อร่อยนั้น ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำว่า ก่อนทานควรแช่เมล่อนทั้งผลไว้ในตู้เย็นประมาณ 1-1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนำมาผ่าครึ่งใช้ช้อนเขี่ยเฉพาะเมล็ดทิ้ง ไม่ควรใช้มีดปาดไส้กลางทิ้ง แบบการปลอกมะละกอ เนื่องจากไส้กลางบริเวณที่ติดกับเมล็ดนั้นเป็นส่วนที่หวานที่สุดของเมล่อน หลังจากนั้นนำมาผ่าเป็นเสี้ยวแล้วตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ ก็จะได้เมล่อนที่หวานอร่อย ที่สำคัญควรหั่นให้พอดีทานหมดเท่านั้น ไม่ควรแช่เมล่อนที่หั่นเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งไว้ในตู้เย็น จะทำให้เสียรสชาติ

สำหรับชาวญี่ปุ่น หรือภัตตาคารญี่ปุ่นในประเทศไทย จะเลือกเสิร์ฟเมล่อนสดที่สุกกำลังดี เนื้อนุ่ม เนียน หวานฉ่ำ แต่หลายคนก็นำมาประยุกต์ทำเป็นเค้กใส่เมล่อน ไอศกรีมเมล่อน เจลลี่เมล่อน ขนมปังเมล่อน ก็อร่อยไปอีกแบบ ในขณะเดียวกันก็มักจะซื้อเมล่อนเป็นของเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลด้วย

เหตุผลสำคัญเพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในปริมาณสูง มีทั้งวิตามินซี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ซึ่งล้วนให้ประโยชน์แก่ร่างกายทั้งนั้น แถมยังไม่มีไขมันและคอเลสเตอรอล อีกทั้งแคลอรีต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

นอกจากนั้นยังเชื่อว่าเอนไซม์ในน้ำเมล่อนชื่อว่า superoxide dismutase มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดกระบวนการทางเคมีภายในร่างกาย ส่งผลให้สามารถลดระดับความเครียดของคนเราได้ ทำให้ความเจ็บปวด ปัญหาการนอนหลับลดลงได้ รวมทั้งมีกระบวนการรับรู้ที่ดีขึ้น เช่น มีสมาธิมากขึ้น สามารถปรับพฤติกรรม ลดอารมณ์ฉุนเฉียวโมโหง่าย ดูเป็นมิตรขึ้นได้อีกต่างหาก

ถ้ายังไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรเข้าปาก ผลไม้ที่ชื่อ “เมล่อน” ก็น่าสนใจไม่หยอก เพราะนอกจากจะไม่อ้วน ต้านแก่แล้ว ยังลดความเครียดได้ฉับพลันอีกด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 11 กุมภาพันธ์ 2555

4 เทคนิคฟิตใจ-กาย สลายเครียด

หลังเลิกเรียน หรือ เลิกงาน หากรู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาผ่อนคลายสลายเครียด ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อฟิตใจ และกายให้แข็งแรง

เริ่มจาก “ยืดเส้นยืดสาย” นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา จนรู้สึกตึงบริเวณบ่า จากนั้น นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ บิดตัวไปจับขอบเก้าอี้ด้านขวา โดยทั้ง 2 ท่า ทำค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง ช่วยบริหารไหล่ ต้นคอ และลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี

นั่งพัก “สร้างจินตนาการ” หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออก นึกถึงสถานที่ประทับใจ สวยงาม แล้วนำพาตัวเองเข้าไป จะสัมผัสได้ถึงความสงบ โปร่งสบาย เป็นเทคนิคใช้จิตใจพาสมองไปผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที จึงค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากภาพนั้น

“มองพื้นที่สีเขียว” หรือ เดินบนสนามหญ้าบริเวณกว้าง พร้อมหายใจเข้า-ออก โดยผ่อนลมหายใจลึก ๆ ปล่อยความคิดให้ว่าง ช่วยสร้างสมาธิ กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า และพักระบบสายตา

“ทำสปาอารมณ์ดี” โดยวางน้ำมันหอมระเหยไว้ในห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ช่วยสร้างความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ดีขึ้น อาทิ “กลิ่นโรสแมรี่ และ เปปเปอร์มินท์” กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ขจัดความรู้สึกเฉื่อยชา กระตือรือร้นต่อการเรียนรู้จดจำเรื่องราว และส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น ส่วน “กลิ่นลาเวนเดอร์ มะนาว และส้ม” กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด วิตกกังวลน้อยลง

เมื่อร่างกาย และจิตใจพร้อม ทุกวันย่อมเป็นวันแห่งความสุขได้ไม่ยาก.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา: เดลินิวส์ 22 ธันวาคม 2554