เตือนผู้ป่วยไตกิน”แห้ม”เสี่ยงทรุด สธ.ชี้ไม่มีผล แต่อาจหายใจขัดได้

ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มเตือนผู้ป่วยไตบริโภค “แห้ม” สมุนไพรลาว อาจทำไตวายเฉียบพลัน ด้านกรมพัฒนาการแพทย์ฯ ยันผลศึกษาไม่พบมีพิษ แต่หากทานนานอาจส่งผลหัวใจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วประเทศพบคนไทยเป็นโรคไตประมาณ 7.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 1.4 ล้านคนจะเป็นโรคไตวายจากความดันโลหิตสูง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคเค็มจนเกินไป จึงควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อลดเค็ม โดยยึดหลักง่ายๆ คือ

1.หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส
2.หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงในอาหารจานเดียว
3.หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป
4.เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม
5.น้ำซุปต่าง ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง และ
6.สังเกตปริมาณโซเดียมที่ฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอาหารสำเร็จรูป และขนมถุง ก่อนรับประทาน

ส่วนกรณีการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคไต ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่า มีผู้ป่วยจำนวนเท่าไหร่ที่ใช้วิธีการดังกล่าวรักษา คาดว่ามีประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคไตที่รับประทานสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “แห้ม” ได้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันประมาณ 5-10 คน และยังมีรายงานด้วยว่าผู้ป่วยที่หยุดรับประทานแห้ม หลายคนอาการไตวายดีขึ้น จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าแห้มส่งผลต่อไตอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้
“สมุนไพรจีนก็น่าสงสัยว่าจะส่งผลต่อไต เพราะมีองค์ประกอบเป็นสารเคมีอยู่ด้วย และยังมีรายงานว่าเฟืองหรือมะเฟืองคั้นน้ำมีสารออกซาเลต (oxalate) เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งจะเกาะตัวเป็นก้อนไปอุดท่อไตทำให้ไตวายเฉียบพลันได้” ผศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า จากการศึกษาวิจัยยังไม่พบข้อมูลว่า แห้มส่งผลร้ายต่อไตหรือทำให้ไตวายได้ แม้การศึกษาวิจัยจะยังมีไม่มากก็ตาม เนื่องจากแห้มเป็นสมุนไพรที่ไม่มีการปลูกในประเทศไทย ต้องนำเข้ามาจากลาวเท่านั้น แต่จากการศึกษาเรื่องพิษวิทยาในสัตว์ทดลอง ทั้งการสกัดสมุนไพรด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำ ก็ไม่ปรากฏว่ามีพิษต่อไตเช่นกัน ยกตัวอย่าง ชาวลาวจะใช้สมุนไพรแห้มเพื่อรักษาอาการท้องเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ลาวมีผลการวิจัยชี้ชัดจำนวนมาก แต่สำหรับไทยนิยมนำมาใช้ในการลดน้ำตาลในกระแสโลหิต เพราะแห้มมีฤทธิ์ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่เนื่องจากไทยต้องนำแห้มเข้ามาจากลาว จึงขอแนะนำให้ใช้มะระขี้นกแทนในการลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้ หากต้องระวังเกี่ยวกับสมุนไพรแห้ม เพราะมีสารเบอเบอรีน ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อหัวใจ จึงควรระมัดระวังในการกินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการหายใจขัดได้ 

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า แห้มสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งจากการศึกษาไม่พบว่ามีผลร้ายต่อไตแต่อย่างใด แต่จะส่งผลต่อตับมากกว่า เนื่องจากการรับประทานแห้มเป็นจำนวนมากจะส่งผลให้ตับอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคไตนั้นโดยปกติต้องระมัดระวังในการรับประทานทุกอย่างอยู่แล้ว แม้แต่น้ำส้มหรือน้ำมะเขือเทศก็ต้องรับประทานอย่างจำกัด เนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่สูง

ที่มา: มติชน 22 ตุลาคม 2555

Advertisements

อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra spp.

นักวิจัยแม่โจ้เจ๋งแปรรูปอาหาร

วันนี้( 14 ก.ย.)  ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า ทางคณะได้มีการนำ “เตา” หรือสาหร่ายน้ำจืดออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้จริง ซึ่งสาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ

ชาวบ้านในภาคเหนือ นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า สาหร่ายเตา มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 5-6 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 55-60 เปอร์เซ็นต์ เส้นใย 7-10 เปอร์เซ็นต์ และยังมี คลอโรฟิลล์ เอ และบี เบต้าแคโรทีน แลแซนโทฟิล ซึ่งถือว่ามีคุณค่ามากมาย

นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย ซึ่งการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้น  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งผลของอนุมูลอิสระนั้น มีฤทธิ์ที่จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังด้วย

ซึ่งเมื่อพบเจอคุณสมบัติหลายๆ อย่างเหล่านี้ทางคณะผู้วิจัย จึงได้นำมาสกัดเอาสารต่างๆ มาทำการทดลอง ด้วยการนำมาปรับใช้ในรูปแบบของอาหารเพื่อสุขภาพ แบบเจลดริ้ง หรือเครื่องดื่มชนิดเจล  รวมถึงโยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังได้ทำผลิตภัณฑ์พิเศษออกมาเป็นเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด ทั้งครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

และ ทีมวิจัยยังพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตาเพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ สำหรับผลงานการวิจัยในครั้งนี้ เคยได้รับรางวัลซิลเวอร์ อวอร์ด ภายในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 – 28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้ที่คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290  โทรศัพท์ 053-873-470-2 ต่อ 213 , 086-654-6966 หรือที่ งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  โทรศัพท์  053-873046-7.

ที่มา: เดลินิวส์ 14 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

นักวิจัยแม่โจ้โชว์อาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา

จาก “เตา” สาหร่ายน้ำจืดในชุมชนราคาเพียงไม่กี่บาท แปลงเป็นเครื่องสำอางและอาหารสุขภาพคุณภาพเยี่ยม ผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรชาวเหนือเป็นอย่างมาก

สาหร่ายเตาหรือเทาน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spirogyra spp. เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ ชาวบ้านในภาคเหนือนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือนำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า สาหร่ายเตามีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วย โปรตีน 18-20% ไขมัน 5-6% คาร์โบไฮเดรต 55-60% เส้นใย 7-10% และรงควัตถุหลายชนิด เช่น คลอโรฟิลล์ เอและบี เบต้าแคโรทีน และแซนโทฟิล นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ในสาหร่ายเตาอีกด้วย และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้นมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เพราะอนุมูลอิสระ (free radicals) จะทำลายเนื้อเยื่อส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค, มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน, มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง, มีความสามารถในการเป็นพรีไบโอติก โดยส่งเสริมการเจริญของเชื้อ Lactobacillus fermentum, มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยเจอไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ซึ่งผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวในกระต่าย และผ่านการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูขาวแล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยที่พบ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล และทีมวิจัย จึงได้นำมาปรับใช้ในรูปแบบของการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ เช่น เจลลี่ดริ้ง (เครื่องดื่มชนิดเจล), โยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด เช่น ครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ดร.ดวงพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Funcional drink) ในรูปแบบเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) มีการผสมเจลลี่กับสาระสำคัญทางชีวภาพชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กและวัยรุ่น นอกจากมีรสชาติอร่อยและสีสันน่ารับประทานแล้ว ยังมีจุดขายที่การดูแลสุขภาพร่วมกับความสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ทีมวิจัยจึงพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตา เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาฤทธิ์ชีวภาพของสาหร่ายน้ำจืดที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนในภาคเหนือโดยนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารสุขภาพ (Functional food) และนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น สามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจ ช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้กับคนในชุมชน เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยตรง และสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านในการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้มีคุณภาพน้ำที่ดี เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award ในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555” (Thailand Research Expo2012) เมื่อวันที่ 24-28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายเตา เครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ให้นำส่วนสกัดของสาหร่ายเตา, วิตามินซี, น้ำตาลแอลกอฮอล์ (น้ำตาลพลังงานต่ำ) หรือสารให้ความหวาน, เกลือโซเดียมต่ำ และคาราจีแนน มาละลายน้ำเข้าด้วยกัน (อาจใช้น้ำผลไม้ทดแทนน้ำบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อให้เกิดความหลากหลายของกลิ่นรสของผลิตภัณฑ์) นำไปให้ความร้อนเพื่อให้เกิดการละลายอย่างสมบูรณ์และเป็นการฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงทิ้งให้เย็นเพื่อให้เกิดเป็นเจล และนำไปแช่เย็น จะได้เป็นเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ที่มีความอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สครับขัดตัว การเตรียมส่วนผสม นำสาหร่ายเตาสดมาตากให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียด ผงขัดตัวผสมสาหร่าย 100 กรัม น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba oil) 5 กรัม น้ำมันแมคคาเดเมีย (Macademia oil) 5 กรัม น้ำมันสวีทอัลมอนด์ (Sweet almond oil) 5 กรัม สารชำระล้าง (Sodium lauryl sulfate, SLS) 6 กรัม กลีเซอรีน (Glycerine) 10 กรัม วิตามินอี (Vitamin E) 2 กรัม ผงสาหร่ายแห้งบดละเอียด 2 กรัม เกลือ 65 กรัม

วิธีทำ
1.ชั่งผงสาหร่าย สาร SLS และเกลือรวมกัน คนให้เข้ากัน
2.ชั่งวิตามินอี น้ำมันต่างๆ และกลีเซอรีน ผสมรวมกัน
3.นำผงขัดตัวไปแต่งกลิ่นตามต้องการ
4.บรรจุใส่ภาชนะที่ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290 โทรศัพท์ 0-5387-3470-2 ต่อ 213 หรือที่งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ 0-5387-3046-7

ที่มา: บ้านเมือง 21 กันยายน 2555

.

ชมคลิป สาหร่ายเตา หรือเทาน้ำ Spirogyra

มะระขี้นก

มะระขี้นก

รองศาสตราจารย์ ดร.วีณา จิรัจฉริยากูล
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

          มะระขี้นก (Momordica charantia L.) เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมานานนับพันปี ในเอเซีย อาฟริกา และละตินอเมริกา อายุรเวทใช้ผลมะระรักษาเบาหวาน โรคตับ บรรเทาอาการโรคเก๊าต์และข้ออักเสบ ตำรายาไทยใช้ใบมะระในตำรับยาเขียวลดไข้ รากในตำรับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับ

งานวิจัยสมุนไพรมะระได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ค.ศ. 1962 ซึ่ง Lotlika และ Rao ได้ค้นพบชาแรนตินในผลมะระ ที่แสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง ในปี 1965 Sucrow ได้พิสูจน์โครงสร้างเคมีของชาแรนติน พบว่าเป็นสารผสมของ sitosteryl- และ 5,25-stigmastadien-3-beta-ol-D-glucosides ในอัตราส่วน 1:1 ปี 1977 Baldwa และคณะ ได้แยกสารคล้ายอินซูลินจากผลมะระและมีฤทธิ์ลดน้ำตาล ในปี 1981 Khana และคณะได้พิสูจน์โครงสร้างของสารคล้ายอินซูลิน พบว่าเป็นโพลีเปปไทด์ที่มีน้ำหนักโมเลกุล 11,000 ดาลตัน และมีกรดอะมิโน 166 residues เรียกสารนี้ว่า โพลีเปปไทด์ พี สารขมกลุ่มคิวเคอร์บิตาซินซึ่งเป็น chemotaxonomic character ของพืชวงศ์ Cucurbitaceae คิวเคอร์บิตาซินในมะระ คือ momordicosides, momordicins, karaviloside K1 และ charantoside มีรายงานว่าสารขมดังกล่าวมีฤทธิ์ลดน้ำตาล

ในมะระขี้นกมีสารหลายชนิดที่ต้านเบาหวาน และมีหลายกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวาน ได้แก่ เสริมการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน เพิ่มความทนต่อกลูโคส (glucose tolerance) นอกจากนี้ยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็ก และยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส

น้ำคั้นจากผลมะระขี้นกแสดงฤทธิ์ต้านเบาหวานในกระต่ายและหนูขาว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต การเกิดต้อกระจก การเสื่อมของเส้นประสาทซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลเลือดให้ปกติ

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (8 คน) พบว่าผู้ป่วยทนต่อกลูโคสได้ดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลขณะอิ่ม และลดความถี่ของการถ่ายปัสสาวะ จึงขอแนะนำผู้ป่วยเบาหวานบริโภคมะระขี้นกเป็นอาหาร หรือในรูปน้ำคั้นเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้ปกติ และชะลออาการต่างๆที่เป็นผลเสียจากโรคเบาหวานที่เป็นมานาน

มะระขี้นก (สีเขียว) มีคุณค่าทางอาหารเพราะมีวิตามินเอ (2,924 IU) ไนอะซิน (190 มก./100 ก) และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

การเตรียมน้ำคั้นจากผลมะระขี้นก ขนาดที่ใช้ต่อวัน ผลสด 100 ก. นำมาผ่าครึ่ง ใช้ช้อนกาแฟขูดไส้ในและเมล็ดออก หั่นเนื้อผลเป็นชิ้นเล็กขนาดกว้าง 1 ซม. ใส่ในเครื่องปั่นแยกกาก จะได้น้ำมะระประมาณ 40 มล. ดื่มหลังอาหารเช้าหรือเย็น 

 

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=90

ฟิตถูกวิธี ชีวีปลอด’โรค’

“วิ่ง” เป็นการออกกำลังที่เหมาะสำหรับผู้หญิง เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักและมีการกระแทก ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อการกระตุ้น เสริมสร้างกระดูก อีกทั้งการวิ่งในที่โล่งแจ้งยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากธรรมชาติ ไม่ต้องจ่ายแพงซื้อวิตามินสังเคราะห์ในยามที่แก่ตัวลง

การออกกำลังเริ่มได้ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือในวัยหญิงสาวที่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก ซึ่งอยู่ในช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเสริมสร้างกระดูก และเป็นช่วงเวลาที่ เหมาะแก่การสะสมกระดูกไว้ให้มากพอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ช่วงเวลาที่กระดูกเริ่มบางลงและเข้าสู่ภาวะเสื่อมในที่สุด

นพ.อี๊ด ลอประยูร ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ (BASEM) อธิบายเพิ่มเติมว่า การวิ่งออกกำลังกายเป็นวิธีเสริมสร้างกระดูกที่ มีประสิทธิภาพมากกว่าการว่ายน้ำ ซึ่งแม้ว่าจะช่วยในเรื่องหัวใจและปอดให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยสะสมกระดูกได้เท่ากับการวิ่ง

“สิ่งแรกที่ควรทำสำหรับคนที่ตั้งใจออกกำลังกาย คือ ให้ถามตัวเองก่อนว่า เราว่าออกกำลังกายเพื่ออะไร เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อดูแข็งแรง หรือออกกำลังกายเพื่อให้อายุ ยืน มีสุขภาพที่ดี ลดไขมัน หรือเพื่อปอดและหัวใจ” คุณหมอกล่าว

คนที่ต้องการมีชีวิตยืนยาว ไม่ป่วยไข้ การออกกำลังด้วยวิธีแอโรบิกเอ็กเซอร์ไซส์ จ๊อกกิ้งวันละครึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 3 วัน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ชีวิต ยืนยาว โดยปราศจากโรคภัยคุกคาม

อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะว่า การออกกำลังกายที่ถูกต้องควรรู้ขีดจำกัดตัวเองว่า มีกำลังมากน้อยแค่ไหน และไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ในกรณีที่ต้องการเพิ่ม ศักยภาพของตัวเองให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นก็ควรค่อยๆ เพิ่มทีละน้อย

“เกณฑ์การออกกำลังกายที่พอเหมาะอยู่ที่ 10% เช่น จากที่เคยวิ่งเป็นประจำอยู่ 10 กิโลเมตร ให้เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 1 กิโลเมตร หรือถ้าปกติยกน้ำหนักที่ 10 กิโลกรัม ให้เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม คนส่วนใหญ่มักทำสวนทาง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตามมา” คุณหมอกล่าว

อาการบาดเจ็บที่ว่าเริ่มต้นจากกล้ามเนื้อล้าได้ง่ายขึ้น และถ้ายังฝืนเล่นต่อไป โอกาสที่กล้ามเนื้อฉีกขาดมีสูงมาก โดยอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเกิดได้ตั้งแต่ระดับ เซลล์ที่มองไม่เห็นจนกระทั่งมากขึ้น เช่น อาการบวม มีเลือดออกและรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อฉีกขาด

คุณหมอบอกว่า อาการบาดเจ็บเกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานเกินความสามารถที่ร่างกายของคนเราจะรับได้ หากเป็นคนที่แข็งแรงออกกำลังกายเป็นประจำ ความสามารถในการรับแรงกระทำจะมากกว่าคนปกติ และไม่ค่อยบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา แต่ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำบางครั้งแค่เดินหรือยกของหนัก ก็เกิด อาการบาดเจ็บได้

ทั้งนี้ การออกกำลังกายภายใต้การดูแลของแพทย์ และนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟู พร้อมด้วยอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ช่วยในการฟื้นฟู เครื่องวัดความบาลานซ์ของทรงตัว ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานร่วมกับสมองได้อย่างสมดุลและฟื้นตัวได้เร็วกว่าปกติ

อีกทั้งการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอดและหัวใจ ก่อนการออกกำลัง จะช่วยให้รู้ปัญหาและหาทางป้องกันอาการบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกัน หัวใจหยุดเต้นระหว่างออกกำลัง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ที่ต้องการออกกำลังกายภายใต้การดูแลพิเศษ

“เทคโนโลยีด้านการออกกำลังกาย เป็นคำตอบของผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเล่นกีฬาให้ดีขึ้น หรือคนที่ต้องการกลับมาฟิตอีกครั้ง หลังจากมีเหตุจำเป็นต้องหยุดพัก เป็นเวลานาน” คุณหมอกล่าว

นอกจากนี้ ความรู้ทางโภชนาการยังเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องของคำแนะนำเรื่องอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกาย เช่น ลดอาหารมัน เติมแป้งและน้ำตาล เช่น กล้วย และขนมปังโฮลวีท ช่วยให้ย่อยง่าย อีกทั้งอาหารประเภทนี้ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานอย่างช้าๆ ช่วยให้ออกกำลังได้นานขึ้น

ในทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ มีส่วนช่วยลดปริมาณลดระดับน้ำตาลในเลือด สาเหตุหลักของโรคเบาหวาน ช่วยสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ได้โดยที่ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่รู้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มขึ้น ก็พูดได้เต็มปากว่า…กีฬาเป็นยาวิเศษ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 1 สิงหาคม 2555

หนุนใช้มะระขี้นก-กระเจี๊ยบแดง พิชิตเบาหวาน-ความดัน

กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนให้บริโภคยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก กระเจี๊ยบแดง เพื่อควบคุมป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ส่งเสริมประชาชนใช้สมุนไพรใกล้ตัวดูแลสุขภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรค…

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขในปีนี้ ว่า จะเน้นการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต.ทั้ง 9,810 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้านใกล้ใจประชาชน เพิ่มความสะดวกแก่ประชาชน มีแพทย์ประจำครอบครัว ให้การรักษากรณีเจ็บป่วยทั่วๆ ไป มีระบบปรึกษาแพทย์ผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ได้ด้วย รวมทั้งดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน  และความดันโลหิตสูง ซึ่งขณะนี้คนไทยทั้งเขตเมืองและชนบทป่วยกันมากประมาณ 3 ล้านคน และพบผู้ที่มีอาการผิดปกติ เสี่ยงจะป่วยเพิ่มอีกประมาณ 6 ล้านคน ให้สามารถตรวจรักษาได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอหรือจังหวัด ขณะนี้ได้เร่งจัดบุคลากร เครื่องมือแพทย์จำเป็นให้

ขณะเดียวกัน จะให้ รพ.สต.เร่งป้องกันควบคุมโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนที่รับผิดชอบ ร่วมกับ อสม. โดยในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ให้ อสม.ที่ผ่านการอบรมเป็น อสม.เชี่ยวชาญในการควบคุมป้องกัน 2 โรคที่กล่าวมา มีชุดปฏิบัติการตรวจคัดกรองจำนวน 170,000 ชุด ให้ อสม. เฉลี่ยหมู่บ้านละ 2 ชุด เช่น เครื่องตรวจวัดความดันโลหิต แถบสีตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะเพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน  เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว  ซึ่งที่ผ่านมา อสม. มีเครื่องมือในการทำงานน้อยมาก

ประการสำคัญจะส่งเสริมให้เพิ่มยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือกระเจี๊ยบแดง ซึ่งมีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตได้ หรือสมุนไพรตัวอื่นๆ ที่ให้ผลในการป้องกันโรคด้วย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาดูแลสุขภาพ โดยได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประชุมพิจารณาคัดเลือกกำหนดรายละเอียดเครื่องมือและยาสมุนไพร ในวันที่ 3 เมษายน 2555 เมื่อ อสม.มีเครื่องมือในการทำงาน มั่นใจว่าจะสามารถสนองนโยบายในการลดโรค ป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขได้สำเร็จ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 2 เมษายน 2555