โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย

dailynews141011_02โรคของต่อมลูกหมากมักพบได้บ่อยในชายที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้ต่อมกระเพาะปัสสาวะและต่อมนี้โอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ ในวัยหนุ่ม ต่อมลูกหมากจะมีขนาดประมาณเท่าผลวอลนัท และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่าในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณ 50-60% และอุบัติการณ์จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 80% ในผู้ชายที่อายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน และอาการของคนไข้บางคนก็ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมากที่โตด้วย เพราะบางคนต่อมลูกหมากโตไม่มาก แต่โตในตำแหน่งที่กดเบียดท่อปัสสาวะพอดี ก็จะมีอาการมากได้ การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลากหลายชนิด ได้ผลการรักษาค่อนข้างดีและผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวลคือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มีโอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ในผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ 16.72% ซึ่งในประเทศไทยเองยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากของคนไทยเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันใช้การตรวจร่างกายทางทวารหนัก ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA ซึ่งย่อมาจาก Prostate Specific Antigen ในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสตรวจพบค่า PSA สูงกว่าปกติ แต่ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นกว่าปกติได้ เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็อาจมีค่า PSA ที่สูงกว่าค่าปกติโดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด ซึ่งโดยธรรมชาติค่า PSA มักจะสูงขึ้นช้า ๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้าม ยังมีปัจจัยบางอย่างที่อาจทำให้ค่า PSA ต่ำกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงอาจมีการส่งตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูงขึ้น และอาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุต่อไป

คำถามต่อมาคือ ควรจะเริ่มตรวจ PSA เมื่ออายุเท่าใด สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจนั้นมีน้อยมาก สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 40-54 ปี แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 55-69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี การจะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นคน ๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 55-69 ปี ดังนั้นก่อนทำการตรวจผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยต่อไป

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากโดยทั่วไปนั้น มีการศึกษาพบว่าโรคของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง ดังนั้น จึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบบุหรี่ ลดการทานอาหารประเภทเนื้อแดง และสารอาหารที่อาจจะสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือสารไลโคปีน ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนการรับประทาน สารไลโคปีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากนั้นก็คือการดูแลสุขภาพทั่วไปนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากอีกมาก และในโอกาสอันใกล้นี้ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-3859-5401 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม.

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 11 ตุลาคม 2557

Advertisements

จริงดิ ?! อาหาร “โปรตีนสูง” อาจไม่ได้ลด “ความอ้วน” อย่างที่เข้าใจ !

matichon140703_01แนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้ มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน การสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรก เมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่า 
 
แต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว การลดน้ำหนักในระหว่าง 2 วิธี นั้น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักได้มาก และสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่า การรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลย คือการกินอาหารให้สมดุล ครบหมวดหมู่ ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆ คน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ที่มา : มติชน 3 กรกฎาคม 2557

น้ำช่วยลดน้ำหนัก ความจริงหรือความเชื่อ

dailynews140318_001หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ จะช่วยลดนำหนักตัวได้ แต่ทุกคนคงต้องคิดใหม่อีกครั้ง เมื่อดร.คิ๊ตเชิ่น นักโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้เป็นเพียงความเชื่อที่ถูกพูดต่อ ๆ กันมาเท่านั้น เพราะมีหลักฐานน้อยมากที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้ แม้ว่าการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หากดื่มมากเกินกว่าการเผาผลาญแคลอรี่ของร่างกายไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กระบวนการสลายไขมันกลายเป็นเพียงการต่อเชื่อมระหว่างของไขมันเท่านั้น

ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังแย้งคำกล่าวที่ว่าควรดื่มน้ำ 8 แก้ว/วัน เพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรี่โดยระบุว่า แม้ร่างกายจะต้องการของเหลว แต่ไม่มีหลักฐานว่าน้ำจะเข้าไปละลายไขมันขับมันออกจากร่างกาย หรือช่วยทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ซึ่งของเหลวที่ดีต่อสุขภาพประกอบด้วย น้ำเปล่า น้ำจากธัญพืช และกาแฟที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นภัยต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วกาแฟจะช่วยให้ร่างกายเก็บสะสมของเหลวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายและลดการสูญเสียน้ำ

ทั้งนี้ ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังกล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเร่งการเผาผลาญได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดได้ พร้อมยืนยันว่าทางเดียวที่จะทำให้ปริมาณแคลอรี่ร่างกายน้อยลงได้คือควบคุมอาหาร ซึ่งแนะนำให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเน้นทานผลไม้ ผัก และซุป

อย่างไรก็ตาม แม้น้ำจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัวของคนเรา แต่น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการปรับสมดุลในร่างกายอย่างมาก

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2557

ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

ของกินลดน้ำหนัก อยู่ในมหาสมุทร

thairath140404_001มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษค้นพบยาลดน้ำหนักขนาน ธรรมชาติ อยู่ในสาหร่ายทะเลที่มีอยู่ทั่วไปนี่เอง

พวกเขาพบว่าสารประกอบอย่างหนึ่งในสาหร่ายทะเลมีสรรพคุณปิดกั้น ไม่ให้ลำไส้ดูดไขมันออกไปได้

วารสารวิชาการ “เคมีอาหาร” รายงานว่า พวกเขาได้พบจากการ ทดลองว่า สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่ง ช่วยขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมันได้ถึงร้อยละ75

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ เพียร์สัน กล่าวแจ้งว่า ได้ทดลองใช้สาหร่ายเอาไปทำขนมปังเพื่อทดลองดูและรู้ผลในขั้นแรกแล้วว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ทางด้านนักโภชนาการได้ให้ความเห็นว่าแม้จะประจักษ์ว่ามันได้ผลในการลดน้ำหนักจริงๆ แต่ควรใช้วิธีป้องกันด้วยการไม่กินของมันๆให้มากเสียแต่ทีแรกจะดีกว่า.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

bbc140401_001

Seaweed could be key to weight loss, study suggests

 

Seaweed could be the secret ingredient to losing weight, research has suggested.

Scientists at Newcastle University said a compound found in common seaweed would stop the body absorbing fat.

Tests showed that alginate, found in sea kelp, can suppress the digestion of fat in the gut.

The findings, published in the journal Food Chemistry, showed that a four-fold increase in one type of alginate boosted anti-fat absorption by 75%.

Although not normally regarded as particularly appetising, the natural fibre found in kelp which stops the body absorbing fat could become more appealing to people trying to lose weight.

‘Extremely encouraging’

The scientists said tests on alginate extracted from the seaweed showed it could reduce the amount of fat the body absorbed.

They used it in bread during trials and found even a small amount reduced people’s fat intake by a third. Now they hope to start full clinical trials.

Lead scientist Prof Jeff Pearson, from Newcastle University’s Institute for Cell and Molecular Biosciences, said: “We have already added alginate to bread and initial taste tests have been extremely encouraging.

“Now the next step is to carry out clinical trials to find out how effective they are when eaten as part of a normal diet.”

Researchers investigated the ability of alginate to reduce fat break-down by a digestive enzyme, pancreatic lipase.

Blocking the action of the enzyme resulted in lower amounts of fat being absorbed by the body.

While they said this could help fight obesity, dieticians point out the best way to avoid absorbing too much fat is to cut the amount eaten in the first place.

SOURCE : www.bbc.co.uk

กายภาพบำบัดฟื้นฟู ‘แผลเบาหวาน’ ลดการสูญเสีย ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

dailynews140309_001bปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว แต่ถ้าหากมีแนวทางในการรักษาที่ถูกวิธีก็จะช่วยทำให้คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ โดยโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคเบาหวาน” !

dailynews140309_001a

นพ.วรวัฒน์ เอียวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน คือ มากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็กอายุ  6-8 ปีขึ้นไป มีรูปร่างซูบผอม และโรคเบาหวานชนิดที่  2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ

“เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำ ให้เกิดน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามหลอดเลือด หากสูงมาก ๆ จะส่งผลต่อนิ้วเท้า เท้า นิ้วมือ โดยโรคเบาหวานจะส่งผลต่อหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดเปราะพอหลอดเลือดเปราะร่างกายจะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่จะเป็นหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งจะมีความแข็งแรงน้อยทำให้มีโอกาสเส้น เลือดแตกมีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ขึ้นมาได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการดักจับเชื้อ โรคหรือฆ่าเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และการสมานแผลทำได้แย่ลง รวมไปถึง ระบบประสาทก็ทำงานแย่ลงเช่นกัน”

dailynews140309_001c

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปีขึ้นไป แม้จะควบคุมน้ำตาลได้ดี แต่โอกาสที่จะเกิดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า มีมากขึ้นตามลำดับ บางคนเริ่มจากมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายเท้าก็จะมีการลามเป็นแผลใหญ่และหายยาก ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางคนก็มีโอกาสที่จะถูกตัดขาได้

การกายภาพบำบัด นับเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูแผล เพื่อลดการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยจะต้องมีการ ประเมินลักษณะรูปเท้าของคนไข้ เสียก่อน เพราะบางครั้งคนไข้มีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าล้ม เท้าแบะ เพื่อปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของคนไข้มากที่สุด

หลังจากที่มีการปรับรองเท้าหรือเพิ่มแผ่นรองรองเท้าแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดบางอย่างที่จะทำให้มีการสมานของแผลได้เร็วขึ้น โดยเครื่องมือแรก คือ Anodyne เป็นการใช้แสงอินฟาเรดโดยจะใช้แผ่นติดตามตำแหน่งของชีพจร ตามตำแหน่งของเส้นประสาท จากนั้นจะปล่อยแสงอินฟาเรดเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเลือดและกระแสประสาทที่ดีขึ้น โดยจะทำวันเว้นวัน ในส่วนของแผลประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล ส่วนในเรื่องของอาการชาหลังจากที่แพทย์ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 เดือน ถึงจะเห็นผล

dailynews140309_001d

วิธีต่อมา คือ การใช้เลเซอร์ แต่เป็นเลเซอร์ของกายภาพบำบัดซึ่งจะเป็นเลเซอร์พลังงานต่ำไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้ โดยจะฉายไปยังบริเวณที่เป็นแผล ห่างจากแผลประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะขยับเลเซอร์ไปรอบแผล จุดละประมาณ 20 นาที เมื่อครบรอบแผลจึงหยุด โดยจะทำทุกวันเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่หรือมีการสมานแผลที่เร็วขึ้นกว่าการที่จะล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสของการถูกตัดนิ้วเท้า หรือเท้าไปได้ ซึ่งคนไข้ที่มีการตอบสนองดีเมื่อทำไปได้ 2 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นแล้ว แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

หลังจากการทำกายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นแผลแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกของเท้าน้อยลง เวลาเดินบางคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเท้าลอย ๆ หรือบางคนเดินแล้วเหมือนจะล้ม เนื่องมาจากว่า การรับรู้ของข้อในฝ่าเท้ามีน้อยลง ตรงนี้จะมีวิธีการฝึกความรู้สึก การรับรู้ให้กลับคืนมาใหม่ โดยการใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Sensory Re- education เป็นเทคนิคเพื่อให้การรับรู้ของข้อดีขึ้น โดยจะให้คนไข้เดินบนพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เช่น พื้นผิวเป็นเส้นตรง พื้นผิวเป็นปุ่ม พื้นผิวหยาบ รวมทั้งการรับรู้จากการใช้อุปกรณ์ในแบบต่าง ๆ เช่น สำลี แปรงขนนุ่ม แปรงขนแข็ง โดยให้คนไข้ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณที่ไม่มีความรู้สึก ทำอย่างละ 5-10 นาที

ตลอดจน การจัดโครงสร้างร่างกายให้คนไข้ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีน้ำหนักตัวมาก จึงมีการแนะนำในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานแล้วยังช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายด้วย เช่น ทำให้หัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สามารถคุมเบาหวาน คุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น โดยจะต้องมีการตรวจเช็กร่างกายผู้ป่วยซึ่งจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยจะวางกล้องไว้แล้วให้คนไข้ยืนติดแผ่นมาร์คเกอร์ที่หัวไหล่ ลำตัว ตะโพก ข้อเท้า เพื่อถ่ายรูปดูว่าหัวไหล่เอียงหรือไม่ ตะโพกเป็นอย่างไร ดูแนวของน้ำหนักที่ตกลงมาว่ามีความสมดุลหรือไม่

“หากมีความผิดปกติก็จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ผิดปกตินั้น โดยให้คนไข้มีการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แก้ไขส่วนที่ผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เช่น คนไข้ที่หลังค่อมแพทย์จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คนไข้แอ่นหลังขึ้นมา หรือคนไข้ที่ยืนแอ่นพุงก็จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นเพื่อดึงพุงกลับเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อเป็นตัวพยุงธรรมชาติให้กับผู้ป่วย ซึ่งการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ยังได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองด้วย”

นพ.วรวัฒน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า หากเป็นมานานกว่า 5 ปี มีโอกาสที่แผลจะหายยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าคนไข้จะต้องดูแลเท้าให้มากกว่าดูแลหน้า โดยเวลาที่อาบน้ำหมั่นสังเกตตามจมูกเล็บ ซอกเล็บ ฝ่าเท้า ว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแผลในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้เร็วและหายได้ เพราะคนไข้บางรายมีแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บจึงทำให้แผลลามกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นและรักษายาก.

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

รอบเอวเพิ่มเพราะไม่ทำงานบ้าน

dailynews131230_001ในยุคสมัยที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ผู้หญิงทำงานบ้านลดน้อยลง ใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุของค่าเฉลี่ยรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้หญิงในยุคปี ค.ศ.1950 มีรอบเอวเฉลี่ย 28 นิ้ว ขณะที่ ผู้หญิงปัจจุบัน มีรอบเอวเฉลี่ย 34 นิ้ว (ขนาดตัวของผู้หญิงตะวันตก) โดยเห็นว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมา 6 นิ้ว

นักวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุว่า นั่นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ต้องทำงานบ้านมากเท่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่ทันสมัย ซึ่งแม่บ้านในยุค1950 สามารถเผาผลาญได้ถึง 1,000 แคลอรี่/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในทุกวันนี้ ที่มีวิถีชีวิตอยู่ประจำที่มากขึ้น แม้จะทำงานเต็มเวลาแต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งวันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

นอกจากผู้หญิงในยุค 1950 จะมีโอกาสได้ทำงานบ้านมากกว่าแล้ว ยังกินน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญคือในยุคนั้นแทบจะไม่มีอาหารจานด่วนเลย โดยปกติจะบริโภคเพียง 1,818 แคลอรี่ในแต่ละวัน ขณะที่ปัจจุบันบริโภคถึง 2,178 แคลอรี่ ซึ่งค่ากลางของแคลอรี่ต่อวันคือประมาณ 2,000 แคลอรี่

ดร. รอส อัลท์มันน์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ Saga ได้กล่าว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบในปี 1950 ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีเครื่องซักผ้า แล้วลองคิดถึงการซักผ้านวมด้วยตนเอง นั่นเป็นคำตอบที่ว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมาย ทั้งๆที่อยู่กับบ้าน แต่ผู้หญิงวันนี้มีตารางเวลาที่ยุ่งอยู่แล้ว การออกกำลังกายของพวกเขาต้องไปที่ยิมหรือไม่ก็อาศัยการเดิน

อาหารจานด่วนก็มีส่วน แทม ฟราย กล่าวในงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ ว่าแม้โรคอ้วนจะมีผลกระทบต่อทั้งสองเพศ แต่อัตรามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง เพราะน้ำหนักจากในช่วงการตั้งครรภ์ ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนว่า ร้อยละ 23.9 เป็นผู้หญิง ส่วน ร้อยละ 22.1 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ออนไลน์” ซักถามแพทย์ในบ้านเราเพิ่มเติม สำหรับ “นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ความเห็นว่า ที่จริงแล้ว รอบเอวของผู้ชายก็กว้างขึ้นเหมือนกัน แต่ที่ผู้หญิงเห็นชัดกว่าก็เพราะว่า…

1) อิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ชื่อ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ที่รวมกันเกิดผลลัพธ์ให้สาวๆ อวบขึ้นมาง่ายกว่าชายหนุ่ม

2) สรีรวิทยาของสตรี มีไขมันมากกว่าเมื่อเทียบผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่านิ่มนวลจากไขมันที่เยอะกว่าไม่เหมือนผู้ชายที่ดูบึกบึนเพราะมีกล้ามเนื้อ

3) ผู้หญิงมีวัยทองที่ชัดเจน แต่ผู้ชายไม่ชัด

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้รวมกันเป็นผลลัพธ์เท่ากับรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและเมื่อร่วมกับสิ่งสำคัญคือ “ออกกำลังกายน้อยลง” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนจึงทำให้ภายในเวลา เพียง 6 ทศวรรษ สาวๆจึงมีวิวัฒนาการรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นถึงเกือบ 10 นิ้ว

ทางแก้ที่ทำได้เองและง่ายก็คือ “หาเรื่องกระชับพื้นที่รอบพุง” เช่นการหาเรื่องลดพุงด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เหมือนกับเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่ถึงกับจริงจังจนเครียด, “มุ่งขยับกายให้ได้ทุกอิริยาบถ” ทำให้ทุกขณะคือการออกกำลัง แล้วจะช่วยปรับฮอร์โมนกับเพิ่มกล้ามได้ เช่น จอดรถไว้ไกลกว่าเดิมแล้วขยันเดินเอา หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปคุยงานแทนการส่งไลน์ เมื่อพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็นั่งหลังตรงผึ่งผายไม่นั่งจม ขณะดูโทรทัศน์ก็ต้องหาทางออกกำลังกายไปด้วย เช่น ซิทอัพหรือแกว่งแขนช่วงพักโฆษณา,

“ห้ามอดนอน” เพราะมีผลต่อน้ำหนักร่างกายและรอบเอวมาก การนอนน้อยมีผลทำให้บวมแบบไม่ตั้งใจและลดยากมาก เพราะการนอนดึกจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งเคมีที่เก็บไขมันเข้ามา ดังนั้นคนที่นอนดึกจึงมีสภาพเสี่ยงอ้วน, “ตอนกินให้เลี่ยงแป้ง” แป้งคือตัวที่ทำให้อ้วนได้มาก ยิ่งในสตรีที่มีไขมันในร่างกายสูงง่ายอยู่แล้ว การกินแป้งเกินเข้าไปหน่อยเดียวอาจส่งผลให้เพิ่มไขมันโดยไม่รู้ตัว เพราะแป้งสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสตรียุคใหม่ที่ไม่ค่อยเผาผลาญนักจากรูปแบบการทำงานแบบ ติดโต๊ะ(Sedentary work) ติดเก้าอี้ประชุม หรือติดโซฟา(Couch potato)เมื่อได้กลับมาพักที่บ้าน

และ “อย่าแกล้งฮอร์โมน” โดยการรับประทานฮอร์โมนจากภายนอกโดยไม่จำเป็น เช่น กินยาคุมเพื่อรักษาสิว,กินฮอร์โมนตอนวัยทองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ หรือการรับประทานสมุนไพรที่มีผลกับฮอร์โมนเช่น ว่านชักมดลูก,กวาวเครือ รวมถึงการไปฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อชะลอวัยที่ยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการ(Evidence based)

เมื่อได้รับทราบดังนี้แล้วไม่อยากเอวขยาย อ้วนง่ายกว่าคนสมัยก่อน ต้องรีบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายรักษาหุ่น ซึ่ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง “หมอหมี สมิติเวช” Dr.Carebear Samitivej คุณหมอที่ให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนัก จนมีผู้ให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ @Dr_Carebear

หมอหมี ระบุว่า การลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีการตั้งเป้าที่ชัดเจน ตั้งใจวางแผน เน้นการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร มีผักมากกว่าข้าวทุกมื้อ ข้าวควรเลือกข้าวกล้องไม่เกิน 1.5-2 ทัพพีต่อมื้อ ทานโปรตีนให้พอ เลี่ยงอาหารผัด ทอด มัน ของหวาน และจัดเวลาออกกำลังประจำ ไม่นอนดึกเกินไป ถ้าหากเผลอทานไม่ดี ลงโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายตามคำแนะนำ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ควรทำให้เป็นนิสัย ทั้งนี้ หากทำได้ดี จะลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลต่อสัปดาห์ ผลน้ำตาลไขมันในเลือดจะเห็นผลใน 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มลดน้ำหนัก สามารถศึกษาคำแนะนำของหมอหมีเพิ่มเติมได้ที่ https://t.co/CEkGlwgKEi

รู้อย่างนี้แล้ว ถือฤกษ์ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วนกันเถอะ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์  30 ธันวาคม 2556 

.

Related Article:

.

dailymail120624_001

Women put 6 inches on waists in 60 years: And the main reason? They don’t use as much elbow grease when they do the housework 

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 14:59 GMT, 24 May 2012

 

It’s almost enough to make you put down the paper and pick up the Hoover.

Women’s waistlines have grown by six inches over the past 60 years – because they don’t do as much housework as their forebears, researchers claim.

Without the benefit of modern household appliances, 1950s housewives used to burn up to 1,000 calories a day simply by doing the chores.

By comparison, today’s women have much more sedentary lifestyles, as many work full-time and spend most of the day sitting behind a desk.

The extra elbow grease needed for cleaning, washing and sweeping in the 1950s meant that the average middle-aged woman had a 28-inch waist. Today, the average measurement is 34 inches.

The research was carried out by Saga, the over-50s group, to mark the Queen’s Diamond Jubilee. 

It surveyed 8,000 men and women on their waist sizes, calorie intake and lifestyle, then compared the results with the average statistics for adults in 1952, the year of the Queen’s accession to the throne.

As well as leading more active lives, women in the 1950s also ate slightly less, as rationing was still in place and fast food barely existed.

Typically they consumed only 1,818 calories each day, compared with 2,178 calories now. The recommended allowance is 2,000 calories.

Dr Ros Altmann, Saga’s director-general, said improved gadgets had significantly reduced the time and effort required for housework. ‘If you think back to the 1950s most women would not even have had a washing machine,’ she said.

‘They wouldn’t have had duvets so the simple task of making a bed would have demanded far more physical activity. Women would have burned a significant number of calories just keeping the house going.’

Instead, today’s women have to set aside time in their already busy schedules for exercise, she said. ‘Nowadays you have to actually go to the gym to take exercise. My mum didn’t even have a car, she would have walked everywhere.

Dr Altmann added: ‘I think there’s some element with the availability of fast food but women in the 1950s would still have eaten chips and puddings. It seems to me that the physical activity demanded by keeping a home was ensuring women were fitter and thinner than they are today.’

Tam Fry, of the National Obesity Forum, said that although obesity affects both sexes, rates tend to be higher among women because of weight gained during pregnancy.

He said many struggle to lose the extra pounds between giving birth becoming pregnant with their second child.

22N-WOMENS SHAPE GRAPHIC

The latest figures show 23.9 per cent of women are obese, compared with  22.1 per cent of men.

Saga’s survey also showed how the relationship between the generations has changed over the past six decades.

Grown-up children were once expected to subsidise the income of their parents, but today the over-50s are increasingly likely to still be supporting their offspring instead.

Attitudes towards retirement have also changed. In 1952, finishing work was seen as a chance to rest and relax. Men aged 65 had a life expectance of 12.1 years, while for women it was 15.5 years.

Nowadays, life expectancy for 65-year-olds is 21.7 years for men and 24.2 years for women. It means retirement tends to be seen as an opportunity to change direction – but also that nearly four in ten adults want to, or have to,  continue working  after retirement.

SOURCE : www.dailymail.co.uk

ไขความลับ ‘แอปเปิล’

dailynews130908_001เคยสงสัยหรือไม่ว่าสีของ “แอป เปิล” ที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเขียว สีเหลือง หรือสีชมพู เพราะอะไร แล้วเราควรจะกินแอปเปิลสีไหนดี ?!?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานา ชาติ  กล่าวว่า  ถ้าแบ่งสีของแอปเปิลง่าย ๆ อาจแบ่งเป็น “แอปเปิลสีเขียว” กับ “แอปเปิลที่ไม่ใช่สีเขียว” ที่แบ่งแบบนี้ก็เพราะว่า มันจะแบ่งวิตามินที่ต่างกันได้ง่าย แอปเปิลสีแดง แอปเปิลสีชมพู แอปเปิลสีเหลือง  เกิดจากซูเปอร์วิตามินที่มีชื่อว่า “แอนโทไซยานิน” เป็นตัวเดียวกับที่มีในองุ่น  แอปเปิลบางลูกสีออกเข้ม ๆ แดงเกือบม่วง เกิดจากแอนโทไซยานิน  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อสู้เซลล์มะเร็งได้

ส่วน แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวมากกว่า เกิดจากมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า “กรดมาลิก”  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เหมือนยาปฏิชีวนะ ฆ่าเชื้ออ่อน ๆ  ปรับสมดุลลำไส้

“แอปเปิล” ไม่ว่าสีแดงหรือสีเขียว มีสารสำคัญที่เป็นพระเอก คือ “โพลีฟีนอล” เป็นตระกูลใหญ่แล้วแบ่งเป็นตระกูลย่อย เช่น “แอนโทไซยานิน

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน  คุมน้ำตาล คนมักจะคิดว่าเป็นเบาหวานกินแอปเปิลได้หรือ ขอบอกว่าควรกินเพราะแอปเปิลช่วยได้  แต่ควรเลือกกินสีเขียว เพราะน้ำตาลไม่เยอะ และช่วยคุมอินซูลินด้วย  ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเบาหวาน สามารถกินแอปเปิลได้หลากสีซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงลดไขมันด้วย   ฝรั่งถึงขั้นบอกว่า ถ้ากินแอปเปิลวันละลูก ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอเลยทีเดียว นอกจากนี้อาจใช้แอปเปิลในการดีท็อกซ์ โดยกินแอปเปิลสัปดาห์ละ 1 วัน อาจจะสลับกินแอปเปิลสีละมื้อในอาหารมื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ไม่ว่ากัน

มีงานวิจัยจาก “มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตต” บอกว่า “โพลีฟีนอล”ช่วยลดไขมันในเลือดได้นับ 10 เปอร์ เซ็นต์  ช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดโดยเฉพาะลด “แอลดีแอล” นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันผิวพรรณไม่ให้โดนแดดเผาทำลาย ป้องกันยูวีเอ และยูวีบี

เวลาเรากัดแอปเปิลทิ้งไว้แล้วสีของเนื้อแอปเปิลเปลี่ยนไปนั่นแสดงว่า มีสาร “โพลีฟีนอล”  ที่ไหนมีสารโพลีฟีนอลพอโดนอากาศจะเกิดสนิมเป็นสีน้ำตาลขึ้นมาทันที ไม่ว่าผัก หรือ ผลไม้

แอปเปิลเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน  เพราะให้วิตามินสูง แคลอรีต่ำ จึงเป็นอาหารในฝันของคนลดน้ำหนัก  ลดความอ้วน กินแล้วอิ่มท้องได้ใยอาหาร ให้แคลอรีต่ำ

เทคนิคในการกินแอปเปิล คือ กินทั้งเปลือก เพราะสารสำคัญ คือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือก  หรือเนื้อที่อยู่ติดกับเปลือก แต่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะปอกเปลือกทิ้งไปซึ่งน่าเสียดาย

อาจมีคนแย้งว่า กินแต่เปลือกได้หรือไม่  คำตอบ คือ  หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สารสำคัญที่มีอยู่ในเนื้อแอปเปิลที่ชื่อว่า “เพคติน” เป็นใยอาหารเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมัน และน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ  คือ กินทั้งลูกจะดีกว่า

ส่วนเมล็ดแอปเปิลนั้นไม่อยากให้กิน  เพราะมี “สารแทนนิน” หรือสารฝาด ความจริงสารนี้มีประโยชน์  แต่ข้อเสียคือ เมล็ดแอปเปิลมี “สารแทนนิน” ค่อนข้างเข้มข้น  ถ้าไปกัดเมล็ดแอปเปิลแตกจะได้ “สารแทนนิน”ที่เข้มข้นเกินไป อาจทำให้คลื่นไส้ พะอืดพะอม นอกจากนี้ยังมี “สารกลุ่มไซยาไนด์” มีความเป็นพิษและมีผลต่อหัวใจ แต่ไม่ต้องกังวลมากเพราะต้องกินเมล็ดแอปเปิลในปริมาณมากจริง ๆ จึงได้รับพิษ

มีเรื่องสนุกอีกอย่างที่คนอาจไม่รู้ คือ แอปเปิลมีแก๊สตัวหนึ่งชื่อว่า “เอทีลีน”  ถ้าเราเผลอนำแอปเปิลที่กัดแล้วคำหนึ่งไปใส่ไว้ในตู้เย็นรวมกับกล้วย หรือผลไม้อื่น ๆ  จะทำให้ผลไม้อื่นเน่าได้ โดยแก๊ส “เอทีลีน” เหมือนกับแก๊สที่ชาวบ้านใช้บ่มผลไม้  ดังนั้นถ้ากัดกินแอปเปิลแล้วเหลือต้องใส่ถุงมัดปากให้ดีไม่ให้แก๊สออกมาได้

ราคาแอปเปิลถูกกับแพงแตกต่างกันหรือไม่ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ส่วนตัวก็กินแอปเปิลราคาถูก  ซึ่งต้องระวังเรื่องสารปนเปื้อนที่ติดมากับเปลือก อาทิ สารเคลือบ หรือยาฆ่าแมลง โดยธรรมชาติแอปเปิลมีการสร้างไขออกมาเคลือบลูกแอปเปิลอยู่แล้ว ผิวจึงมันตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเวลานำมาจำหน่ายอาจมีการแว็กซ์เพิ่ม ดังนั้นก่อนกินควรล้างให้สะอาด แต่อย่างถึงขั้นล้างจนผิวด้าน เพราะอาจทำให้วิตามินหายไปและเหี่ยวเร็ว เวลาจะกินค่อยล้างดีกว่า อย่าล้างไว้มาก ๆ แล้วใส่ตู้เย็นทิ้งไว้

สรุปคือกินแอปเปิลสีไหนก็ได้ แต่ต้องกินทั้งเปลือก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน คุมน้ำตาล เหมาะกับคนอ้วน ต้องการลดน้ำหนักดีนักแล.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์  8 กันยายน 2556

5 เคล็ดลับประหลาดๆ ที่ช่วย′ลดน้ำหนัก′ได้ผล !!!

matichon130827_001อะไรเอ่ยขึ้นง่าย ลงยาก?

อืม…นอกจาก “อารมณ์” ก็เห็นจะมีเรื่อง “อวบๆ อ้วนๆ” นี่แหละ ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับหนุ่มสาวหลายคนที่พอปล่อยตัวให้อ้วนเกินพิกัดไปแล้ว ก็เอาน้ำหนักตัวลงยากเหลือเกิน เพราะไม่สามารถจะควบคุมอาหาร และออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ

สำหรับใครที่กำลังมี “ปัญหา” กับน้ำหนักตัว วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับในการลดความอ้วนที่อาจจะฟังดูประหลาดๆ แต่ทว่า ทำตามแล้วได้ผล ซึ่งนำมาจาก 5 Weird Weight-Loss Tricks that Work มาฝากกัน

วิธีแรก ก็คือขอให้มี “ขนม” ติดอยู่ด้วยในอาหารมื้อเช้า โดยมีผลการศึกษาในกลุ่มคนอ้วนที่พยายามลดน้ำหนักตัวด้วยการควบคุมอาหาร แล้วพบว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าเยอะ และมีขนมในอาหารมื้อนี้ด้วย สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้มากกว่า กลุ่มคนอ้วนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าน้อยกว่า และไม่มีขนมในอาหารมื้อนี้เลย สำหรับคำอธิบายก็คือ อาจเป็นเพราะว่าการรับประทานขนมในอาหารมื้อเช้า สามารถช่วย “ลด” ความอยากรับประทานขนม หรือของหวานระหว่างวันให้น้อยลงได้

เคล็ดลับที่ 2 ให้ตัดหรือหั่นอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ โดยวิธีนี้มีผลการศึกษาพูดไว้ว่า การที่เราตัด หั่น ซอย อาหารเป็นชิ้นเล็กๆ อาจจะช่วยทำให้สมองของเราคิดว่า มีอาหารอยู่ในจานเยอะ ก็จะช่วยให้เรากินอาหารน้อยลง ทั้งยังมีความรู้สึกพึงพอใจด้วย

เคล็ดลับที่ 3 ก็คือหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในตอนเช้า ที่จริง การหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตามเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าคุณต้องการจะลดน้ำหนักให้ได้มากขึ้น หากมองในแง่ของการเผาผลาญพลังงาน ให้ลองหาเวลาออกกำลังกายตอนเช้าดู เพราะมีผลการศึกษาพบว่า คนที่ออกกำลังกายตอนเช้า จะออกกำลังกายมากกว่าคนที่ออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ ของวัน

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มน้ำอุ่น จริงอยู่ที่การดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก คุณควรเปลี่ยนจากดื่มน้ำเย็นไปเป็นน้ำอุ่น ทั้งนี้ เพราะมีผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานนี้ พบว่าการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหารแต่ละมื้อ สามารถช่วยให้เรารับประทานอาหาร “อิ่ม” เร็วขึ้น แล้วก็ทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลงในแต่ละมื้อ

เคล็ดลับสุดท้าย ก็คือกินบ่อยๆ แทนที่วันหนึ่งจะกินแค่ 2-3 มื้อ ก็พยายามกินให้ได้วันละประมาณ 5-6 มื้อ เพราะการกินหลายมื้อ จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องกินอาหารประเภทโปรตีน อาหารที่มีกากใย และอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าอาหารประเภทแป้ง และอาหารที่มีสารปรุงรส เพราะอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านั้น จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยให้อิ่มท้อง โดยปราศจากแคลอรี

ลองนำไปทำดูกันนะคะ อ้อ … แต่ต้องอย่าลืมว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้เวลา และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา: มติชน  25 สิงหาคม 2556

‘กิน-นอน’ถูกวิธีก็ผอมได้ โดย กานต์ดา บุญเถื่อน

bangkokbiznews130806_001อาการไขมันเกินและพอกพูนกลายเป็นความอ้วน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของคนไทยอีกต่อไป หากย้อนมาแก้ที่ต้นเหตุให้ถูกจุด สมดุลที่พอดีก็จะคืนหุ่นสวยๆ ได้ไม่ยาก

ร่างกายคนเรามักเกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายหลังอายุขึ้นเลข 3 โดยเฉพาะในผู้หญิงจะพบได้มากกว่าผู้ชาย ตรงบริเวณส่วนต้นขา สะโพก ต้นแขน เนื่องจากหลายสาเหตุเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนกระทั่งนอนหลับ

“ร่างกายของคนเราและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนต้องพึ่งพาแสงแดด และแสงจันทร์ในการดำรงชีวิต เห็นชัดๆ จากระบบการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะทำงานตั้งแต่เช้า หากตื่นได้ก่อน 6 โมงเช้า แล้วออกกำลังกายเบาๆ สักครึ่งชั่วโมง ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีส่วนกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายจะทำงานได้ดี และยากที่จะเกิดการสะสมของไขมันที่กินเข้าไป” พญ.มนวรัตน์ พ่อค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย คลินิกฮาร์โมนี อธิบาย

ส่วนคนที่ตื่นสายเป็นประจำก็ดูกันไม่ยาก มักมีร่างกายเจ้าเนื้อ เพราะฮอร์โมนดังกล่าวทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร กินเท่าไหร่ก็สะสม ระหว่างวันก็ไม่ค่อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมอะไรมากนัก ง่วงนอนง่าย หิวบ่อย ขณะที่คนไหนใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบกินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายจะตื่นตัวในการใช้ชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ดูแลเลย

ฉะนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพ นอกจากตื่นเช้าแล้ว ช่วง 7-8 โมงเช้าก็ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เนื่องจากจะส่งผลถึงสมองให้ทำงานสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมื้อหลังเที่ยงไปแล้วก็ให้เลี่ยงเมนูแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่เลือกกินโปรตีนเบาๆ แทน จากนั้นมื้อเย็นก็เลือกกินผักผลไม้เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายคล่องในตอนเช้า

“คนส่วนใหญ่มักเน้นมื้อเย็นให้หนัก เพื่อให้รางวัลชีวิตหลังเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน แต่ไม่ออกกำลังกายเลย แถมถามหมอว่า ทำอย่างไรดีจึงจะผอม? คำถามนี้หมอว่า คนที่ถามน่าจะรู้พฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองดีที่สุดว่า มีการใส่ใจหรือถูกละเลยอย่างไรจึงเกิดผลเช่นนั้น เพราะถ้าเพียงถามแต่ไม่ลงมือทำ อีก 10 ปีก็มีแต่จะน้ำหนักเพิ่มแน่ๆ” คุณหมอกล่าว

อาหารเป็นปัจจัยทำให้อ้วนได้ 70-80% การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานที่กินเข้าไปได้แค่ 20% เท่านั้น วิธีที่กินแล้วไม่อ้วน ผู้กินก็ต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้เหมาะสม ด้วยการทิ้งช่วงห่างกับการนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้มีเวลาพอที่จะย่อยอาหารได้เสร็จสมบูรณ์และนอนหลับสนิท ไม่ปวดท้องจากการกินมากจนนอนไม่ได้

มื้อเย็นควรกินให้เสร็จก่อน 6 โมงเย็น เพราะขณะที่นอนหลับลำไส้ของเราจะหยุดทำงานไปด้วย คนไหนกินก่อนนอนปริมาณมากๆ ร่างกายจะย่อยไม่ทันและเกิดการหมัก สุดท้ายร่างกายก็ดูดซึมกากอาหารเหล่านั้นกลับเข้ามาหมุนเวียนในร่างกาย จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการอุดตันอวัยวะต่างๆ ตามมาในอนาคต

การนอนที่จะได้ประโยชน์นั้น ควรเว้นห่างจากมื้อเย็นไปแล้ว เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ได้พักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปิดแสงไฟอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ให้หมด เพื่อให้เกิดความมืดและสมองสั่งการให้ร่างกายหลับ ซึ่งเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงก่อน 4 ทุ่ม เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมร่างกาย คงความเยาว์วัยอยู่กับเรานานๆ

“การนอนทำให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดีที่สุด หมออยากให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องการใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ ลองตื่นเช้าดู นอนเร็ว ไม่กินดึก เชื่อว่าน้ำหนักของหลายคนที่ทำตามต้องลดแน่ๆ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม หรือคอร์สลดน้ำหนัก ซึ่งระยะยาวหากเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปรับพฤติกรรมของตัวเองก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม” คำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 สิงหาคม 2556